LOGINหลังฮ่องเต้หนุ่มและกวนเฟิงเสด็จกลับเข้าวังหลวง จางซินอี๋และ’ เสี่ยวอี่’ สาวใช้คนใหม่ที่ฮ่องเต้ส่งมาคุ้มกันและช่วยงาน ก็เริ่มจัดเตรียมข้าวของและทำความสะอาดปัดกวาดโรงน้ำชาเพื่อเตรียมเปิดทำการในวันพรุ่งนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ
เมื่อถึงยามเย็นได้เวลาอันสมควร เสี่ยวอี่ก็เดินเข้ามาประชิดกายคุณหนูหกเพื่อรายงานและช่วยย้ำเตือนสติ "คุณหนูหกเจ้าคะ... ได้เวลาต้องกลับจวนตระกูลจางแล้วเจ้าค่ะ" ซินอี๋กระตุกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ นางยก มีดสั้นลายมังกร ของฮ่องเต้ขึ้นมาค่อยๆ ถอดออกจากฝัก คมเหล็กประกายแวววาวสะท้อนเข้าตา ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยความสุขและความกระหายที่จะได้กลับไปคิดบัญชีแค้นกับคนในตระกูลชั่ว "กลับจวนหรือ..." ซินอี๋ลูบคมมีดเล่นเบาๆ "เมื่อเช้าฮ่องเต้ทรงเอ่ยปากประกาศต่อหน้าทุกคนแล้วว่าข้าคือคนของพระองค์ หากกลับไปคราวนี้ ยังมีคนไร้สมองกล้ากระตุกหนวดเสือมาทำร้ายข้าอีก... ข้าก็จะใช้มีดสั้นมังกรเล่มนี้ปั่นคอพวกมันเสียให้สิ้นเรื่อง" เสี่ยวอี่ยืนมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัว แม้คุณหนูหกผู้นี้จะมีดวงหน้างดงามหมดจด ทว่าความร้ายกาจและจิตสังหารกลับมีทวีคูณยิ่งกว่าสตรีใดที่นางเคยพบเจอ เสี่ยวอี่พลันรู้สึกนับถือและชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวไม่ยอมคนของคุณหนูหกยิ่งนัก "บ่าวจะคอยอยู่เคียงข้าง และช่วยคุณหนูสะสางพวกมันเองเจ้าค่ะ!" เสี่ยวอี่ประสานมือตอบรับด้วยแววตาจงรักภักดี ใช้เวลาไม่นาน เกี้ยวส่วนพระองค์ที่ฮ่องเต้ทิ้งไว้ให้ใช้เดินทางก็มาจอดลง ณ หน้าประตูจวนเสนาบดีจาง จางซินอี๋ก้าวลงจากเกี้ยวด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่งและสง่างาม นางเดินผ่านประตูใหญ่เข้ามาด้วยใบหน้าที่เชิดขึ้น นัยน์ตาคมกริบทอดมองสบตาเหล่าบ่าวรับใช้ชั่วที่เคยตบตีกลั่นแกล้งนาง ซึ่งบัดนี้ต่างตัวสั่นงันงก ก้มหน้าหลบสายตากันเป็นแถบๆ รอยยิ้มแห่งชัยชนะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเผยขึ้นบนใบหน้างาม ศักดิ์ศรีที่เคยถูกเหยียบย่ำบัดนี้ถึงเวลาที่นางจะกระชากคืนมาทั้งหมด! "นังคนชั้นต่ำ! ยังมีหน้ากลับมาที่นี่อีกหรือ!" ทว่ายังมีผู้หนึ่งในจวนที่ไม่รักตัวกลัวตาย... 