Share

บทที่ 2 ถุงหอมที่ไม่ควรถูกส่ง

last update Tanggal publikasi: 2026-06-20 16:07:53

บทที่ 2

ถุงหอมที่ไม่ควรถูกส่ง

​เฮือก!

​ร่างผอมบางสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ อาการกระตุกเกร็งนั้นรุนแรงราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งตะเกียกตะกายโผล่พ้นผิวน้ำ สองตาของหลินเยี่ยนเบิกโพลง นัยน์ตาสั่นระริก ลำคอตีบตันจนต้องยกมือขึ้นตะปบหน้าอกตัวเองเพื่อไขว่คว้าหาอากาศ

​ทว่า... สิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่แผ่นกระดานไม้แข็งสากที่เย็นเยียบ

​ความเย็นจากเรือนเย็นยังคงฝังลึกอยู่ในกระดูกจนเขาสั่นสะท้าน หลินเยี่ยนนั่งนิ่งงัน สับสนจนแยกไม่ออกว่าภาพตรงหน้าคือความฝันหลอกหลอนก่อนตาย หรือสิ่งที่พบเจอมาก่อนหน้าเป็นเพียงความฝัน ถวาใจของหลิงเยี่ยนรู้ดีว่าความโหดร้ายที่พบเจอมาก่อนหน้านั้นไม่ใช้ความฝันอย่างแน่นอน ฤาสวรรค์เวทนาให้เขาย้อนเวลากลับมาจริงๆ กลิ่นคาวเลือดยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก สัมผัสของของเหลวข้นคลั่กที่ทะลักออกจากริมฝีปากยังแจ่มชัด ความหวาดกลัวว่าหากขยับตัวเพียงนิด ภาพลวงตานี้จะแตกสลาย แล้วจะกลับไปนอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยวในเรือนเย็นอีกครั้ง

​เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ... สิ่งที่ปะทะความรู้สึกคือ ‘ความอบอุ่น’

​ไม่มีลมเหมันต์ที่พัดบาดผิวจนแสบร้อน ไม่มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือด สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือกลิ่นกำยานหอมกรุ่น กลิ่นสุราเลิศรส และเสียงดนตรีผีผาที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวเราะและคำอวยพรของผู้คน ปลายนิ้วที่สั่นเทาเลื่อนขึ้นแตะที่ริมฝีปากของตนเอง ไม่มีคราบโลหิตสีคล้ำ ไม่มีความเจ็บปวดจากการไอจนแทบสิ้นใจ เขาเลื่อนมือลงมาจับชีพจรที่ข้อมือ สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักแน่นและอุ่นวาบอยู่ใต้ผิวเนื้อ

​ทุกอย่างชัดเจนเกินกว่าจะเป็นเพียงภาพลวงตาของคนใกล้สิ้นใจ

​หลินเยี่ยนกะพริบตาถี่ แสงโคมไฟสีนวลตาที่สว่างไสวไปทั่วโถงกว้างค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในกรอบสายตา เขาไม่ได้อยู่ในเรือนเย็นที่มืดมิดอีกแล้ว ร่างกายของเขาสวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีสีสว่าง ตัดเย็บอย่างประณีต ไม่ใช่ชุดสีขาวหม่นหมองที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดชุดนั้น 

​และเมื่อก้มมองมือเพียงเห็นสิ่งของที่ถืออยู่... ลมหายใจของเขาก็สะดุดกึก

​‘ถุงหอมคุ้มภัย’

​ถุงหอมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ไร้รอยเปื้อน รอยปักดิ้นทองรูปกิเลนเหยียบเมฆายังคงงดงามไร้ที่ติ ถุงหอมชิ้นนี้... คือสิ่งที่เขาอดหลับอดนอนจุดตะเกียงปักมันขึ้นมาเพื่อมอบให้บุรุษผู้หนึ่งก่อนออกศึก

​หลินเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมองไปเบื้องหน้า

​บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงสอดประสานกับเสียงหัวเราะและคำอวยพรของเหล่าขุนนางที่หลั่งไหลเข้ามาหาแม่ทัพใหญ่ผู้เตรียมนำทัพออกศึก ตามปกติแล้ว ในงานเลี้ยงที่มีผู้คนมากมายเช่นนี้ สายตาหลายคู่มักจะลอบมองมาที่ ‘พระชายาเอก’ อย่างเขาอย่างเงียบๆ เพราะทุกคนในงานต่างคุ้นชินและรู้ดีว่า คุณชายหลินเยี่ยนผู้นี้หลงใหลท่านอ๋องของตนมากเพียงใด ในงานเลี้ยงทุกครา หลินเยี่ยนมักจะนั่งไม่ติดที่ คอยจดจ้องไปที่ตำแหน่งประธานของงาน รอคอยจังหวะที่จะลุกขึ้นไปเอาอกเอาใจเสมอ

