Masukนักออกแบบเสื้อผ้าชื่อดัง เธอเกิดในครอบครัวช่างปักผ้าที่สืบทอดวิธีการปักผ้ามายาวนานกว่าหลายร้อยปี เสื้อผ้าของหว่านหนิงได้รับความนิยมไม่น้อย ด้วยเอกลักษณ์การผสมผสานระหว่างสมัยใหม่กับยุคโบราณที่ลงตัว
Lihat lebih banyakIt has been two years since Adnan was diagnosed with a brain tumor, which has now reached stage 4. His hair has fallen out, his face has become gaunt, his body has grown emaciated and darkened as if burnt, for he also suffers from severe dry diabetes.
Today is the day of his surgery, and Adnan has readied himself for the procedure. "Mr. Anton, Adnan must undergo surgery immediately, for his brain cancer has spread to other parts of his body," said Dr. Rani. Anton’s blood pressure spiked instantly. "What? Surgery?" Arka asked, staring wide-eyed at Adnan standing beside him. "What is the point of operating on him? Hah! It’s nothing but a waste of money!" Anton snapped, shoving Adnan’s head so hard that the young man stumbled back several steps. "Do you think surgery is cheap, huh? Wanting to ask for money? You’d be better off just waiting to die, you useless thing!" Anton raged. The words pierced straight through Adnan’s heart, uttered without a moment’s hesitation. Adnan stood silent, clutching his head which throbbed with a dull ache, his eyes fixed on his father who looked back at him with nothing but irritation. "Oh, and one more thing—I’ve taken over the restaurant and given it to your elder brother. He’s actually useful, unlike you, you burden! I have no son who is sickly and useless like you! You’re nothing but a disgrace to this family!" he spat, completely disregarding Adnan’s feelings. Adnan remained still, gazing at his father with a calm, unwavering look. There was no anger in his eyes, only the quiet, steady rhythm of his breathing. "If you want surgery so badly, pay for it yourself! This has nothing to do with me!" Anton turned on his heel and stormed away, leaving Adnan standing there with the two doctors. Adnan watched his father’s retreating figure, his expression unreadable. "Mr. Adnan… are you alright?" asked Dr. Rani gently. "I’m quite alright, Doctor. I’m fine," Adnan replied, nodding slowly. "Doctor, I am ready for the surgery now," he added, his voice firm and steady. "Very well, Mr. Adnan. If you are ready, let us begin at once," said Dr. Adi, doing his best to sound encouraging, not wanting to see Adnan further saddened. They made their way into the