แชร์

บทที่ 5 พี่ชายที่ถูกเรียกกลับมา

ผู้เขียน: whiteinkwithdark
last update วันที่เผยแพร่: 2026-06-20 16:08:06

บทที่ 5

พี่ชายที่ถูกเรียกกลับมา

เสียงย่ำเท้าของกองทัพนับหมื่นและเสียงเกือกม้าที่เคยดังกัมปนาทไปทั่วลานกว้าง ค่อยๆ แผ่วเบาและจางหายไปตามสายลมยามเช้า ขบวนทัพของเซี่ยหลานโจวเคลื่อนตัวห่างออกจากประตูเมืองหลวงไปไกลแล้ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งและร่องรอยของล้อรถเสบียงบนพื้นดิน

เมื่อปราศจากเสียงอึกทึกของกองทัพ จวนอ๋องที่กว้างใหญ่ก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอย่างรวดเร็ว ความเงียบที่โรยตัวลงมานั้นแฝงไปด้วยความเวิ้งว้าง ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกดึงเอาแกนกลางของมันออกไปจนหมดสิ้น

ทว่าภายในเรือนพักของพระชายาเอก ความเงียบงันนี้กลับไม่ได้นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างที่บ่าวไพร่หลายคนคาดเดา

หลินเยี่ยนนั่งอยู่หลังโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก เอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเบื้องหน้าของเขามีเทียบเชิญสีทองอร่ามประทับตราลัญจกรของวังหลวงวางอยู่อย่างโดดเด่น นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความอาวรณ์ยามที่สามีต้องออกเดินทาง บัดนี้กลับเรียบเฉยและเยือกเย็นดุจผิวน้ำในสระเหมันต์ เขากำลังทอดสายตามองเทียบเชิญฉบับนั้นอย่างสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการร่ำไห้หรือความกระวนกระวายใจแม้แต่น้อย

ชิงหลิน สาวใช้คนสนิทที่ยืนคอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง ลอบมองใบหน้าด้านข้างของผู้เป็นนายด้วยสีหน้ากังวลใจ นางคิดเอาเองว่าการที่พระชายาเอกเอาแต่นั่งนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยถึงท่านอ๋องเลยตั้งแต่ขบวนทัพเคลื่อนออกไป คงเป็นเพราะความเสียใจที่อัดอั้นอยู่ภายในจนไม่อาจระบายออกมาได้

“พระชายา...” ชิงหลินเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบา หวังจะหาคำพูดมาปลอบประโลม “ท่านอ๋องทรงนำทัพออกไปแล้ว แต่บ่าวเชื่อว่าในใจของท่านอ๋องย่อมต้องรำลึกถึงความห่วงใยของพระชายา...”

“ชิงหลิน”

หลินเยี่ยนเอ่ยขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบขาดจนสาวใช้คนสนิทต้องรีบหุบปากลงทันที เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะปรายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ทิศทางที่ขบวนทัพเพิ่งจากไป

“ท่านอ๋องไปชายแดนแล้ว... ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของชายแดนเถิด” หลินเยี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งเยื่อใย ไร้ซึ่งความน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นเพียงการกล่าวถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งเท่านั้น “เรื่องที่ข้าต้องใส่ใจและจัดการให้เด็ดขาด อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ต่างหาก”

ชิงหลินชะงักไปชั่วขณะ นางเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้น แววตาของพระชายาในยามนี้ไม่มีเงาของความโศกเศร้าหรือความรักที่โง่งมอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและคมกริบราวกับกระบี่ที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก นางเพิ่งตระหนักได้อย่างถ่องแท้ว่า พระชายาไม่ได้กำลังงอนและไม่ได้กำลังเก็บกดความเสียใจ ทว่าพระชายาได้เปลี่ยนเป้าหมายและตัดบั่นเรื่องของท่านอ๋องทิ้งไปแล้วจริงๆ

“เรื่องที่ข้าสั่งให้ไปจัดการ เรียบร้อยดีหรือไม่” หลินเยี่ยนเปลี่ยนเรื่องสนทนา กลับเข้าสู่กระดานหมากที่เขากำลังตั้งรับ

“เรียบร้อยแล้วเพคะ” ชิงหลินรีบปรับสีหน้าและตอบกลับอย่างฉะฉาน “บ่าวได้ลอบส่งคนสนิทที่ไว้ใจได้ที่สุด กลับไปยังจวนตระกูลหลิน เพื่อแจ้งแก่คุณชายใหญ่ตามที่พระชายาทรงรับสั่งแล้วเพคะ”

หลินเยี่ยนพยักหน้ารับเบาๆ ปลายนิ้วเคาะลงบนขอบโต๊ะเป็นจังหวะ “จำไว้ว่าเรื่องนี้ต้องทำอย่างเงียบเชียบที่สุด อย่าให้คนของวังใน หรือสายสืบของซูหว่านหนิงที่อาจปะปนอยู่ในเมืองหลวงจับสังเกตได้ก่อนเวลา อย่าให้มีข่าวเล็ดลอดออกไปเด็ดขาดว่าข้าตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวกับเทียบเชิญงานชมดอกบัวฉบับนี้”