​ที่หัวโต๊ะไม้สลักลวดลายวิจิตรตั้งตระหง่าน เซี่ยหลานโจวนั่งอยู่ด้วยท่วงท่าสง่างาม เขากำลังยกจอกสุราขึ้นจิบ รับการคารวะจากเหล่าขุนนางที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาพูดคุย และเมื่อข้ากวาดสายตาไปอีกทาง ถัดไปไม่ไกลนัก ซูหว่านหนิงนั่งอยู่ตรงนั้น นางสวมชุดสีชมพูอ่อน ประดับรอยยิ้มละมุนละไม

​นี่คืองานเลี้ยงส่งท่านอ๋องก่อนนำทัพออกศึกชายแดน

​และคือช่วงเวลาสี่วัน... ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่สระบัว

​หลินเยี่ยนมองถุงหอมสีน้ำเงินเข้มในมือซ้ำอีกครั้ง ความทรงจำในอดีตชาติแล่นริ้วเข้ามาประทับซ้อนกับภาพตรงหน้า

​ในชาติก่อน ตรงกับช่วงเวลานี้... เขาประคองถุงหอมใบนี้ด้วยสองมือที่สั่นเทาจากความตื่นเต้น เดินฝ่าสายตาของผู้คนนับร้อยที่ต่างหยุดบทสนทนาเพื่อหันมามองเขา หลินเยี่ยนในวันนั้นส่งยิ้มกว้าง เอ่ยปากเรียกด้วยน้ำเสียงออดอ้อนและเปี่ยมไปด้วยความหวัง

​‘ท่านพี่ ข้าปักถุงหอมคุ้มภัยใบนี้ด้วยตัวเอง หวังให้ท่านพกติดกายระหว่างออกศึก’

​ทว่าเซี่ยหลานโจวไม่ได้ยื่นมือออกมารับ ชายหนุ่มเพียงปรายตามองถุงหอมในมือเขาราวกับมันเป็นเพียงเศษผ้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเย็นชา

​‘วางรวมกับของอวยพรอื่นเถอะ ให้พ่อบ้านจัดการ’

​ความเงียบโรยตัวลงมากลบเสียงดนตรีไปชั่วขณะ หลินเยี่ยนยืนค้างอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะที่พยายามกลั้นไว้ของเหล่าขุนนาง และเสียงซุบซิบกระซิบกระซาบที่ดังแว่วมาให้ได้ยิน ซูหว่านหนิงที่นั่งอยู่ไม่ไกลเพียงยกจอกชาขึ้นบังริมฝีปาก ส่งรอยยิ้มบางเบาที่มองทะลุเห็นความเยาะเย้ยได้อย่างชัดเจน

​วันนั้นเขาจำใจต้องชักมือกลับ เก็บถุงหอมซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ซ่อนความอับอายไว้ใต้กริยาเย่อหยิ่ง ทว่าสุดท้าย ถุงหอมใบนี้ก็เป็นเพียงของที่อยู่เป็นเพื่อนเขายามสิ้นใจในเรือนเย็น

​หลินเยี่ยนหลับตาลงช้าๆ ซึมซับกลิ่นคาวเลือดที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของเขาก็เปลี่ยนไป

​ขณะเดียวกัน ที่ฝั่งประธานของงานเลี้ยง

​เซี่ยหลานโจววางจอกสุราลง นัยน์ตาดำขลับกวาดมองไปรอบงานตามความเคยชิน พ่อบ้านหลี่ ผู้เป็นพ่อบ้านคนสนิทที่คอยยืนรับใช้อยู่เบื้องหลัง ลอบสังเกตผู้เป็นนายสลับกับมองไปทางที่นั่งของพระชายาเอก

​ในใจของพ่อบ้านวัยกลางคนกำลังเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่คุ้นเคย พระชายาเอกจะต้องลุกขึ้นมาพร้อมกับของขวัญสักชิ้น และท่านอ๋องก็จะต้องเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่าให้เขารับไว้ แต่มีเพียงพ่อบ้านหลี่ที่รู้ดีว่า... เบื้องหลังความเย็นชาเหล่านั้น ของที่หลินเยี่ยนเคยมอบให้ ไม่เคยถูกโยนทิ้งไปจริงๆ

