LOGINเช้าวันรุ่งขึ้น... ยามที่ควรจะมีข่าวดีจากกวนเฟิงกลับกลายเป็นเช้าอันมืดมนและตรึงเครียดอย่างถึงที่สุด
หน้าประตูวังหลวง ชายอ้วนท้วมเจ้าของโรงนานั่งคุกเข่าร่ำไห้เสียงดังระงม เอาศีรษะโขกพื้นหินอย่างน่าสงสารจนหน้าผากบวมปูดและเลือดอาบใบหน้า เพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากองค์จักรพรรดิ ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านและขุนนางที่เดินทางเข้าวัง ภายในห้องท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน ขุนนางฝ่ายต่างๆ ต่างพากันปรึกษาหารือและกระสับกระส่ายถึงเหตุการณ์ทหารบุกรุกโรงนาทำลายข้าวของราษฎรยามวิกาล มู่หลิงเชียวที่เคยประทับบนบัลลังก์อย่างทรงอำนาจและหยิ่งผยอง บัดนี้ต้องประทับนั่งกุมขมับด้วยความหัวเสียอย่างที่สุด เพียงเพราะพระองค์ทรงวางพระทัยในตัวจางซินอี๋มากเกินไปจนมิได้ส่งคนไปสืบเจาะลึกให้ถี่ถ้วนเสียก่อน บัดนี้ผลลัพธ์จึงตลบหลัง กลายเป็นว่าโอรสสวรรค์เช่นพระองค์ถูกครหาว่าส่งทหารไปรังแกและรังควานประชาชนเสียเอง เสนาบดีจางจงหยวน จิ้งจอกเฒ่าคู่ปรับตลอดกาล มิปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอย เขาไม่เปิดช่องให้มู่หลิงเชียวได้ทันตั้งตัวหรือหาทางออก เสนาบดีจางก้าวออกมาด้านหน้า ก้าวเท้าอย่างมั่นคงก่อนจะย่อกายถวายฎีการ้องเรียนที่เพิ่งได้รับมา แสร้งทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจและใช้น้ำเสียงสงสารประชาชนอย่างจับใจ ทว่าถ้อยคำกลับแฝงไปด้วยพิษร้ายที่จงใจกล่าวหาทหารรักษาพระองค์อย่างดุเดือด... ราวกับจะด่าทอผู้สั่งการเบื้องหลังว่า 'โง่เขลา' โดยตรง "ฝ่าบาท... โปรดทรงทอดพระเนตรฎีกานี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!" เสนาบดีจางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแสนแยบยล "เมื่อคืนนี้ กองกำลังทหารรักษาพระองค์บุกรุกเข้าโรงนาของราษฎรผู้บริสุทธิ์ ข่มขู่ทำลายข้าวของจนเสียหายหนัก การกระทำอันไร้การไตร่ตรองและโง่เขลาเบาปัญญาของทหารพวกนี้ กำลังทำให้พระเกียรติยศของฝ่าบาทและราชสำนักต้องแปดเปื้อน ขอฝ่าบาทโปรดทรงมอบความเป็นธรรมให้แก่ชาวบ้านผู้น่าสงสารที่นอนเลือดอาบอยู่หน้าประตูวังด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!" มู่หลิงเชียวจ้องมองสบสายตากับเสนาบดีจาง สติปัญญาอันแหลมคมทำให้พระองค์อ่านเกมออกทันทีจากน้ำเสียงและท่าทางชดช้อยนั้น... แผนตลบหลังอันแยบยลนี้คือฝีมือของตาเฒ่าจิ้งจอกผู้นี้ไม่ผิดแน่ เสนาบดีจางรู้ตั้งแต่นแรกว่าฮ่องเต้คิดจะใช้จางซินอี๋เป็นหมากดึงตัวไปเป็นพวก จึงแกล้งปล่อยข่าวลวงเรื่องเสบียงหลวงผ่านหูของคุณหนูหก เพื่อดักซ้อนแผนดึงฮ่องเต้ลงมาตกหลุมพรางอย่างแนบเนียน ใบหน้าเคร่งเครียดของฮ่องเต้หนุ่ม พลันยกยิ้มมุมปากออกมาเบาๆ ยามเมื่อรู้ว่าตนเองพลาดท่าตกหลุมพรางตาเฒ่าเข้าเสียแล้ว ทว่าเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้านิ่งเรียบ เยียบเย็น และเหี้ยมโหดดุจพญามัจจุราชราช นัยน์ตาหงส์ตวัดจ้องมองเสนาบดีจางโดยไม่กระพริบตา เป็นการส่งสัญญาณตอบกลับอย่างชัดเจนว่า... 