LOGINเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือทำให้ศิราต้องละสายตาจากบาริสต้าสาวกับเจ้าสุนัขที่เริงร่าอยู่กับเธอ ความจริงแล้วในเวลานี้เขาควรอยู่ที่รัฐเท็กซัสเพื่อคัดเลือกพ่อพันธุ์โคเนื้อ แต่เขากลับมาเสียเวลาตามเธอมาที่ศูนย์พักพิงสัตว์แห่งนี้ ถ้อยคำเร่งเร้าจากคนปลายสาย ทำให้เขาต้องเดินทางไปยังรัฐเท็กซัสทันที
หลังจากคัดเลือกพ่อพันธุ์โคเนื้อเสร็จ ศิรากลับมาที่นิวยอร์ก แทนที่จะเดินทางกลับประเทศไทย เขามายังร้านกาแฟแนว Slow Bar แต่วันนี้บาริสต้าประจำร้านกลับไม่ใช่เธอ
“ขอโทษนะครับ บาริสต้าอีกคนล่ะครับ” หลังจากดื่มกาแฟจนหมดแก้ว ศิราตัดสินใจถามหาเจ้าของใบหน้าพริ้มเพรา
“วันนี้ไม่มาค่ะ” พนักงานเสิร์ฟเอ่ยบอกไปเพียงเท่านั้น
“อ๋อครับ ขอบคุณครับ” ศิรารู้สึกผิดหวังไม่น้อยที่วันนี้ไม่ได้พบเธอ
ศิราเดินไปตามทางที่บาริสต้าสาวเคยเดิน จนมาถึงศูนย์พักพิงสัตว์ เจ้าสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลส่งเสียงเห่า และวิ่งมาทางเขา
“มอคค่าหยุด” อาสาสมัครศูนย์พักพิงวิ่งตามเจ้ามอคค่าที่หลุดออกจากกรงในจังหวะเปิดให้อาหาร ด้วยกลัวว่ามันจะกัดผู้มาเยือน
เจ้ามอคค่าส่งเสียงเห่าและวิ่งวนรอบตัวศิรา มันไม่ได้แสดงความดุร้าย แต่อยากเล่นกับเขาเสียมากกว่า
“ขอขนมเหรอ แต่เสียใจด้วยที่ฉันไม่มีขนม” ศิราย่อตัวลงไปหาเจ้ามอคค่า มันหยุดวิ่งแล้วนั่งลง และยกขาหน้าข้างหนึ่งให้เขา เขาจำได้ว่ามันทำแบบนี้ตอนขอขนมเธอ
“มอคค่า ฉันนึกว่ามอคค่าจะกัดคุณเสียแล้ว” อาสาสมัครดุเจ้ามอคค่า มันทำหน้าสำนึกผิด เดินตัวหงอเข้าใกล้ศิรา ราวกับอยากให้เขาปกป้อง
“ไม่เลยครับ มันน่ารักมาก แล้ววันนี้เจ้าของมันไม่มาเหรอครับ” แม้จะรู้ว่าสัตว์ที่อยู่ที่นี่ไม่มีเจ้าของ แต่ศิราก็ถามออกไปแบบนั้น
“เจ้ามอคค่าเป็นสุนัขที่กำลังหาบ้านค่ะ ยังไม่มีใครรับเป็นเจ้าของ”
“ผมคงเข้าใจผิด คิดว่าคนที่เล่นกับมันเมื่อวันก่อนเป็นเจ้าของ”
“...คุณคงจะหมายถึงจอม จอมไม่ใช่เจ้าของมอคค่าค่ะ มอคค่าเป็นสุนัขที่ถูกเจ้าของทำร้าย และมีคนช่วยไว้ จึงพามาให้ศูนย์ดูแล และหาเจ้าของใหม่ แต่จอมเป็นคนที่ทำให้มอคค่ากลับมาร่าเริงอีกครั้ง จะแวะเวียนมาช่วยงานที่ศูนย์บ่อยๆ ยามมีเวลาว่างจากเรียนหรือทำงานพาร์ทไทม์” อาสาสมัครมีสีหน้าครุ่นคิด สองวันมานี่ไม่มีใครเล่นกับเจ้ามอคค่า จะมีก็แต่จอมนรีที่แวะมาเล่นกับมันก่อนเดินทางกลับประเทศไทย
“แล้วเธอจะมาที่นี่อีกไหมครับ” แม้จะผิดหวังที่ไม่ได้เจอเธอ แต่ศิราก็ไม่หมดหวัง