​พ่อบ้านหลี่ยังจำได้ดี ขนมเหลียนฮวาที่พระชายาเข้าครัวทำจนนิ้วพอง วันนั้นท่านอ๋องสั่งให้วางทิ้งไว้บนโต๊ะ ทว่าในยามดึกที่ท่านอ๋องนั่งตรวจเอกสารในห้องหนังสือ ขนมเหล่านั้นกลับถูกกินหมดไม่เหลือ ชาชั้นเลิศที่พระชายาเคยส่งมาให้ แม้ท่านอ๋องจะให้เขารับแทนและไม่ยอมให้เข้าพบ แต่สุดท้ายกาน้ำชานั้นก็ว่างเปล่า หรือแม้แต่ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่พระชายาเพียรพยายามหามามอบให้ ล้วนถูกเก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระเบียบในหีบไม้สลักใบหนึ่งที่มุมห้องหนังสือ

​ดังนั้น วันนี้หากพระชายานำถุงหอมหรือของแทนใจใดๆ มามอบให้ พ่อบ้านหลี่ก็เตรียมพร้อมที่จะยื่นมือออกไปรับตามคำสั่งของท่านอ๋อง แล้วค่อยนำมันไปเก็บรักษาไว้ในหีบไม้อย่างเงียบๆ เช่นเดิม

​ทว่า... เวลาล่วงเลยไปจนขุนนางเกือบจะอวยพรกันครบแล้ว หลินเยี่ยนกลับยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อน ท่วงท่าการนั่งนั้นหลังตรงสง่างาม บรรยากาศรอบตัวดูเยือกเย็นและตัดขาดจากความคาดหวังของผู้คนรอบข้างอย่างสิ้นเชิง

​เมื่อสายตาของท่านอ๋องและพระชายาบังเอิญสบกัน หลินเยี่ยนเพียงแค่มองผ่านบุรุษผู้สูงศักดิ์ไปราวกับมองอากาศธาตุ แล้วเบือนหน้าหนีไปรินสุราอย่างเชื่องช้า

​ปลายนิ้วของเซี่ยหลานโจวที่กำลังจะยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากชะงักงัน เขาเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามผู้ติดตามข้างกายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความสะดุดใจไว้อย่างมิดชิด

​“วันนี้พระชายาไม่ได้เตรียมสิ่งใดไว้หรือ”

​พ่อบ้านหลี่ที่คอยสังเกตการณ์อยู่ก่อนแล้ว โน้มตัวลงตอบอย่างระมัดระวัง

​“บ่าวเห็นพระชายาถือถุงหอมสีน้ำเงินเข้มไว้ตั้งแต่เริ่มงานแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่... จนถึงตอนนี้พระชายายังไม่ได้ลุกขึ้นนำมามอบให้”

​คำตอบนั้นทำให้เซี่ยหลานโจวชะงักไปอีกหน สายตาอันคมกริบเลื่อนไปยังโต๊ะของหลินเยี่ยน เขาเห็นสิ่งของสีน้ำเงินเข้มวางอยู่ตรงนั้นจริงดังว่า... แต่ผู้เป็นเจ้าของกลับเอาแต่นั่งนิ่งจิบสุรา ไม่คิดจะก้าวเดินมาหาเขาสักก้าวเดียว ความไม่คุ้นชินบางอย่างก่อตัวขึ้นในอก เขายังเรียกมันไม่ถูก เพียงรู้ว่ามันไม่น่าพอใจนัก

​ผู้ที่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ไม่ได้มีเพียงฝั่งของเซี่ยหลานโจว

​ซูหว่านหนิงลอบปรายตามองไปทางหลินเยี่ยนเป็นระยะ นางรอดูว่าพระชายาเอกผู้นี้จะลุกขึ้นมาทำตัววุ่นวายเป็นตัวตลกเมื่อใด แต่นางกลับต้องผิดหวัง เมื่อเห็นหลินเยี่ยนเอาแต่นั่งนิ่งจิบสุรา นางจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินหมากกระตุ้นเสียเอง

​สตรีผู้มีศักดิ์เป็นญาติฝ่ายฮองเฮาขยับรอยยิ้มละมุนละไม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดังมาก แต่ก็ใสกระจ่างกังวานพอที่จะทำให้ผู้คนในบริเวณนั้นรวมถึงหลินเยี่ยนและเซี่ยหลานโจวได้ยินชัดเจน