'จางเฉียวอิง' คุณหนูรอง บุตรสาวของฮูหยินใหญ่ผู้ถือดีว่าตนเป็นลูกรักเดินก้าวเข้ามาขวางทาง นัยน์ตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นวาวโรจน์ "เพราะเจ้าคนเดียว! นังลูกอนุชั้นต่ำ! เจ้าทำให้ท่านแม่ของข้าต้องโดนโบยจนลุกไม่ขึ้น!" จางเฉียวอิงก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความโทสะจนขาดสติ นางง้างมือขึ้นสูงเตรียมจะตบหน้าซินอี๋เต็มแรง! เพียะ! เพียะ! ทว่าซินอี๋ไวกว่ามาก! นางเอี้ยวตัวหลบพร้อมสะบัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของคุณหนูรองอย่างแรงหนึ่งฉาด ก่อนจะตวัดหลังฝ่ามือตบซ้ำเข้าที่แก้มอีกข้างทันทีจนเสียงดังก้อง แรงตบส่งให้ร่างของคุณหนูรองล้มลงไปกองกับพื้นหินอย่างหมดสภาพ จางเฉียวอิงผู้ถนัดแต่การสั่งทารุณคนอื่น เมื่อโดนตบหน้าเข้าจังๆ ถึงกับอึ้งตะลึงงัน แก้มทั้งสองข้างบวมแดงระเบิดความเจ็บปวดจนพูดไม่ออก ได้แต่นั่งมองซินอี๋ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ ซินอี๋ย่อกายทิ้งตัวลงนั่งยองๆ ข้างกายพี่หญิงรอง นางชักมีดสั้นลายมังกรของฮ่องเต้ออกมาจากเอว แล้วจ่อปลายมีดแหลมคมเข้าที่คอหอยของจางเฉียวอิงทันที รอยยิ้มและเสียงหัวเราะแผ่วเบาของนางแลดูคลั่งไคล้ดุจคนโรคจิต "พี่หญิงรอง... รู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้คืออะไร" ซินอี๋กระซิบเสียงเย็น "นี่คือมีดสั้นส่วนพระองค์ของฮ่องเต้... มีดเล่มนี้มีสิทธิ์สังหารคนชั่วในใต้หล้าได้โดยไร้ความผิด เจ้าอยากลองชิมความคมของมันดูสักนิดไหม" สายตาเหี้ยมเกรียมและน้ำเสียงหัวเราะเยือกเย็นของคุณหนูหก ทำเอาคุณหนูรองจางเฉียวอิงเริ่มกลัวจนตัวสั่นเทานางไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้อง ได้แต่นั่งเกร็งคอตราดตรึง เพราะเกรงว่าหากขยับเพียงนิด คมมีดมังกรจะเฉือนคอหอยนางจนสิ้นใจ "คุณหนูหกโปรดเมตตา! คุณหนูหกได้โปรดไว้ชีวิตคุณหนูรองด้วยเจ้าค่ะ!" ไม่นาน แม่นมคนสนิทข้างกายจางฮูหยินก็วิ่งละล่ำละลักเข้ามา นางทิ้งตัวลงข้างๆ คุกเข่าถูไถโขกศีรษะลงกับพื้นหินจนเสียงดังลั่น ร้องไห้น้ำตาไหลพุ้งเพื่อขอชีวิตให้คุณหนูรอง ซินอี๋ปล่อยให้แม่นมชั่วโขกหัวจนหน้าผากแตกเลือดแดงฉาน โดยไม่คิดจะห้ามสักคำ ก่อนจะค่อยๆ ละสายตาจากคุณหนูรอง แล้วหันมามองแม่นมชั่วเบื้องหน้า เพียะ! เพียะ! เพียะ! ฝ่ามือบางของคุณหนูหกสะบัดตบเข้าที่ใบหน้าของแม่นมชั่วติดต่อกันสามฉาดใหญ่จนเลือดกบปาก เป็นการระบายความแค้นที่แม่นมผู้นี้เคยสั่งบ่าวมาลงไม้ลงมือกับนางและมารดา "อั่ก! คุณหนูหก... บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ! ไว้ชีวิตบ่าวด้วย!" แม่นมชั่วตัวสั่นโขกศีรษะขอโทษละล่ำละลักด้วยความหวาดกลัวตายอย่างถึงที่สุด ซินอี๋ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นางแหงนหน้าหัวเราะเสียงดังลั่นดังก้องไปทั่วบริเวณสวนเรือนหลัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสะใจและชัยชนะ ก่อนจะเก็บมีดสั้นลงฝัก แล้วสะบัดชายผ้าเดินตรงกลับไปยังเรือนท้ายจวนของตนเองอย่างอารมณ์ดี