مشاركة

บทที่ 14 บาดแผล

مؤلف: moonlight -mini
last update تاريخ النشر: 2025-11-20 11:56:41

บทที่ 14 บาดแผล

ไท่หวงไท่โฮ่วทรงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพระเนตรวาวขึ้นเหมือนประกายเหล็กกระทบกัน พระสุรเสียงแผ่วต่ำแต่ทิ่มแทงราวคมดาบ

“สามหาว… เจ้าอย่าคิดว่าเพียงเพราะหวงเชิงมอบตำแหน่งให้ เจ้าจะมีสิทธิ์เอื้อนเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ต่อหน้า ข้า ได้”

สุรเสียงแผ่วต่ำแต่แฝงแรงกดดันจนลมหายใจในตำหนักหนักอึ้ง “แม้ตอนนี้ข้าจะไม่ได้บัญชาหลังม่าน แต่วังหลังแห่งนี้… ข้าต่างหากคือผู้เป็นใหญ่ที่สุด”

เจิ้งซูเฟยหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเบาราวจะกลืนหายไปในอากาศ แต่กลับบาดลึกกว่าเสียงตวาดใด ๆ

“เพียงแค่ ตอนนี้ เท่านั้น… เสด็จแม่”

คำเรียกขานนั้นทำให้วังเวงทั้งตำหนักราวหยุดนิ่ง เวลานับสิบปีไม่เคยได้ยินคำนี้จากปากนาง แต่ครานี้กลับถูกเอ่ยออกมาอย่างจงใจ ราวใบมีดที่ทิ่มลึกลงในอดีต

แววตาของไท่หวงไท่โฮ่วฉายประกายเย็นยะเยือกปนเดือดดาล ความเยือกนั้นเหมือนน้ำแข็งในฤดูหนาว ขณะความเดือดดาลเหมือนเพลิงที่กำลังบีบอัดอยู่ในม่านหมอก จนไม่อาจคาดได้ว่าพายุนี้จะระเบิดเมื่อใด

พระพักตร์ที่ปกติสุขุม กลับค่อย ๆ คล้ำลงทีละส่วน ขอบพระโอษฐ์กระตุกขึ้นเล็กน้อยคล้ายรอยยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาจนเส้นเลือดเย็นเฉียบ

ในความเงียบที่กดทับ เสียงเครื่องประดับหยกบนข้อมือพระนางกระทบกันเบา ๆ กลับชัดเจนราวระฆังเตือนภัย

“ข้าจะให้เขาเห็น…ธาตุแท้ของเสด็จแม่เอง”

น้ำเสียงของเจิ้งซูเฟยเยือกเย็น แต่ดวงตาแฝงประกายมุ่งมั่น

จากนั้นเสียงหวีดร้องเจ็บปวดฉีกความเงียบภายในตำหนักดังสะท้อนออกมา

ฮ่องเต้หนุ่มที่เพิ่งมาถึงชะงักกึก ใจเต้นแรงอย่างไม่รู้ตัว เขารู้เพียงว่าทันทีที่ได้ยินข่าวว่าเสด็จย่าเรียกมารดาของเขาเข้าพบ เขารีบรุดมาที่นี่ แต่กลับพบว่าข้ารับใช้และขันทีทุกคนถูกไล่ให้ออกมายืนอยู่ด้านนอกหมด

นั่นหมายความว่าภายในห้อง มีเพียงสตรีสองคนเผชิญหน้ากัน

เสียงของแตกดัง เพล้ง! ตามมาด้วยเสียงหวีดร้องสูงแหลม

“กรี๊ดดดดดดดด!”