​“วันนี้ท่านอ๋องจะออกศึกไกล หม่อมฉันนึกว่าพระชายาจะมีของมงคลหรือของแทนใจมอบให้ท่านอ๋องเสียอีกเพคะ” ซูหว่านหนิงเอ่ยพลางทอดสายตามองมาทางหลินเยี่ยนด้วยความอ่อนหวาน “งานส่งทัพสำคัญถึงเพียงนี้ หากท่านอ๋องได้รับของแทนใจจากพระชายา คงเป็นสิริมงคลไม่น้อย”

​น้ำเสียงของนางดูสุภาพและหวังดี ทว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงคือการผลักให้หลินเยี่ยนลุกไปแสดงความรักต่อหน้าคนทั้งงาน เพื่อให้เขากลายเป็นตัวตลกที่ถูกเมินเฉยเหมือนดั่งที่นางคาดการณ์ไว้

​หากเป็นหลินเยี่ยนในชาติก่อน คงถูกถ้อยคำเหล่านั้นปั่นป่วนจนลุกพรวดพราดออกไปเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ทว่าหลินเยี่ยนในชาตินี้เพียงแค่ชะงักจอกสุราในมือเล็กน้อย เขายกยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา ปรายตามองซูหว่านหนิงด้วยความนิ่งสงบ

​“เรื่องเล็กน้อยของข้า ไม่นึกว่าจะรบกวนให้ซูจวิ้นจู่คาดเดาแทนถึงเพียงนี้”

​น้ำเสียงของหลินเยี่ยนราบเรียบ ไม่มีการตะเบ็งเสียงโวยวาย ไม่มีการแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ทว่าถ้อยคำนั้นกลับคมกริบประดุจใบมีด

​ทว่าก่อนที่ซูหว่านหนิงจะได้แสร้งทำสีหน้าสลดเพื่อเรียกคะแนนสงสาร เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นของบุรุษผู้ประทับอยู่บนที่นั่งประธานก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน

​“ซูจวิ้นจู่ งานวันนี้เป็นงานเลี้ยงส่งทัพ ไม่ใช่งานไต่ถามเรื่องของผู้อื่น โดยเฉพาะเรื่องในจวนของข้า”

​เซี่ยหลานโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้ดังตวาด ไม่ได้เสียมารยาท ทว่าเปี่ยมไปด้วยอำนาจเด็ดขาดจนคนฟังรู้สึกเสียวสันหลังวาบ รอยยิ้มบนใบหน้าของซูหว่านหนิงแข็งค้างไปในทันที นางรีบก้มหน้าลงหลบสายตา ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดเพื่อกดดันหลินเยี่ยนอีก

​หลินเยี่ยนที่กำลังจะยกจอกสุราขึ้นดื่มชะงักงัน เขาปรายตามองไปยังเซี่ยหลานโจวด้วยความแปลกใจ

​บุรุษผู้นั้นออกหน้าตัดบทซูหว่านหนิง... ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือการปกป้องเขาทางอ้อม หากเป็นหลินเยี่ยนในชาติก่อนที่โง่งมในรัก เพียงแค่ได้ยินประโยคนี้ เขาคงดีใจจนเนื้อเต้นและเก็บไปฝันหวานได้ทั้งคืน ทว่าหลินเยี่ยนในเวลานี้กลับเพียงแค่วางจอกสุราลงบนโต๊ะอย่างสงบ

​คำพูดปกป้องเพียงประโยคเดียว ไม่อาจลบเลือนความหนาวเหน็บและความสิ้นหวังในเรือนเย็นได้เลยแม้แต่น้อย เขายังคงนิ่งเฉย ไม่ส่งรอยยิ้มขอบคุณไปให้ ไม่หันไปมองด้วยแววตาซาบซึ้งใจ และไม่คิดจะกลับไปง้องอนบุรุษผู้นั้นอีก

​ทว่าการปะทะอารมณ์และภาพความทรงจำอันเลวร้ายจากเรือนเย็นที่เพิ่งพ้นผ่าน ทำให้หลินเยี่ยนรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างกะทันหัน จิตใจที่เพิ่งฟื้นคืนจากความตายดูเหมือนจะยังปรับตัวได้ไม่เต็มที่ให้เข้ากับร่างกายนี้ สีหน้าของเขาซีดเผือดลงเล็กน้อย มือที่ประคองจอกสุราสั่นระริกจนต้องวางมันลงบนโต๊ะ

​จังหวะนั้นเอง เงาร่างสูงโปร่งของผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ

​“พระชายา สีหน้าท่านไม่สู้ดี ให้ข้าตรวจชีพจรสักครู่ได้หรือไม่”

​เสียงทุ้มนุ่มนวลและแฝงไปด้วยความอาทรดังขึ้น หลินเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมอง บุรุษเบื้องหน้าสวมชุดสีฟ้าอ่อน ท่าทางสุภาพเรียบร้อยและมีกลิ่นอายของสมุนไพรจางๆ ลอยแตะจมูก... เหวินจื่ออัน

​เหวินจื่ออันคือหมอหนุ่มจากตระกูลแพทย์ผู้มีชื่อเสียง และเป็นสหายสนิทของเซี่ยหลานโจว เขาไม่ใช่หมอทหารที่จะต้องตามทัพไปออกศึก จึงสามารถมาร่วมงานเลี้ยงในฐานะแขกและสหายได้ ในอดีต ตระกูลเหวินและตระกูลหลินเคยไปมาหาสู่กัน เหวินจื่ออันจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้จักมักคุ้นและเคยดูแลสุขภาพของหลินเยี่ยนมาก่อน

​หมอหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นอาการที่ผิดปกติ บนใบหน้าของบุคคลตรงหน้า

​“ร่างกายท่านแผ่ไอเย็นออกมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน สีหน้าก็ซีดกว่าปกติ เมื่อครู่ท่านหายใจไม่สม่ำเสมอ ใช่หรือไม่”

​การได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยและแววตาที่ห่วงใยอย่างแท้จริง ทำให้กำแพงความเย็นชาของหลินเยี่ยนอ่อนลงชั่วขณะ ในความทรงจำอันมืดมิด เหวินจื่ออันคือคนเพียงไม่กี่คนที่มองเขาด้วยความปรารถนาดี หลินเยี่ยนส่ายหน้าปฏิเสธอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้

​“ข้าเพียงเหนื่อยจากงานเลี้ยง ไม่รบกวนท่านหมอเหวินกลางงานหรอก”

​เหวินจื่ออันมองใบหน้าที่ซีดเซียวของหลินเยี่ยนด้วยความกังวล ก่อนจะลดเสียงลงเล็กน้อยให้ได้ยินกันเพียงสองคน

​“เช่นนั้นหลังงานเลี้ยง หากท่านยังไม่ดีขึ้น ให้ชิงหลินมาตามข้า อย่าฝืนเหมือนแต่ก่อน”

​คำว่า ‘เหมือนแต่ก่อน’ ทำให้หลินเยี่ยนชะงักไปนิดหนึ่ง มันเป็นถ้อยคำที่ยืนยันว่าคนผู้นี้เฝ้ามองและรู้ดีว่าเขาเคยฝืนทนแบกรับความเจ็บปวดมามากเพียงใด หลินเยี่ยนแย้มรอยยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่จริงใจและอ่อนโยนที่สุดตั้งแต่เขาตื่นขึ้นมาในงานเลี้ยงนี้

​“ข้ารู้แล้ว ขอบใจท่านมาก”

​เมื่อได้รับคำยืนยัน เหวินจื่ออันจึงค้อมกายทำความเคารพอย่างถูกธรรมเนียม ก่อนจะถอยหลังกลับไปยังที่นั่งของตนอย่างรู้มารยาท ทว่าดวงตาของเขาก็ยังคงลอบปรายตามองมาทางพระชายาเอกเป็นระยะด้วยความเป็นห่วง

​เหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ตกอยู่ในสายตาของเซี่ยหลานโจวโดยตลอด

​ท่านอ๋องมองเห็นหลินเยี่ยนยังคงเฉยเมินไม่สนใจเขา ไม่ยอมลุกมาหา ไม่ยอมนำถุงหอมมามอบให้ ทว่าชายาของเขากลับยอมเปิดปากพูดคุยกับเหวินจื่ออันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและรอยยิ้มที่จริงใจที่สุด... รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนและแตกต่างจากสายตาเย็นชาดุจคนแปลกหน้าที่หลินเยี่ยนใช้มองเขาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

​เซี่ยหลานโจวเอ่ยถามพ่อบ้านหลี่ที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาระดับความราบเรียบไว้

​“พวกเขาสนิทกันถึงเพียงนั้นตั้งแต่เมื่อใด”

​พ่อบ้านหลี่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่กดดันขึ้นเล็กน้อย จึงตอบอย่างระมัดระวัง

​“ท่านหมอเหวินเคยดูแลอาการพระชายาตั้งแต่ยังอยู่ตระกูลหลินพ่ะย่ะค่ะ”