“บ่าวกำชับคนส่งสารไปแล้วเพคะ ว่าให้บอกเพียงว่าพระชายาคิดถึงบ้านเดิม จึงเชิญคุณชายใหญ่มาเยี่ยมเยียนสนทนาก่อนจะถึงวันเข้าวังหลวงเพคะ” ชิงหลินตอบอย่างรู้ความ

หลินเยี่ยนยกยิ้มมุมปากบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น “ส่งถ้อยคำไปอย่างธรรมดาที่สุดนั่นแหละดีแล้ว คนฉลาดอย่าง ‘ท่านพี่’ เพียงแค่เห็นคำว่า ‘งานชมดอกบัว’ ผนวกกับเวลาที่ข้าส่งสารไปเรียกตัว ย่อมเข้าใจได้เองในทันที ว่าข้าไม่ได้เรียกเขามาเพราะคิดถึงบ้านเดิมเฉยๆ”

“บ่าวเข้าใจแล้วเพคะ พระชายาโปรดวางใจ” ชิงหลินค้อมศีรษะรับคำอย่างหนักแน่น

...

ยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) ของวันเดียวกัน

แสงแดดอุ่นยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนอ๋อง รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนตัวมาจอดเทียบที่หน้าประตูใหญ่ ตัวรถม้านั้นทำจากไม้เนื้อดี ไร้ซึ่งลวดลายสลักเสลาที่ฉูดฉาดหรือประดับประดาด้วยทองคำเปลว ทว่ากลับดูเรียบหรูและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของผู้ดีเก่า

ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้หนึ่ง

‘หลินจื่อเหิง’ พี่ชายคนโตของหลินเยี่ยน ก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสุขุมเยือกเย็น เขาสวมชุดขุนนางสายบัณฑิตสีเทาอ่อนที่ตัดเย็บอย่างประณีต เครื่องหน้าหล่อเหลาหมดจดละม้ายคล้ายคลึงกับหลินเยี่ยน ทว่ากลับดูเคร่งขรึมและเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก สีหน้าของเขาเรียบเฉยคาดเดาอารมณ์ได้ยาก แววตาที่ทอดมองสิ่งต่างๆ รอบกายนั้นคมกริบดุจเหยี่ยว ราวกับเป็นดวงตาที่สามารถมองทะลุคำโกหกของมนุษย์ได้ในปราดเดียว

เมื่อขุนนางหนุ่มแห่งสำนักราชเลขาปรากฏกาย บ่าวไพร่และองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าจวนอ๋องต่างพากันค้อมศีรษะลงต่ำด้วยความเกรงอกเกรงใจ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาคือพี่ชายร่วมสายโลหิตของพระชายาเอก ทว่าเพราะหลินจื่อเหิงคือขุนนางฝ่ายบุ๋นที่มีอนาคตไกล เป็นผู้ที่ใช้วาจาและพู่กันพลิกสถานการณ์ในท้องพระโรงมาแล้วนักต่อนัก

หลินจื่อเหิงก้าวเดินเข้าไปในจวนอ๋องอย่างคุ้นเคย โดยมีชิงหลินที่ออกมารอรับ นำทางตรงไปยังเรือนพักของพระชายาเอก

เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้าไปภายในเรือน หลินจื่อเหิงก็มองเห็นน้องชายของตนกำลังนั่งรินชาสมุนไพรอยู่อย่างเงียบสงบ พี่ชายผู้รู้ใจไม่ได้เอ่ยคำทักทายที่เยิ่นเย้อ ทว่าประโยคแรกที่หลุดออกจากริมฝีปาก กลับเต็มไปด้วยความเฉียบแหลมที่สมกับเป็นขุนนางราชเลขา

“เจ้าส่งคนไปตามข้าในวันที่ท่านอ๋องเพิ่งเคลื่อนทัพออกจากเมืองหลวง...” หลินจื่อเหิงเอ่ยพลางเดินไปทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม น้ำเสียงของเขาราบเรียบทว่าแฝงความนัย “เห็นทีคงไม่ใช่เพราะคิดถึงพี่ชายเพียงอย่างเดียวกระมัง”

หลินเยี่ยนเลื่อนถ้วยชาที่รินเตรียมไว้ส่งให้ผู้เป็นพี่ชาย ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ท่านพี่ยังคงมองสถานการณ์และอ่านคนออกอย่างทะลุปรุโปร่งเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน”

หลินจื่อเหิงรับถ้วยชามาถือไว้ ทว่ายังไม่ยกขึ้นดื่ม นัยน์ตาคมกริบจ้องมองใบหน้าของน้องชาย “ไม่ใช่ข้าอ่านคนออก แต่เจ้า... ไม่เคยส่งคนไปรบกวนข้าถึงที่จวนตระกูลหลินด้วยเรื่องเล็กน้อยต่างหาก”

เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น หลินเยี่ยนก็ไม่ได้เอ่ยเถียง เขาเพียงพยักหน้ายอมรับอย่างสงบ

หลินจื่อเหิงลอบพิจารณาน้องชายของตนอย่างถี่ถ้วน แววตาของพี่ชายเต็มไปด้วยความประหลาดใจที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างมิดชิด