หวงเชิงไม่รอช้า ผลักประตูพังเข้าไปทันที

ภาพที่เห็นทำให้หัวใจเขาหล่นวูบมารดาของเขาทรุดอยู่กับพื้น กาต้มน้ำชาที่ควรตั้งอยู่บนเตาไฟกระจัดกระจาย เศษถ้วยน้ำชากระเด็นเกลื่อน แขนเสื้อด้านหนึ่งของนางเปียกโชกและมีไอร้อนลอยกรุ่นออกมา กลิ่นไหม้แผ่วลอยแตะจมูก

สายพระเนตรของเขาเงยขึ้น พบเสด็จย่ายืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าสงบนิ่งราวน้ำแข็ง แต่แววตาลึกล้ำยากหยั่งถึง มือเรียวยังคงจับผ้าขนหนูผืนหนึ่งที่เปียกน้ำครึ่งหนึ่งเหมือนเพิ่งจะใช้

ความเงียบอึดอัดปกคลุมจนไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

“เสด็จย่า…” น้ำเสียงหวงเชิงสั่นเล็กน้อยแต่หนักแน่น “เป็นหลานเองที่มอบตำแหน่งให้เสด็จแม่ หากจะโกรธก็โกรธหลานเถิด อย่าลงโทษนางเช่นนี้เลย ความผิดทั้งหมดอยู่ที่หลานเพียงผู้เดียว”

แววตาของเขาจ้องสบพระพักตร์ผู้เฒ่าอย่างไม่หลบ แม้ในดวงตานั้นจะสั่นไหวด้วยความโกรธและกังวลผสมกัน ท่าทางนั้นทำให้ห้องที่เพิ่งคลายเสียงหวีดร้องกลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง

“ย่าไม่ได้แตะต้องนางสักปลายเล็บ…นางต่างหาก ที่ทำตัวเองให้เป็นเช่นนี้”

น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเย็นชา แววตาหรี่ลงเล็กน้อยเหมือนจะวัดใจหลานชายว่าจะแก้ต่างให้มารดาหรือจะเลือกเชื่อคำพูดของตน

“หลานอย่าลืม…นางชำนาญนักเรื่องการทำให้ผู้คนสงสาร”

ซูเฟยพลิกชายแขนเสื้อขึ้นอย่างคล้ายเผลอไผล ท่วงท่าช้าเนิบนาบ แต่เพียงพอให้ทุกสายตาเห็นรอยแดงน่าหวาดเสียวที่ลามไปจนถึงท่อนแขน เนื้อหนังบวมพองเล็กน้อย สีผิวแดงฉานตัดกับความขาวซีดของนางยิ่งเด่นชัด

กลิ่นน้ำชาร้อนที่เพิ่งหกยังลอยอวลในอากาศ ความเงียบในห้องถูกทำลายด้วยเสียงสูดลมหายใจของขันทีบางคนที่เผลอครางออกมาอย่างตกใจ

“เพียงเพราะหม่อมฉันเอ่ยคำไม่ถูกหู…จึงสมควรลงโทษเช่นนี้หรือเพคะ”

น้ำเสียงของนางไม่ได้สูงนัก แต่สั่นระริก ราวกับพยายามกดความเจ็บปวดไว้ไม่ให้ปะทุออกมา ดวงตาแดงก่ำทว่ากลับมีประกายวาววับ แฝงความท้าทายที่มีเพียงไท่หวงไท่โฮ่วเท่านั้นที่มองออก

“เสด็จแม่ลงโทษนางกำนัลทุกคนเช่นนี้…แต่หม่อมฉันเป็นถึงมารดาของหลานเพียงคนเดียวของพระองค์”

ซูเฟยเอ่ยช้า ๆ ราวกับทุกถ้อยคำหนักเป็นพันชั่ง “แค่ตักเตือนคงไม่เพียงพออย่างนั้นหรือ…จึงลงโทษหม่อมฉันราวกับทาสในวัง”

ไท่หวงไท่โฮ่วก้าวมาหนึ่งก้าว พระเนตรหรี่มองอย่างเย็นชา นางไร้พยาน เป็นซูเฟยที่เอ่ยปากว่าอย่างคุยตามลำพัง ไท่โฮ่วเห็นว่าพื้นนที่เป็นของตนจึงยอมไล่คนของตนออกไป เพราะบางคำก็ไม่ได้ให้ใครได้ยิน หรือเจิ้งซูเฟยวางแผนนี้เอาไว้ก่อนแล้ว

“เจ้าอย่าคิดว่าการเป็นมารดาโดยสายเลือดจะทำให้เจ้าล่วงเกินข้าได้ ข้าถือบังเหียนวังหลังมาก่อนเจ้าจะกลับมาเหยียบแผ่นดินนี้เสียอีก”

ซูเฟยแย้มรอยยิ้มบาง มุมปากเย้ยหยัน “ก็จริงเพคะ…เสด็จแม่อยู่เหนือหัวหม่อมฉันมานานนัก…แต่เหนือหัวเพราะอำนาจ ไม่ใช่เพราะสายเลือด”

คำพูดนั้นเหมือนเข็มแหลมทิ่มแทงกลางใจ ฮ่องเต้ที่ยืนอยู่ข้างหนึ่งเม้มพระโอษฐ์แน่น แววตาลังเลแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจต่อบรรยากาศที่บีบคั้นตรงหน้า

“พอแล้ว!” เสียงหวงเชิงดังสะท้อนในห้อง ราวกับตัดขาดบรรยากาศตึงเครียดในพริบตา “เสด็จแม่…ตามหมอหลวงมาดูแผลก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”

พระหัตถ์ชี้ไปทางขันที “ไป! รีบเรียกหมอหลวงมาที่ตำหนักเดี๋ยวนี้”

แล้วหวงเชิงก็ก้าวไปประคอง ก่อนจะโน้มตัวอุ้มมารดาขึ้นจากพื้นอย่างระมัดระวัง

ไท่หวงไท่โฮ่วจ้องมองหลานชาย แววตาคมลึกเปี่ยมด้วยคำถาม

“เจ้า…คงไม่เชื่อในสิ่งที่นางพูดใช่ไหม หยงเชิง”

ฮ่องเต้เม้มพระโอษฐ์ ไม่ตอบตรงคำถาม เพียงเอ่ยเสียงต่ำ “เสด็จย่า เอาไว้ค่อยคุยกัน ตอนนี้รักษาคนเจ็บสำคัญที่สุด”

น้ำเสียงนั้นไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นการประกาศว่าพระองค์จะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ถูกตัดสินในเวลาที่อารมณ์ยังร้อนระอุ

เจิ้งซูเฟยยกยิ้มมุมปากมองสตรีชราตรงหน้า ราวกับประกาศว่า

เห็นแล้วใช่หรือไม่ว่าหยงเชิงเลือกจะเชื่อผู้ใด

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • การกลับมาของฮองเฮาเจิ้ง   บทที่ 51 รอยแผลและแสงดาว