operating room, and Adnan settled onto the gurney. "Alright team, let’s begin the procedure," Dr. Adi called out to the surgical team, who stood poised and ready. Adnan lay back and closed his eyes. A single tear slipped from the corner of his eye, betraying just how deeply his heart ached. Three years ago, he had been so successful. He had built the restaurant into one of the most prestigious in the city, rising to become CEO of the number one restaurant chain. He had married a beautiful woman and lived a perfect life—the pride and joy of his father. But all that happiness had crumbled when this illness began to consume him. The anesthetic was administered. Slowly, Adnan’s consciousness faded, and he slipped into darkness. At Adnan’s request, the surgeons began the delicate operation on his brain. Bright surgical lights shone down upon Adnan, who lay motionless on the operating table. Dr. Rani raised her hands; her fingers trembled slightly beneath her sterile gloves. "Stage 4… the tumor has spread into the spinal cord. We only have one chance," she said, her breath coming in short, sharp gasps. The team worked with controlled, precise speed. The steady beep… beep… beep… of the heart monitor was the only sound breaking the heavy silence. One instrument after another was brought into play—scalpel, forceps, and a surgical laser emitting a fine red beam, used to separate healthy tissue from the diseased tumor. Dr. Rani and Dr. Adi fought tirelessly, pushing through exhaustion, determined to save their patient. "No matter what—this surgery will succeed!" Dr. Adi declared, rallying his team not to give up. They pressed on, sweat streaming down their foreheads, clinging to every glimmer of hope that their patient might survive. But it was not to be. Adnan was pronounced dead on the operating table. The surgery had failed.หลังจากงานเลี้ยงราชสมภพของฮ่องเต้ ก็ยังไม่มีคณะทูตคนใดที่คิดจะเดินกลับ ด้วยต้องการตัวของคนที่ทำชุดฉลองพระองค์ของฮ่องเต้และฮองเฮากลับแคว้นของตนไปด้วยความวุ่นวายด้านนอกนางมิได้รับรู้ ด้วยมีสัตว์เทพทั้งสี่ที่คอยจัดการพวกที่ลักลอบเข้ามาในจวนอยู่ตลอด บางคนเกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ เพื่อต้องการเข้ามาชิงตัวหว่านหนิงนางกลับไปที่แคว้นของพวกเขาด้วยตอนนี้ทั่วถึงเมืองหลวงจึงได้รู้ว่าจวนตระกูลหลี่มิใช่สถานที่ ที่ผู้ใดจะเข้าไปวุ่นวายได้ง่ายๆ หากมีปัญญาที่จะเข้าไปก็ต้องลองดูว่าจะมีโอกาสได้กลับออกมาอีกหรือไม่ตัวองค์ชายสามจึงได้รู้ว่าเสือที่กุ้ยเฟยพูดถึงมิได้ไม่มีอยู่จริง