เขาจำได้ดีว่า หลินเยี่ยนน้องชายของเขานั้น มีนิสัยดื้อรั้น ปากร้าย ไม่ยอมคน ทั้งยังรักแรงหึงแรง โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเซี่ยหลานโจว หลินเยี่ยนมักจะสูญเสียความเป็นตัวเอง ยอมลดทอนศักดิ์ศรีของคุณชายตระกูลบัณฑิตเพื่อวิ่งตามไขว่คว้าความรักที่ไร้จุดหมาย หากเป็นเมื่อก่อน ในวันที่เซี่ยหลานโจวต้องออกศึก หลินเยี่ยนจะต้องตาแดงก่ำ กระวนกระวายใจ หรือไม่ก็มีท่าทีซึมเศร้าจนใครก็เข้าหน้าไม่ติด

ทว่าตอนนี้... หลินเยี่ยนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเขา กลับนิ่งสงบจนเกินไป เย็นเยียบจนเกินไป บรรยากาศรอบกายปราศจากความโศกเศร้าหรือความโกรธขึ้ง มันไม่ใช่ท่าทีของคนที่กำลังเสียใจเพราะสามีออกศึกเลยแม้แต่น้อย

“ท่านอ๋องเพิ่งจะนำทัพออกศึกไปเมื่อรุ่งสาง เจ้ากลับไม่มีท่าทีเสียใจหรืออาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อย” หลินจื่อเหิงเอ่ยถามขึ้นตรงๆ เพื่อหยั่งเชิง

หลินเยี่ยนหลุบตาลงมองผิวน้ำชาในถ้วยของตนเอง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบราวกับกำลังเล่าเรื่องของผู้อื่น “ข้าเสียใจมามากพอแล้ว”

หลินจื่อเหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย

หลินเยี่ยนเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่ชาย นัยน์ตาคู่สวยฉายแววเด็ดเดี่ยวและผ่านโลกมาอย่างแสนสาหัส “คนเรา... รอคอยจนใจตายได้เพียงครั้งเดียว ก็เกินพอแล้วท่านพี่”

คำตอบนั้นทำให้หลินจื่อเหิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มันไม่ใช่คำประชดประชัน และไม่ใช่นิสัยเดิมของหลินเยี่ยนที่มักจะฟูมฟายเรียกร้องความสนใจ ถ้อยคำนั้นหนักแน่นและเจ็บปวดลึกซึ้งจนคนฟังรู้สึกสะท้านในอก พี่ชายผู้มักจะเคร่งขรึมอดไม่ได้ที่จะขยับตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ถามด้วยเสียงที่อ่อนลงและเจือความห่วงใย

“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”

หลินเยี่ยนปรายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพของเรือนเย็นที่มืดมิดและเหน็บหนาวยังคงฝังลึกอยู่ในเสี้ยวความทรงจำ ทว่าเขาไม่อาจบอกเล่าเรื่องราวการย้อนเวลาหรือความตายในอดีตชาติให้ใครรับรู้ได้ ชายหนุ่มจึงหันกลับมา แย้มยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา

“ข้าเพียงตื่นเสียที ก็เท่านั้น”

คำตอบที่เลี่ยงการอธิบายรายละเอียด ทว่าชัดเจนในความหมาย ทำให้หลินจื่อเหิงรู้ว่าน้องชายของตนไม่ต้องการรื้อฟื้นเรื่องความปวดร้าวอีก พี่ชายผู้แสนฉลาดจึงเลือกที่จะไม่ซักไซ้ให้มากความ เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นสำคัญที่ทำให้เขาต้องมานั่งอยู่ที่นี่

“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าตื่นแล้ว ก็ว่ามาเถิด เทียบเชิญจากวังหลวงฉบับนั้นมีสิ่งใดซ่อนอยู่”

หลินเยี่ยนหยิบเทียบเชิญสีทองที่วางอยู่มุมโต๊ะ เลื่อนมันไปตรงหน้าหลินจื่อเหิง

“อีกสี่วัน วังหลวงจะจัดงานชมดอกบัวตามธรรมเนียม” หลินเยี่ยนเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “และซูหว่านหนิง... จวิ้นจู่ผู้สูงศักดิ์ญาติฝ่ายฮองเฮา ก็จะเข้าร่วมงานนี้ด้วยเช่นกัน”

หลินจื่อเหิงปรายตามองเทียบเชิญ “เรื่องที่นางมักจะจงใจยั่วยุเจ้า ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ข้าเองก็พอจะได้ยินมาบ้าง แล้วอย่างไร? เจ้ากลัวว่านางจะใช้เวทีในวังหลวงเพื่อหักหน้าเจ้าอีกเช่นนั้นหรือ”

“งานในวังหลวง ไม่เหมือนในจวนอ๋องหรือตามงานเลี้ยงทั่วไปท่านพี่” หลินเยี่ยนอธิบายถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ “ที่นั่นคือกำแพงชั้นใน บ่าวไพร่ไม่สามารถติดตามรับใช้ผู้เป็นนายได้ทุกฝีก้าว โดยเฉพาะในพื้นที่กึ่งชั้นในริมสระบัว หากเกิดเหตุอันใดขึ้น และมีเพียงบ่าวรับใช้ของข้าที่เห็นเหตุการณ์... ท่านพี่คิดว่า คำพูดของบ่าว จะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะงัดข้อกับสตรีผู้เป็นถึงญาติของฮองเฮาได้หรือ”