'ข้ารู้แล้วว่านี่คือแผนของเจ้า!' สายตาอันเหี้ยมเกรียมของมู่หลิงเชียวทำให้อากาศในท้องพระโรงเย็นเยียบขึ้นทันตา จนกระทั่ง เสนาบดีซู ผู้นำเสนาบดีฝ่ายขวา ผู้เป็นฐานอำนาจหลักของฮ่องเต้ อ่านสถานการณ์ออกว่าพระองค์กำลังพ่ายแพ้ในกระดานนี้ จึงเร่งก้าวเท้าออกมาด้านหน้าเพื่อช่วยแก้วิกฤตและปกป้องพระองค์ทันที "ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!" เสนาบดีซูประสานมือเอ่ยเสียงดังกังวาน "เหตุการณ์เมื่อคืนอาจเกิดจากความเข้าใจผิดในเบาะแส ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก็สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรจริง เพื่อปลอบขวัญและระงับความขุ่นเคืองของชาวบ้าน กระหม่อมขอเสนอให้ราชสำนักจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายของข้าวสารทั้งหมดให้แก่เจ้าของโรงนาอย่างเป็นธรรม อีกทั้งยังควรประกาศ ลดภาษีราคาข้าวสาร ลงชั่วคราว เพื่อเป็นพระมหากรุณาธิคุณปลอบขวัญราษฎรทั่วทั้งเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ" สองขั้วอำนาจใหญ่ เสนาบดีซูฝ่ายขวา และเสนาบดีจางฝ่ายซ้าย สบสายตากันอย่างประชันบารมี บรรยากาศในท้องพระโรงฟาดฟันกันด้วยรังสีคุกคามที่ไร้เสียง ทว่าในท้องพระโรงยามนี้ ฝ่ายเสนาบดีซูมีเสียงสนับสนุนและขุนนางครองฝั่งมากกว่า เสนาบดีจางเมื่อประเมินบารมีแล้วเห็นว่าฝั่งตนมีกำลังขุนนางน้อยกว่า ประกอบกับการตลบหลังครั้งนี้เป็นเพียงการ 'สั่งสอน' และข่มขวัญฮ่องเต้หนุ่มให้รู้ซึ้งถึงฤทธิ์เดชของตนเท่านั้น มิได้คิดจะหักแตกหักในทันที จิ้งจอกเฒ่าจึงยอมถอยทัพและรามือแต่โดยดี เสนาบดีจางยกยิ้มบางเบา ก่อนจะประสานมือโค้งกายลงอย่างนอบน้อม "ข้อเสนอของท่านเสนาบดีซูนับว่าปรีชาและรอบคอบยิ่งพ่ะย่ะค่ะ... กระหม่อมเห็นพ้องด้วยทุกประการ การชดใช้และลดภาษีข้าวจะช่วยสยบข้อครหาและทำให้ราษฎรแซ่ซ้องสรรเสริญในความเมตตาของฝ่าบาทอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ" มู่หลิงเชียวนั่งประทับบนบัลลังก์ ทอดพระเนตรมองการละครงามแท้ของเสนาบดีจางด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง... เกมกระดานแรกพระองค์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้แก่จิ้งจอกเฒ่า แต่ไฟแค้นและความเด็ดเดี่ยวในพระทัยกลับยิ่งลุกโชนขึ้นกว่าเดิม สิ้นสุดการประชุมประชุมเช้าอันตึงเครียด มู่หลิงเชียวมิอาจสะกดข่มความโกรธาในพระทัยไว้ได้อีกต่อไป พระองค์เสด็จกลับพระตำหนัก เปลี่ยนเป็นฉลองพระองค์ทรงเรียบง่าย แล้วตรงไปยังโรงเตี๊ยมเรือนชาเฟิงอี้โดยไร้ขบวนเกียรติยศ ร่างสูงโปร่งเสด็จขึ้นสู่ห้องหับชั้นสองด้วยก้าวเท้าอันหนักแน่น ก่อนจะหันไปสั่งกวนเฟิงด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ไปพาตัวจางซินอี๋มาพบข้า เดี๋ยวนี้!" ไม่นานนัก ประตูห้องพักก็ถูกเปิดออก จางซินอี๋เยื้องกรายเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ทำความเคารพ เงาร่างสูงใหญ่ก็ถาโถมเข้าใส่! แกร๊ก! ประกายเงินวับวาบ ดาบพระราชทานถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ปลายคมดาบเย็นเยียบแนบเข้ากับซอกคอขาวเนียนของนาง มู่หลิงเชียวใช้หัตถ์ข้างหนึ่งกดไหล่นางกระทุ้งร่างบางไปติดผนังห้องอย่างแรง สายตาของฮ่องเต้หนุ่มลุกโชนด้วยเพลิงพิโรธดุจพญามัจจุราชราช นัยน์ตาหงส์ที่เคยสงบเยือกเย็นบัดนี้เต็มไปด้วยรังสีสังหารอันหนักหน่วง... จางซินอี๋ผู้ไม่เคยตื่นตระหนกต่อสิ่งใด ในยามนี้หัวใจพลันกระตุกวูบ ความเย็นยะเยือกของเหล็กกล้าและจิตสังหารอันแท้จริงทำให้ดวงตานางสั่นระริก นางรีบทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้น ช้อนสายตาขึ้นมองด้วยความตื่นตระหนก เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา "ฝ่าบาท... เกิดสิ่งใดขึ้นเพคะ เหตุใด... เหตุใดจึงทรงพิโรธถึงเพียงนี้" เคร้ง! มู่หลิงเชียวโยนดาบในหัตถ์ทิ้งลงบนพื้นข้างกายซินอี๋อย่างตั้งใจ เสียงเหล็กกระทบไม้ดังลั่นจนร่างบางสะดุ้งสุดตัวฮ่องเต้หนุ่มย่อกายลงนั่งยองๆ ข้างนาง ก่อนจะยื่นหัตถ์เข้าบีบแก้มทั้งสองข้างของนางอย่างแรง บังคับให้ดวงตาทั้งคู่ของนางเงยขึ้นประสานสายตากับพระองค์ตรงๆ "เจ้าถามว่าข้าโกรธเรื่องอันใดงั้นหรือ" มู่หลิงเชียวตวาดเสียงต่ำ เกรี้ยวกราดจนลมหายใจรดรินใบหน้านาง "เบาะแสเสบียงหลวงของเจ้า... โรงนานั่นคือโรงนาค้าข้าวสุจริต เอกสารตราประทับถูกต้องทุกประการ เมื่อเช้าตาเฒ่าจางนำฎีกาพาชาวบ้านหัวแตกเลือดอาบมาคุกเข่าร้องเรียนหน้าประตูวัง! ด่าทอว่าข้าส่งทหารไปรังแกราษฎรบริสุทธิ์" พระองค์เพิ่มแรงบีบที่ริมฝีปากและแก้มของนาง นัยน์ตาวาวโรจน์ "เจ้าทำให้ข้าต้องกลายเป็นคนโง่เขลาในท้องพระโรง ทำให้ราชสำนักต้องยอมลดภาษีและจ่ายเงินชดใช้เพื่อสยบความขุ่นเคืองของชาวบ้าน! ข่าวของเจ้า... คือหลุมพรางที่ตาเฒ่าจางขุดไว้ดักข้า และเจ้าก็เดินเข้าไปให้มันหลอกอย่างโง่งม" เมื่อได้รับฟังความจริง จางซินอี๋พลันตระหนักได้ทันทีว่าตนเองตกเป็นหมากในเกมตลบหลังของท่านพ่อ ความผิดพลาดครั้งนี้ไม่เพียงทำลายความน่าเชื่อถือของนาง แต่ยังดึงองค์จักรพรรดิลงมาแปดเปื้อนความอับอาย ร่างบางสั่นเทาด้วยความกลัวและความเจ็บใจ นางประสานมือโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างหนักแน่น "หม่อมฉันขอบพระทัยที่ไม่ทรงประหารในทันที! หม่อมฉันโง่เขลาเบาปัญญาเองที่หลงกลอุบายของจิ้งจอกเฒ่าผู้นั้น... ได้โปรดทรงมอบโอกาสให้หม่อมฉันอีกสักครั้งเถิดเพคะ! ครั้งหน้า... หม่อมฉันจะมิยินยอมให้เกิดความผิดพลาดเช่นนี้อีกเป็นอันขาด!" มู่หลิงเชียวนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ทอดพระเนตรมองดวงตาสั่นระริกทว่าเต็มไปด้วยความแค้นแน่นอกของสตรีตรงหน้า... แท้จริงแล้วพระองค์ทรงทราบดีว่านางยังเยาว์วัยและเพิ่งเริ่มก้าวเข้าสู่ศึกกลยุทธ์ จึงไม่แปลกที่จะเพลี่ยงพล้ำให้แก่จิ้งจอกเฒ่าที่ผ่านการวางแผนชั่วมาโชกโชนอย่างเสนาบดีจาง เพลิงพิโรธในพระทัยจึงเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง ร่างสูงยืนขึ้นเต็มความสูง ทอดสายตาลงมองนางจากมุมสูงด้วยความเหี้ยมเกรียมและเงียบขรึม "โอกาสมีให้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น จางซินอี๋..." น้ำเสียงของฮ่องเต้หนุ่มเรียบเย็นดุจน้ำแข็ง "หากมีครั้งต่อไปที่เจ้าทำให้ข้าต้องอับอายขายหน้าในท้องพระโรงอีก... ดาบเล่มนี้จะไม่เพียงแค่วางอยู่ข้างกายเจ้า แต่ข้าจะใช้มันบั่นศีรษะเจ้าด้วยมือของข้าเอง" หอคณิกา "ที่นี่นะหรือ... แหล่งข่าวของเจ้า" มู่หลิงเชียวในฉลองพระองค์ชุดคุณชายสูงศักดิ์ กวาดสายตามองสำรวจหอคณิกาที่ใหญ่โตและหรูหราที่สุดในเมืองหลวงด้วยแววตาฉงนสับสน พระองค์หันไปมองคุณหนูหกจางซินอี๋ ที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยสายตาตั้งคำถาม ซินอี๋ยันตัวขึ้น ขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างพระกรรณขององค์จักรพรรดิอย่างไม่เกรงกลัว "ที่นี่แหละเพคะ แหล่งรวมข่าวสารที่กว้างใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง... ต้องรีบเข้าไปแล้วเพคะ" ฮ่องเต้ผู้ถือตัวและหวงแหนพระองค์ เร่งยกพัดในมือผลักอกนางให้ออกไปยืนห่างๆ ก่อนจะคลี่พัดในหัตถ์ขึ้นโบกเบาๆ พลางมองเข้าไปด้านในด้วยความรู้สึกสิ้นหวังในพระทัย ตั้งแต่ประสูติจนกระทั่งเจริญพระชนมายุได้ยี่สิบห้าพรรษา พระองค์มิเคยย่างก้าวเข้าสู่สถานที่อโคจรเช่นนี้มาก่อน ชีวิตวนเวียนอยู่เพียงในพระราชวังอันกว้างใหญ่กับสมรภูมิรบอันนองเลือด ครั้นต้องมาเผชิญหน้ากับสถานที่แห่งความสำราญเช่นนี้ องค์จักรพรรดิผู้เหี้ยมเกรียมกลับรู้สึกประหม่าและทำตัวไม่ถูกอย่างประหลาด ซินอี๋ที่สังเกตเห็นแววตาลังเลของฮ่องเต้หนุ่ม จึงบ่นพึมพำออกมาเบาๆ "หม่อมฉันบอกแล้วอย่างไรเล่า ว่าให้รอฟังข่าวอยู่ในวัง... มีแต่พระองค์นั่นแหละที่ดื้อดึงจะตามมาด้วยให้ได้" ถ้อยคำของนางทำให้มู่หลิงเชียวชักสีหน้าไม่พอใจ พระองค์ใช้พัดในหัตถ์เคาะลงบนศีรษะของนางอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง โป๊ก็ "ปากดีนัก!" มู่หลิงเชียวตวาดเสียงต่ำ "หากข่าวสารที่เจ้าหามาในคราวนี้ยังเป็นข่าวปลอมอีก มีหรือที่จะมีแค่เจ้าที่ต้องหัวหลุดจากบ่า ข้าก็จะต้องอับอายขายหน้าเช่นกัน! การมาสืบความในครั้งนี้ ข้าย่อมต้องมาเฝ้ามองด้วยตาตนเอง!" ซินอี๋ลูบศีรษะตนเองปอยๆ พลางเอ่ยเออออตามน้ำไป "เพคะๆ หม่อมฉันผิดเอง... เช่นนั้นเสด็จเข้าไปด้านในกันเถิดเพคะ" พูดจบ นางก็ออกแรงดันแผ่นหลังของมู่หลิงเชียวให้เดินนำเข้าไปด้านใน ส่วนตัวนางเองกลับทำท่าจะเลี่ยงเดินแยกไปอีกทาง ความประหม่าทำใหมู่หลิงเชียวรีบหันขวับกลับมามองนาง สายตาที่ส่งไปนั้นแฝงความวิตกอย่างชัดเจน พร้อมกับส่งสัญญาณเชิงถามว่า 'หากมีคนจำข้าได้จะทำอย่างไร?' ซินอี๋ยกมือขึ้นโบกไปมาเบาๆ เป็นสัญญาณบอกให้พระองค์เบาใจ "ไปก่อนเถิดเพคะ... สถานที่เช่นนี้ ไม่มีผู้ใดคาดคิดหรอกว่าองค์ฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมจะเสด็จมาด้วยพระองค์เองหรอกเพคะ" เมื่อเห็นว่ามิอาจถอยหลังกลับได้แล้ว มู่หลิงเชียวจึงตั้งสติ ปรับกิริยาท่าทางให้ผ่าเผยสง่างาม สมฐานะคุณชายผู้สูงศักดิ์ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปภายในหอคณิกา โดยมีกวนเฟิงเดินอารักขาแนบชิดอยู่ข้างกาย ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นประตู... แสงสีอันฉูดฉาด กลิ่นหอมเย้ายวนของแป้งร่ำ และท่วงท่าการร่ายรำอันชดช้อยของเหล่าสตรี ก็ทำให้องค์จักรพรรดิผู้เย็นชาถึงกับทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ แม่เล้าเจ้าของหอเมื่อเห็นคุณชายรูปงามแต่งกายด้วยเนื้อผ้าชั้นเลิศก้าวเข้ามา ก็แย้มยิ้มหวานเร่งตรงเข้าหา ยื่นมือหมายจะลูบไล้แขนเสื้ออย่างประจบประแจง ทว่ามู่หลิงเชียวเบี่ยงพระองค์หลบได้อย่างทันท่วงที ทำให้มือของแม่เล้าไขว่คว้าได้เพียงอากาศและวืดไปจับเข้าที่แขนของกวนเฟิงแทน "โอ้โห... คุณชายท่านนี้รูปงามยิ่งนัก!" แม่เล้าเอ่ยชมไม่ขาดปากเมื่อเห็นวงหน้าอันหล่อเหลาและบรรยากาศสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมา "เชิญด้านในเลยเจ้าค่ะ! ข้าน้อยจะพาไปนั่งที่ลานกลางหอซึ่งเป็นจุดที่รับชมการแสดงได้งดงามที่สุด!" มู่หลิงเชียวและกวนเฟิงเดินตามไปนั่ง ณ โต๊ะกลางลานกว้าง นั่งรออยู่ได้ไม่นาน เหล่าหญิงงามในชุดพริ้วหวานก็ทยอยขึ้นสู่เวที บรรเลงดีดพินและร่ายรำด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย ผิวพรรณขาวเนียนและใบหน้าที่ถูกปกปิดไว้ครึ่งหนึ่งด้วยผ้าแพรบางเบา ยิ่งส่งให้พวกนางดูงดงามเย้ายวนใจ จนได้รับเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องชมเชยดังเกรียวกราวจากเหล่าบุรุษที่นั่งชมอยู่โดยรอบไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน
แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น
ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่
บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ
ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ
หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า