มันมีอยู่ที่จวนตระกูลหลี่ เพราะเสี่ยวหู่เผยตัวตนของมันเข้าเสียแล้วหากวันใดที่จวนตระกูลหลี่เปิดประตูจวนทิ้งไว้ ชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาก็จะพบเสือโคร่งตัวใหญ่เดินอยู่ภายในจวนที่เสี่ยวหู่มันทำเช่นนี้เพื่อจัดการมิให้ผู้ใดเข้ามากวนนายหญิงยามที่นางตั้งครรภ์ใกล้คลอด ก่อนหน้านี้ที่มันเผยตัว ด้วยแคว้นต้าซ่งส่งคนมาลอบลักพาตัวหว่านหนิงคนขององค์ชายสามที่คุ้มกันห่างๆ อยู่รอบจวนเข้ามาช่วยเหลือไม่ทัน พอไปแจ้งองค์ชายสามก็เห็นเสี่ยวหู่กำลังตะปบใบห
ตระกูลซูเมื่อรู้ว่าหว่านหนิงนางกลับมาถึงเมืองหลวงก็รีบมาพบนางทันที พอได้เห็นว่านางไม่มีอันใดให้เป็นห่วง ทั้งยังไม่มีอาการแพ้ท้องให้ได้เห็น ต่างก็พากันกลับออกไป ปล่อยให้นางได้พักผ่อนฉลองพระองค์ที่หว่านหนิงนางทำขึ้นถวาย เป็นที่พอพระทัยของฮ่องเต้ยิ่งนัก จนประทานรางวัลมาให้นางถึงสองคันรถม้า ทั้งยังมีป้ายเชิดชูฝีมือปักผ้าของนางประทานมาให้อีกด้วยป้ายพระราชทานนี้ถูกติดไว้อยู่ที่หน้าจวน เคียงข้างป้ายจวนตระกูลหลี่อย่างยิ่งใหญ่ ราคาผ้าปักกั้นฉากสามผืนก่อนหน้านี้ที่นางทำขึ้น ถูกทาบทามขอซื้อสูงถึงผืนละห้าพันตำลึงทอง แต่ก็ไม่มีผู้ใดที่คิดจะขายออกไป ด้วยอยากจะเก็บไว้ให้บุตรหลานและอวดสายตาของผู้อื่นเสียมากกว่าเพราะการตั้งครรภ์ของนาง หว่านหนิงนางจึงไม่ได้ถูกผู้ใดรบกวนขอให้ปักผ้าให้อีก มีเพียงผืนที่นางรับบอกจ้าวซื่อ และชุดของตู้ลู่จื้อที่นางรับปากไว้แล้วเท่านั้นที่นางทำให้ของทั้งสองสิ่งต่างก็มอบให้พวกเขาก่อนที่นางจะเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว ตอนนี้นางจึงว่างงานเอาแต่กินนอนอยู่เพียงภายในจวนเท่านั้นเรื่องที่น่าแปลกอีกเรื่องเห็นจะเป็นต้นหม่อนที่โตวันโตคืนจนบ่าวในจวนต่างตกตะลึงทุกวัน ยิ่งได้เห็นเหล่าผี
ต่อไปนี้นางก็จะมีช่องเก็บของส่วนตัวเสียที ของมีค่าทั้งหมดหว่านหนิงนางนำมาใส่ลงไปด้านใน และผูกเก็บไว้ที่ข้างเอวของนางอย่างหวงแหน ยิ่งทำให้คอของเสี่ยวหู่ตั้งตรงมากกว่าเดิมเซียงเซียงกลับมาถึงเรือนก็นำผ้าหลายพับมามอบให้หว่านหนิง โดยผ้าทั้งหมดที่นางมอบให้ในครั้งนี้ เพื่อทำชุดและผ้าอ้อมให้บุตรของหว่านหนิงเท่านั้นส่วนเหมยลี่นางนำสุราแสงจันทร์ ที่ถูกนำออกมาแอบแสงจันทร์ในวันพระจันทร์เต็มดวงถึงหนึ่งร้อยครั้งด้วยกัน“นายหญิงสุราไหนี้ ท่านไว้ดื่มหลังจากที่ท่านคลอดบุตรแล้ว จะช่วยให้พลังหยินหยางในร่างกายท่านสมดุลเร็วขึ้น”หว่านหนิงนางมองสัตว์เทพทุกตัวของนางอย่างซาบซึ้ง ดวงตาของนางมีน้ำตาเอ่อคลอออกมา“ข้าไม่รู้จะขอบใจพวกเจ้าเช่นไร เพียงแค่มีพวกเจ้าอยู่ข้างกายจ้า ข้าก็นึกขอบคุณสวรรค์มาแล้ว” นางร่ำไห้ออกมาจนได้เสี่ยวหู่ซุกเข้าไปในอ้อมกอดของหว่านหนิงนางทันที ส่วนทั้งสามต่างเข้ามาคลอเคลียอยู่ที่แก้มของนางหลี่เฉียงที่เข้ามาเห็นภาพนี้พอดี ก็ยิ้มมองทั้งหมดอย่างภูมิใจ เรื่องดีที่สุดในชีวิตของเขาก็คงเห็นจะเป็นเรื่องนี้ที่มีหว่านหนิงและสัตว์เทพที่คอยช่วยเหลือ“ท่านพี่ ท่านดูนี่” หว่านหนิงนางนำของทั้งหมดออ
