บ่าวหญิงของศิษย์รัก

บ่าวหญิงของศิษย์รัก

last updateآخر تحديث : 2025-07-20
لغة: Thai
goodnovel12goodnovel
10
3 تقييمات. 3 المراجعات
81فصول
3.0Kوجهات النظر
قراءة
أضف إلى المكتبة

مشاركة:  

تقرير
ملخص
كتالوج
امسح الكود للقراءة على التطبيق

เมื่อศิษย์เอกของเซียนหญิงผู้ยิ่งใหญ่ เลือกทิ้งวิถีเซียนไปแต่งงานกับบุคคลผู้ไม่น่าไว้วางใจ เซียนหญิงจึงมิอาจนิ่งเฉย ต้องติดตามไปดูแลชีวิตของศิษย์ตัวดี แต่ดันต้องมาติดอยู่ในร่างสาวใช้ธรรมดา ๆ กลับร่างไม่ได้เสียอย่างนั้น แล้วนางจะทำอย่างไรต่อกับชีวิตกันล่ะ?!

عرض المزيد

الفصل الأول

บทที่ 1 : นางกล่าวว่าข้านั้นไร้รัก

ยอดเขาหลิงอวิ๋นยามย่ำรุ่งยังคงแวดล้อมด้วยม่านหมอกสีขาวนวลราวสายไหม สายลมบางเบาพัดพาใบสนให้สั่นไหวเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบของภูตพรายในแดนสวรรค์ ดอกเหมยที่เบ่งบานอยู่ตามซอกผาหินส่งกลิ่นหอมเย็นจาง ๆ เคล้ากับกลิ่นไอของเหมันต์ที่ยังไม่เลือนจากยอดเขาสูงเสียดฟ้าแห่งนี้

ท่ามกลางธรรมชาติอันสงบนิ่ง มีตำหนักไม้หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผา บนระเบียงตำหนักนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างสงบนิ่งพิงเสาไม้หอม

นางคือ "ลั่วชิง" เซียนหญิงผู้เร้นกายจากโลกมนุษย์มาเนิ่นนาน ชุดยาวสีขาวดุจหิมะสะอาดตา ผ้าคลุมโปร่งผืนบางแนบแน่นกับลำตัวเพราะลมจากหน้าผา แววตานิ่งลึกคล้ายผืนน้ำสงบใต้เงาจันทร์ จ้องมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เริ่มแต้มแสงทองของอรุณรุ่ง ผมของนางดำขลับยาวสลวยเลยสะโพก ขึ้นมวยบางเบาด้วยปิ่นหยกเงาวับ ใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวละเอียดราวหิมะบนยอดเขา คิ้วเรียวยาวพาดเฉียงเหนือดวงตากลมโตสีดำสนิท ดวงตานั้นแม้จะดูสงบเยือกเย็น หากแต่ลึกลงไปกลับซ่อนร่องรอยของความโศกเศร้าและความผูกพันบางประการ ปลายจมูกเล็กโด่งอย่างเหมาะเจาะ ริมฝีปากบางสีจางคล้ายกลีบเหมยยามหนาวจัด ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นความงามที่ไม่เย้ายวนหากแต่น่าเกรงขาม

ในห้วงเวลากว่าสองพันปีที่ผ่านมา ลั่วชิงใช้ชีวิตอยู่บนยอดเขาหลิงอวิ๋น ฝึกบำเพ็ญเพียรตามวิถีเซียน ถูกขนานนามว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา และใจ ทว่าแม้นางจะเปลีกวิเวก ไม่แสวงหาเกียรติยศหรือลาภยศ ก็ยังมีลูกศิษย์ที่ได้มาร่ำเรียนธรรมะและวิชาเซียนจากนางอยู่ไม่น้อย หลายคนดั้นดันฟันฝ่าอุปสรรคและบททดสอบนานาเพื่อขึ้นมาบนเขา ให้ได้รับการยอมรับเป็นศิษย์จากนาง หลายคนถูกช่วยเอาไว้จากความตาย แล้วนางได้รับเลี้ยงเอาไว้เสมือนบุตร

หนึ่งในนั้นคือเด็กสาวนามว่า "ซูหรง"

ซูหรงปรากฏตัวเมื่อสิบห้าปีก่อน ในวันที่หิมะตกหนาทึบ นางยังเป็นเพียงเด็กหญิงวัยไม่ถึงสามขวบ ถูกทิ้งไว้ที่ตีนเขาพร้อมผ้าห่มเก่า ๆ และโอสถแปลกประหลาดที่ใช้รักษาโรคต้องห้าม เหล่าศิษย์ของลั่วชิงเห็นเข้าจึงมารายงาน และด้วยความเมตตา เซียนหญิงจึงตัดสินใจเก็บนางมาเลี้ยงไว้เอง และตั้งชื่อให้นาง