หลินจื่อเหิงหรี่ตาลง เริ่มมองเห็นเค้าลางของความอันตรายในถ้อยคำของน้องชาย “ต่อให้บ่าวของเจ้าพูดความจริง ก็ย่อมถูกกล่าวหาว่าเข้าข้างผู้เป็นนาย หรือไม่ก็ถูกยัดเยียดข้อหาว่าเจ้านายสั่งให้พูดเท็จ”

“ถูกต้อง” หลินเยี่ยนพยักหน้า “แต่ถ้าหาก... คนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด คือท่านพี่เล่า? ขุนนางแห่งสำนักราชเลขา ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความซื่อตรงและเด็ดขาด หากท่านเห็น... คนที่คิดจะเล่นตุกติกหรือวางแผนป้ายสีข้า ย่อมต้องคิดให้หนักขึ้นอีกหลายสิบส่วน”

“เจ้าคิดว่า... จะมีคนฉวยโอกาสป้ายสีเจ้าในงานชมดอกบัว?” หลินจื่อเหิงถามเสียงต่ำ แววตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันของการปกป้อง

“ข้าไม่ได้คิด” หลินเยี่ยนตอบกลับอย่างหนักแน่นและมั่นคง “ข้าเพียงแค่... ไม่อยากเปิดโอกาสให้ผู้ใดทำสำเร็จได้ก็เท่านั้น”

ประโยคนี้ทำให้หลินจื่อเหิงเข้าใจอย่างถ่องแท้ น้องชายของเขาไม่ได้กำลังหวาดกลัวหรือตีตนไปก่อนไข้ ทว่าหลินเยี่ยนกำลังเตรียมตั้งรับและอุดรอยรั่วทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของใครก็ตามที่คิดร้าย

ทว่าในฐานะพี่ชายที่เฝ้ามองความดื้อรั้นของน้องมานาน หลินจื่อเหิงไม่อาจปล่อยผ่านพฤติกรรมในอดีตที่สร้างจุดอ่อนให้หลินเยี่ยนได้ เขาถอนหายใจยาว วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ และสวมบทบาทพี่ชายผู้เข้มงวดอีกครั้ง

“หลายปีมานี้... เจ้าดื้อดึงและปล่อยให้คนทั้งเมืองหลวงรับรู้ว่าเจ้าแพ้ทางท่านอ๋องมากเพียงใด เจ้าแสดงความหึงหวงและรักเขาจนไร้สติ” หลินจื่อเหิงเอ่ยดุน้องชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “การกระทำของเจ้า มันทำให้คนพวกนั้นกล้าที่จะใช้ความรักของเจ้า เป็นมีดที่ย้อนกลับมาแทงเจ้าเอง”

หากเป็นหลินเยี่ยนคนก่อน เมื่อถูกพี่ชายสั่งสอนเรื่องท่านอ๋อง ย่อมต้องลุกขึ้นเถียงหน้าดำหน้าแดง หรือไม่ก็สะบัดหน้าหนีด้วยความไม่พอใจ ทว่าหลินเยี่ยนในเวลานี้กลับนั่งนิ่งรับฟังอย่างสงบ เขาหลุบตาลงเล็กน้อย ยอมรับความจริงที่หลินจื่อเหิงเอ่ยออกมาโดยไม่โต้แย้งแม้แต่คำเดียว

“...ข้ารู้แล้ว” หลินเยี่ยนตอบกลับเสียงแผ่ว ทว่าชัดเจน

คำตอบรับที่แสนจะง่ายดายและราบเรียบนั้น ทำให้หลินจื่อเหิงถึงกับชะงักไป เขามองใบหน้าของน้องชายด้วยความประหลาดใจระคนปวดใจ หลินเยี่ยนต้องบอบช้ำมามากเพียงใด ถึงได้ยอมรับความผิดพลาดของตนเองได้อย่างสงบเงียบถึงเพียงนี้ พี่ชายคนโตรู้ได้ในทันทีว่า... น้องชายของเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ราวกับเคยแตกสลาย และประกอบตัวเองขึ้นใหม่จนแข็งแกร่งกว่าเดิม

“คราวนี้... เจ้าคิดจะทำอย่างไร” หลินจื่อเหิงถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าจะไม่ทำให้ใคร... แทงข้าได้ง่ายๆ อีก” หลินเยี่ยนเงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบสาดประกายความเด็ดขาด

หลินเยี่ยนเริ่มอธิบายแผนการที่เขาตระเตรียมไว้ในหัว มันไม่ใช่แผนการที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ทว่าเป็นการดึงเอาสถานะและอำนาจมาใช้เป็นเกราะกำบังอย่างชาญฉลาด

“ท่านพี่เพียงแค่ต้องเข้าร่วมงานในฐานะขุนนางสำนักราชเลขา ซึ่งท่านเองก็มักจะได้รับเชิญตามธรรมเนียมอยู่แล้ว” หลินเยี่ยนกล่าว “ท่านไม่ต้องแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่ามาเพื่อเป็นองครักษ์คุ้มกันข้า ไม่ต้องเดินตามข้าทุกฝีก้าว ท่านเพียงแค่อยู่ในจุดที่... สามารถมองเห็นข้าได้ตลอดเวลาก็พอ”

หลินจื่อเหิงพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ

“ในงานวันนั้น ข้าจะระวังตัวให้มากที่สุด ข้าจะไม่ยอมอยู่ตามลำพังกับซูหว่านหนิงเด็ดขาด หากมีผู้ใดพยายามชักชวนหรือลากข้าไปยังที่ลับตา ริมสระน้ำ หรือศาลาที่ห่างไกลผู้คน ข้าจะถอยออกห่างในทันที” หลินเยี่ยนย้ำถึงข้อควรระวัง “และในจังหวะนั้น... หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ท่านพี่เพียงช่วยยืนให้ใกล้พอที่จะมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด และเป็นพยานให้ข้า... เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”

“เจ้าระมัดระวังตัวถึงขั้นนี้เชียวหรือ” หลินจื่อเหิงอดไม่ได้ที่จะท้วงถาม แผนการที่เตรียมทางหนีทีไล่ราวกับรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะมีภัย ทำให้พี่ชายอย่างเขารู้สึกกังวลใจ

หลินเยี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่ง ภาพที่ตนเองถูกกล่าวหาว่าผลักซูหว่านหนิงตกน้ำ และภาพที่ถูกลากตัวไปขังในเรือนเย็นแล่นเข้ามาในหัว “ข้า... เคยไม่ระวังมาก่อน” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “และผลของมัน ก็ไม่ดีนัก”

หลินจื่อเหิงมองความระแวดระวังที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของน้องชาย ก่อนจะเอ่ยถามถึงจุดอ่อนสุดท้ายที่อาจทำให้แผนการนี้พังทลายลง

“แล้วท่านอ๋องเล่า?” หลินจื่อเหิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลินเยี่ยน “เขารู้หรือไม่ว่าการเข้าวังครั้งนี้ เจ้าอาจมีภัยรอบตัว”

ทันทีที่ได้ยินชื่อของบุรุษผู้นั้น แววตาของหลินเยี่ยนก็กลับมาเยียบเย็นดุจน้ำแข็งอีกครั้ง “ท่านอ๋องออกเดินทางไปอยู่ชายแดนแล้วท่านพี่ เรื่องในเมืองหลวง... ข้าจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้เขามารับรู้”

“เจ้าตัดใจแล้วจริงหรือ เยี่ยนเอ๋อร์” หลินจื่อเหิงถามตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม ในฐานะพี่ชายที่เห็นน้องวิ่งตามความรักมาหลายปี เขาอดไม่ได้ที่จะเคลือบแคลงใจ

หลินเยี่ยนเงียบไปครู่ใหญ่ เขาเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้ความเงียบไหลผ่านระหว่างพวกเขาสองพี่น้อง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ทว่าหนักแน่นจนไม่อาจกังขา

“ข้าไม่รู้หรอกท่านพี่... ว่าความรักที่ฝังรากลึกมานาน มันจะสามารถตัดทิ้งให้ขาดสะบั้นได้หมดจดภายในคืนเดียวหรือไม่” หลินเยี่ยนหันกลับมาสบตาพี่ชาย นัยน์ตาสีเข้มฉายแววเด็ดเดี่ยวและชอกช้ำ “แต่ข้ารู้เพียงอย่างเดียว... ว่าข้าไม่อยากตายทั้งเป็น เพราะความรักโง่เขลานั้นอีกแล้ว”

คำว่า ‘ตายทั้งเป็น’ กระแทกใจหลินจื่อเหิงอย่างแรง พี่ชายผู้สุขุมนิ่งอึ้งไป เขามองเห็นบาดแผลเหวอะหวะที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นของน้องชาย แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดความเจ็บปวดนั้นถึงได้ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงจนทำให้น้องชายเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ แต่เขาก็รับรู้ได้ว่า หลินเยี่ยนเจ็บปวดมามากพอแล้วจริงๆ

หลินจื่อเหิงไม่ซักถามสิ่งใดต่อ เขาเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะ และเอ่ยรับปากด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นดุจขุนเขา

“ได้... วันงาน ข้าจะยืนอยู่ในที่ที่เจ้ามองเห็น”

“เท่านั้น... ก็พอแล้วท่านพี่” หลินเยี่ยนระบายยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มแห่งความโล่งใจที่รู้ว่า เบื้องหลังของตนยังมีกำแพงของบ้านเดิมที่แข็งแกร่งคอยพิงพำนักอยู่

...

ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางเส้นทางทุรกันดารมุ่งหน้าสู่ชายแดนเหนือ

ขบวนทัพนับหมื่นเคลื่อนตัวอย่างแข็งขัน ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เซี่ยหลานโจวในชุดเกราะเต็มยศควบม้าศึกอยู่ด้านหน้าสุด นำทัพออกห่างจากเมืองหลวงมาไกลพอสมควรแล้ว

เมื่อถึงจุดพักม้าครั้งแรกตามกำหนดการ เสียงสั่งการให้กองทัพหยุดพักดังขึ้นเป็นทอดๆ

เซี่ยหลานโจวกระตุกสายบังเหียนให้ม้าศึกหยุดนิ่ง ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะนั่งอยู่บนหลังม้า สายตาคมกริบเหม่อมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย ท่ามกลางความวุ่นวายของการจัดตั้งค่ายพักชั่วคราว ท่ามกลางเสียงคุยจอแจของเหล่าทหาร... มือหนาที่สวมถุงมือหนังของแม่ทัพใหญ่ กลับเผลอยกขึ้นแตะที่บริเวณอกเสื้อฝั่งซ้ายโดยไม่รู้ตัว

ปลายนิ้วสากลูบไล้ไปบนแผ่นอกเสื้อเกราะ ราวกับกำลังควานหาสิ่งของบางอย่างที่คุ้นเคย สิ่งของที่มักจะถูกแขวนพกติดกายไว้เสมอในยามที่ต้องออกรบ...