​เซี่ยหลานโจวไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ทว่าปลายนิ้วที่แตะอยู่บนขอบจอกสุราหยกกลับกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยจนข้อนิ้วขาวซีด ความไม่คุ้นชินและความไม่พอใจที่ยังไม่รู้ชื่อก่อตัวขึ้นในอก เขามองหลินเยี่ยนที่หันกลับไปนั่งหลังตรงรินสุราให้ตนเองอย่างเงียบๆ ราวกับไม่รับรู้ถึงสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย

​สี่วัน... หลินเยี่ยนคิดในใจ อีกเพียงสี่วันซูหว่านหนิงจะลงมือ

​“พระชายาเพคะ...”

​เสียงกระซิบเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง ชิงหลินก้าวเข้ามาใกล้ๆ ด้วยท่าทีระมัดระวัง

​“ตอนนี้ท่านขุนนางส่วนใหญ่อวยพรเสร็จแล้ว ท่านอ๋องดูจะว่าง... พระชายา ท่านจะไม่ออกไปมอบของให้ท่านอ๋องหรือเพคะ?”

​ชิงหลินเห็นเจ้านายยังคงนั่งนิ่ง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากทักท้วงด้วยความหวังดี

​“ถุงหอมคุ้มภัยใบนั้น... ท่านอุตส่าห์อดหลับอดนอนจุดตะเกียงปักมันมาตั้งหลายคืน ทั้งยังถูกเข็มทิ่มนิ้วจนเป็นแผลตั้งหลายแห่ง ข้าเห็นท่านตั้งใจนักหนา หวังจะให้เป็นของแทนใจท่านอ๋อง หากไม่รีบนำไปมอบให้ประเดี๋ยวท่านอ๋องจะดื่มสุราจนเมามายเสียก่อน”

​หลินเยี่ยนหลุบตาลงมองถุงหอมสีน้ำเงินเข้มตรงหน้าอีกครั้ง

​ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามรอยปักรูปกิเลนเหยียบเมฆาอย่างแผ่วเบา สัมผัสความนูนของเส้นไหมชั้นดี หลายราตรีที่เขาต้องฝืนทนง่วงงุน หลายหยดเลือดจากปลายเข็มที่ทิ่มแทงลงบนปลายนิ้ว และหลายความหวังโง่เขลาที่เคยถักทอลงในเส้นไหม... ล้วนจบสิ้นลงตรงนี้

​เขาค่อยๆ ดันถุงหอมใบนั้นเลื่อนไปตรงหน้าชิงหลินด้วยท่วงท่าที่นิ่งสงบ

​“ชิงหลิน” เสียงของหลินเยี่ยนราบเรียบ

​“เพคะพระชายา?”

​“เอาไปเผาทิ้งเสีย”

​ชิงหลินเบิกตากว้าง อ้าปากค้างราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ผู้เป็นนายเพิ่งเอ่ยออกมา

​“พะ... พระชายา! ท่านว่าอย่างไรนะเพคะ! ให้เผา... ท่านจะให้เผาถุงหอมใบนี้หรือเพคะ!”

​บ่าวคนสนิทรีบคุกเข่าลง กระซิบด้วยน้ำเสียงร้อนรนเจือความเสียดาย

​“ท่านโกรธเคืองสิ่งใดมาเหตุใด ถุงหอมใบนี้ท่านลำบากปักมาตั้งนาน เลือดออกตั้งหลายหยดกว่าจะได้ลายกิเลนที่งดงามถึงเพียงนี้... หากท่านอ๋องได้เห็นความตั้งใจของท่าน...”

​“ไม่ต้องส่งให้ผู้ใดแล้ว”

​หลินเยี่ยนตัดบท น้ำเสียงของเขาเด็ดขาดเฉียบคม ปราศจากความลังเลหรือร่องรอยของความเสียดายแม้แต่น้อย เขาไม่แม้แต่จะเหลือบตามองถุงหอมใบนั้นอีก

​“ของชิ้นนี้ไม่มีเจ้าของอีกต่อไป”

​ปฏิกิริยาอันน่าตกตะลึงของชิงหลินที่กอดถุงหอมไว้แน่น ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของเซี่ยหลานโจวที่ลอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ คิ้วกระบี่ขมวดมุ่นเข้าหากัน เขาเอ่ยถามพ่อบ้านหลี่ด้วยน้ำเสียงที่เจือความสงสัย

​“พวกเขาพูดว่าอะไรกัน”