ซูหรงเติบโตมาใต้ชายคาแห่งตำหนักเซียน ในความสงบของยอดเขา นางมีรูปลักษณ์งดงามเกินเด็กทั่วไป ผิวขาวอมชมพู ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาโตกลมโตเป็นประกาย คิ้วโค้งราวจันทร์เสี้ยว จมูกเล็ก ริมฝีปากสีชมพูดูสดใสราวดอกท้อ ผมยาวสีดำธรรมชาติ มีสีเหลือบแดงเล็กน้อยเมื่อโดนแดด นางมีน้ำเสียงใสและหัวเราะง่าย แม้ในวัยเด็กก็แสดงออกถึงอุปนิสัยเปี่ยมด้วยอารมณ์ ซุกซน หากแต่จิตใจดีและซื่อตรง

ตลอดเวลาที่อยู่บนเขา ซูหรงเรียกลั่วชิงว่า "อาจารย์แม่" และยึดถือเสมือนมารดา นางเรียนรู้วิชากระบี่ วิชาการฝึกพลังภายใน และวิถีธรรมเบื้องต้นได้เร็วกว่าผู้อื่นมาก และยิ่งเติบโต ยิ่งงามสง่า กลายเป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่เก่งกล้าสามารถกว่าศิษย์อื่นที่ใช้เวลาศึกษาเท่า ๆ กัน ซึ่งยังอยู่ในขั้นผู้ฝึกปราณพื้นฐานเท่านั้น

กระนั้นสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือดวงใจที่เต็มไปด้วยความอยากรู้ อยากเห็นในโลกเบื้องล่าง ซึ่งเป็นสถานที่ที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน นอกจากฟังเรื่องเล่าจากเหล่าศิษย์พี่และอาจารย์

เมื่ออายุครบสิบแปด ซูหรงจึงขออนุญาตลงเขาเพื่อแจกโอสถช่วยชาวบ้าน ลั่วชิงรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้าง แต่นางก็มิได้ขัดขวาง หากแต่มอบโอสถหลายขนานให้ และสั่งสอนเอาไว้ว่า

“ระดับของเจ้าในตอนนี้เป็นผู้บำเพ็ญเซียนก็จริง แต่พรสวรรค์ของเจ้านั้น อนาคตอาจพัฒนาเข้าสู่กระแสธรรมชาติเป็นชั้นเซียนเบิกนภา ควบคุมห้าธาตุและก้าวเหนือชะตากรรมจนเป็นเซียนเชื่อมจิตดารา และอาจขึ้นมาเป็นเซียนเหนือเมฆาเช่นข้าได้ หรืออาจก้าวข้ามข้าจนกลายเป็นเซียนแดนสวรรค์ก็ได้”

"แต่โลกเบื้องล่างมีทั้งแสงและเงา อาจทำให้ใจเจ้าสั่นไหว หากเป็นเช่นนั้น กิเลสในใจเจ้าจะเป็นดังเปลวไฟที่แผดเผาตนเอง และอาจจะทำให้พลังปราณ และจิตใจของเจ้าไม่อาจพัฒนาได้ถึงขั้นนั้น"

ซูหรงหัวเราะคิกคัก แม้นไม่กล้าจะลบล้างคำพูดอาจารย์ แต่ก็เพียงกล่าวยอกย้อนว่า

"อาจารย์ไม่ได้มีกิเลสเท่าผู้คนทั่วไป อาจารย์รู้ได้อย่างไรว่าไฟมันเผาหรืออบอุ่น?"

ลั่วชิงได้ยินคำกล่าวของศิษย์ที่เลี้ยงมาแต่น้อย ก็นิ่งเงียบ ไม่กล่าวตอบใด ๆ นางเพียงยืนมองร่างของศิษย์สาวเดินห่างออกไปทางทางแคบริมหน้าผา แผ่นหลังเล็ก ๆ ในชุดคลุมสีชมพูอ่อน ค่อย ๆ จมหายไปในม่านหมอกหนา

.

ในเมืองเล็กตีนเขา โรงเตี๊ยม "ไป๋อวิ๋น" เป็นสถานที่เงียบสงบ รายล้อมด้วยกลิ่นหอมของชาจีนและกลิ่นซุปที่ต้มจากเครื่องยาจีนอ่อน ๆ ท่ามกลางเสียงคนและรถม้า มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินตรวจความเรียบร้อยอยู่เสมอ เขาคือ "อวี้ไป๋เฉิน"

อวี้ไป๋เฉินเป็นชายหนุ่มราวยี่สิบห้า ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาเรียวยาวแต่ซ่อนแววอ่อนโยน จมูกโด่ง ริมฝีปากบางเป็นเส้นตรงคล้ายคนไม่ยิ้มง่าย ทว่าหากยิ้มขึ้นมา จะเปล่งประกายจนหญิงสาวต้องเบือนหน้าหนีด้วยความเขินอาย ผิวคล้ำแดดเล็กน้อยเพราะทำงานกลางแจ้ง แต่สะอาดสะอ้าน ท่วงท่าทุกก้าวเดินราวนักกระบี่ผู้มีชั้นเชิง

