รถลีมูซีนสีดำเงาวับเคลื่อนผ่านหน้าหญิงสาวสองคนไปช้าๆ อาเธอร์มองผ่านกระจกฟิล์มมืดสนิทเห็นร่างบางของเอวายืนโงนเงนจนเพื่อนต้องคอยพยุง เหงื่อที่ซึมตามไรผมสะท้อนกับแสงแดดจัดจ้านของเมืองไทยทำให้เธอดูเปราะบางผิดกับมาดนางพญาบนเวทีเมื่อครู่
กระทั่ง…
แท็กซี่สีชมพูก็ขับเข้ามาจอดตรงหน้าสองสาว
“ไปกันเถอะ…ทนอีกหน่อยนะไม่นานก็ถึงบ้านแล้ว” ชมพูพยุงเพื่อนขึ้นรถ
“ไปไหนครับ?” คนขับมองทั้งสองผ่านกระจกมองหลังและเอ่ยถาม
“ไปซอยพัฒนา 10 ค่ะ” ชมพูเอ่ยบอก เอวาทิ้งแผ่นหลังพิงเบาะรถใบหน้าสวยยู่หน้าลงด้วยความเจ็บปวดในท้องน้อย มือบางกุมท้องตัวเองไว้แน่นโดยมีเพื่อนที่คอยนั่งเป็นห่วงอยู่ข้างๆ
15 นาทีต่อมา…
รถแท็กซี่สีชมพูจอดสนิทลงที่หน้าบ้านปูนชั้นเดียวหลังเล็ก แม้สภาพบ้านจะดูเก่าไปตามกาลเวลาแต่ก็ถูกดูแลอย่างสะอาดสะอ้าน ชมพูอาศัยอยู่ที่นี่ตามลำพังเพราะแม่ไปมีครอบครัวใหม่อยู่ที่ต่างจังหวัดนานๆ จะมาหาเธอสักครั้ง
ชมพูรีบลงจากรถมาประคองเพื่อนรักที่แทบจะไม่มีแรงก้าวเดิน
"ค่อยๆ นะเอวา...ถึงบ้านแล้ว" ชมพูพร่ำบอก มือหนึ่งโอบเอวเพื่อน อีกมือพยายามควานหากุญแจรั้ว
เอวาหน้าซีดเผือด ริมฝีปากที่เคยแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีสดบัดนี้แห้งผาก เธอพยักหน้าเบาๆ ความเจ็บเสียดที่ท้องน้อยทวีความรุนแรงจนเธอต้องกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้หลุดเสียงครางออกมา ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นคอนกรีตหน้าบ้านดูหนักอึ้งและยาวนานเหลือเกิน
“แกอาบน้ำก่อนไหม” ชมพูพาเพื่อนเดินมานั่งลงบนโซฟาเก่าๆ กลางบ้าน
“อืม อาบน้ำเปลี่ยนผ้าอนามัยหน่อยนะไม่ไหวแล้ว”
“รอแป๊บฉันไปเอาผ้าขนหนูมาให้” ชมพูรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอน คว้าเอาผ้าขนหนูในตู้ออกมาให้เพื่อน
เอวาเข้าไปอาบน้ำล้างตัวอยู่ในห้องน้ำความสดชื่นกระทบกับผิวกายขาวเนียนมือบางถูสบู่ล้างตัวจนฟองฟู่ฟ่องก่อนที่เธอจะชะงักมือเมื่อใบหล่อคมของอาเธอร์เจ้าของโครงการคอนโดหรูปรากฏขึ้นในความรู้สึก
สัมผัสของน้ำเย็นฉ่ำที่ชโลมผิวกายควรจะช่วยให้เธอผ่อนคลาย แต่ในใจของเอวากลับร้อนรุ่มอย่างประหลาด ภาพสายตาคมกริบที่จ้องมองเธอบนเวทียังติดตาไม่หาย มันไม่ใช่สายตาที่ดูแคลน หรือหลงใหลแต่มันกลับมีความนิ่งสงบที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนน่าหงุดหงิดต่างหาก
‘คนอะไรสายตาอย่างกับเสือ น่ากลัวชะมัด’ เอวาคิดพลางล้างฟองสบู่ออกจากตัวไปด้วย
ครืด! ครืด! ครืด!
