Masukเช้าวันต่อมา...
เพนท์เฮาส์หรูย่าน CBD กรุงปักกิ่ง...
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกบานยักษ์เข้ามายังห้องโถงกว้าง ทว่ากลับพบร่างสูงโปร่งของซูเปอร์สตาร์หนุ่มนอนแผ่หราอยู่บนโซฟาหนังราคาแพง สภาพของเขาดูห่างไกลจากคำว่า เทพบุตร ที่คนทั้งประเทศรู้จัก มีเพียงกางเกงนอนตัวเดียวที่ปกปิดร่างกายท่อนล่าง เผยให้เห็นแผงอกกำยำที่มีเหงื่อซึมชื้นเล็กน้อยแม้แอร์จะเย็นฉ่ำ
“หมิงฮ่าว! นี่ลูกเป็นอะไรไปน่ะ!”
เสี่ยวถงที่เพิ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับสามีถึงกับอุทานลั่น เธอรีบปรี่เข้าไปหาลูกชายด้วยความตื่นตระหนก หมิงฮ่าวที่เพิ่งจะได้งีบหลับไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงในช่วงรุ่งสางสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ดวงตาคมที่เคยดุดันบัดนี้กลับดูอ่อนล้าและมีรอยคล้ำจางๆ อย่างเห็นได้ชัด
ภาพความฝันอันเร่าร้อนและความปั่นป่วนในกายที่เล่นงานเขาทั้งคืนยังคงหลงเหลือความรู้สึกตกค้างจนเขาหัวเสีย
“นี่...เช้าแล้วเหรอครับม๊า”
หมิงฮ่าวถามเสียงแหบพร่า พลางยกมือขึ้นลูบหน้าเรียกสติ
“วันนี้เรามีคิวถ่ายช่วงเช้านะ! ทำไมลูกถึงยังไม่แต่งตัวอีกล่ะหมิงฮ่าว”
หลินเฟิงรีบสำทับพลางมองนาฬิกาข้อมือด้วยความแปลกใจอย่างถึงที่สุด เพราะตลอดชีวิตการทำงาน หมิงฮ่าวคือสัญลักษณ์ของความตรงต่อเวลาและระเบียบวินัยที่เคร่งครัด การมานอนราวกับสลบแบบนี้คือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับลูกชายเขาเลย
เสี่ยวถงโน้มตัวลงไปสำรวจใบหน้าลูกชายใกล้ๆ จนหมิงฮ่าวต้องเบือนหน้าหนี
“แล้ว...ทำไมหน้าตาของลูกเหมือนคนอดนอนแบบนี้ล่ะ? หรือว่า...เมื่อคืนแอบดื่มใช่ไหมเนี่ย?”
“เปล่าครับม๊า ผมแค่นอนไม่หลับ...”
หมิงฮ่าวตอบสั้นๆ ตัดบทเพียงแค่นั้น ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำทันที ทิ้งให้พ่อกับแม่ยืนมองตามหลังด้วยความมึนงง
เมื่อแผ่นหลังกว้างหายลับเข้าไปในห้องนอน หลินเฟิงก็หันไปกระซิบกับภรรยาด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“หรือจะเป็นเพราะเรื่องเมื่อวาน...”
“เด็กผู้หญิงคนนั้นเหรอ?”
เสี่ยวถงโพล่งออกมาอย่างรู้กัน แววตาของเธอฉายความกังวลผสมกับความประหลาดใจ
“เป็นไปได้เหรอป๊า? หมิงฮ่าวทำงานมาตั้งกี่ปี เจอคนสวยระดับนางงามมานับไม่ถ้วน แต่แค่ตัวประกอบเด็กสาวคนนั้นคนเดียว...จะทำให้ลูกชายเราเป็นได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”
หลินเฟิงไม่ตอบ แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความกังวล เพราะเขารู้ดีว่าหากกำแพงในใจของหมิงฮ่าวพังลงเพราะเด็กสาวนิรนามเพียงคนเดียว มันอาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่สั่นคลอนชื่อเสียงที่พวกเขาสร้างมาทั้งชีวิตก็ได้
...............................
ติ๊ด! ติ๊ด!
เสียงริงโทนจากแอปพลิเคชันสื่อสารดังแทรกความเงียบขรึมของเช้าตรู่ในหอพัก มารินสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความงัวเงีย มือบางควานหาโทรศัพท์ใต้หมอนก่อนจะพบว่าสายที่เรียกเข้าคือ ‘พี่มารัน’
“พี่มารันมีอะไร ทำไมโทรมาแต่เช้าเนี่ย...”