เมื่อซูหรงลงเขา นางแวะพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ และเป็นครั้งแรกที่ได้พบกับอวี้ไป๋เฉิน เขาเป็นผู้ให้ที่พัก ให้น้ำชา และไม่ถามที่มา นั่นทำให้นางรู้สึกถึงความอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด

มันเริ่มจากตรงนั้น

ซูหรงเริ่มแวะที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้บ่อยขึ้น แม้จะอ้างว่าเพราะอยู่ใกล้กับหมู่บ้านที่นางต้องไปแจกโอสถ ทว่าเมื่อสายตาของอวี้ไป๋เฉินทอดมองมายังนาง และนางเผลอยิ้มตอบโดยไม่รู้ตัว ลั่วชิงที่เฝ้าดูเหตุการณ์จากกระจกวารีในตำหนักก็รู้ในทันที

ความรัก...ได้บังเกิดขึ้นในหัวใจของศิษย์นางเข้าแล้ว

แม้นางจะรู้ แต่ลั่วชิงก็มิได้ขัดขวาง นางใช้เวลาไปกับการฝึกสมาธิให้ลึกกว่าเดิม และปล่อยให้เรื่องราวดำเนินต่อไปตามครรลองของมัน ซูหรงก็มักลงไปเยี่ยมเยียนโลกเบื้องล่าง อ้างว่าไปใช้วิชาเซียนช่วยเหลือผู้คนตกทุกข์ได้ยากบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ แต่นั่นเป็นข้ออ้างที่จะได้พบชายหนุ่มที่นางพึงใจเท่านั้น ทั้งคู่พัฒนาสายสัมพันธ์มากขึ้นเรื่อย ๆ จนยากที่จะทำลาย เหนี่ยวรั้งเซียนฝึกหัดอย่างซูหรงให้ถูกดึงเข้าสู่ทางโลกอย่างมิอาจจะถอนตัว

จนกระทั่งวันหนึ่ง ซูหรงกลับมาบนยอดเขาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพื่อฝึกวิชา ไม่ใช่เพื่อมาขอโอสถ หากแต่เพื่อกล่าวคำลาสุดท้าย

"อาจารย์... ข้าจะไปใช้ชีวิตกับเขา ไป๋เฉินขอข้าแต่งงานแล้ว"

ลั่วชิงนิ่งเงียบ นางรู้ดีว่าสักวันเรื่องนี้จะต้องมาถึง นางมิได้แสดงสีหน้าใด ๆ เพียงพยักหน้าช้า ๆ แล้วกล่าว

"จงตั้งสติ ใช้ปัญญาพิจารณาถึงผลดีร้ายที่จะตามมา อย่าให้ตาเจ้าบอดด้วยความรัก อย่าให้เปลวไฟแห่งอารมณ์แผดเผาอนาคตของเจ้า เจ้ายังอาจบรรลุในวิถีที่สูงส่งกว่านี้มากนัก"

“หากอนาคตของข้าถูกแผดเผาด้วยรัก ข้าก็ยินดี ข้ายอมอยู่ที่ระดับนี้โดยมีคนรักเคียงกาย ดีกว่าขึ้นไประดับสูงส่งโดยไร้ความรักเช่นท่าน อาจารย์โปรดอย่าห้ามข้าเลย”

ซูหรงน้ำตาคลอ แต่ยังยิ้ม นางก้มลงกราบงาม ๆ สามครั้ง ก่อนจะเดินจากไปอีกครั้ง ลงจากเขา และครั้งนี้ ลั่วชิงรู้ว่าอาจเป็นการลาจากตำหนักเซียนที่ไม่อาจจะหวนคืนกลับมาได้ของนาง

เซียนหญิงยืนนิ่งอยู่หน้าตำหนัก ปล่อยให้ลมหนาวพัดกลีบดอกเหมยกระทบผ้าแพรบางเบาของนางอีกครั้งหนึ่ง นางรำพึงกับตัวเองเมื่อศิษย์สาวเดินลงเขาไปจนลับตา

“เด็กน้อยเอ๋ย ความรักไม่ได้มีเพียงเท่าที่เจ้าเข้าใจเสียหน่อย ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้ารู้ว่าเจ้าหาได้คิดถูกไม่”