ทว่าตรงนั้น... มีเพียงความว่างเปล่า

ไม่มีถุงหอมคุ้มภัยที่ปักลายกิเลนเหยียบเมฆา ไม่มีเครื่องราง ไม่มีกลิ่นหอมจางๆ และไม่มีของแทนตัวใดๆ จากพระชายาเอกของตนเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

“ท่านอ๋อง...”

เสียงของรองแม่ทัพนายหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ ชายชาติทหารควบม้าเข้ามาใกล้และค้อมศีรษะลง “ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมระหว่างพักม้าหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

เซี่ยหลานโจวชะงักงัน เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเผลอเอื้อมมือไปควานหาของที่ไม่มีอยู่จริง ร่างสูงใหญ่รีบปล่อยมือออกจากอกเสื้อ ทำทีเป็นขยับจัดระเบียบชุดเกราะอย่างแนบเนียน ก่อนจะหันไปตอบรองแม่ทัพด้วยน้ำเสียงเย็นชาและราบเรียบ

“ไม่มี”

เซี่ยหลานโจวปัดสายตาไปทางอื่น ทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทว่าภายในใจที่ควรจะแน่วแน่กับเรื่องศึกสงคราม กลับถูกกวนให้ขุ่นมัวด้วยกลิ่นของเถ้าถ่านผ้าไหมและดิ้นทองที่มอดไหม้ไปเมื่อคืน

เขาพกเพียงความว่างเปล่าออกมาจากเมืองหลวง... และมันช่างเป็นความว่างเปล่าที่หนักอึ้งเหลือเกิน

...

ณ จวนตระกูลซู

ภายในศาลาริมน้ำอันงดงามวิจิตร ซูหว่านหนิงในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนกำลังนั่งเอนกายพิงหมอนอิง จิบชาดอกไม้ชั้นเลิศด้วยท่วงท่าสง่างามดุจสตรีผู้สูงศักดิ์ที่ไร้พิษภัย ปลายนิ้วเรียวสวยกรีดกรายจับขอบถ้วยชา ทอดสายตามองกลีบบัวที่ลอยอยู่บนผิวน้ำอย่างอารมณ์ดี

“จวิ้นจู่เพคะ...” นางกำนัลคนสนิทก้าวเข้ามาในศาลา ย่อเข่าลงรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “สายสืบของเรารายงานว่า เทียบเชิญจากวังหลวงถูกส่งไปถึงจวนอ๋องเรียบร้อยแล้วเพคะ และพระชายาเอกจะเข้าร่วมงานชมดอกบัวตามกำหนดการเพคะ”

ซูหว่านหนิงหยุดมือที่กำลังเขี่ยกลีบบัว ริมฝีปากที่แต้มชาดสีระเรื่อค่อยๆ ยกเป็นรอยยิ้มอ่อนหวานละมุนละไม ทว่าแววตาที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำชากลับซ่อนความร้ายกาจเอาไว้อย่างแนบเนียน

“เช่นนั้นก็ดี...” นางเอ่ยเสียงนุ่ม “ข้ายังกลัวอยู่ว่าเขาจะขวัญอ่อนจนไม่กล้ามาเสียอีก”

นางกำนัลก้มหน้าลง “จวิ้นจู่จะให้เตรียมการตามเดิมหรือไม่เพคะ”

ซูหว่านหนิงคลี่ยิ้มบางเบา ปลายนิ้วขาวผ่องแตะกลีบบัวในถ้วยชาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ กดมันลงใต้ผิวน้ำ

“เตรียมตามเดิม”

กลีบบัวสีชมพูจมหายไปใต้ผิวน้ำอย่างเงียบงัน ไม่มีแม้แต่เสียงกระเพื่อมให้ผู้ใดทันสังเกต.