    บทที่ 51 รอยแผลและแสงดาวในห้วงเวลาที่ความมืดค่อย ๆ เลือนหายหลายคนเกิดคำถามว่าทุกอย่างที่ดำเนินมาหลายต่อหลายวันเหตุใดจึงจบลงง่าย ๆ เพียงไม่กี่วัน ทุกอย่างกลับจบแล้วสามารถคุมตัวของอดีตไท่หวงไท่โฮว่ได้แต่นั่นไม่ได้แปลกอะไรเลย ฮ่องเต้ไม่ได้เพิ่งวางหมากไว้ตามจุดต่าง ๆ พระองค์จัดการเรื่องนี้พร้อมกับบิดาและมารดามานานหลายปีแล้ว แต่เพิ่งมาลงมือจริงจัง แม้ยามที่ยังไม่แน่ใจก็ไม่ได้ปล่อยให้เหล่าขุนนาง มิว่าจะฝั่งไหนหลุดรอดพ้นสายตา ไม่ใช่ติดตามเพื่อบังคับ แต่เพื่อจับตาว่าคนเหล่านั้นที่เป็นหูเป็นตาของเขาไม่ได้ทำผิดอันใด และเมื่อวางหมากเอาไว้แล้ว เมื่อถึงเวลาก็แค่กินทีเดียว พลิกกลับทั้งกระดาน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ต้องขอบคุณข้อมูลสุดท้ายที่ทำให้ปิดจบทุกอย่างได้อย่างแนบเนียน พระนางไม่น่าเร่งร้อนรีบเตรียมกองกำลังเลย เพราะการทำเช่นนั้น มันร้ายแรงยิ่งกว่าสิ่งใด ขนาดข้อหาเกี่ยวพันการสิ้นพระชนของอดีตฮ่องเต้ แม้จะมีหลักฐาน แต่หลายคนก็ยังไม่เชื่อ แต่เพียงแต่ส่องสุ่มกำลังเท่านั้น ทุกคนเบนเข็มไปที่นาง และต่างชี้ว่าพระนางกระทำผิดอย่างชัดเจน คนที่ระวังตัวมาหลายสิบปี กลับต้องมาพลาดเพราะเรื่องง่าย ๆ แต่นั่นก็

  • การกลับมาของฮองเฮาเจิ้ง   บทที่ 50 บัลลังก์แห่งความยุติธรรม

    บทที่ 50 บัลลังก์แห่งความยุติธรรมเสียงกระซิบคุยกันเบา ๆ คลายความเงียบลง ฮ่องเต้ทรงตั้งพระพักตร์อย่างหนักแน่น ทรงยืนอยู่เบื้องหน้าขุนนางและไท่หวงไท่โฮว่สายพระเนตรฉายแววความเด็ดขาดและความโศกเศร้าจนทุกคนอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าพระองค์จะตรัสอะไร แต่เมื่อพระองค์เกริ่มเริ่มทุกคนก็รู้ว่าสิ่งที่ไท่หวงไท่โฮว่บ่ายเบี่ยงมาก่อนหน้านี้ไม่สามารถหลีกหนีได้อีกแล้ว ฮ่องเต้ถือราชโองการที่ตนเองออกไว้ในมือ ก่อนจะเอ่ยด้วยงพระสุรเสียงหนักแน่น“บัดนี้ความจริงปรากฏชัดผู้ที่เคยยืนอยู่เบื้องหลังความทุกข์ยากของราชวงศ์ผู้ที่ขับไล่เจิ้งซูเฟยออกจากวังและผู้ที่วางยาพิษฮ่องเต้พระองค์ก่อน… ก็คือไท่หวงไท่โฮว่แห่งราชวงศ์นี้”คำสรุปนี้มิใช่ไม่เคยกล่า แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ราชโองการนี้ถูกกล่าต่อหน้า ไท่หวงไท่โฮ่ว และที่เป็นเช่นนั้นได้ ก็เพราะเหล่าขุนนางที่ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับฮ่องเต้ ถูกจัดการเสียจนสิ้นระหว่างที่ไท่หวงไท่โฮ่วกำลังคิดจะเล่นแง่กับฮ่องเต้ และเจิ้นซูเฟยในพระราชวัง ตั้งแต่ได้ยินเรื่องราชโองการ การแสร้งยอมของฮ่องเต้ทำให้ไท่หวงไท่โฮ่วไม่ได้มีเวลาจะไปใส่ใจกับนอกพระราชวัง แต่กลับต้องเสียแรงเสียเวลากับทางนี้จนลืมท