เสียงมือถือแผดเสียงร้องดังอยู่บนโซฟา ชมพูที่กำลังกรอกน้ำร้อนใส่กระเป๋าน้ำร้อนให้เพื่อนต้องเดินมาดูเพราะมันดังไม่ยอมหยุด ราวกับมีใครตายงั้นแหละ
สายเรียกเข้า…
พ่อ
“เอวา พ่อโทรมานะ”
“โอเค โอเคใกล้เสร็จแล้ว! เอวาตะโกนตอบเพื่อน เธอรีบเช็ดตัวและสวมชุดลำลองอย่างลวกๆ และพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความเจ็บท้องที่ยังคงบีบตัวเป็นระยะ ก่อนจะก้าวออกมารับโทรศัพท์จากมือชมพู ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสปุ่มรับสาย เสียงแหบห้าวที่คุ้นเคยก็ดังลอดออกมาจนคนข้างๆ อย่างชมพูยังสัมผัสได้ถึงรังสีที่ไม่เป็นมิตร
[พ่อ] กว่าจะรับสายได้นะ ฉันโทรจนมือหงิก!” เสียงปลายสายตวาดก้อง
[เอวา] หนูเพิ่งเสร็จงานค่ะ พ่อมีอะไรหรือเปล่าคะ?เธอพยายามควบคุมเสียงให้ปกติที่สุด แม้ใบหน้าจะซีดเซียวจนแทบจะกลืนไปกับผนังบ้านแล้วก็ตาม
[พ่อ] มีสิ! ฉันต้องการเงินห้าหมื่นเดี๋ยวนี้เลย
[เอวา] ห้าหมื่น!!“
[พ่อ] จะตะโกนทำบ้าอะไรของแก
[เอวา] พ่อจะเอาเงินไปทำอะไรตั้งห้าหมื่นคะ?
[พ่อ] ฉันจะเอาไปทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน
[เอวา] พ่อจะเอาไปลงกับบ่อนการพนันอีกแล้วใช่ไหมคะอาทิตย์ก่อนหนูก็เพิ่งโอนให้ไปสองหมื่น พ่อเห็นหนูเป็นธนาคารเคลื่อนที่หรือไงคะ?
น้ำเสียงของเอวาสั่นเครือ ความเจ็บปวดในท้องน้อยที่บีบรัดอยู่เริ่มลามไปถึงอกข้างซ้าย เธอพยุงตัวพิงขอบประตูไว้อย่างอ่อนแรง ขณะที่ชมพูได้แต่ยืนกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจแทนเพื่อน
[พ่อ] จะโอนหรือไม่โอนถ้าแกไม่โอนแกมีปัญหากับฉันแน่!!
ผู้เป็นพ่อเอ่ยเสียงเข้มก่อนจะกดวางสายไป
ตื้ด... ตื้ด... ตื้ด...
สายตัดไปแล้วทิ้งไว้เพียงความเงียบที่แสนอึดอัด เอวาลดมือที่ถือโทรศัพท์ลงอย่างช้าๆ ร่างทั้งร่างสั่นเทาจนสุดท้ายเธอก็ทรุดตัวลงไปกองกับพื้นห้องโถงเล็กๆ
“เอวา!” ชมพูรีบถลาเข้ามาประคอง
“แกไหวไหม...?“
“ไม่ไหวชมพู...ฉันไม่ไหวแล้ว” เอวาตอบเสียงแผ่ว น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลอาบแก้มที่ซีดเผือด เธอซบหน้าลงกับไหล่เพื่อนสนิทอย่างคนหมดแรงพยุง ร่างกายที่บอบช้ำจากอาการปวดท้องรุนแรงยังพอทนได้ แต่หัวใจที่ถูกบีบคั้นจากคนเป็นพ่อกลับทำเอาเธอกระวนกระวายจนแทบหายใจไม่ออก
“ห้าหมื่น...ฉันจะไปหามาจากไหน งานที่รับไว้เงินก็ยังไม่ออกสักบาท” เอวาพึมพำทั้งน้ำตา ความกดดันรุมเร้าจนเธอรู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุม
“เอวา แกนอนพักก่อนนะ อย่าเพิ่งคิดเรื่องเงินเลย” ชมพูพยายามปลอบพลางประคองเพื่อนไปที่โซฟา เธอกดประคบถุงน้ำร้อนลงบนท้องของเอวาเบาๆ
“ฉันให้ไปเท่าไหร่พ่อก็ไม่เคยพอเลย ฮือ..”
