เข้าสู่ระบบทันทีที่ประตูรถม้าพระที่นั่งปิดลง ความเงียบสงัดอันน่าอึดอัดก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งห้องบรรทมเคลื่อนที่แห่งนี้
เคร้ง! มีดสั้นเล่มงามที่สลักลวดลายมังกรผาดโผนประกายทอง ถูกชักออกจากฝักดังกังวาน ก่อนจะพุ่งตรงเข้ามาจ่อชิดคอหอยของคุณหนูหกในเสี้ยววินาที คมเหล็กเงาวับสัมผัสชิดติดผิวเนื้อนุ่มจนสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบ มู่หลิงเชียวทอดสายตามองใบหน้าบอบช้ำของคุณหนูหกด้วยแววตานิ่งเรียบ ทว่าแฝงรังสีเหี้ยมเกรียมดุดันที่พร้อมจะสังหารคนได้ทุกเมื่อ ก่อนจะตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเข้มงวด "ข้าทำให้คนพวกนั้นรู้แล้วว่าเจ้าเป็นคนของข้า... เช่นนั้นก็จงทำตามที่เจ้ารับปากเสีย หาไม่แล้ว ข้าจะเป็นคนบั่นคอเจ้าด้วยมือของข้าเอง!" คำพูดอันเยือกเย็น นิ่งสงบ และน่ากลัวดุจพญามัจจุราชราชนั้น เป็นน้ำเสียงข่มขวัญระดับที่แม้แต่ชายชาติรีผู้จัดเชี่ยวสนามรบยังต้องสั่นสะท้านและก้มหัวให้ด้วยความหวาดกลัว... ทว่า... คำขู่สังหารนั้นกลับใช้ไม่ได้ผลกับ จางซินอี๋! สตรีเบื้องหน้ามิได้แสดงอาการหวาดหวั่นหรือหลบสายตาเลยแม้แต่น้อย นางจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาหงส์คู่นั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังและเด็ดเดี่ยวเกินมนุษย์ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย แล้ว ดันคอของตนเองเข้าหา คมมีดมังกร อย่างไม่เกรงกลัวความตาย เลือดสดๆ เริ่มซึมออกมาจากผิวเนื้อเบาๆ ทำเอามู่หลิงเชียวชะงักงันด้วยความตกใจ ฮ่องเต้หนุ่มต้องเป็นฝ่ายเร่งรีบเบือนตวัดคมมีดเฉียงออกไปทางอื่นด้วยพระองค์เอง เพราะเกรงว่าหากนางยังดันเข้ามามากกว่านี้ ความคมของใบมีดจะกรีดคอหอยนางจนบาดเจ็บสาหัส ซินอี๋เหยียดยิ้มบางๆ นัยน์ตาคมปลาบสบมองโอรสสวรรค์ตรงๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฝ่าบาททรงคิดจะตัดศีรษะหมากตัวเดียวที่ถอนรากถอนโคนตระกูลจางจริงๆ หรือเพคะ" มู่หลิงเชียวจ้องมองท่าทางอวดดี สติปัญญาอันแหลมคม และแววตาไม่ยอมคนของนางแล้ว พระองค์พลันเหยียดยิ้มออกมาอย่างพอพระทัยยิ่ง ฮ่องเต้หนุ่มโน้มพระพักตร์เข้ามาใกล้ดวงหน้างามในระยะกระชั้นชิด กระซิบตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่หนักอึ้งดุจขุนเขา "หากเจ้าพร้อมจะเป็นมีดสั้นให้ข้า... ข้าก็พร้อมจะปกป้องมีดเล่มนี้ด้วยบัลลังก์ของข้าเช่นกัน!" จางซินอี๋ยิ้มออกมาด้วยแววตาพึงพอใจอย่างถึงที่สุด รอยยิ้มบนใบหน้าบอบช้ำแทนคำตอบตกลงในข้อตกลงและพันธสัญญาแห่งพันธมิตรครั้งนี้ทุกประการ มู่หลิงเชียวลดมีดสั้นลายมังกรประจำพระองค์ลง ก่อนจะวางมันลงบนตักของคุณหนูหกอย่างตั้งใจ จากนั้นพระองค์ก็ทรงหยิบ ป้ายหยกขาวเนื้อดี ลายหงส์ทรงอำนาจขึ้นมาจากข้างพระวรกาย แล้วส่งมอบให้แก่นาง "ป้ายหยกนี้... ข้ามอบให้เจ้าแทนคำรับปากเรื่องการปกป้อง มันคือป้ายหยกคำสั่งที่สามารถเปิดประตูได้ทุกบาน ตั้งแต่วังหลวงชั้นนอกจนถึงห้องนอนของข้า และหากวันใดที่เจ้ามีภัย... จงนำป้ายหยกนี้ส่งให้ทหารรักษาพระองค์ที่อยู่ใกล้ที่สุด พวกเขาจะปกป้องเจ้าจนตัวตายอย่างถวายหัว!" ซินอี๋ยื่นมือที่พันผ้าแผลไว้รับสองสิ่งสำคัญ ทั้งมีดสั้นมังกรและป้ายหยกขาว มาไว้ในครอบครอง นางกระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้ที่มีชัยชนะเหนือกระดานหมาก นัยน์ตาคู่งามฉายประกายแห่งความทะเยอทะยานและไฟแค้นอย่างถึงที่สุด มู่หลิงเชียวทอดพระเนตรเห็นแววตาอันเปี่ยมด้วยทะเยอทะยานของนางแล้ว ฮ่องเต้หนุ่มก็ทรงหัวเราะชอบใจออกมาอย่างมีความสุข พระองค์ทรงสำราญพระทัยยิ่งนักที่ได้พบหมากที่ถูกใจและเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ "ดีมาก..." มู่หลิงเชียวเหยียดยิ้ม นัยน์ตาฉายแววลึกล้ำ "ก่อนจะเริ่มแผนการ... ข้าจะพาเจ้าไปที่แห่งหนึ่ง" ฮ่องเต้หนุ่มเคาะผนังรถม้าเบาๆ ก่อนจะออกคำสั่งเสียงทรงอำนาจดังก้องออกไปเบื้องนอก "เคลื่อนขบวน" ขบวนรถม้าพระที่นั่งเคลื่อนตัวมาหยุดลง ณ หน้าโรงน้ำชาแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงน้ำชาเก่าแก่ของ ‘ผิงอัน’ สตรีผู้เป็นดั่งดวงใจและเคยคว้าหัวใจของฮ่องเต้หนุ่มไว้ทั้งดวง ทว่าบัดนี้ ร้านชาแห่งนี้กลับกลายเป็นเพียงร้านที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน เมื่อนางได้ตัดสินใจทิ้งสถานที่แห่งนี้และเดินทางจากไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยความทรงจำและความสุขที่มู่หลิงเชียวมิอาจลบเลือนออกไปจากใจได้ พระองค์จึงสั่งให้คนไปขอซื้อโรงน้ำชาแห่งนี้เก็บไว้ เพราะไม่อาจทำใจปล่อยให้สถานที่อันเปี่ยมด้วยความทรงจำนี้ถูกทอดทิ้งหรือตกเป็นของผู้อื่น จางซินอี๋ก้าวลงจากรถม้าเดินตามหลังฮ่องเต้หนุ่ม นางทอดสายตามองอาคารสองชั้นเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่พองโต ก่อนจะก้าวสับเท้าตามพระองค์เข้าไปด้านใน ภายในร้านที่ควรจะทรุดโทรมกลับดูใหม่และสะอาดตาอย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยมู่หลิงเชียวทรงมีรับสั่งให้คนเข้ามาปัดกวาดเช็ดถูและดูแลทำความสะอาดทุกวัน ด้วยหวังว่าหากวันใดที่พระองค์คิดถึงนางจนทนไม่ไหวและเสด็จมาเยือน สถานที่แห่งนี้จะยังคงงดงามและมีชีวิตชีวาดั่งยามที่ผิงอันยังคงประทับอยู่ข้างกาย ฮ่องเต้หนุ่มก้าวไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมที่เคยนั่งประจำ พระองค์เบือนพระพักตร์หันมาทอดพระเนตรคุณหนูหก ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ "เจ้า... ชงชาเป็นหรือไม่?" ซินอี๋น้อมกายรับคำสั่งในทันที "หม่อมฉันพอมีความรู้เรื่องชาอยู่บ้างเพคะ" ร่างบอบบางเดินแยกตัวเข้าไปยังห้องครัวหลังร้านอย่างรู้หน้าที่ จัดเตรียมต้มน้ำและเลือกสรรใบชาด้วยท่วงท่าที่คล่องแคล่วและสง่างาม เมื่อนางเดินลับตาไป มู่หลิงเชียวก็ค่อยๆ ทอดสายตามองไปรอบๆ โรงน้ำชาอันเงียบสงบ นัยน์ตาหงส์คู่คมปลาบพลันหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด กระแสความเย็นชาและความเหงาหงอยแผ่ออกมาจากพระวรกายอย่างปิดไม่มิด... กวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างกายรับรู้ได้ในทันทีว่าผู้เป็นนายกำลังเจ็บปวดอีกครั้ง หลายต่อหลายครั้งยามประทับอยู่ในวังหลวง ฮ่องเต้หนุ่มมักจะเหม่อมองออกไปทางทิศของแคว้นฉี่ด้วยสายตาเย็นชาทว่าแฝงไปด้วยความรักและความโหยหาอันลึกล้ำเสมอ เวลาผ่านไปชั่วครู่ จางซินอี๋ก็ยกถาดชาออกมาเสิร์ฟเบื้องพระพักตร์ ทว่าในบรรดาใบชามากมายที่มีเก็บไว้ในโรงน้ำชาแห่งนี้ ซินอี๋กลับเลือกหยิบ 'ชากุยฮวา' (ชาดอกหอมหมื่นลี่) มาบรรจงชงถวายให้แก่พระองค์ กลิ่นหอมหวานละมุนละไมของดอกหอมหมื่นลี่ลอยอบอวลขึ้นมาแตะจมูก พลันจุดประกายความทรงจำยามที่มีความสุขกับผิงอันให้หวนคืนมาในพระทัย มู่หลิงเชียวเผลอยกยิ้มออกมาบางเบายามนึกถึงใบหน้างอนง้อและกิริยายียวนของผิงอัน... รอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีใครในใต้หล้าเคยได้สัมผัส นอกจากสตรีผู้เป็นดวงใจนางนั้นเพียงคนเดียว ซินอี๋สังเกตเห็นรอยยิ้มนั้นได้อย่างง่ายดาย นางรู้ได้ทันทีว่าสถานที่แห่งนี้คือความสุขและความลับในใจของพระองค์ ความฉลาดหลักแหลมทำให้นางเอ่ยชมขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "โรงน้ำชาแห่งนี้งดงามและสงบเงียบยิ่งนักเพคะ... กลิ่นอายของสถานที่แห่งนี้ชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดใจเพคะฝ่าบาท" คำชมอันจริงใจและสติปัญญาของนาง ทำให้นัยน์ตาหงส์ที่เคยเหี้ยมเกรียมหันกลับมาสบตานางด้วยแววตาอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มู่หลิงเชียวตรัสถามเสียงเบา "เจ้า... ชอบที่นี่หรือไม่" คนฉลาดอย่างซินอี๋มิรอช้าที่จะตอบออกไปทันที "หม่อมฉันชอบมากเพคะ" ฮ่องเต้หนุ่มทรงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง พระองค์ทอดพระเนตรมองถ้วยชาในพระหัตถ์ ก่อนจะตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าทอดถอนพระทัย "งั้นข้ายกให้เจ้าเป็นผู้ดูแล..." พระองค์เงยพระพักตร์กวาดสายตามองไปรอบๆ โรงน้ำชาอันว่างเปล่า "โรงน้ำชาแห่งนี้... ถึงเวลาที่จะต้องมีเจ้าของคนใหม่เสียที" ซินอี๋รีบก้มศีรษะลงโขกถวายความเคารพอย่างนอบน้อม "ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันจะดูแลที่แห่งนี้อย่างดีที่สุด" บรรยากาศรอบพระวรกายของมู่หลิงเชียวดูผ่อนคลายและใจดีขึ้นอย่างน่าประหลาด พระองค์ตวัดสายตาสั่งกวนเฟิง "กวนเฟิง... ไปพาตัวนางกำนัลที่ไว้ใจได้มาให้ข้าคนหนึ่ง" ตรัสจบก็หันมาเอ่ยกับซินอี๋ "นางกำนัลผู้นี้ ข้าให้มาคอยอยู่รับใช้และเป็นกำลังให้เจ้าที่นี่" ซินอี๋ยกยิ้มอย่างมีความสุข นัยน์ตาเป็นประกาย "หม่อมฉันขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ" มู่หลิงเชียวมิได้สนใจกิริยาของนางอีก พระองค์ยกถ้วยชากุยฮวาขึ้นสูดกลิ่นหอมฟุ้งด้วยหัวใจที่คิดถึงและคะนึงหาผิงอันสุดหัวใจ พลางทรงดำริในพระทัยเงียบๆ ... ‘บางที... การมีคนมาคอยดูแลและเปิดประตูโรงน้ำชาแห่งนี้อีกครั้ง อาจทำให้สถานที่อันเต็มไปด้วยความทรงจำแห่งนี้ กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้...ไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน
แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น
ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่
บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ
ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ
หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า