  • การกลับมาของฮองเฮาเจิ้ง   บทที่ 49 แผนลับในเงามืด

    บทที่ 49 แผนลับในเงามืดฮ่องเต้และเจิ้งซูเฟยนั่งล้อมรอบโต๊ะเล็ก ๆ บนโต๊ะนั่นมี แผนผังราชสำนักและรายงานข่าวกรองวางอยู่เบื้องหน้าแสงเทียนส่องประกายบนพระพักตร์ของทั้งสองพวกขุนนางวงนอกพวกเขาสามารถจัดการได้อยู่หมัดแล้ว และก็โดนจับไปด้วยสาเหตุต่าง ๆ กันหลายคนแล้ว แต่ขุนนางใกล้ชิดและเหล่าอำนาจเก่าทั้งหลาย ไม่ใช่คนประเภทจัดการได้ง่าย ๆ คนเหล่านี้แม้มีความผิด แต่ก็ทำตัวเฉกเช่นเดียวกันกับที่ไท่หวงไท่โฮ่วทำคือแสร้างทำเป็นไม่รู้หรือไม่ยอมรับ แผนการใหม่จึงต้องบุกไปถึงแหล่ง แม้ว่านั่นจะอันตราย แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ในเมื่อไม่ยอมรับความผิดก็จับให้ได้คาหนังคาเขา เพราะหากไม่ตัดแข่งขาของไท่หวงไท่โฮว่ก็ไมมีวันที่จะพานางลงมาจากอำนาจที่นางถืออยู่ได้ เพราะบุญคุณต่างตอบแทน สิ่งที่นางทำให้เหล่าขุนนางพวกนั้น มีค่ามิใช่น้อย และพวกเขาก็ตอบแทนด้วยการภักดี และคอยช่วยเหลือดูแลนาง แต่เมื่อโค่นองครักษ์ ลำพัง สตรีในราชวังที่ไร้พิษสงก็คงจัดการได้ไม่ยากฮ่องเต้วางพระหัตถ์บนแผนผัง“เราต้องเปิดโปงกลุ่มขุนนางที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังไท่หวงไท่โฮว่ให้ได้ไม่เช่นนั้น แผ่นดินจะถูกบ่อนทำลายจากภายใน”เจิ้งซูเฟยจ้องมองอ

  • การกลับมาของฮองเฮาเจิ้ง   บทที่ 48 ดาบคำพูดในท้องพระโรง

    บทที่ 48 ดาบคำพูดในท้องพระโรงเสียงซุบซิบในท้องพระโรงเงียบลง เมื่อการปะทะเมื่อครู่สิ้นสุดทุกสายตาจับจ้องไปที่เจิ้งซูเฟยและไท่หวงไท่โฮว่ ที่เดินจากไปบรรยากาศเต็มไปด้วยแรงกดดันและความคาดหวัง กับคนทั้งสอง ไม่ว่าจะจากฝั่งไหน ก็ล้วนอยากให้คนของตนชนะคนจากอีกฝ่าย เจิ้งซูเฟยเอ่ยน้ำเสียงแหลมและดังพอให้คนที่เพิ่งเดินออกไปได้ยิน“หากความจริงถูกปิดบัง จะมีใครเหลือที่ยืนอยู่ในแผ่นดินนี้อีกเล่า ข้าจะไม่ยอมให้ความยุติธรรมถูกกลบฝังด้วยเงื้อมมือของอำนาจ!” เจิ้งซูเฟยพูดแม้จะรู้ว่าคำนั้นคงไม่อาจจะถึงคนที่เพิ่งเดินออกไปแล้ว เพราะก่อนหน้าพระนางก็นิ่งเฉย แต่คำพูดเหล่านั้นมันกลับติดอยู่ในใจของเหล่าขุนนาง ไท่หวงไท่โฮว่ที่เดินยังไม่พ้นโถงกลับได้ยินทุกคน พระนาง หันกลับมาตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แต่แฝงด้วยแรงอาฆาต“เจ้าคิดว่าการกลับมาของเจ้า จะทำให้ราชวงศ์สงบสุขได้จริงหรือ หรือเป็นเพียงการบ่อนทำลายความมั่นคงที่เราสร้างมาเป็นเวลานาน ความยุติธรรม และความจริงที่เจ้าเรียกหา ทำเพื่อชาวประชาจริงหรือ หรือเพียงแค่อยากแสดงบทคนดีเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ เพื่อให้ได้ล้างมลทินที่เจ้าเป็นคนก่อเอง ”“ข้าเป็นคนก่อหรื