โดยมีเสี่ยวอี่เดินตามหลังด้วยรอยยิ้มสะใจไม่แพ้กัน เช้าของวันถัดมา แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงกระทบป้ายไม้แกะสลักเนื้อดีที่เพิ่งถูกติดตั้งไว้เหนือประตูโรงน้ำชาอย่างสง่างาม คุณหนูหกยืนมองป้ายร้านใหม่ด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นถูกันไปมาเบาๆ เพื่อปัดฝุ่นไม้ที่เลอะมือ "ข้าจะตั้งชื่อร้านนี้ว่า... เฟิงอี๋" ซินอี๋เอ่ยเสียงนุ่มทว่าเด็ดเดี่ยว เสี่ยวอี่ สาวใช้คนสนิทยืนยิ้มอยู่ข้างกาย มองผู้เป็นนายด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสุขและความปิติยินดี "ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะและมีความหมายยิ่งเจ้าค่ะคุณหนู" เสี่ยวอี่เอ่ยเสริม รอยยิ้มฉายชัดบนใบหน้า ซินอี๋หมุนตัวยิ้มตอบ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ "เอาล่ะ เข้าข้างในกันเถอะ" บรรยากาศของโรงน้ำชาเฟิงอี๋ในวันแรกเปิดทำการ มีลูกค้าทยอยเข้ามาอุดหนุนและจิบชาประปราย ทว่าเมื่อถึงช่วงสายของวัน ร่างสูงใหญ่ของ กวนเฟิง ในชุดบุรุษธรรมดาก็ก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาในร้าน จางซินอี๋มองเห็นเขาได้ในทันที นัยน์ตาคู่งามฉายแววรู้ทันว่าองครักษ์ส่วนพระองค์ผู้นี้เดินทางมาเพื่อทวงถามความคืบหน้าของข่าวสารตามที่นางเคยรับปากฮ่องเต้ไว้ และนางก็ไม่ทำให้เขาต้องผิดหวัง ซินอี๋ก้าวเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกวนเฟิง บรรจงรินชาอุ่นๆ ลงในถ้วยส่งให้เขา ก่อนจะเริ่มเอ่ยถึงข่าวแรกซึ่งเป็นเบาะแสที่นางรู้มาหลังจากที่ถูกปล่อยตัวออกจากคุกหลวง "ท่านองครักษ์กวน..." ซินอี๋รินชาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ "ข้ามีเรื่องหนึ่งจะแจ้งแก่ฝ่าบาท... ที่โรงนาร้างท้ายเมืองหลวง แม้ภายนอกจะดูทรุดโทรมและไร้ผู้คนเหลียวแลทว่าภายในกลับถูกใช้เป็นที่ซุกซ่อน เสบียงข้าวสารหลวง มหาศาล พวกมันกำลังเตรียมขนย้ายข้าวสารดีเหล่านั้นออกไปขายให้แก่พ่อค้าคนกลางนอกเมืองหลวง แล้วนำข้าวเก่าปลอมปนของคุณภาพต่ำเข้ามาสับเปลี่ยนแทนที่... ซึ่งหนึ่งในตระกูลขุนนางที่อยู่เบื้องหลังเรื่องชั่วช้านี้ ก็คือ ตระกูลจาง" กวนเฟิงฟังความแล้วนัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขารับถ้วยชามาถือไว้ พยักหน้ารับคำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ขอบคุณคุณหนูหก ข้าจะนำความนี้ไปรายงานฝ่าบาทโดยเร็วที่สุด" ยามสาย ณ ห้องทรงพระอักษรในวังหลวง... กวนเฟิงคุกเข่าถวายรายงานเรื่องโรงนาร้างท้ายเมืองต่อหน้ามู่หลิงเชียว ฮ่องเต้หนุ่มละสายตาจากฎีกาตรงหน้า