“ช่วงนี้คงไม่ได้มาค่ะ น่าจะอีกนานเลย”
“เธอกลับไทยเหรอครับ”
“ค่ะ คุณก็เป็นคนไทยเหมือนกันเหรอคะ”
“ครับ ผมคนไทย”
“แต่สำเนียงอเมริกันของคุณดีมากเลยนะคะ”
“ผมเคยเรียนที่นี่ครับ แล้วยังติดต่อธุรกิจที่นี่บ่อยๆ ผมต้องไปแล้วครับ ได้เวลาไปสนามบินแล้ว” เสียงแจ้งเตือนข้อความทำให้ศิราต้องไปจากที่นี่
“เดินทางปลอดภัยนะคะ”
“ขอบคุณครับ ฉันไปก่อนนะมอคค่า” ศิราร่ำลาเจ้ามอคค่า มันส่งเสียงเห่าราวกับไม่อยากให้เขาจากไป
ไร่จันทร์ผา
ที่บ้านไม้หลังเล็กของจอมนรีกับแม่ ตองนวลมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ด้วยเป็นห่วงลูกสาวที่ต้องเข้าไปล้วงข้อมูลสำคัญของไร่จันทรัช คนที่ถูกส่งเข้าไปเป็นหนอนบ่อนไส้ ล้วนกลับมาในสภาพสะบักสะบอม และสุดท้ายก็ถูกทำให้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“จอมหยุดเรียนกลางคันแบบนี้ ทางมหาลัยไม่ว่าอะไรหรือลูก” ตองนวลลูบศีรษะของลูกสาวที่นอนตะแคงโดยใช้ตักของเธอหนุนต่างหมอนอย่างอ่อนโยน
“ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม ไม่ส่งผลกระทบอะไร สามเดือนนี้จอมจะต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ แล้วกลับไปเรียนค่ะ แต่ก่อนจะกลับไปเรียน จอมจะพาแม่ไปจากที่นี่ ไปอยู่ให้ไกลจากคนใจร้าย เงินที่ได้ จอมจะซื้อบ้านหลังเล็กๆ ระหว่างรอจอมเรียนจบ แม่ก็ทำอาหารขาย จอมจะเรียนให้จบโดยเร็วที่สุด จะได้กลับมาอยู่กับแม่ แล้วจอมจะเป็นคนดูแลแม่เอง” จอมนรีพลิกตัวนอนหงาย กอบกุมมือของแม่ไว้ วาดฝันอนาคต
“แม่เป็นห่วงจอม มันอันตรายมากเลยนะจอม แม่กลัว...”
“ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าคนใจร้ายพวกนี้แล้วแม่”
“แล้วจอมจะเข้าไปในไร่จันทรัชยังไง”
“จอมคงเข้าไปในฐานะคนงาน”
“จอมต้องระวังตัวนะลูก ถ้าเห็นท่าไม่ดีก็พาตัวเองออกมา”
“จอมจะระวังตัว แม่ไม่ต้องห่วงนะ จอมเอาตัวรอดได้” แม้จะไม่มั่นใจ แต่จอมนรีก็เลือกจะพูดให้แม่สบายใจ ความมุ่งมั่นที่จะพาแม่ไปจากคนใจร้ายช่วยปลุกความกล้าในตัว จะต้องล้วงข้อมูลของไร่จันทรัชมาให้จงได้
เส้นผมที่ยาวสลวยถูกคมกรรไกรตัดให้ขาด ผมที่สั้น ผ้าคาดอกที่รัดแน่นปกปิดความเป็นหญิง เสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบ ทำให้จอมนรีกลายเป็นชายหนุ่มร่างเล็ก และเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น จอมทัพ