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 6 งานชมดอกบัว

    บทที่ 6งานชมดอกบัวเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในเรือนของพระชายาเอกเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย ทว่าแฝงความตึงเครียดบางเบาที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหลินเยี่ยนนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้ชิงหลินช่วยสางผมและจัดเตรียมอาภรณ์สำหรับเข้าวัง วันนี้เขาเลือกสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าหม่นปักลายเมฆาขอบเงิน แม้จะดูงดงามสมฐานะพระชายาเอกแห่งจวนอ๋อง ทว่ากลับไม่ได้ฉูดฉาดสะดุดตาจนเกินงาม เขาไม่ได้จงใจแต่งกายเพื่อไปประชันความโดดเด่นกับซูหว่านหนิง และไม่ได้ใส่ใจที่จะดึงดูดสายตาผู้ใด สีหน้าของหลินเยี่ยนเรียบเฉย นัยน์ตาสีเข้มสาดประกายเยือกเย็น ไม่เหมือนคนที่กำลังเตรียมตัวเดินเข้าสู่สถานที่ที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของขุมนรกเลยแม้แต่น้อยทว่าชิงหลินที่กำลังติดแผ่นหยกพกที่บั้นเอวให้ผู้เป็นนาย กลับมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด มือของนางสั่นเล็กน้อย จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมา“พระชายา... หากวันนี้ซูจวิ้นจู่เข้ามาพูดจายั่วยุต่อหน้าผู้คนเหมือนคราวก่อนๆ อีก พระชายาจะทำอย่างไรเพคะ”หลินเยี่ยนปรายตามองเงาของสาวใช้คนสนิทในคันฉ่อง เขาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความขุ่นเคือง“ฟังให้จบ ยิ้มให้พอ... แล้วอย่าเดินตามนางไปใ

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 5 พี่ชายที่ถูกเรียกกลับมา

    บทที่ 5พี่ชายที่ถูกเรียกกลับมาเสียงย่ำเท้าของกองทัพนับหมื่นและเสียงเกือกม้าที่เคยดังกัมปนาทไปทั่วลานกว้าง ค่อยๆ แผ่วเบาและจางหายไปตามสายลมยามเช้า ขบวนทัพของเซี่ยหลานโจวเคลื่อนตัวห่างออกจากประตูเมืองหลวงไปไกลแล้ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งและร่องรอยของล้อรถเสบียงบนพื้นดินเมื่อปราศจากเสียงอึกทึกของกองทัพ จวนอ๋องที่กว้างใหญ่ก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอย่างรวดเร็ว ความเงียบที่โรยตัวลงมานั้นแฝงไปด้วยความเวิ้งว้าง ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกดึงเอาแกนกลางของมันออกไปจนหมดสิ้นทว่าภายในเรือนพักของพระชายาเอก ความเงียบงันนี้กลับไม่ได้นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างที่บ่าวไพร่หลายคนคาดเดาหลินเยี่ยนนั่งอยู่หลังโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก เอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเบื้องหน้าของเขามีเทียบเชิญสีทองอร่ามประทับตราลัญจกรของวังหลวงวางอยู่อย่างโดดเด่น นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความอาวรณ์ยามที่สามีต้องออกเดินทาง บัดนี้กลับเรียบเฉยและเยือกเย็นดุจผิวน้ำในสระเหมันต์ เขากำลังทอดสายตามองเทียบเชิญฉบับนั้นอย่างสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการร่ำไห้หรือความกระวนกระวายใจแม้แต่น้อยชิงหลิน สาวใช้คนสนิทที

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 4 คนที่ไม่มาส่ง

    บทที่ 4คนที่ไม่มาส่งยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเทาหม่น ลมหนาวช่วงเช้ามืดพัดกรีดผ่านลานกว้างหน้าจวนอ๋อง หอบเอาความเย็นเยียบมาปะทะผิว ทว่าบรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้นกลับเต็มไปด้วยความคุกรุ่นและเร่งรีบเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง เสียงโลหะจากชุดเกราะกระทบกันดังเป็นจังหวะหนักแน่น ธงรบประจำกองทัพแดนเหนือสะบัดพลิ้วส่งเสียงพึ่บพั่บอยู่ในสายลม เหล่าทหารกล้านับหมื่นนายตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รอคอยเพียงคำสั่งเคลื่อนพลจากแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เซี่ยหลานโจวปรากฏกายขึ้นในชุดเกราะเต็มยศ โลหะสีเงินเหลือบดำสะท้อนแสงคบเพลิงสลัว รูปลักษณ์ของท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือในยามนี้ทั้งสูงส่ง สง่างาม และแผ่กลิ่นอายดุดันเย็นชาจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา ทว่าภายใต้หน้ากากน้ำแข็งที่สมบูรณ์แบบนั้น ภายในใจของเขากลับไม่สงบนิ่งเหมือนเช่นทุกคราที่ต้องออกศึกกลิ่นไหม้ของเถ้าถ่านจากผ้าไหมและดิ้นทอง ยังคงลอยวนเวียนอยู่ปลายจมูกไม่ยอมจางหายไปไหนภาพของห้องหอชั้นในที่เงียบเหงาและถูกทิ้งร้างจนฝุ่นจับ โคมมงคลสีแดงที่ไร้แสงสว่าง แววตาอันว่างเปล่าและเย็นชาของหลินเยี่ยน รวมถึงน้ำเสียง