“พ่อแกก็นะ...ทำไมทำกับแกแบบนี้” ชมพูพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดใจ มือก็คอยลูบปลอบไหล่เพื่อนที่สั่นเทาไม่หยุด เอวาในยามนี้ดูเปราะบางเหมือนแก้วที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ ความสง่างามบนเวทีเมื่อกี้หายไปสิ้น เหลือเพียงเด็กสาวที่แบกภาระหนักอึ้งเกินตัว
“ห้าหมื่น...ถ้าหาไม่ได้ พ่อต้องมาอาละวาดฉันอีกแน่“ เธอบอกเพื่อนออกไปเพราะเคยมีหลายครั้งที่เธอโดนพ่อทำร้ายร่างกายตบตีเพราะเธอไม่มีเงินให้ พ่อที่ติดการพนันอย่างหนักอีกทั้งยังเป็นหนี้บ่อนหลายแห่ง
“เหมือนพี่ชายฉันไม่มีผิดตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ติดการพนัน ติดยาเสพติดเป็นหนี้จนเจ้าหนี้บุกมาทำร้ายถึงในบ้าน แม่ฉันปกป้องพี่ชายสุดชีวิตจนพลอยโดนทำร้ายไปด้วยนี่ถ้ามันยังอยู่มันคงเอาฉันไปขายให้กับเจ้าหนี้แล้ว“ ชมพูเล่าประสบการณ์ชีวิตให้เพื่อนฟัง เอวาที่นอนราบอยู่บนโซฟาได้แต่นึกไม่ต่างอะไรกับชีวิตเธอเลยดีหน่อยที่พี่ชายของชมพูเสียไปนานแล้วเพราะเสพยาจนช็อกหมดสติไป
“อย่างน้อยแกก็ยังโชคดีที่ฝันร้ายเรื่องพี่ชายมันจบไปแล้วนะชมพู...” เอวาเอ่ยเสียงสั่นเครือ ความเจ็บปวดจากการบีบตัวของมดลูกก็ไม่ลดลงเลย
“แต่ของฉัน...มันเหมือนเข็มนาฬิกาที่วนกลับมาที่เดิมตลอด พ่อไม่เคยหยุด และฉันก็ไม่รู้ว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน”
ชมพูมองเพื่อนด้วยสายตาเวทนา เธอรู้ดีว่าคำว่า ‘กตัญญู’ มันค้ำคอเอวาอยู่ และนั่นคือโซ่ตรวนที่ผูกมัดเพื่อนรักของเธอไว้กับขุมนรกที่เรียกว่าพ่อ
“ถ้ามันถึงที่สุดจริงๆ...แกต้องใจแข็งนะเอวา” ชมพูกระซิบพลางเปลี่ยนตำแหน่งถุงน้ำร้อนให้
“ยังพอมีเวลาแกไปนอนพักในห้องเถอะ นอนสักตื่นเดี๋ยวไปทำงานกันต่อ ส่วนเรื่องพ่ออย่างเพิ่งคิดอะไรตอนนี้เลยนะ”
ชมพูพยุงเอวาที่แทบจะหมดแรงเข้าไปในห้องนอนเล็กๆ เตียงนอนเก่าๆ ที่คุ้นเคยดูเหมือนจะเป็นที่ปลอดภัยที่เดียวในตอนนี้ เอวาล้มตัวลงนอนทั้งที่หยดน้ำตายังไม่แห้งเหือด เธอหลับตาลงด้วยความล้า แต่อาการปวดท้องจี๊ดๆ และเสียงข่มขู่ของพ่อยังคงดังก้องอยู่ในหัว จนกระทั่งความมืดมิดเข้าครอบงำสติของเธอไปในที่สุด ชมพูตั้งนาฬิกาปลุกก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงข้างๆ เพื่อน
กริ๊งงงงง! กริ๊งงงงง!
เสียงแผดร้องของนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือหัวเตียงดังสนั่นหวั่นไหวทำลายความเงียบงันภายในห้องนอนเล็กๆ เวลา 13:00 น. ตรงเป๊ะตามที่ชมพูตั้งไว้
เอวาสะดุ้งเฮือกลืมตาขึ้นมาในความสลัว แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านเข้ามาดูสว่างจ้าจนเธอต้องหยีตา ร่างกายที่เพิ่งได้พักผ่อนไปเพียงไม่นานยังคงรู้สึกหนักอึ้ง ความเจ็บหน่วงที่ท้องน้อยแม้จะทุเลาลงบ้างแต่ก็ยังทิ้งรอยความล้าไว้ในทุกครั้งที่ขยับตัว
“อือ...!! บ่ายโมงแล้วเหรอ” ชมพูงัวเงียลุกขึ้นนั่ง พลางเอื้อมมือไปกดปิดเสียงนาฬิกาปลุกที่กำลังแผดเสียงดังระงม เธอหันไปมองเพื่อนรักที่นอนหน้านิ่งสนิท
“เอวา...เป็นไงบ้าง แกโอเคขึ้นไหม?”