“จะหล่อกันเกินไปแล้ว” จอมนรีในชุดบอดี้สูทสีขาว กับกางเกงขาบานเอวสูงสีขาวเรียบหรู ชุดสวยจากแบรนด์ดัง ไม่คิดว่าแค่งานเปิดฟาร์มเป็ดปลีกับปลังจะต้องแต่งกายเต็มยศถึงเพียงนี้ อันที่จริงไม่ต้องทำพิธีเปิดใหญ่โตก็ได้ แต่เพราะท่านประธานตัวน้อยทั้งสองนี่ละที่บอกต้องอลังการ“เป็นท่านประธานก็ต้องแต่งตัวหล่อๆ สิครับ” ปลีอยู่ในชุดทักซิโด้พร้อมสวมแว่นกันแดด เช่นเดียวกับปลัง“ต้องหล่อและดูดี อย่าให้ใครมาว่าได้ครับ”“แล้วแบบนี้หม่าม้าไม่ต้องเปลี่ยนเป็นชุดราตรีเลยเหรอคะ”“หม่าม้าควรแต่งตัวสวยมากๆ เลยครับ”“หม่าม้าควรสวย เพราะปะป๊าหล่อมาก”“เฮียก็เอาด้วยเหรอ” ร่างสูงของสามีก็อยู่ในชุดสูทหล่อเหลา เพียงแค่ไม่ได้สวมแว่นกันแดดเหมือนลูกชายทั้งสองก็เท่านั้น“ก็ลูกอยากให้หล่อๆ” ศิราตามใจลูกชาย และตั้งใจว่าก่อนเข้างานค่อยถอดสูทกับเนคไทออก“พร้อมแล้วค่ะ” ผักหวาน ผักกาด และกะเพรา อยู่ในชุดเดรสสั้นพองฟูสุดหรูแบบผู้ดีอังกฤษ“พร้อมแล้วครับ” หมากอยู่ในชุดสูทหล่อเหลาไม่ต่างจากพ่อกับน้องชาย“นี่จัดเต็มกันทุกคนเลยเหรอคะ”“หม่าม้าไม่อ่านไลน์กลุ่มแน่เลย” ปลังว่าคนเป็นแม่“มีแจ้งในไลน์กลุ่มด้วย”“มี” ปลีกับปลังเน้นเสียงว่าพ
“ปะป๊าตื่งๆ” ปลีกับปลังปลุกคนเป็นพ่อตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า“ฟ้ายังมืดอยู่เลย ตื่นมาทำอะไรกันครับ หรือหิวนม” ศิราเอื้อมมือไปเปิดไฟหัวเตียงหรี่ตามองหน้าลูกชาย ก่อนจะเหลือบตามองนาฬิกาที่บ่งบอกเวลา 04.25 น.“อาบน้ำไปโยงเยียง”“แต่งตัวไปโยงเยียง”“โรงเรียนมี รปภ. ค่ะ ไม่ต้องไปช่วยเปิดประตูโรงเรียน” จอมนรีประชดลูกชายที่ตื่นก่อนไก่โห่ ปกติโรงเรียนเข้า 08.30 น. เด็กๆ จะตื่นนอนเวลา 06.30 น. ออกเดินทางไปโรงเรียนเวลา 07.30 น. และเลิกเรียนเวลา 14.30 น.“หม่าม้ามั่ว”“หม่าม้ามั่วอะไร ก็โรงเรียนมี รปภ. คอยเปิดประตูโรงเรียนอยู่แล้ว ปลีกับปลังไม่ต้องไปแต่เช้ามืดก็ได้”“ไปปลุกพี่ผักหวางกับพี่พักกาดฝ่า”“ไปปลุกพี่หมากกับพี่กะเพราฝ่า”ปลีกับปลังไม่อยากเสียเวลาเถียงกับคนเป็นแม่ รีบออกจากห้องไปปลุกพี่ๆ ให้ไปโรงเรียน“ลูกชายเฮียติดสาวแน่ๆ”“ติดเพื่อน ไม่ใช่ติดสาว ลูกเพิ่งจะสามขวบเองนะจอม”“ปกติเขามีแต่พ่อหวงลูกสาว แต่เฮียหวงลูกชายซะงั้น”“เฮียเป็นห่วงต่างหาก เฮียตามไปดูก่อน ไปปลุกพี่ๆ ตอนนี้ ได้โดนพี่โวยลั่น”จอมนรีมองตามสามีที่รัก หวง ห่วง ลูกชายฝาแฝดคู่เล็กมากเป็นพิเศษ ก่อนจะเดินตามออกไปเฌ