​พ่อบ้านหลี่ที่พยายามเงี่ยหูฟังอยู่เช่นกัน มีสีหน้ากระอักกระอ่วน ชายวัยกลางคนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยเสียงต่ำที่เจือความไม่เข้าใจไม่แพ้กัน

​“พระชายา... สั่งให้เผาถุงหอมพ่ะย่ะค่ะ”

​เซี่ยหลานโจวนิ่งไปชั่วขณะ

​สายตาอันคมกริบของเขาทอดมองไปยังถุงหอมสีน้ำเงินเข้มที่ชิงหลินกอดเอาไว้แนบอก เขานึกถึงขนมเหลียนฮวา นึกถึงกาน้ำชา นึกถึงของชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากมายที่เคยถูกรวบรวมไว้ในหีบไม้ที่มุมห้องหนังสือ นี่เป็นครั้งแรก... ที่ของซึ่งควรจะถูกส่งมาถึงมือเขา ถูกเจ้าของสั่งทำลายทิ้งเสียก่อนที่มันจะมาถึง

​หลินเยี่ยนไม่ได้ลุกขึ้นเดินหนีไปไหน เขายังคงนั่งอยู่ในงานเลี้ยงในฐานะพระชายาเอก รินสุราลงจอกให้ตนเองด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่หันไปมองเซี่ยหลานโจว ไม่ใส่ใจสายตาสงสัยของคนรอบข้าง เขาทำราวกับว่าคำสั่งเผาถุงหอมเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่ไม่คู่ควรให้เก็บมาใส่ใจ

​ท่าทีที่เงียบสงบเกินไปของเขา ทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะดูผิดแผกไปจากเดิม ในอดีต หลินเยี่ยนมักจะเป็นผู้ที่โวยวายเสียกิริยาเมื่อไม่ได้ดั่งใจ ทว่าคราวนี้เขากลับนิ่งงันและเยือกเย็นจนน่าประหลาด

​เสียงดนตรีในงานเลี้ยงยังคงบรรเลงต่อไป จอกสุรายังคงถูกยกขึ้นอวยพร ทว่าหลินเยี่ยนเพียงนั่งอยู่ท่ามกลางความครึกครื้นนั้นอย่างสงบ ราวกับทุกเสียงรอบกายไม่อาจแตะต้องเขาได้อีก

​ชิงหลินกอดถุงหอมสีน้ำเงินเข้มไว้แน่น สีหน้ายังซีดเผือดด้วยความตกใจ ส่วนเซี่ยหลานโจวที่นั่งอยู่ไกลออกไป มองภาพนั้นด้วยแววตาลุ่มลึกขึ้นเล็กน้อย

​ท่านอ๋องแห่งแดนเหนืออาจยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายาของตน ทว่าเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า หลินเยี่ยนในค่ำคืนนี้ ได้ตัดทิ้งบางสิ่งบางอย่างออกไปจากชีวิตอย่างเด็ดขาด... และสิ่งนั้น ย่อมเกี่ยวข้องกับเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

​ถุงหอมใบนั้นยังไม่ทันได้ถูกโยนลงกองไฟ แต่ในสายตาของหลินเยี่ยน... มันได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของเขาในเรือนเย็นแห่งนั้น

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 6 งานชมดอกบัว

    บทที่ 6งานชมดอกบัวเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในเรือนของพระชายาเอกเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย ทว่าแฝงความตึงเครียดบางเบาที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหลินเยี่ยนนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้ชิงหลินช่วยสางผมและจัดเตรียมอาภรณ์สำหรับเข้าวัง วันนี้เขาเลือกสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าหม่นปักลายเมฆาขอบเงิน แม้จะดูงดงามสมฐานะพระชายาเอกแห่งจวนอ๋อง ทว่ากลับไม่ได้ฉูดฉาดสะดุดตาจนเกินงาม เขาไม่ได้จงใจแต่งกายเพื่อไปประชันความโดดเด่นกับซูหว่านหนิง และไม่ได้ใส่ใจที่จะดึงดูดสายตาผู้ใด สีหน้าของหลินเยี่ยนเรียบเฉย นัยน์ตาสีเข้มสาดประกายเยือกเย็น ไม่เหมือนคนที่กำลังเตรียมตัวเดินเข้าสู่สถานที่ที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของขุมนรกเลยแม้แต่น้อยทว่าชิงหลินที่กำลังติดแผ่นหยกพกที่บั้นเอวให้ผู้เป็นนาย กลับมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด มือของนางสั่นเล็กน้อย จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมา“พระชายา... หากวันนี้ซูจวิ้นจู่เข้ามาพูดจายั่วยุต่อหน้าผู้คนเหมือนคราวก่อนๆ อีก พระชายาจะทำอย่างไรเพคะ”หลินเยี่ยนปรายตามองเงาของสาวใช้คนสนิทในคันฉ่อง เขาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความขุ่นเคือง“ฟังให้จบ ยิ้มให้พอ... แล้วอย่าเดินตามนางไปใ