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 3 คืนก่อนออกศึก

    บทที่ 3คืนก่อนออกศึกยามซวี (19.00 - 20.59 น.) งานเลี้ยงส่งทัพเบื้องหน้ายังคงดำเนินต่อไปด้วยความครึกครื้น ทว่าภายในจวนอ๋องฝั่งเรือนพักของชายาเอกกลับเงียบสงัดและเย็นเยียบหลินเยี่ยนก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตเรือนของตนเอง ท่วงท่าการเดินยังคงสง่างามและนิ่งสงบ แผ่นหลังเหยียดตรงไร้ซึ่งร่องรอยของความเสียใจหรือความอาลัยอาวรณ์ใดๆ ชิงหลินที่เดินตามมาเบื้องหลังกอดถุงหอมสีน้ำเงินเข้มเอาไว้แนบอกราวกับมันเป็นของล้ำค่า บ่าวรับใช้สาวมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องรับรองด้านนอก หรือ ‘เรือนนอก’ ของตำหนัก ชิงหลินก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าผู้เป็นนาย“พระชายา... ท่านคิดให้ดีอีกสักครั้งเถิดเพคะ” ชิงหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ชูถุงหอมในมือขึ้น “ของชิ้นนี้ท่านตั้งใจทำมากเหลือเกิน หากท่านโกรธเคืองที่ท่านอ๋องเมินเฉย เก็บมันไว้ในหีบก่อนดีหรือไม่ เผื่อวันหน้า...”“เจ้าไม่ต้องเสียดายแทนข้า ชิงหลิน”หลินเยี่ยนเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน เขาก้มลงมองถุงหอมที่ปักลายกิเลนเหยียบเมฆาด้วยดิ้นทองสุกสว่าง ก่อนจะละสายตาไปมองกระถางไฟทองเหลืองใบเล็กที่ตั้งอยู่ม

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 2 ถุงหอมที่ไม่ควรถูกส่ง

    บทที่ 2ถุงหอมที่ไม่ควรถูกส่ง​เฮือก!​ร่างผอมบางสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ อาการกระตุกเกร็งนั้นรุนแรงราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งตะเกียกตะกายโผล่พ้นผิวน้ำ สองตาของหลินเยี่ยนเบิกโพลง นัยน์ตาสั่นระริก ลำคอตีบตันจนต้องยกมือขึ้นตะปบหน้าอกตัวเองเพื่อไขว่คว้าหาอากาศ​ทว่า... สิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่แผ่นกระดานไม้แข็งสากที่เย็นเยียบ​ความเย็นจากเรือนเย็นยังคงฝังลึกอยู่ในกระดูกจนเขาสั่นสะท้าน หลินเยี่ยนนั่งนิ่งงัน สับสนจนแยกไม่ออกว่าภาพตรงหน้าคือความฝันหลอกหลอนก่อนตาย หรือสิ่งที่พบเจอมาก่อนหน้าเป็นเพียงความฝัน ถวาใจของหลิงเยี่ยนรู้ดีว่าความโหดร้ายที่พบเจอมาก่อนหน้านั้นไม่ใช้ความฝันอย่างแน่นอน ฤาสวรรค์เวทนาให้เขาย้อนเวลากลับมาจริงๆ กลิ่นคาวเลือดยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก สัมผัสของของเหลวข้นคลั่กที่ทะลักออกจากริมฝีปากยังแจ่มชัด ความหวาดกลัวว่าหากขยับตัวเพียงนิด ภาพลวงตานี้จะแตกสลาย แล้วจะกลับไปนอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยวในเรือนเย็นอีกครั้ง​เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ... สิ่งที่ปะทะความรู้สึกคือ ‘ความอบอุ่น’​ไม่มีลมเหมันต์ที่พัดบาดผิวจนแสบร้อน ไม่มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือด สิ่งที่เข้า

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 1 เรือนเย็นและจุดสิ้นสุดของการรอคอย

    บทที่ 1เรือนเย็นและจุดสิ้นสุดของการรอคอย​ลมเหมันต์พัดกระหน่ำจนบานหน้าต่างไม้เก่าคร่ำคร่าของ ‘เรือนเย็น’ สั่นคลอน​อากาศภายในหนาวเหน็บ หลินเยี่ยนไอออกมาอย่างรุนแรง ร่างผอมบางสั่นสะท้าน โลหิตสีคล้ำซึมออกจากริมฝีปากซีดเผือด หยดลงบนอาภรณ์สีขาวหม่นหมองอย่างเงียบงัน​ไม่มีเตาผิง ไม่มีผ้าห่มหนาพอจะกันลมหนาว มีเพียงความมืดมิดและความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้​สายตาพร่ามัวทอดมองไปยังบานประตูที่ถูกลงกลอนแน่นหนาจากด้านนอก ไร้เงาชิงหลิน บ่าวคนสนิทที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้มาพบข้าตั้งแต่วันแรก บนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงมีถ้วยยาที่เย็นชืดจนจับตัวเป็นน้ำแข็งข้าใช้ความพยายามในการเปล่งเสียงที่แหบห้าวออกไปสอบถามถึงชายผู้เป็นที่รัก และความหวังเดียวที่สามารถช่วยข้าออกไปจากสถานที่โหดร้ายดังเด่นนรกที่เงียบเหงาแห่งนี้ ​เสียงพูดคุยขององครักษ์ตอบกลับมาจากหน้าประตูว่า“ไม่มีคำสั่งปล่อยตัวจากวังใน พระชายาโปรดอยู่ในความสงบเถิด”​“แล้วทางชายแดนเล่า...” เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน “มีข่าวส่งกลับมาบ้างหรือไม่?”​“ชายแดนยังไม่มีข่าวใดส่งมา และถึงมี ท่านอ๋องก็คงไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องในจวนหรอกพ่ะย่ะค่ะ”​หลินเยี่ยนหลับ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status