นับตั้งแต่ออกเดินทางจากเมืองหลวง ตัวหว่านหนิงนางก็แทบจะไม่ได้ปักผ้าสักเท่าไหร่ นางเอาแต่นอนพักอยู่ภายในรถม้า พอเข้าพักที่โรงเตี๊ยมนางก็เอาแต่นอน“นายท่าน นายหญิงกำลังตั้งครรภ์เจ้าค่ะ” ฮวาเตี๋ยนางร้องบอกหลี่เฉียง เมื่อนางลองบินเข้าไปใกล้ท้องของหว่านหนิงเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่นางคิดถูกต้อง“จะ เจ้า...เจ้าว่าอย่างไรนะ” หลี่เฉียงร้องออกมาอย่างตกใจจนเสี่ยวชิงที่เพิ่งนำม้าไปเก็บด้านหลังเรือน ต้องเดินเข้ามาดูว่าเกิดเรื่องใดขึ้น เขาก็เห็นเพียงนายท่านพูดคุยอยู่กับความว่างเปล่าเท่านั้น โดยมีเสี่ยวหู่ยืนอยู่ด้านข้าง จะบอกว่าคุยกับแมวก็ดูจะประหลาดเกินไป“ข้าบอกว่า นายหญิงตั้งครรภ์เจ้าค่ะ ท่านควรไปเชิญหมอมาตรวจให้นางอีกครั้งเพื่อความ...อ้าว” ฮวาเตี๋ยนางยังพูดไม่จบหลี่เฉียงก็วิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเสียแล้วโดยหลงลืมไปเลยว่ามีเสี่ยวชิงอยู่ จะใช้ให้เสี่ยวชิงไปตามก็ย่อมได้ พอออกจากเรือนก็พบป้าตู้ที่นางกำลังจะเดินมาดูว่าผู้ใดมาที่เรือนของหว่านหนิง“อ้าว อาเฉียงเจ้ากลับมาเมื่อใด แล้วอาหนิงเล่า” นางดึงรั้งหลี่เฉียงที่กำลังเร่งฝีเท้าเข้าไปในหมู่บ้านไว้“เพิ่งกลับมาขอรับ ท่านป้าข้าจะรีบไปตามหมอ ขอตัวก่อนขอรั
กุ้ยเฟยยิ้มหวานมองฮองเฮาที่เดินเข้ามาอย่างรู้งาน ดวงตาของนางไม่ต่างจากฮองเฮาที่มองจ้องกันไปมาอย่างแข็งกร้าว“พี่สาว วันนี้ท่านลำบากเดินมาหาข้าถึงตำหนักได้เลยรึ” กุ้ยเฟยลุกขึ้นทำความเคารพก่อนจะยกที่นั่งประธานให้ฮองเฮาไปนั่งแทนตน“หึหึ เปิ่นกงเห็นว่ามีเรื่องน่าสนุกที่ตำหนักของเจ้า จึงได้เดินมาร่วมชมด
หว่านหนิงนางรู้มาจากประวัติศาสตร์ที่เคยได้เรียนมา สัญลักษณ์ของฮองเฮาเป็นรูปหงส์ และสีแดงมีเพียงพระองค์ผู้เดียวที่จะสวมใส่ได้ชุดสีแดงเพลิงที่มีรูปหงส์สยายปีกบินเต็มตัวที่อยู่ด้านหลัง หางของตัวหงส์ยาวไปจนถึงพื้นที่ลากดินด้านล่าง ส่วนด้านหน้าเป็นรูปใบหน้าของหงส์ที่ดูหน้าแกร่งข้าม ผู้ใดที่ได้สบดวงตาขอ
รุ่งเช้า หลี่เฉียงทำตามเช่นที่เขาพูดไว้เมื่อคืนทันที พอฟ้าเริ่มจะสว่างเขาก็เตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลงมาถึงด้านล่างของโรงเตี๊ยมก็พบคนตระกูลซูทั้งสามมารอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว“ท่านพ่อ ท่านแม่ เหตุใดพวกท่านมาเร็วยิ่งนัก กินอาหารเช้ามาแล้วหรือยังเจ้าคะ” หว่านหนิงนางรีบเดินมาหาพวกเขาทันที“เรียบร้อยมาแ
ตอนที่นางไปถึงที่ตลาด ร้านขายหมูของตระกูลซูก็เก็บกลับเรือนไปเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านบางคนที่จำหว่านหนิงได้ก็มองนางด้วยสายตาที่ดูแคลนนางมิได้สนใจสายตาของผู้อื่น ได้แต่มุ่งหน้าไปที่เรือนตระกูลซูทันที จากความทรงจำของเจ้าของร่างช่างเลือนรางนัก นางหยุดยืนอยู่ที่หน้าเรือนก็ได้ยินเสียงไอออกมาเป็นระยะๆ จนต้อ












Ulasan-ulasanLebih banyak