นัยน์ตาหงส์ฉายแววครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถามย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ข่าวจากจางซินอี๋... เป็นความจริงแน่หรือ" "กระหม่อมยังมิอาจยืนยันได้พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" กวนเฟิงประสานมือตอบ "ทว่าคุณหนูหกยืนยันด้วยความมั่นใจยิ่ง" มู่หลิงเชียวยกยิ้มลึกล้ำที่มุมโอษฐ์ "เช่นนั้น เจ้าจงเร่งไปตรวจสอบที่โรงนาร้างนั่นด้วยตาตนเองเสียบัดนี้!" "รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!" กวนเฟิงเร่งเดินทางไปแอบซุ่มสังเกตการณ์ที่โรงนาร้างท้ายเมืองตามคำสั่งทันที และก็เป็นไปตามที่ซินอี๋บอกไว้ทุกประการ เขาพบเห็นชายฉกรรจ์และชายชุดดำมากมายกำลังขนย้ายกระสอบข้าวสารขึ้นลำเรือที่จอดรออยู่ตรงท่าเรือลับหลังโรงนาอย่างรีบร้อน เมื่อเห็นหลักฐานคาตา กวนเฟิงจึงรีบเร่งเดินทางกลับเข้าวังเพื่อรายงาน "ฝ่าบาท! เป็นจริงตามที่คุณหนูหกแจ้งไว้ทุกประการพ่ะย่ะค่ะ!" กวนเฟิงคุกเข่าถวายรายงานด้วยความตื่นเต้น "กระหม่อมไปเห็นกับตาว่ามีคนจำนวนมากกำลังเร่งขนย้ายกระสอบข้าวสารขึ้นลำเรืออยู่หลังโรงนานั้นพ่ะย่ะค่ะ!" มู่หลิงเชียวพยักหน้าพึงพระทัย นัยน์ตาคมปลาบประกายความเด็ดเดี่ยว "ดีมาก... ข่าวของคุณหนูหกนับว่าเชื่อถือได้ แม้ยามนี้เราจะยังไม่มีเอกสารสัญญาสั่งการจากเสนาบดีจางเป็นหลักฐานผูกมัด แต่หากเราส่งกำลังทหารบุกเข้าตรวจค้นและจับกุมคนพวกนั้นกลางคัน... ข้าวสารหลวงและตัวคนพวกนั้นก็คือหลักฐานมัดตัวชั้นดีที่ดิ้นไม่หลุด" ฮ่องเต้หนุ่มทรงยันกายลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าทรงอำนาจ สั่งการเสียงดังกังวาน "กวนเฟิง! นำกำลังทหารอารักขาไปโอบล้อมโรงนาร้างนั่นซะ จับกุมพวกมันทั้งหมดพร้อมของกลาง อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว" กลางดึกคืนนั้น บรรยากาศรอบโรงนาร้างท้ายเมืองเงียบสงัดและมืดมิด ทันใดนั้น กองกำลังทหารรักษาพระองค์นับสิบนายในชุดเกราะเหล็กเงาวับ นำโดยกวนเฟิง ก็พังประตูบุกเข้าไปด้านในอย่างองค์อาจและดุดัน ตึง! "ทหารบุก! ทุกคนหยุดอยู่กับที่ ห้ามขยับ!" เสียงกวนเฟิงตวาดดังก้องไปทั่วโรงนา คมดาบเงาวับชักออกจากฝักดังกังวาน ทหารหลวงกระจายกำลังเข้าโอบล้อมทุกจุด เหล่าคนงานแบกกระสอบข้าวสารที่กำลังทำงานอยู่ต่างตกใจตื่นตระหนกจนหน้าซีดเผือด กระสอบข้าวหลุดจากมือตกพื้น พวกเขารีบทิ้งตัวลงคุกเข่าก้มหน้า ร้องขอชีวิตกันระงมด้วยความหวาดกลัว "ไว้ชีวิตด้วยขอรับท่านทหาร! พวกข้าน้อยเป็นเพียงคนงานแบกหามเท่านั้น!" ทันใดนั้น ชายรูปร่างอ้วนท้วม ลุกลนใส่เสื้อผ้าปานกลาง ร้องไห้โฮล่ำไห้เสียงดังระงม วิ่งพรวดพราดออกมาจากห้องด้านในแล้วล้มลงคุกเข่าลงต่อหน้ากวนเฟิง ตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง "ท่านองครักษ์! ได้โปรดเมตตาด้วยขอรับ! ข้าน้อยเป็นเพียงชาวบ้านทำมาหากินสุจริต เหตุใดทหารหลวงถึงได้บุกเข้ามาจับกุมข้าน้อยเช่นนี้เล่าขอรับ!" กวนเฟิงทอดสายตามองชายอ้วนท้วมด้วยแววตาไม่ปักใจเชื่อแม้แต่น้อย เขาก้าวสับเท้าเข้าไปหาอย่างคุกคาม ก่อนจะยื่นปลายดาบคมกริบลงวางบนไหล่ของชายอ้วนท้วมหนักๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มดุดันดุจพญามัจราช "ทำมาหากินสุจริตงั้นหรื บอกมา! เจ้าทำงานให้ใคร! ใครเป็นคนสั่งให้พวกเจ้าขนย้ายยักยอกเสบียงข้าวสารหลวงออกจากเมืองหลวง!" ชายอ้วนท้วมหน้าซีดเผือด ร้องไห้หนักกว่าเดิมพร้อมกับโขกศีรษะลงกับพื้นหินดัง ปัก! ปัก! อย่างน่าสงสารจนหน้าผากเริ่มบวมแดง "ข้าน้อยโดนใส่ร้ายขอรับท่านองครักษ์! ข้าน้อยมิเคยยักยอกข้าวหลวงเลยแม้แต่เมล็ดเดียว! ได้โปรดรอสักครู่ ข้าน้อยมีหลักฐานขอรับ!" ชายอ้วนท้วมรีบลุกขึ้นลนลาน วิ่งเข้าไปในห้องเก็บของหลังโรงนาด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะรีบประคองตลับไม้และแผ่นกระดาษเอกสารสัญญาการซื้อขายวิ่งกลับมาชูขึ้นเหนือศีรษะ ส่งให้กวนเฟิงด้วยมือที่สั่นระริก "นี่คือเอกสารตราประทับการซื้อขายข้าวสารกับชาวบ้านและพ่อค้าท้องถิ่นอย่างถูกต้องตามกฎหมายขอรับ! ข้าวพวกนี้เป็นข้าวที่ข้าน้อยกว้านซื้อมาจากชาวบ้านเพื่อนำส่งออกไปขายต่างเมืองอย่างถูกกฎหมาย ทุกอย่างมีตราประทับของว่าการเมืองหลวงยืนยันชัดเจนขอรับ!" กวนเฟิงขมวดคิ้วแน่น ตวัดสายตาลงมองแผ่นเอกสารในมือ เขาลองพลิกตรวจเช็กตราประทับ คราบหมึก ลายเซ็น และรายการบัญชีสินค้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน... ทว่าผลลัพธ์กลับทำให้หัวใจขององครักษ์หนุ่มกระตุกวูบ! เอกสารสัญญาการซื้อขาย ข้อมูลจำนวนกระสอบ และตราประทับของกรมการค้าเมืองหลวง... ล้วนเป็นของจริงทุกประการ เอกสารยืนยันชัดเจนว่าโรงนาแห่งนี้เปิดทำการค้าข้าวสารกับชาวบ้านอย่างถูกกฎหมาย และข้าวในกระสอบก็เป็นเพียงข้าวสารราษฎรธรรมดา มิใช่เสบียงข้าวสารหลวงที่ถูกยักยอกมาแต่อย่างใด ความจริงเบื้องหน้าทำให้กวนเฟิงต้องชะงักงัน ดาบในมือชะลอลง... สถานการณ์กลับกลายเป็นว่า โรงนาแห่งนี้มิได้เกี่ยวข้องกับการยักยอกเสบียงหลวงอย่างที่คุณหนูหกจางซินอี๋รายงานไว้เลยแม้แต่น้อยไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน
แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น
ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่
บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ
ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ
หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า