มารินกรอกเสียงลงไปพลางขยี้ตา ทั้งที่ยังนอนราบอยู่กับเตียง
“มาริน พี่มีเรื่องด่วนจะคุยกับเธอ”
เสียงของมารันฟังดูสั่นเครือและกระซิบกระซาบ ภาพในจอเห็นพี่ชายหันมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ราวกับกลัวว่าใครจะมาได้ยินเข้า โดยเฉพาะผู้เป็นแม่
“มีเรื่องอะไร”
มารินรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันที ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง สายตาเหลือบมองเยว่รันที่ยังนอนหลับสนิทอยู่เตียงข้างๆ
“แม่ไม่ให้พี่โทรมา แต่ว่าพี่ต้องโทรบอกเธอนะมาริน...”
มารันนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจโพล่งออกมา
“คือว่าตอนนี้บ้านเรากำลังจะถูกยึดน่ะ”
“ห๊ะ! ถูกยึด! ทำไมถูกยึดล่ะพี่มารัน!”
มารินอุทานเสียงหลงแต่ต้องรีบเอามือตะครุบปากตัวเองไว้
“แม่เอาบ้านไปจำนองเพื่อเอาเงินไปรักษาพ่อ และจ่ายค่าสินไหมให้คู่กรณีที่พ่อเอารถไปชนเขาไง เขาเรียกไปสองล้าน! เงินที่บ้านเราไม่พอ”
“แม่เลยเอาบ้านไปจำนองไว้กับคนรู้จัก ไม่ได้เข้าธนาคาร ทีนี้ทางนั้นเขามาทวงหนี้ที่แม่ค้างชำระ งวดหนึ่งตั้งสองแสน! แม่ค้างจ่ายไปเดือนเดียว ทางนั้นเขาก็มากดดันจะยึดบ้านแล้ว”
“แล้วทำไมเรื่องนี้แม่ไม่บอกมารินล่ะ!”
มารินรู้สึกเหมือนถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าที่หัวใจ ความลำบากที่เธอคิดว่าหนักแล้ว กลับมีเรื่องที่หนักกว่าซ่อนอยู่
“แม่สั่งห้ามพี่ไว้ ไม่ให้บอกมาริน แม่กลัวเธอจะเครียด... แต่พี่ทนไม่ไหวแล้วมาริน ตอนนี้พี่สะใภ้เธอก็คลอดแล้วนะ เธอได้หลานชายนะมาริน เดี๋ยวพี่ส่งรูปให้ดู...แต่พี่พยายามรวบรวมเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ไหนจะค่าผ่าตัดพ่ออาทิตย์นี้อีก พี่หมดหนทางจริงๆ ช่วยพี่คิดหน่อย”
มารินนิ่งงันไป น้ำตาเริ่มคลอหน่วย
“พี่ต้องการเงินอีกเท่าไหร่ และค่าบ้านทั้งหมดเท่าไหร่”
“ถ้าภายในสิบห้าวัน...ต้องได้สามแสนบาทถึงจะรอดเรื่องยึดบ้าน แต่ยอดรวมทั้งหมดที่ติดเขาคืออีกสองล้าน”
“โอย...ทำไมมันมากขนาดนั้นล่ะพี่มารัน แล้วมารินจะช่วยพี่ได้ยังไง”
หัวใจของเด็กสาวหล่นวูบ เงินสองพันหยวน (ประมาณหนึ่งหมื่นบาท) ที่เธอเพิ่งได้มาเมื่อวานจากการเปลืองตัวเข้าฉากจูบกับซูเปอร์สตาร์นั้น มันเทียบไม่ได้เลยกับเศษเสี้ยวของหนี้ก้อนนี้
“พี่พยายามหาอยู่นะ แต่มันหายังไม่ได้ ตอนนี้มีติดตัวอยู่แสนกว่าบาท พี่จะไปกู้นอกระบบแม่ก็ไม่ยอม”
“งั้นไม่เป็นไร...มารินจะพยายามหาทางช่วยพี่ให้เร็วที่สุด เวลาสิบห้าวัน...ก็น่าจะพอหาได้นะ”
มารินตอบเสียงหนักแน่น ทั้งที่ในใจยังมืดแปดด้าน
“เธอจะไปเอาเงินมาจากไหนมาริน เธอยังเรียนอยู่นะ!”
“มารินทำงานพาร์ตไทม์ค่ะพี่มารัน...งานที่นี่เงินดี”
“มันเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ก็ต้องลองดูค่ะ มีเวลาอีกสิบห้าวัน...”
หลังจากวางสาย มารินนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่บนเตียง เธอจ้องมองยอดเงินในบัญชีด้วยสายตาว่างเปล่า ภายในสิบห้าวันเธอต้องหาเงินหลักแสนเพื่อช่วยไม่ให้บ้านถูกยึด และเงินหลักล้านเพื่ออนาคตของครอบครัว
งานตัวประกอบ...มารินนึกถึงพี่ยวี่เฟยและกองถ่ายเมื่อวาน ถ้าเพียงแต่เธอมีบทที่เยอะกว่านี้ ถ้าเธอได้เป็นนักแสดงที่มีค่าตัวสูงกว่านี้ล่ะ? แต่เธอเป็นเพียงนักศึกษาโนเนม จะมีโอกาสแบบนั้นได้อย่างไรในเวลาเพียงสองสัปดาห์?
ในหัวของเธอเริ่มหมุนวนหาวิธีดิ้นรน โดยไม่รู้เลยว่า โอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอและแลกมาด้วยเงินมหาศาลนั้นมันจะมาจากไหนกัน มารินยังต้องเรียนอีก เธอจะทำอย่างไรดี...
..................................
สองเดือนต่อมา...ประเทศไทย...ลมพัดเอื่อยๆ หอบเอาความสดชื่นของเมืองไทยมาต้อนรับการกลับมาของมาริน พร้อมด้วยแขกคนสำคัญอีกสองคน บรรยากาศภายในบ้านอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นหอมของอาหารไทยฝีมือแม่ที่ตั้งโต๊ะรอต้อนรับอย่างอบอุ่นทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน มารินก็น้ำตาซึมด้วยความดีใจ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือผู้เป็นพ่อที่วันนี้สามารถยืดหยัดกลับมาเดินได้เกือบเป็นปกติแล้ว ข้างๆ กันมีแม่ที่กำลังอุ้มหลานตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม โดยมีพี่สะใภ้คอยช่วยดูแลอยู่ไม่ห่าง และแน่นอน...พี่มารัน พี่ชายตัวแสบที่รีบวิ่งออกมาต้อนรับน้องสาวเป็นคนแรก“มาริน! พี่คิดถึงเธอจังเลย” มารันสวมกอดน้องสาว ก่อนจะผละออกเพื่อมองผู้มาเยือนใหม่หมิงฮ่าวที่วันนี้แต่งตัวสบายๆ ทว่าออร่าความหล่อเหลาระดับซูเปอร์สตาร์โลกยังคงเปล่งประกายจนทุกคนในบ้านถึงกับตาค้าง ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกรวมความมั่นใจจากที่ซุ่มซ้อมฝึกปรือภาษาไทยมานานสองเดือนเต็มเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เขาพนมมือขึ้นไหว้พ่อกับแม่ของมารินอย่างงดงาม นอบน้อมถ่อมตนผิดกับมาดเสือขี้หึงในกองถ่ายโดยสิ้นเชิง“สวัส-ดี-ครับ...คุณพ่อ...คุณแม่...”หมิงฮ่าวพยายามเค้นเสียงพูดภาษ
ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่บรรยากาศอบอุ่นในเมืองจีน...แสงไฟสีส้มสลัวส่องกระทบโต๊ะอาหารริมหน้าต่าง เยว่รันกับภาคินนั่งอยู่ตรงข้ามกัน บนโต๊ะมีอาหารจานโปรดวางอยู่ แต่ทว่าบรรยากาศกลับแฝงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ เนื่องจากภาคินมีกำหนดการที่จะต้องเดินทางกลับประเทศไทยในวันพรุ่งนี้แล้ว ชายหนุ่มมองใบหน้าหวานของเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาละห้อย“พรุ่งนี้ต้องกลับไทยแล้ว...ไม่อยากกลับเลยแฮะ”ภาคินทอดถอนใจพลางใช้ช้อนเขี่ยอาหารในจานเบาๆ“ช่วงเวลาสิบห้าวันที่ผมอยู่เมืองจีนมันผ่านไปเร็วชะมัด เพราะมีคุณคอยดูแล ทำแผลให้ แถมยังพาไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ มากมาย...รู้ไหมเยว่รัน ผมชอบประเทศจีนมากเลยนะ...และที่สำคัญ ผมชอบผู้หญิงจีนที่ชื่อเยว่รันที่สุดเลยด้วย” >vเยว่รันที่กำลังตักน้ำซุปถึงกับชะงักกึก ใบหน้าเนียนพลันขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะคำสารภาพรักแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของชายหนุ่ม เธอรีบวางช้อนลงแก้เขินก่อนจะแกล้งเฉไฉตอบไปเสียงเบา“เอ่อ...งั้น ถ้าคุณว่างๆ ก็...กลับมาเที่ยวที่นี่อีกสิคะ”“ผมต้องมาอีกแน่นอนอยู่แล้วครับ!”ภาคินตอบกลับแบบทันควัน แววตาขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังและหวานเชื่อม“เพราะหัวใจของผมมันดันตกหลุมรัก
ความเร่าร้อนของบทรักเพิ่งผ่านพ้นไป ทิ้งไว้เพียงความอบอวลของไอรักและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างแผ่วเบา หมิงฮ่าวนอนตะแคงกอดกุมร่างอวบอิ่มของมารินเอาไว้ในอ้อมแขนอันแข็งแกร่งบนเตียงกว้าง นิ้วหนาไล้ไปตามเส้นผมที่ชื้นเหงื่อของหญิงสาวด้วยความทะนุถนอม ก่อนที่เขาจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง“มาริน...ฉันอยากแต่งงานกับเธอแล้ว ไม่อยากรอให้เธอเรียนจบแล้วล่ะ”มารินชะงักไปชั่วครู่ ดวงตากลมโตเงยขึ้นสบตาคนตัวใหญ่ที่เอาแต่ใจทันที“ทำไมล่ะคะคุณหมิงฮ่าว? ทำไมถึงไม่รอให้ฉันเรียนจบก่อน ซึ่งจริงๆ มันก็เหลือเวลาอีกแค่ปีกว่าๆ เองนะคะ”“ฉันรอไม่ได้อีกแล้วมาริน...”หมิงฮ่าวขมวดคิ้ว แววตาคมกริบฉายความกังวลและกระแสความหึงหวงออกมาอย่างปิดไม่มิด“ฉันกลัวว่าจะมีคนอื่นมาแย่งเธอไปจากฉัน ทุกวันนี้ในกองถ่ายไม่ใช่ฉันไม่รู้นะว่ามีพวกนักแสดงชายบางคนแอบสนใจและมองเธออยู่บ่อยๆ ฉันหึง...หึงจนแทบบ้า ไม่ชอบและไม่อยากให้ผู้ชายหน้าไหนมามองเธออีกแล้ว”ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกราวกับจะแสดงความเป็นเจ้าของ ก่อนจะเอ่ยขอร้องในสิ่งที่เขาปรารถนา“มาริน...เธอเลิกเป็นนักแสดงเถอะนะ”มารินถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอเข้
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา...กองถ่ายละคร (ฉากโถงกลางบ้านคฤหาสน์)บรรยากาศการถ่ายทำดำเนินมาถึงฉากที่มารินต้องปะทะอารมณ์กับตัวร้ายของเรื่อง บรรยากาศในกองถ่ายคึกคักเป็นพิเศษ และที่พิเศษไปกว่านั้นคือร่างสูงสง่าของ หลินหมิงฮ่าว ที่วันนี้ไม่มีคิวถ่าย แต่กลับมานั่งกอดอกทำหน้ายักษ์อยู่ข้างๆ มอนิเตอร์ของผู้กำกับ สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังกลางกองราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ...“แอคชั่น!” เสียงผู้กำกับสั่งการมารินในบทบาทส่งอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม เธอเชิดหน้าสบตากับตัวร้ายชายที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวตามบท ตัวร้ายเอื้อมมือมาบีบข้อมือของมารินพร้อมตะคอกใส่หน้าด้วยอารมณ์โกรธแค้นกึก! เสียงเก้าอี้สนามของหมิงฮ่าวลั่นเอี๊ยด ชายหนุ่มขยับตัวทำท่าจะลุกขึ้น แววตาแดงก่ำด้วยความหึงหวงอย่างอดไม่ได้เมื่อเห็นชายอื่นมาถูกเนื้อต้องตัวคนรักของเขา“หมิงฮ่าว! นั่งลงเลยนะ”ผู้กำกับรีบเอื้อมมือไปกดไหล่ซูเปอร์สตาร์หนุ่มลงกับเก้าอี้พลางกระซิบดุ“นั่นมันการแสดง! เธอกำลังทำได้ดี อย่าเพิ่งสติหลุดไปพังกล้องฉันอีกรอบนะ!”“!!!”หมิงฮ่าวฮึดฮัดในลำคอ ยอมนั่งลงแต่สายตายังคงแผ่รังสีอำมหิตไปที่ตัวร้ายชายคนนั้นจนอีกฝ่ายเริ่มมือสั่นด้วยความผวาในขณ
ห้องรับแขกภายในเพนท์เฮาส์หรู...แสงแดดยามสายส่องผ่านกระจกบานยักษ์เข้ามายังชุดโซฟาตัวใหญ่ เสี่ยวถงและหลินเฟิงนั่งเคียงข้างกัน ทอดสายตามองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่บัดนี้ดูสุขุมและนิ่งสงบขึ้น ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การเปิดอกคุยกันระหว่างพ่อ แม่ และลูกชายกําลังจะเริ่มต้นขึ้น“เรื่องที่ลูกทำเมื่อวาน มันส่งผลกระทบกับกองถ่ายมากเลยนะหมิงฮ่าว ผู้กำกับกับนักแสดงคนอื่นๆ ต้องมาเดือดร้อนเพราะอารมณ์ชั่ววูบของลูกกันทั้งนั้น”เสี่ยวถงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอแม้จะยังตึงเครียดแต่ก็ลดความเกรี้ยวกราดลงไปมาก“พรุ่งนี้มีนัดคิวถ่ายซ่อมแล้วครับ...และผมก็โทรไปขอโทษทุกคนไปหมดแล้วด้วย”หมิงฮ่าวตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบสบตากับผู้เป็นแม่ตรงๆ อย่างไม่มีหลบเลี่ยงหลินเฟิงผู้เป็นพ่อที่นั่งฟังอยู่จึงพูดเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง“การที่ลูกทำอุกอาจแบบนั้นกลางกองถ่าย มันก็เท่ากับตัดอนาคตตัวเองในวงการเลยนะหมิงฮ่าว...ลูกเป็นถึงเบอร์หนึ่งของวงการ แต่ต้องมาเสียชื่อเสียงเพราะเรื่องผู้หญิงคนเดียวแบบนี้ มันคุ้มแล้วเหรอ?”“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับป๊า...” หมิงฮ่าวเหยียดยิ้มบางๆ อ
ห้องพักนักศึกษา...เวลา 22.30น.แสงไฟในห้องพักยังคงสว่างไสว เยว่รันเดินวนเวียนอยู่ด้วยความกระวนกระวายใจ สายตาคอยจ้องมองที่ประตูตลอดเวลา จนกระทั่งได้ยินเสียงลูกบิดประตูเปิดออก พร้อมกับร่างของมารินที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางที่ดูอ่อนล้าแต่แววตากลับดูนิ่งสงบผิดคาดทันทีที่มาถึง เยว่รันพุ่งตัวเข้าไปหาเพื่อนรักด้วยความเป็นห่วงทันที“มาริน...”มารินส่งยิ้มบางๆ ให้เพื่อคลายความกังวล ก่อนจะตอบกลับไปทันที“ฉันไม่เป็นไรเยว่รัน”“พี่หมิงฮ่าวมาส่งเธอเหรอ” เยว่รันถามพลางสแกนมองเพื่อนตั้งแต่หัวจรดเท้า“อือ...เขามาส่ง”มารินตอบเสียงเบา ขณะที่นึกถึงอ้อมกอดและจุมพิตลาที่แสนอ่อนโยนก่อนลงจากรถ ใบหน้าเนียนก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมาจนเยว่รันจับสังเกตได้อย่างง่ายดาย“ครั้งนี้...ฉันว่าเธอกับพี่หมิงฮ่าวคงตกลงกันด้วยดีใช่ไหมมาริน?”เยว่รันหรี่ตามองพลางยิ้มล้อเลียนเมื่อเห็นอาการหน้าแดงของเพื่อน“อืม...เขาขอฉันแต่งงานน่ะ”“ห๊ะ!! แต่งงานเหรอ?!”เยว่รันอุทานลั่นห้อง ตาโตด้วยความช็อก“พี่หมิงฮ่าวเนี่ยนะขอแต่งงาน?!”“ใช่...แต่ฉันก็บอกเขาว่าให้รอให้ฉันเรียนจบก่อน และอีกอย่าง...เขาต้องไปเคลียร์กับพ่อกับแม่เขาให้เรียบร้อยก่อนด้ว