توسيع
الفصل التالي
تحميل

أحدث فصل

فصول أخرى

المراجعات

honeyclover1426
honeyclover1426
เป็นนิยายควรค่าแก่การอ่านมาก เราไม่ค่อยได้อ่านจีนโบบ่อยเท่าไหร่ แต่พอได้อ่านเรื่องนี้ของคุณนักเขียนทำให้รู้ว่ายังมีนิยายน้ำดีอีกมากที่รอการค้นพบ เราชอบความสัมพันธ์ของลั่วชิงกับซูหรงมาก เป็นศิษย์อาจารย์ที่อบอุ่น แต่ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไปเพราะซูหรงลาไปแต่งงาน เราไม่กล้าพิมพ์มากกลัวสปอย แต่สนุกมากค่ะ
2025-09-05 00:00:53
2
0
Supalak Yossakcharoen
Supalak Yossakcharoen
ชอบมากสนุกดี เดาทางไม่ถูกเลย เป็นความสัมพันธ์ของศิษย์อาจารย์ที่ อิหยังวะดี 5555555 แต่ละตอนมีเรื่องชวนให้น่าติดตาม
2025-06-29 10:25:44
5
0
อู๋หมิง - วิฬาร์ดำแห่งเสียนหลอ
อู๋หมิง - วิฬาร์ดำแห่งเสียนหลอ
งานดีมากกกกกกก
2025-06-23 09:39:06
5
0
81 فصول
บทที่ 1 : นางกล่าวว่าข้านั้นไร้รัก
ยอดเขาหลิงอวิ๋นยามย่ำรุ่งยังคงแวดล้อมด้วยม่านหมอกสีขาวนวลราวสายไหม สายลมบางเบาพัดพาใบสนให้สั่นไหวเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบของภูตพรายในแดนสวรรค์ ดอกเหมยที่เบ่งบานอยู่ตามซอกผาหินส่งกลิ่นหอมเย็นจาง ๆ เคล้ากับกลิ่นไอของเหมันต์ที่ยังไม่เลือนจากยอดเขาสูงเสียดฟ้าแห่งนี้ ท่ามกลางธรรมชาติอันสงบนิ่ง มีตำหนักไม้หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผา บนระเบียงตำหนักนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างสงบนิ่งพิงเสาไม้หอม นางคือ "ลั่วชิง" เซียนหญิงผู้เร้นกายจากโลกมนุษย์มาเนิ่นนาน ชุดยาวสีขาวดุจหิมะสะอาดตา ผ้าคลุมโปร่งผืนบางแนบแน่นกับลำตัวเพราะลมจากหน้าผา แววตานิ่งลึกคล้ายผืนน้ำสงบใต้เงาจันทร์ จ้องมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เริ่มแต้มแสงทองของอรุณรุ่ง ผมของนางดำขลับยาวสลวยเลยสะโพก ขึ้นมวยบางเบาด้วยปิ่นหยกเงาวับ ใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวละเอียดราวหิมะบนยอดเขา คิ้วเรียวยาวพาดเฉียงเหนือดวงตากลมโตสีดำสนิท ดวงตานั้นแม้จะดูสงบเยือกเย็น หากแต่ลึกลงไปกลับซ่อนร่องรอยของความโศกเศร้าและความผูกพันบางประการ ปลายจมูกเล็กโด่งอย่างเหมาะเจาะ ริมฝีปากบางสีจางคล้ายกลีบเหมยยามหนาวจัด ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นความงามที่ไม่เย้ายวนหากแต่น่าเกรงขาม
اقرأ المزيد
บทที่ 2 : นางต้องการบ่าวหญิงคนใหม่
ฟ้ายามเช้าปลายฤดูใบไม้ผลิยามนี้โปร่งใสไร้เมฆ แสงอรุณทอดผ่านหมู่ไม้และผิวน้ำจนเห็นเป็นสายทองระยิบระยับ ต้นหลิวเอนพลิ้วล้อลม สายน้ำแห่งลำธารไหลเอื่อยดั่งสายธารอารมณ์ ไม่มีอันใดฉูดฉาดเกินงาม แต่ละขอบเขาอาบด้วยแสงอ่อนคล้ายสวรรค์กำลังอวยพรเงียบ ๆ แก่คนสองคนซึ่งกำลังจับจ้องกันอยู่ใต้ศาลาไม้ไผ่หลังหนึ่งวันนี้คือวันแต่งงานของ ซูหรง กับ อวี้ไป๋เฉินใต้ศาลากลางสวนของโรงเตี๊ยม