“นี่ฌายัง” ปลีแนะนำให้ทับทิมกับนาเนียรู้จักกับแกะตัวสีขาวนามว่า ฌารัน“นี่ฌามา” ปลังแนะนำให้ทับทิมกับนาเนียรู้จักกับแกะตัวสีขาวนามว่า ฌามา“คุงพ่อกับคุงแม่เคยพาทิมไปเที่ยวเยี้ยงแกะ” ทับทิมเคยไปเที่ยวฟาร์มแกะ และให้อาหารแกะ“แด๊ดดี้กับหม่ามี้ก็เคยพาเนียไปดูแกะ ย้างแฟมีแกะเยอะ” นาเนียเคยไปร้านกาแฟที่มีฝูงแกะ“เยี้ยงแกะได้นะ” ปลีกับปลังกระวีกระวาดหยิบหญ้าให้เพื่อนไปป้อนแกะศิรามองลูกชายด้วยความเอ็นดูที่คอยต้อนรับขับสู้เพื่อน เป็นเจ้าบ้านที่ดี แต่ก็แปลกใจที่ลูกชายทั้งสองดูจะเอาใจเพื่อนเป็นพิเศษอย่างที่ไม่เคยเป็นกับเด็กวัยเดียวกัน ขนาดเพลิงกับพราวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับทั้งคู่ยังไม่เคยยอม เผลอเป็นตีกันตลอด“ทับทิมยอนี่นะ”“นาเนียยอนี่นะ”ปลีกับปลังให้เพื่อนทั้งสองนั่งรอบนโซฟารับแขกกับพ่อของตน แล้วพากันไปเอาสัตว์เลี้ยงสุดน่ารักของพี่เฌอมาให้เพื่อนดูด้วยวิ่งเข้าออกบ้านหลังนี้เป็นประจำเสมือนบ้านของตัวเอง จึงรู้ว่าเจ้าสุดหล่อกับเจ้าสุดสวยอยู่ที่ใด“คุงยุงขา ฉุดหย่อหย่อมากไหมคะ”“ฉุดฉวยฉวยมากไหมคะคุงยุง”“เออ...” ศิราไม่รู้ว่าจะตอบเพื่อนของลูกชายว่าอย่างไร สำหรับเฌอ ปลี และปลัง เจ้าสุดหล่อก็หล
“ปลี ปลัง ผู้ปกครองมารับแล้วค่ะ” คุณครูเดินเข้ามาบอก“คุงปู่มายับแย้ว” ปลีกับปลังรู้ว่าคนมารับต้องเป็นปู่ รีบหยิบกระเป๋านักเรียนของตนขึ้นมาสะพาย“ทับทิมกับนาเนียจะไปไหนคะ ผู้ปกครองยังไม่มารับเลยนะคะ” คุณครูเรียกถามทับทิมกับนาเนียที่หยิบกระเป๋านักเรียนของตนขึ้นมาสะพายทั้งที่ผู้ปกครองยังไม่มารับ“ปลีชวงไปฟาร์มเป็ดค่ะ” ปลีชวนทับทิมไปฟาร์มเป็ดของตัวเอง“ปลังชวงไปเยี้ยงเป็ดค่ะ” ปลังชวนนาเนียไปเลี้ยงเป็ดที่ฟาร์มของตัวเอง“ทับทิมกับนาเนียต้องรอผู้ปกครองอนุญาตก่อนค่ะ”“ไปเย็ว” ทับทิมจับมือปลี นาเนียจับมือปลัง พากันวิ่งออกไปยังบริเวณที่ผู้ปกครองมารอรับ กลัวว่าจะไม่ได้ไปฟาร์มเป็ด“ทับทิม นาเนีย ต้องรอผู้ปกครองมารับก่อนค่ะ” คุณครูรีบวิ่งตามนักเรียนในความดูแลของตนไปเดลกับหลานคนอื่นๆ มองปลีกับปลังวิ่งตามเด็กผู้หญิงสองคนผ่านหน้าไปด้วยความประหลาดใจ“ปลี ปลัง จะไปไหนลูก” เดลตะโกนถามหลานชายก่อนจะวิ่งเลยไปไกล“คุงปู่อยู่นี่ๆ” ปลีกับปลังฝืนตัวไว้ ทำให้เสียงจังหวะพากันล้มไปทั้งสี่คน“ทับทิม”“นาเนีย”เสียงของความตกใจจากแม่ของทับทิมกับพ่อของนาเนีย ต่างรีบเข้าไปดูลูกของตนเดลกับพี่ๆ ของปลีกับปลังก็รีบวิ่ง