  • การกลับมาของฮองเฮาเจิ้ง   บทที่ 47 ใต้เงาของราชบัลลังก์

    บทที่ 47 ใต้เงาของราชบัลลังก์ฮ่องเต้ทรงนั่งอยู่ในห้องส่วนพระองค์ การพบเจอกับไท่หวงไท่โฮ่ว ทำให้เขาคิดอะไรได้บางอย่า งแต่มันไม่ใช่การอ่อนข้อหรือยอมแพ้ เขาแค่ไม่เข้าใจ จนถึงตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังไม่เข้าใจว่าตนเองผิดอะไร แสงเทียนสาดส่องเงาอันนุ่มนวลบนพระพักตร์ ที่หมองเพราะความรู้สึกที่สับสน เสียงฝีเท้าของเจิ้งซูเฟยดังขึ้นอย่างเบา ๆ อีกฝ่ายขยับมายืนใกล้กับชายที่ครุ่นคิด ก่อนเจิ้งซูเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงความหมาย“ฝ่าบาท… แผนการทุกอย่างแม้จะซับซ้อนเพียงใด ก็ไม่อาจปิดบังความจริงในใจของเราได้ หากพระองค์ยังไม่พร้อม ”ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งซูเฟย… ความจริงบางอย่างอาจหนักหน่วงเกินกว่าจะรับไว้ได้โดยง่าย แต่เมื่ออยู่ตรงนี้ข้าต้องรับเอาไว้ให้ได้ทุกอย่าง ไม่ต้องห่วง เราไม่ได้เป็นอะไร ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”เจิ้งซูเฟยก้าวเข้ามาใกล้“ข้าเข้าใจ… แต่ถ้าไม่เริ่มต้นวันนี้ เราจะไม่มีวันก้าวผ่านเงามืดนั้นได้เลย”“ข้าไม่ได้อยากรอ เพียงอยากให้เวลาขยับเร็วขึ้นอีกนิด เพราะสุดท้ายแล้ว ข้าเองก็อยากเห็นผลของมันพอ ๆ กับที่อยากจะรู้ว่ามันจะจบเมื่อใด” ไท่หวงไท่โฮว่ทรงนั่งอยู่กับขุนนางคนสนิ

  • การกลับมาของฮองเฮาเจิ้ง   บทที่ 46 เงื่อนงำในเงามืด

    บทที่ 46 เงื่อนงำในเงามืดไท่หวงไท่โฮว่ทรงนั่งอยู่ในห้องส่วนพระองค์พระพักตร์เรียบเฉยแต่สา พระเนตรแฝงด้วยความเจ้าเล่ห์ พระนางทรงส่งสัญญาณให้ขันทีและขุนนางที่ไว้ใจเข้าพบแม้รู้ว่านางกำลังถูกต้อนจนจนมุมแล้ว แต่คนเช่นนางไม่เคยยอมรับความพ่ายแพ้ และนางจะไม่แพ้ ตรามใดที่ยังหายใจ นางจะไม่ยอมให้ใครเป็นคนกำหนดสิ่งที่นางคาดและคิดเอาไว้แล้ว ไท่หวงไท่โฮว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา และในแววตาก็แอบ ตัดพ้อ“แม้ฮ่องเต้จะไม่อยู่ฝ่ายพวกเรา แต่หมากการะดานนี้ยังไม่จบง่าย ๆ เจิ้งซูเฟยคิดว่าตนจะชนะ แต่ข้าจะใช้ทุกวิถีทาง เพื่อให้บัลลังก์ยังคงเป็นของข้าและผู้ที่ข้าเลือก” นางไม่เคยแต่งงานเพื่อความรัก และก็ไม่เคยมีชีวิตอยู่เพื่อความรัก ทุกสิ่งอย่างที่นางทำถูกกำหนดความคำที่นางบัญญัติขึ้นเพื่อความพอใจของนางเอง ทุกอย่างจะต้องเหมาะสมในสายตานาง และตอนนี้ฝ่าบาทที่เชื่อฟังแต่สตรีผู้นั้นก็ไม่เหมาะสมกับบัลลังก์เลยแม้แต่น้อยขันทีคนสนิทรับคำสั่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความระแวดระวังเจิ้งซูเฟยนั่งกับขุนนางใกล้ชิดพวกเขากำลังวางแผนรับมือกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากฝ่ายไท่หวงไท่โฮว่เจิ้งซูเฟยมองไปยังเอกสารในมือ“ข้าจ