ซึ่งถูกตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามจนผิดแผกไปจากทุกวันที่ผ่านมา บัดนี้เต็มไปด้วยแขกเหรื่อ ทั้งเพื่อนบ้านจากตลาด ตระกูลค้าขายใกล้เคียง และบางคนแม้เคยเป็นผู้เดินทางหลงทาง ก็ยังหวนกลับมาร่วมเป็นสักขีพยานในวันสำคัญแม้จะเป็นงานเล็ก ไม่หวือหวา แต่รายละเอียดทุกอย่างกลับเปี่ยมด้วยความเอาใจใส่ ผืนผ้าปูโต๊ะสีขาวปักลายดอกเหมยตัดกับแจกันหยกอ่อนที่บรรจุดอกบัวขาว ผืนธงผ้าสีแดงอ่อนเขียนอักษร แสดงความยินดีต่อทั้งคู่ ด้วยหมึกทองสะท้อนแดดระยับ ราวกับทองคำที่หลอมมาทำเป็นอักขระ หลอมรวมความสุขไว้เป็นนิรันดร์ซูหรงอยู่ในชุดเจ้าสาวสีแดงเข้มปักดิ้นทอง งามราวเทพธิดาเสด็จจากฟากฟ้า เส้นผมยาวถูกเกล้ามวยขึ้นประณีต ประดับด้วยปิ่นหยกและกลีบบัวสีเงินแซมเกสรทอ
اقرأ المزيد
บทที่ 3 : นางบอกว่าบัดนี้นางได้เติบใหญ่
โรงเตี๊ยมไป๋อวิ๋นในเช้าวันต่อมา เริ่มต้นด้วยกลิ่นหอมของข้าวสวยร้อน ๆ และเสียงน้ำที่ถูกตักจากบ่อใส เสียงจานชามกระทบกันเบา ๆ ดังแทรกกับเสียงไก่ขันและเสียงฝีเท้าของบ่าวหญิงชายที่เริ่มขยับเขยื้อนหลังวันใหม่มาถึง แต่ท่ามกลางความคึกคักนั้น มีเงาร่างหนึ่งซึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันและเป็นระเบียบไม่แพ้ใคร นั่นคือ “เสี่ยวซุ่ย”เด็กสาวในชุดผ้าฝ้ายเก่า ๆ สีฟ้าหม่น ไม่ได้โดดเด่นด้วยท่าทีหรือคำพูด ทว่านางกลับอยู่ในทุกตำแหน่งที่ควรอยู่เสมอ เช็ดโต๊ะก่อนใคร ล้างหม้อที่ใหญ่ที่สุดก่อนใคร ขนถังน้ำ ขัดพื้น เดินเสิร์ฟชาด้วยมือที่มั่นคงและสีหน้าสงบนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อว่านี่คือเพียงเด็กหญิงอายุสิบหกแม้ยังอยู่ในช่วงฝึกงาน แต่เสี่ยวซุ่ยกลับไม่มีบ่าวคนใดในโรงเตี๊ยมมองว่านางอ่อนด้อยกว่าพวกตน แม้ไม่พูดมาก แต่กลับมีบางสิ่งในแววตา และในท่าทางของนางที่ทำให้พี่หลิน บ่าวหญิงรุ่นพี่ที่เคยเข้มงวดกับเด็กใหม่ทุกรุ่น ถึงกับกล่าวกับคนอื่นอย่างประหลาดใจว่า“นางช่างเป็นเด็กที่ประหลาดนัก ข้าไม่ต้องว่าอะไรนางสักคำ นางก็ทำได้ทุกอย่าง”ระหว่างที่เหล่าบ่าวกำลังทำงานขะมักเขม้น นายหญิงอย่างซูหรงก็ยืนอยู่หน้าหน้าต่างชั้นบนของโรงเตี๊
اقرأ المزيد
บทที่ 4 : นางยัดเยียดชีวิตใหม่ให้อาจารย์
โรงเตี๊ยมไป๋อวิ๋นยามค่ำคืนนี้เงียบสงัดกว่าทุกวัน หลังจากแขกเหรื่อทยอยกันเข้านอน และเสียงจานชามในครัวก็เงียบลงเหลือเพียงเสียงลมโชยเบาใต้ชายคาเท่านั้นซูหรงนั่งอยู่ในห้องรับรองส่วนตัวของตนเอง ไฟตะเกียงบนโต๊ะส่องสว่างพอให้เห็นใบหน้าของนางซึ่งสงบเยือกเย็น แต่แววตานั้นกลับมีร่องรอยของบางสิ่งที่คล้ายความตั้งใจแน่วแน่ ประเภทที่เตรียมใจสำหรับการกระทำที่ไม่อาจหวนคืนกลับไปได้อีกบนโต๊ะของนางตอนนี้มีแผ่นยันต์ผืนบาง วัตถุดิบที่นางนำติดตัวมาจากตำหนักบนภูเขาเซียน และน้ำหมึกผสมผงหยก ซึ่งแม้จะเจือจาง แต่ก็ยังเป็นของที่ใช้ในพิธีเฉพาะทางของผู้ฝึกตนขั้นสูงที่อาจารย์เคยสอนนางมาแต่เล็ก“ข้าคงต้องเลือกทางนี้แล้ว…” นางพึมพำกับตัวเอง