เอวาไม่ตอบในทันที เธอค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นพิงหัวเตียง พลางหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูด้วยนิ้วที่สั่นเทา สิ่งแรกที่ปรากฏบนหน้าจอคือข้อความจากพ่อที่ทิ้งไว้เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
ข้อความ…
พ่อ : จะบ่ายโมงแล้วนะเอวา เงินห้าหมื่นข้ายังไม่เห็นแม้แต่เงา ถ้าบ่ายสองยังไม่โอนมา แกเตรียมตัวโดนดีได้เลย!
ความกลัวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นร่างบางมือไม้สั่นด้วยความหวาดกลัว ภาพวันที่เธอเคยโดนพ่อทำร้ายฉายซ้ำเข้ามาในหัวราวกับละครเรื่องยาวที่ไม่มีวันจบ
“พ่อส่งข้อความมาทวงอีกแล้วชมพู...” เอวาเอ่ยเสียงแหบพร่า ความวิตกกังวลพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก
“เหลือเวลาอีกแค่ชั่วโมงเดียว ฉันจะไปหาเงินที่ไหนทัน”
“แกตั้งสติก่อนนะเอวา ใจเย็นๆ“ ชมพูรีบปลอบเพื่อนโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าต้นเหตุของความกลัวที่เอวากำลังเผชิญอยู่มันสาหัสสากรรจ์มากแค่ไหน
“ฮึก! มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินห้าหมื่นหรอกชมพู...แต่มันคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ถ้าฉันไม่มีให้เขาต่างหาก” เอวาสะอึกสะอื้นจนตัวโยน เธอรวบขาสองข้างเข้าหาตัวแล้วซบหน้าลงกับหัวเข่า ร่างบางสั่นเทาจนชมพูต้องรีบเข้าไปโอบกอดไว้
“ทำไมแกต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะเอวา...” ชมพูทำได้เพียงลูบหลังเพื่อน น้ำตาคลอเบ้าด้วยความสงสาร แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าสิ่งที่เพื่อนสื่อสารออกมามันคืออะไรกันแน่แต่ชมพูก็ไม่คิดจะถามต่อ
“ตอนนี้แกไปแต่งตัวกันก่อนเถอะ ไปทำงานให้เสร็จจะได้เอาเงิน“ สองสาวลงจากเตียงไปล้างหน้าล้างตัวใหม่อีกครั้ง เอวาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอเดินไปที่หน้ากระจกเงาบานเก่า จ้องมองใบหน้าที่ไร้สีเลือดของตัวเองก่อนจะเริ่มบรรจงลงเครื่องสำอางเพื่อปกปิดร่องรอยความเหนื่อยล้า เธอเติมริมฝีปากด้วยสีชมพูอ่อนเพื่อให้ใบหน้าดูสดใส ปัดมาสคาร่าให้ดวงตาดูโฉบเฉี่ยวเหมือนทุกครั้งที่ออกไปทำงาน แต่มือที่ถือแปรงแต่งหน้านั้นกลับสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
เอวาพยายามบังคับมือที่สั่นเทาให้ลากเส้นอายไลเนอร์อย่างใจเย็นที่สุด เธอต้องเป็น "เอวา" พริตตี้สาวผู้สมบูรณ์แบบต่อหน้าคนอื่น ไม่ใช่ผู้หญิงขี้แพ้ที่กำลังหวาดกลัวพ่อตัวเองจนตัวสั่นอยู่แบบนี้
“เสร็จหรือยังเอวา? แท็กซี่มารอหน้าบ้านแล้วนะ” เสียงชมพูตะโกนเร่งมาจากด้านนอก
“เสร็จแล้ว...” เอวาตอบพลางมองตัวเองในกระจกเป็นครั้งสุดท้าย แม้ภายนอกจะดูสวยสง่า แต่ในใจเธอกลับรุ่มร้อนเหมือนมีไฟสุม มือบางรีบโกยเครื่องสำอางลงกระเป๋าวิ่งออกจากห้องด้วยความรีบร้อน
รถแท็กซี่สีเหลืองที่ชมพูกดเรียกผ่านแอปเคลื่อนตัวออกจากซอยพัฒนา 10 ท่ามกลางความเร่งรีบ เอวานั่งตัวลีบอยู่เบาะหลัง ดวงตาคู่สวยคอยชำเลืองมองหน้าจอมือถือที่แสดงเวลา 13:30 น. ทุกนาทีที่ผ่านไปเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจ เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อไม่ให้ความตื่นตระหนกทำลายสมาธิในการทำงาน
“เอวา แกไหวนะ มือแกเย็นมากเลย” ชมพูเอื้อมมือมากุมมือเพื่อนไว้แน่น
“อืม...ฉันต้องไหว“ เธอพยักหน้าบอกเพื่อนและพยายามแยกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน