ログインหมายเหตุ‼️ เรื่องนี้นายเอกมีปมฝังใจ จึงทำให้มีนิสัยหลายบุคลิก ไม่ได้หลงคาแลคเตอร์นะคะ อย่าเข้าใจผิดเน้ออออ 😅 --------------------------- เริ่มเลอออ...! เรื่องราวของ ทิม ชายหนุ่มที่มีปู่เป็นถึงหัวหน้าแก็งมาเฟียใหญ่ และต้องการให้ทิมขึ้นรับตำแหน่งต่อ แต่แผลในใจ ที่ปู่เป็นคนทำไว้ มันหนักหนาสาหัสเกินไป ทำให้ทิมไม่อาจไว้ใจใครได้เลย สิ่งเดียวที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่ต่อคือ ‘แมว’ เจ้าขนปุกปุยทั้งห้าตัวที่เขาเลี้ยงไว้ มันคือสิ่งเดียวที่ทิมไว้ใจและห่วงหาอาวรณ์ ทิมไม่สนใจอำนาจ ผันตัวมาเปิด คาเฟ่แมว เล็กๆใช้ชีวิตธรรมดา แล้วก็ได้เจอกับ วอร์ สัตวแพทย์ที่มาเปิดคลินิกฝั่งตรงข้าม เพราะเขาช่วยรักษาและดูแลเหล่าแมวเหมียวของทิมอย่างดี จึงทำให้ทิมเริ่มไว้ใจและชอบวอร์ในที่สุด แต่ความสุขมักสั้นเสมอ…เมื่อวอร์ ก็ไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่ทิมคิดไว้เลย….!
もっと見るณ ท่าเรือ
กลางคืนที่มืดมิดไร้แสงสว่าง มีเพียงแสงจันทร์เศษเสี้ยวลอดผ่านเมฆดำ แสงฟ้าแลบเป็นระยะไกลอยู่ขอบทะเล เสียงลมทะเลพัดกระหน่ำเข้าหาฝั่ง คลื่นซัดโหมจนเห็นเรือที่จอดอยู่ลิบ ๆ โคลงเคลงสั่นไหว ชายวัยกลางคนอุ้มลูกชายวัยเจ็ดขวบแนบอกแน่น ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความวิตกกังวล มืออีกข้างจับมือภรรยาที่รัก วิ่งฝ่าลมแรงผ่านความมืดไปยังเรือยนต์ที่จอดเทียบท่ารออยู่ “พ่อครับ… เราจะไปไหนกันครับ” เด็กน้อยหันมองหน้าพ่อด้วยดวงตาสงสัย “พวกเราจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันลูก พ่อเลือกเกิดไม่ได้ ไม่อาจใช้ชีวิตสงบสุขได้เหมือนคนทั่วไป แต่พ่อหวังว่า… ลูกจะมีชีวิตที่ดีกว่าพ่อแน่นอน” ผู้เป็นพ่อตอบเสียงสั่นพร่า เอ่ยด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง กำลังจะส่งคนที่รักที่สุดทั้งสองหนีให้พ้นจากเงื้อมมือตระกูลอันตรายของตน “คุณคะ… คุณจะไม่ไปกับพวกเราจริง ๆ เหรอ ฉันเป็นห่วงคุณที่ต้องเผชิญหน้าคนเดียว…” ภรรยาร้องไห้กระซิกเบา ๆ น้ำตาอาบแก้ม บีบมือสามีแน่น “ผมไม่เป็นไร ผมเป็นลูกของเขา เขาไม่ทำร้ายผมหรอก คุณไม่ต้องกังวล” สามีพยายามทำเสียงมั่นคง ทั้งที่ในใจรู้ดีว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าครอบครัว ทั้งสามกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาจนถึงเรือที่จอดรออยู่ แสงไฟสลัวจากในห้องโดยสารส่องสว่าง สามีอุ้มลูกชายก้าวขึ้นเรือก่อน แล้วหันกลับมายื่นมือช่วยพยุงภรรยา ปั้ง!!!! มือทั้งสองเอื้อมหากัน ยังไม่ทันได้สัมผัส เสียงปืนก็ดังสนั่นหวั่นไหว! ดวงตาภรรยาเบิกกว้าง ร่างกายแข็งค้าง ขณะที่ของเหลวสีแดงฉานซึมไหลออกจากอกข้างซ้าย เธอล้มลงกับพื้นต่อหน้าต่อตา สามีชะงักตัวสั่นเทา มือไม้สั่นระริกจนทำอะไรไม่ถูก เสียงในคอแห้งผาก