พลางวางปลายนิ้วลงบนยันต์ และเริ่มวาดอักขระด้วยปลายพู่กันที่สั่นน้อย ๆ แม้ภายนอกจะสงบ แต่ภายในของนางเต็มไปด้วยหลากความรู้สึกโหมกระหน่ำอยู่ภายในคล้ายพายุเมื่อยันต์เสร็จสิ้นก็เป็นเวลาสองยามพอดี นางจึงตัดสินใจจะออกไปตามเสี่ยวซุ่ย แต่เมื่อเปิดประตูออกไป ก็พบว่า เสี่ยวซุ่ยยืนรออยู่หน้าห้องแล้ว เด็กสาวย่อกายลงโค้งศีรษะให้นายหญิงแห่งโรงเตี๊ยมอย่างนอบน้อม ท่าทางสงบนิ่งและมั่นคง ก่อนที่ซู
اقرأ المزيد
บทที่ 5 : นางทำให้ข้าจำต้องเริ่มใหม่
เช้าวันใหม่ในโรงเตี๊ยมไป๋อวิ๋นเริ่มต้นด้วยเสียงเก็บถาด ล้างหม้อ และกลิ่นหอมของข้าวร้อนผสมกลิ่นซุปสมุนไพรอ่อน ๆ ดังลอยปะปนกับเสียงฝีเท้าของบ่าวหญิงชายที่เดินขวักไขว่ เสี่ยวซุ่ยในชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าหม่น เดินอยู่ท่ามกลางนั้นอย่างเงียบ ๆ มือขาวนวลของนางถือตะกร้าผักแนบอก ท่าทางไม่ต่างจากสาวใช้คนอื่น ทว่าในแววตายังเจือร่องรอยของความอึดอัดบางประการเมื่อเดินเข้าไปในห้องครัว นางเห็นพี่หลินกำลังสั่งให้สาวใช้อีกคนปอกขิง เตรียมพริกแห้ง และล้างชามดินเผา“เสี่ยวซุ่ย” พี่หลินเรียกเสียงนิ่งตามเคย “วันนี้เจ้าช่วยต้มถั่วเขียวในหม้อใหญ่นั่น ข้าจะทำข้าวต้มถั่วเป็นมื้อเช้า”“เจ้าค่ะ” เสี่ยวซุ่ยตอบเรียบ ก่อนจะเดินไปที่หม้อขนาดใหญ่ ตั้งน้ำ ตวงถั่วตามที่คิดว่าเคยเห็นคนทำมาก่อน ทว่าขณะจะจุดไฟ นางกลับจ้องไม้ฟืนอยู่นานอย่างประหลาด‘ไม่น่าจะยาก...’ เซียนอายุนับพันในร่างเด็กสาวคิดในใจ ก่อนจะพยายามจุดไฟโดยใช้หินเหล็กและฟืนแบบชาวบ้าน แต่หลังพยายามอยู่ครู่ใหญ่ เปลวไฟกลับยังไม่ติดดีนัก ควันกลับฟุ้งขึ้นเต็มหน้า และเมื่อนางพยายามเติมถั่วในน้ำต้ม ก็พลาดทำตกกระเด็นครึ่งถุงจนกลิ้งเต็มพื้นหิน“อ๊ะ…” นางอุทานเบา ๆ พลางก้มลงเก็บ
اقرأ المزيد
บทที่ 6 : นางกลั่นแกล้งข้า!
แสงแดดยามเช้าที่สาดทอลงมาในโรงเตี๊ยมไป๋อวิ๋นวันนี้ ดูแทบไม่ต่างจากทุกวัน แต่สำหรับเสี่ยวซุ่ยแล้ว เช้านี้มีบางอย่างผิดปกติ เพราะทันทีที่นางเดินมาถึงลานซักผ้าใต้ร่มไม้หลังโรงเตี๊ยม ก็พบกับซูหรง ในชุดเสื้อผ้าสีแดงสด กำลังยืนกอดอก รออยู่ก่อนแล้วด้วยสีหน้าเรียบเฉย เหมือนจะสงบนิ่ง แต่สายตานั้นแฝงความน่าหวาดหวั่นใจบางอย่าง ทำเอาร่างกายที่ถูกทำให้มีอาการอย่างเด็กสาวทั่วไปต้องอดสั่นน้อย ๆ ไม่ได้“เสี่ยวซุ่ย วันนี้เจ้าจะต้องทำงานเพิ่ม” ซูหรงเอ่ยขึ้น ด้วยท่าทีทรงอำนาจ “เริ่มจากไปซักผ้าปูโต๊ะทั้งหมดในร้าน ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอนด้วย ข้าเตรียมไว้ให้แล้ว เจ้าต้องทำคนเดียวนะ วันนี้คนอื่นน่าจะยุ่ง ๆ กับการเตรียมตัวต้อนรับแขกพิเศษ เห็นว่าสหายเก่าของท่านอวี้ไป๋เฉินจะมาเยี่ยมเยือน”เสี่ยวซุ่ยชะงักเล็กน้อย นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ปกติของสาวใช้ฝึกหัดทั่วไป งานเหล่านี้รวมทุกอย่างแล้ว ต้องใช้แรงกายมาก และใช้เวลาทั้งวัน หากไม่ใช่เพราะซูหรงตั้งใจสั่งเอง สาวใช้ฝึกหัดไม่น่าจะได้ทำด้วยซ้ำ“เจ้าค่ะ ข้าจะทำให้เสร็จ…” เด็กสาวพยักหน้าเบา ๆ สีหน้าเจือความลังเล แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ทำได้แต่เพียงรับคำสั่งเท่านั้น“เช่นนั
اقرأ المزيد
บทที่ 7: นางเกรี้ยวกราดที่โรงเตี๊ยมถูกบุกรุก
ค่ำวันนั้น โรงเตี๊ยมไป๋อวิ๋นถูกแต่งแต้มด้วยแสงโคมแดงและกลิ่นอาหารหอมฉุย และบริเวณที่กลิ่นอาหารอบอวลมากที่สุดก็เห็นจะเป็นโต๊ะสำหรับรับรองแขกพิเศษของโรงเตี๊ยมในคืนนี้เสี่ยวซุ่ยในชุดผ้าฝ้ายสะอาดเรียบร้อย เดินถือถาดอาหารเดินวนไปมา คอยเติมชาให้ผู้คน แม้จะยังเก้ ๆ กัง ๆ แต่ก็ไม่ทำถ้วยตก นางรู้สึกปลาบปลื้มกับพัฒนาการในการคุมร่างกายของตัวเองที่ทำได้ดีขึ้น แม้แต่เพียงเล็กน้อยก็ตามขณะทำงาน นางก็ลอบชำเลืองไปยังห้องรับรองหลัก ก็พบว่าแขกในคืนนั้นคือชายฉกรรจ์สี่คนที่แต่งกายคล้ายจอมยุทธ์ต่างสำนัก เสื้อลมผ้าหนา ปักสัญลักษณ์ประหลาดบนอกเสื้อ และแต่ละคนมีสีหน้าเคร่งขรึมเกินกว่าผู้มาเยี่ยมเยียนโดยไมตรี ในโต๊ะเดียวกันนั้น อวี้ไป๋เฉินนั่งอยู่หัวโต๊ะเพื่อเผชิญหน้ากับแขกทั้งสี่ เสี่ยวซุ่ยเพิ่งได้พบหน้าเขาเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาทำงานที่นี่ เขามีเส้นผมสีดำสนิทราวขนนกอีกา ปล่อยยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าเรียวงามได้รูป ผิวราวกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในร่มมาเนิ่นนาน ริมฝีปากบางสีชมพูอ่อน ๆ คิ้วของเขาเรียวยาว ดวงตาสีน้ำตาลก็เรียวเฉียงชี้ขึ้นเล็กน้อย จมูกของเขาโด่ง รับกับใบหน้าทั้งหมดอย่างน่าพึงพอใจ เสื้อผ้าของเขาเป็นช
اقرأ المزيد
บทที่ 8 : นางไม่รู้หรอกว่าข้ายังไม่สิ้นลาย
แสงอาทิตย์ยามสายส่องผ่านช่องไม้ระแนงของรั้วหลังโรงเตี๊ยม ตกกระทบลานดินซึ่งแห้งสะอาด เสี่ยวซุ่ยนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ หลังจากทำงานซักผ้าช่วงเช้าเสร็จ ดวงตากลมโตของนางทอดมองเฉินอี้ที่กำลังกวาดใบไม้ด้วยท่าทีจริงจังเขาขยับไม้กวาดอย่างมั่นคง ร่างกายของเขายังคงบาดเจ็บที่ช่วงไหล่ ทำให้ยกของได้ไม่ถนัดนัก แม้ซูหรงจะปฐมพยาบาลด้วยโอสถขนานเอกของตำหนักเซียนให้แล้วก็จริง แต่ก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกสักพัก ถึงกระนั้นเขาก็ดึงดันจะทำงานต่อ อวี้ไป๋เฉินจึงได้มอบหมายให้เขาทำงานที่ไม่ต้องยกของ คืองานกวาดลานแทนนางเห็นสภาพบาดเจ็บของเขาก็รู้สึกอนาถใจที่ตัวเองไร้พลัง และสงสารที่คนจิตใจอารีเช่นเขา กลับไม่มีวิชายุทธ์ใดที่พอป้องกันตัวได้เลย ถึงกระนั้นลั่วชิงในร่างเสี่ยวซุ่ยก็รู้ดีว่าตนไม่สามารถเอ่ยอะไรตรง ๆ ออกมาเพื่อเป็นการชี้แนะให้เขาพัฒนาฝีมือได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงวิชายุทธ์หรือแสดงตัวตนที่แท้จริง ล้วนถูกยันต์ผนึกไว้หมดสิ้น คำพูดของนางในตอนนี้ทำได้เพียงเจรจาอย่างเด็กสาวไร้การศึกษาที่พูดคุยตามประสาเท่านั้นแต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น… ก็ใช่ว่าจะสอนใครไม่ได้เสียทีเดียว นางใช้เวลาครุ่นคิดทั้งคืนแล้วว่าจะช่วยเหลือเขาอย่าง