“เป็นห่วงปลีกับปลังหรือเป็นห่วงครูกับเพื่อนๆ ของลูกคะ” ศิราคิ้วขมวดเล็กน้อยจับจ้องนาฬิกาบนฝาผนัง จอมนรีเดินเข้ามานั่งข้างๆ วางมือทาบทับหลังมือของสามี เดาได้ทันทีว่าเขากำลังเป็นกังวลสองลูกชายที่ไปโรงเรียนวันแรก ไม่รู้ว่าจะเผยตัวตนแล้วสร้างความปั่นป่วน หรือจะเก็บซ่อนตัวตนแล้วแสดงออกเหมือนกับวันสมัครเรียน“ได้เวลานอนแล้ว” เวลานี้คือเวลานอนกลางวันของปลีกับปลัง ศิรากังวลว่าลูกทั้งสองจะหลับได้ไหมยามที่ไม่มีเขา“ถ้าง่วงจัดๆ ยังไงก็หลับค่ะ เหมือนที่เพลิงกับพราวเคยทำให้ปลีกับปลังหลับมาแล้ว ปลีกับปลังเก่ง ต้องปรับตัวได้ค่ะ”“เฮียรู้ แต่มันก็ต้องใช้เวลา” วันนี้ฟาร์มม้ากับฟาร์มวัวเงียบเหงาเพราะไม่มีลูกชายจอมป่วน ไม่มีเสียงที่คอยเรียกให้หันไปมองว่าพวกตนกำลังทำในสิ่งที่เจ๋งสุดๆ หรือไม่มีเสียงต่อล้อต่อเถียงของความดื้อรั้น แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงยามที่ทั้งคู่ไปโรงเรียน แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าขาดหาย“เฮียกับปะป๊าใช่ไหมที่ต้องใช้เวลาปรับตัวให้ชิน” ไม่ใช่แค่สามีที่หงอยเหงา ตั้งแต่กลับจากไปส่งหลานที่โรงเรียน คนเป็นปู่ก็อยู่ในอาการเดียวกัน ไร่จันทรัชไม่สดใสเหมือนทุกวัน เพราะเสียงใสเจื้อยแจ้วหายไป“จอม
รถตู้หรูของไร่จันทรัชมาส่งทายาทตัวน้อย โดยเดลเป็นคนมาส่งหลานๆ อย่างเป็นหน้าที่ประจำไปแล้ว“ฉะหวัดดีฮับ” ปลีกับปลังพนมมือไหว้ทักทายคนเป็นครูด้วยความนอบน้อม พี่ๆ ต่างมองด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เหมือนเด็กชายตัวน้อยสองคนตรงหน้าไม่ใช่น้องชายของพวกตน เพราะเรียบร้อยเกินไป“พบตะวันกับเขตตะวันคนเก่งนี่เอง สวัสดีค่ะ” คุณครูจดจำเด็กชายฝาแฝดที่เก่งและเรียบร้อยได้“เก่งแย้วก็หย่อด้วยฮับ”“จริงด้วยค่ะ พบตะวันกับเขตตะวันคนหล่อที่เก่งๆ นี่เอง”“หย่อฉุดๆ เก่งฉุดๆ ด้วยฮับ”“ค่ะ พบตะวันกับเขตตะวันที่หล่อที่สุด แล้วก็เก่งสุดๆ ด้วยค่ะ” ปลีกับปลังยิ้มกว้างเมื่อคุณครูพูดถูกใจ“คุงครูพูดดีมากฮับ”“แล้วจะให้คุณครูพาไปที่ห้อง หรือจะไปกับพี่ๆ คะ”“ไปกับพี่ได้ฮับ ให้พี่ไปฉ่งหนึ่งวัง พรุ่งนี้เก่งแย้วไปเองฮับ”“วังนี้ไปไม่ถูก ให้พี่ไปฉ่ง พรุ่งนี้ไปถูกแย้วไปเองฮับ”“ช่างพูดกันจังเลยค่ะ”“ทำไมคุงปู่ไม่กลับ” ปลีกับปลังหันมาเห็นคนเป็นปู่ที่คิดว่าจะกลับไปแล้ว“ปลีกับปลังอยู่ได้นะลูก” เดลเป็นห่วงหลานชายตัวน้อยทั้งสอง แม้จะมีพี่ๆ คอยดูแล แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้“อยู่ได้ฉิฮับ คุงปู่กลับดีๆ นะฮับ บะบ่าย” เดลคาดหวังให้หลานชายท