พยายามจะร้องเรียกแต่กลับไม่มีเสียงลอดออกมา เขาตั้งสติกลั้นก้อนสะอื้นไว้ รีบหันกลับมาอุ้มลูกชายแนบอกอีกครั้ง ก้าวเท้าเข้าสู่ตัวเรืออย่างเร่งรีบ เด็กน้อยกอดคอพ่อหันมองไปข้างหลัง เห็นร่างของแม่นอนจมกองเลือดอยู่กับพื้นคอนกรีตนอกเรือ เด็กน้อยตกใจดวงตาค้าง กดเสียงร้องไห้ไว้ พร้อมก้มหน้าลงซบไหล่อบอุ่นของพ่อ ราวกับกลัวว่าจะเสียไปอีกคน ทันทีที่พ่ออุ้มลูกชายเข้ามาในห้องโดยสาร เขาต้องชะงักค้างทันที ดวงตาเบิกกว้าง หัวใจหล่นวูบถึงตาตุ่ม มองผู้มาเยือนไม่วางตา ชายชราผมขาวสลับดำในชุดสูทสีดำสนิท ยืนรอกลางห้องด้วยสีหน้าเย็นชา ท่าทางองอาจน่าเกรงขาม ข้างกายมีร่างท้วมของคนขับเรือนอนจมกองเลือดอยู่ ดวงตาคมกริบเหลือบมองลูกชายและหลานตัวเล็กในอ้อมกอด พลางถอนหายใจยาวด้วยความผิดหวัง ก่อนจะยกปืนหนักจ่อไปทางหน้าขาของลูกชายแท้ ๆ อย่างใจเย็น “พ่อ… ปล่อยทิมไปเถอะครับ ผมขอร้องล่ะ! ปล่อยลูกผมไปเถอะนะพ่อ!” ชายวัยกลางคนร้องวิงวอน เลื่อนมือขึ้นดันใบหน้าลูกชายให้ซ่อนหน้าแนบอก ไม่อยากให้เด็กน้อยเห็นความโหดร้ายที่เขากำลังจะเจอ “แกทำให้ฉันผิดหวัง ฉันว่าแกควรรู้ดีว่าทางเลือกนี้จะมีผลลัพธ์ยังไง… ไม่ต้องห่วง ฉันสัญญาจะดูแลลูกแกอย่างดีที่สุด เพราะเขาคือหลานคนเดียวของฉัน” ชายชราพูดเสียงเย็นยะเยือก “ผมเป็นลูกชายพ่อนะครับ!!! พ่อทำได้ลงคองั้นเหรอ!” “ฉันไม่อยากทำร้ายแก แต่แกเลือกเอง ส่งลูกแกมาให้ฉัน แล้วฉันจะไว้ชีวิตแก” “พ่อฆ่าเมียผมไปแล้ว!! ผมจะเชื่อใจได้ยังไงว่าพ่อจะไม่ฆ่าลูกผมด้วย! พ่อไม่สมควรเป็นพ่อของผมเลย!” ลูกชายพูดอย่างเหลืออด ความเสียใจที่สูญเสียคนรักพรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “ทำตามที่ฉันบอกซะ” ชายชราขยับนิ้วมาที่ไกปืนเล็กน้อย ชายวัยกลางคนหันมองหน้าลูกชายตัวน้อยในอ้อมแขน ริมฝีปากสั่นพร่า “ทิม… พ่อรักลูกนะ” เขาหอมแก้มลูกชายแน่นครั้งสุดท้าย แล้วหันหลังวิ่งมุ่งหน้าสู่ขอบเรือหวังจะกระโดดลงทะเล ปั้ง!!!!! กระสุนเจาะทะลุหัวเข่าก่อนถึงขอบเรือ! ความเจ็บปวดแล่นเข้ามาที่ขา จนล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง แต่ยังรีบโอบกอดลูกชายไว้ใต้ตัวปกป้องอย่างสุดความสามารถ “พ่อ!!! พ่อครับ!!! ฮืออออ” เด็กน้อยร้องไห้โฮ นั่งมองเลือดที่ไหลนองจากขาผู้เป็นพ่อ “เอาเด็กไป” ชายชราสั่งเบา ๆ สามชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำเดินออกมาจากมุมมืด หนึ่งในนั้นถือกระสอบผ้าหนาเดินเข้ามาใกล้ “ไม่นะ! อย่าเอาลูกผมไป! ทิม… จับมือพ่อไว้ลูก! จับมือพ่อไว้!” เขาพยายามจับตัวลูกชายแน่น แต่ความเจ็บปวดทำให้ขยับและออกแรงได้ไม่เต็มที่ เด็กน้อยถูกชายร่างใหญ่ดึงให้ออกห่างจากตัวพ่อ มือน้อย ๆ เอื้อมดึงมือพ่อสุดแขน แต่สุดท้ายก็แยกออกจากกัน “ผมไม่ไป! ผมจะอยู่กับพ่อ!” เด็กน้อยร้องดัง ก่อนจะหันไปมองผู้เป็นปู่ “คุณปู่… ผมยอมไปกับปู่ก็ได้ แต่ขอพ่อไปด้วยคนนะครับ ขอร้องล่ะ อย่าทำร้ายพ่ออีกเลย… ฮืออออ” เด็กน้อยร้องไห้ออกมาอย่างไร้เดียงสา ความเสียใจและภาพที่เห็นตรงหน้ายิ่งทำให้เด็กน้อยกลัวมากขึ้น “ถ้าแกโตขึ้น และยืนอยู่ที่จุดเดียวกับฉัน แกจะเข้าใจ” ชายชราพูดเพียงเท่านั้น ทอดสายตามองชายขอบทะเล สายลมพัดชายเสื้อปลิวไสว ชายร่างกำยำคลุมกระสอบครอบหัวและตัวเด็กน้อยไว้แน่น ก่อนจะอุ้มขึ้นบ่าแบกพาตัวออกไป “พ่อครับ!!! ไม่นะ!!! พ่อ!!!!” เด็กน้อยส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น เขาตะเกียกตะกายสุดแรงแต่ไร้ผล “ทิม!!! ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ!!! ไอ้เลวเอ๊ย!!! ฮือออ…!” ผู้เป็นพ่อพยายามตะเกียกตะกายตาม แต่ก็ไม่สามารถลุกขึ้นตามไปได้ จึงได้แต่กำหมัดแน่นซัดลงตีพื้นเรือแรง ๆ หลายทีจนเลือดไหล ร้องไห้โฮอย่างหมดหนทาง เด็กน้อยร้องหาพ่ออยู่ในกระสอบ มองไม่เห็นภายนอกว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้เลยว่าตัวเองโดนแบกห่างออกมาจากพ่อไกลแค่ไหนแล้ว ปั้ง!!!! และแล้วเสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งเพียงนัดเดียว…! เสียงร้องไห้โวยวายหยุดลงทันที เด็กน้อยในกระสอบชะงักนิ่ง ดวงตาเบิกค้าง น้ำตาไหลรินพร่าเต็มตา แม้ไม่เห็นภาพ แต่รู้ซึ้งถึงความสูญเสียที่ใหญ่หลวงจนหัวใจแทบขาด ความมืดมิดเริ่มลามเข้ามาปิดบังสายตา ทิมค่อย ๆ ปิดตาลง… สิ้นสุดวัยเด็กที่มีความสุขและสูญเสียพ่อกับแม่อย่างไม่มีวันหวนกลับไปในคืนนั้น… ด้วยฝีมือของผู้เป็นปู่ของตนเอง ปัจจุบัน ณ ห้องนอนของทิมชั้นสองของคาเฟ่ “เหมียววว เหมียวววว” สัตว์ขี้อ้อนขนปุยสีส้ม กระโดดขึ้นมาหาเจ้าของที่กำลังหลับกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง “อืมมม ฉันตื่นแล้ว ตื่นแล้ว…” ชายหนุ่มผมสีดำใบหน้าหล่อเหลาจนเกือบคล้ายผู้หญิง ขยับตัวเอื้อมมือขึ้นมาลูบสัตว์เลี้ยงอย่างอ่อนโยน “แกหิวแล้วใช่ไหมฮันนี่ โอเค ๆ ฉันจะไปเอาอาหารให้เดี๋ยวนี้แหละ” ทิมลืมตาขึ้น กะพริบตาปรับภาพถี่ ๆ ดันตัวลุกจากเตียงเดินออกประตู ก่อนจะเดินลงไปถึงชั้นล่างที่เป็นโซนคาเฟ่ “เหมียวววว…! เหมียววว…!” เจ้าก้อนอ้วนกลมอีก 4 ตัวเข้ามาป้วนเปี้ยนพันขาไปมาอย่างออดอ้อนเพื่อขออาหาร “โอเค ๆ ได้กินกันทุกตัวแน่นอน” ทิมหยิบถุงอาหารแมวออกมาจากตู้ แล้วเทอาหารเม็ดลงในชามข้าวหลากสีที่วางเรียงที่พื้นของแต่ละตัวอย่างเท่าเทียม ชายหนุ่มย่อตัวลงมองแมวตัวอ้วนทั้งห้า ที่กำลังกินอาหารในชามตัวเองอย่างตั้งอกตั้งใจ “เฮ้อออ พวกแกรู้ไหม ฉันฝันถึงเรื่องในอดีตอีกแล้ว มันตามหลอกหลอนฉันไม่เลิกเลย ฉันจะทำยังไงให้หลุดพ้นดีนะ จะตายทิ้งพวกนายก็ไม่ได้อีก เกิดเป็นฉันทำไมมันใช้ชีวิตยากจัง ชาติหน้าขอเกิดเป็นแมวแบบพวกนายยังจะดีซะกว่า” ชายหนุ่มระบายความในใจกับสัตว์เลี้ยงของตน ก่อนจะยืดตัวยืนขึ้น “ไปอาบน้ำแล้วรีบลงมาเปิดร้านดีกว่า” ชายหนุ่มยิ้มอย่างสดใส ราวกับไม่เคยผ่านเรื่องร้ายมาก่อน แต่จริง ๆ ในใจกลับหนักอึ้งเหมือนแบกภูเขาเอาไว้ทั้งลูก ไม่อาจปล่อยวางมันได้เลย ทิม ทายาทเพียงคนเดียวของมาเฟียใหญ่ระดับประเทศ ปัจจุบันเปิดคาเฟ่เล็ก ๆ พร้อมกับเลี้ยงแมวอีกห้าตัว หลีกหนีความวุ่นวายและความโหดร้าย มาใช้ชีวิตธรรมดา ที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะสงบสุข แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้นเลย…“ก็คุณถาม… ผมก็แค่ตอบตามความจริง ถ้าคุณจะเอาผมไปต่อรอง หรือจะขายผม… ก็ตามใจครับ ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว… ขอแค่คุณช่วยดูแลพวกเจ้าเหมียวให้ผมก็พอ… ขอร้องละครับ… ดูแลพวกมันให้ดี… แค่นั้น… ผมยอมทุกอย่างเลย ฮือออ”ทิมยกมือทั้งสองข้างเกาะแขนแกร่งแน่น ร้องขออย่างสิ้นหวัง วอร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะโอบดึงร่างบางเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน ทิ้งความเย็นชาทั้งหมดไว้เบื้องหลังทิมร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวสั่น รับรู้ถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ค่อยๆ คลายความตึงเครียดลงในอ้อมแขนของคนที่เขาเผลอไว้ใจไปโดยไม่รู้ตัว“คุณไม่ควรไว้ใจคนที่เพิ่งรู้จักได้ไม่นานนะครับ”“รอบตัวผมมีใครไว้ใจได้ที่ไหนกัน อึก… คุณเป็นคนเดียวที่ดูแลแมวให้ผม เพราะเจ้าเหมียวพวกนั้นคือเหตุผลที่ผมยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ฮือออ…”“ผมเข้าใจแล้ว ไม่ร้องแล้วนะครับ” วอร์ลูบหลังปลอบเบาๆ จนเสียงร้องไห้ค่อยๆ แผ่วลงทิมขยับถอยออกมาเล็กน้อย มือยังเกาะเสื้อวอร์ไม่ปล่อย ดวงตาแดงก่ำมองขึ้นอย่างประหม่า“คุณ… จะไม่ผลักไสผมแล้วใช่ไหมครับ”วอร์ไม่ตอบทันที เพียงแต่ยกนิ้วโป้งเช็ดน้ำตาที่แก้มให้อย่างอ่อนโยน
พรึบ! พรึบ! พรึบ!กระดาษปึกหนาถูกโยนมาตรงหน้า ปลิวว่อนกระจายตกลงบนพื้นหินอ่อนทั่วห้อง“นี่คือประวัติการรักษาทั้งหมดของฉัน ฉันเหลือเวลาอีกแค่สามเดือน รู้ว่าฉันทำไม่ดีกับแกไว้มาก แต่ฉันจะไม่ขอโทษ เพราะทุกสิ่งที่ทำ ก็เพื่อให้แกเข้มแข็งอย่างที่เห็นวันนี้!” ชายชราเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด“การส่งพ่อกับแม่ของผมไปตายเนี่ยนะครับ? ต้องการให้ผมเข้มแข็ง… สละได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง ปู่โหดเหี้ยมเกินไปแล้วครับ!!” มือทิมเกร็งแน่นจนขาวซีด เขาเผลอส่งเสียงดังขึ้นเมื่อนึกถึงความเจ็บปวดที่ฝังลึก“แกคิดว่าการเป็นมาเฟียมันง่ายนักหรือไง? ยืนอยู่ที่สูง ต้องคุมคนเป็นร้อยเป็นพัน ไม่ใช่แค่มีอำนาจก็ทำได้ เราต้องเก่งพอ! ต้องโหดพอ! ต้องเหี้ยมพอ… ถึงจะกุมทุกอย่างไว้ในมือได้! แต่พ่อแกอ่อนแอเกินไป ถ้าฉันไม่จัดการเอง แกคิดว่าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ไหม?”“เพราะพ่อรู้ว่าปู่เป็นแบบนี้ไง! ถึงไม่ยอมให้ผมลำบาก แต่สุดท้าย… พ่อก็สู้ปู่ไม่ได้อยู่ดี” น้ำเสียงของทิมสั่นเครือ ดวงตายังคงจ้องผู้เป็นปู่ไม่วางตา ปนไปด้วยความโกรธแค้นที่ซ่อนเร้น“ใครใช้ให้มันคิดจะพาแกหนีไปล่ะ! ถ้า