اقرأ المزيد
บทที่ 9 : นางเริ่มสงสัยว่าจะคุมข้าไม่ได้
ค่ำคืนนั้น โรงเตี๊ยมไป๋อวิ๋นไม่ได้เงียบสงบดังเคย แม้ดวงโคมจะถูกจุดสว่างไสว และเสียงหัวเราะในห้องโถงจะยังแว่วดังอย่างเป็นมิตร แต่กลุ่มชายฉกรรจ์ห้าคนที่นั่งอยู่โต๊ะมุมตะวันตก กลับเริ่มส่งเสียงดังเกินความเหมาะสมชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม สวมเสื้อคลุมเปิดอก เผยรอยสักพยัคฆ์คำรามที่ไหล่ข้างหนึ่ง เขาโบกจอกสุราเสียงดัง แล้วตะโกนลั่น“ของข้ามาแล้ว ใครจะกล้าแย่งไปบ้าง ไม่มีล่ะสิ ข้านี่แหละหนึ่งในใต้หล้า!” เขาตบโต๊ะดังปังด้วยฝ่ามือหนักแน่น จนขวดสุราที่เฉินอี้เพิ่งนำมาวางสั่นไหว หกเลอะโต๊ะไปเกือบครึ่ง“คุณชาย โปรดเบาเสียงด้วยขอรับ… ร้านของเรามีกฎไม่ให้ส่งเสียงดังรบกวนแขกท่านอื่น” เฉินอี้ค้อมศีรษะ กล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทว่าหนักแน่นและชัดเจน“ข้าจ่ายเงินแล้ว จะกิน จะตะโกน จะเต้น จะปล้ำคน ก็ไม่ใช่เรื่องของพวกเจ้ารึ?” ชายคนนั้นหรี่ตามองเขา ก่อนจะยิ้มเยาะเขาง้างมือหมายจะตบเฉินอี้เล่น ทว่าเฉินอี้เพียงก้าวเท้า ขยับเพียงนิดเดียวเท่านั้น ร่างของเขาก็กลับเบี่ยงหลบการฟาดมืออย่างนุ่มนวล ไม่ใช่การโยกหลบธรรมดา แต่เป็นการก้าวเฉียงเบา ๆ ไปข้างหน้าแล้วหมุนตัวเพียงครึ่งรอบ ตามที่ได้ลองฝึกซ้อมจากคำแนะนำของเสี่ยวซุ่ย
اقرأ المزيد
บทที่ 10 : นางเริ่มคิดว่าข้าอาจจะถูก
ค่ำคืนในโรงเตี๊ยมไป๋อวิ๋นเงียบสงบอีกครั้ง หลังเหตุการณ์ความวุ่นวายผ่านไป ลูกค้าหลายคนพากันไปนอนพักตามแต่ละห้อง สายลมยามค่ำพัดเบา ๆ ผ่านม่านผ้าไหมสีฟ้าอ่อนของหน้าต่างห้องพักส่วนตัวเจ้าของโรงเตี๊ยมที่อยู่ชั้นบนสุดของอาคาร กลิ่นหอมของดอกไม้และเครื่องหอมราคาแพง ยังลอยอบอวลอยู่ในอากาศซูหรงยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องน้ำชา เส้นผมยาวถูกรวบเป็นมวยด้วยปิ่นหยก ร่างบางห่มคลุมด้วยเสื้อคลุมบางสีแดงตัวโปรด นางยังดูสง่างามเหมือนกับทุกครั้ง ทว่าในยามนี้ ขณะใช้ตะเกียบคีบใบชาหอมใส่ลงในปั้นชา มือเรียวกลับสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวนางรู้ดี ว่าร่างนางกำลังสั่นด้วยความกังวลจากภายในใจ ไม่ใช่เพียงเรื่องของอาจารย์ลั่วชิงที่นางผนึกเอาไว้ในร่างเด็กสาวไร้พิษภัยที่ไม่รู้ว่าผนึกจะเสื่อมลงเมื่อใดเท่านั้น แต่ยังมีอีกเรื่องที่ทำเอานางกังวลไม่แพ้กัน นั่นคือเรื่องของชายผู้ร่วมเตียงกับนางอยู่ทุกคืนนั่นอวี้ไป๋เฉิน สามีที่ทำเอานางเป็นกังวลอยู่ตอนนี้ กำลังนั่งอ่านบทกวีอยู่ลำพังบนเก้าอี้ของโต๊ะอ่านหนังสือ ราวกับไม่ทุกข์ร้อนกับอะไรทั้งสิ้น ทั้งที่เพิ่งถูกคุกคามไปเมื่อวานแท้ ๆ“เจ้าดูสงบจังนะ” ซูหรงเอ่ยกับคู่สนทนา โดยไม่หันกลับไปมอ
اقرأ المزيد
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status