  • การกลับมาของฮองเฮาเจิ้ง   บทที่ 19 เบี้ยกลับด้าน

    บทที่ 19 เบี้ยกลับด้านบางครั้ง สิ่งที่ฆ่าศัตรูได้…ไม่ใช่ดาบหรือยาพิษ หากแต่คือความเชื่อผิด ๆ ที่เราปล่อยให้มันงอกงามในใจของอีกฝ่ายหลังความผิดพลาดครั้งก่อน เสี่ยวหลิงระมัดระวังตัวมากขึ้น คิดว่าตนซ่อนพิษในน้ำชาได้แนบเนียนแล้ว ทว่าเจิ้งซูเฟยกลับมิได้ลงโทษหรือต่อว่า กลับมอบความไว้วางใจให้มากกว่าเดิมเ

  • การกลับมาของฮองเฮาเจิ้ง   บทที่ 17 พิษในร่มเงา

    บทที่ 17 พิษในร่มเงามีดที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้ม อันตรายยิ่งกว่าหอกทิ่มตรงหน้า และบางครั้ง การไว้ใจผิดคน…ก็เท่ากับเชิญภัยมาถึงตำหนักหลังการพิจารณาคดีในท้องพระโรง เจิ้งซูเฟยกลับตำหนักอย่างสงบ แต่ภายในวังยังมีแรงสั่นสะเทือนอยู่เงียบ ๆเพียงหนึ่งวันหลังจากนั้นขันทีผู้ดูแลตำหนักไท่ฮวา เอ่ยต่อไท่เฟยด้วยคว

  • การกลับมาของฮองเฮาเจิ้ง   บทที่ 15 อ้อมกอดที่แสนคนึงหา

    บทที่ 15 อ้อมกอดที่แสนคนึงหาใต้เงามืดในวังหลังมีคนกลุ่มหนึ่งเดินลัดเลาะตามเงาที่ถอดยาว เมื่อถึงตำหนักของเจิ้งซูเฟย หนึ่งในชายชุดดำก็แยกตัวออกมาและเล้นกายเข้าไปภายในประตูไม้เปิดออกช้า ๆเงาร่างสูงสง่าในชุดคลุมไหมเข้มก้าวเข้ามาเงียบ ๆ ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์เมื่อเห็นเจิ้งซูเฟยที่กำ

  • การกลับมาของฮองเฮาเจิ้ง   บทที่ 13 ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด สายที่มองต่ำยังคงเดิม

    บทที่ 13 ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด สายที่มองต่ำยังคงเดิมนางหยอบกายลงอย่างงดงาม ศีรษะต่ำแต่แววตากลับคมกริบ“ไม่คิดว่าไท่หวงไท่โฮ่วจะทรงมีรับสั่งเรียกพบหม่อมฉันเช่นนี้”ภายในตำหนัก กลิ่นกำยานอวลอบอวล ราวกับถูกจงใจจุดให้คลุ้งขับความคิดของผู้มาเยือนให้พร่าเลือนไท่หวงไท่โฮ่ววางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา พระหัตถ

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status