“แหม… เห็นผมหิวล่ะสิ” โยฮันหันไปยิ้มเยาะทิมที่กำลังง่วนกับการชงกาแฟให้ลูกค้าอยู่“จะปาแก้วก็กลัวตกแตกอีก สงสัยต้องปามีดแทน” ทิมพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก ทำเอาโยฮันยิ้มแห้ง กลัวว่าเจ้านายจะทำจริง ๆ“หลงตัวเอง ชิ!” สกายหันไปจิกโยฮัน ก่อนจะเดินมาที่เคาน์เตอร์ จัดกาแฟกับเค้กวางในถาดแล้วยกไปเสิร์ฟตามออเดอร์โยฮันมองตามอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะกัดขนมปังในมือแล้วสะบัดอย่างแรงด้วยความไม่พอใจปนอารมณ์ดี“สกาย ฉันฝากดูร้านด้วยนะ จะเอาของไปส่งที่คลินิกหน่อย”“ได้ครับ”ทิมจัดกาแฟและขนมปังใส่ถุงกระดาษอย่างดี เดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์เตรียมจะออกจากร้าน“ต้องเอาไปส่งเองเลยเหรอ เพิ่งจะหายป่วย ให้สกายไปส่งให้ก็ได้นี่” โยฮันรีบพูดห้ามขึ้นมา แววตาสงสัยปนน้อยใจลึก ๆ“มันเรื่องของฉัน นายก็รีบกลับไปซะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว” ทิมพูดโดยไม่ได้ใส่ใจคนข้างหลังนัก รีบเปิดประตูแล้วเดินออกไปทันทีโยฮันเริ่มสงสัยในความใจดีที่เจ้านายมีให้กับหมอคนนี้ เหมือนมีอะไรมากกว่านั้น จึงรีบเดินออกจากร้านตามไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ณ คลินิกสัตว์“ผมเอากาแฟมา
ณ คาเฟ่ทันทีที่วอร์ก้าวตามโยฮันเข้ามาถึงด้านในคาเฟ่ ความประหลาดใจและความสงสัยก็ผุดขึ้นทันที‘เจ้านาย’ ที่ชายหนุ่มในชุดสูทเรียกร้องให้ช่วยเหลืออย่างร้อนรนเมื่อครู่ คือทิม เจ้าของร้านคาเฟ่แมวแห่งนี้นี่เอง‘ทำไมเจ้าของร้านคาเฟ่ธรรมดา ถึงมีคนเรียกว่าเจ้านาย และดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ด้วย...’คำถามมากมายซัดเข้ามาในหัว วอร์ยังคงนิ่งเงียบ ไม่แสดงอาการ แต่ในใจกลับเริ่มรู้สึกว่าทิมน่าจะมีเรื่องราวบางอย่าง ยิ่งรวมกับคนที่มาหาเมื่อวาน ก็ยิ่งทำให้มั่นใจว่าทิมไม่ใช่แค่เจ้าของคาเฟ่ธรรมดาแน่นอน ณ ห้องนอนของทิมวอร์กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เดินเข้ามาใกล้เตียง พลางทิ้งคำถามไว้ในใจ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือรักษาอาการป่วยของคนตรงหน้าให้ปลอดภัยก่อนสายตาสำรวจอาการอย่างละเอียด เมื่อเห็นสภาพของทิมที่ใบหน้าแดงก่ำก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งสุขุมไว้ได้เป็นอย่างดี“ช่วยดูให้หน่อยครับหมอ! พี่เขาเริ่มพูดเพ้อไม่รู้เรื่องแล้วครับ!” โยฮันร้องขอเสียงสั่น มือไม้สั่นเทาไปด้วยความเป็นห่วงวอร์ใช้ที่วัดอุณหภูมิจ่อไปที่หน้าผากของทิม“ไข้สูงข