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 5 พี่ชายที่ถูกเรียกกลับมา

    บทที่ 5พี่ชายที่ถูกเรียกกลับมาเสียงย่ำเท้าของกองทัพนับหมื่นและเสียงเกือกม้าที่เคยดังกัมปนาทไปทั่วลานกว้าง ค่อยๆ แผ่วเบาและจางหายไปตามสายลมยามเช้า ขบวนทัพของเซี่ยหลานโจวเคลื่อนตัวห่างออกจากประตูเมืองหลวงไปไกลแล้ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งและร่องรอยของล้อรถเสบียงบนพื้นดินเมื่อปราศจากเสียงอึกทึกของกองทัพ จวนอ๋องที่กว้างใหญ่ก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอย่างรวดเร็ว ความเงียบที่โรยตัวลงมานั้นแฝงไปด้วยความเวิ้งว้าง ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกดึงเอาแกนกลางของมันออกไปจนหมดสิ้นทว่าภายในเรือนพักของพระชายาเอก ความเงียบงันนี้กลับไม่ได้นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างที่บ่าวไพร่หลายคนคาดเดาหลินเยี่ยนนั่งอยู่หลังโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก เอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเบื้องหน้าของเขามีเทียบเชิญสีทองอร่ามประทับตราลัญจกรของวังหลวงวางอยู่อย่างโดดเด่น นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความอาวรณ์ยามที่สามีต้องออกเดินทาง บัดนี้กลับเรียบเฉยและเยือกเย็นดุจผิวน้ำในสระเหมันต์ เขากำลังทอดสายตามองเทียบเชิญฉบับนั้นอย่างสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการร่ำไห้หรือความกระวนกระวายใจแม้แต่น้อยชิงหลิน สาวใช้คนสนิทที

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 4 คนที่ไม่มาส่ง

    บทที่ 4คนที่ไม่มาส่งยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเทาหม่น ลมหนาวช่วงเช้ามืดพัดกรีดผ่านลานกว้างหน้าจวนอ๋อง หอบเอาความเย็นเยียบมาปะทะผิว ทว่าบรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้นกลับเต็มไปด้วยความคุกรุ่นและเร่งรีบเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง เสียงโลหะจากชุดเกราะกระทบกันดังเป็นจังหวะหนักแน่น ธงรบประจำกองทัพแดนเหนือสะบัดพลิ้วส่งเสียงพึ่บพั่บอยู่ในสายลม เหล่าทหารกล้านับหมื่นนายตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รอคอยเพียงคำสั่งเคลื่อนพลจากแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เซี่ยหลานโจวปรากฏกายขึ้นในชุดเกราะเต็มยศ โลหะสีเงินเหลือบดำสะท้อนแสงคบเพลิงสลัว รูปลักษณ์ของท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือในยามนี้ทั้งสูงส่ง สง่างาม และแผ่กลิ่นอายดุดันเย็นชาจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา ทว่าภายใต้หน้ากากน้ำแข็งที่สมบูรณ์แบบนั้น ภายในใจของเขากลับไม่สงบนิ่งเหมือนเช่นทุกคราที่ต้องออกศึกกลิ่นไหม้ของเถ้าถ่านจากผ้าไหมและดิ้นทอง ยังคงลอยวนเวียนอยู่ปลายจมูกไม่ยอมจางหายไปไหนภาพของห้องหอชั้นในที่เงียบเหงาและถูกทิ้งร้างจนฝุ่นจับ โคมมงคลสีแดงที่ไร้แสงสว่าง แววตาอันว่างเปล่าและเย็นชาของหลินเยี่ยน รวมถึงน้ำเสียง

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 3 คืนก่อนออกศึก

    บทที่ 3คืนก่อนออกศึกยามซวี (19.00 - 20.59 น.) งานเลี้ยงส่งทัพเบื้องหน้ายังคงดำเนินต่อไปด้วยความครึกครื้น ทว่าภายในจวนอ๋องฝั่งเรือนพักของชายาเอกกลับเงียบสงัดและเย็นเยียบหลินเยี่ยนก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตเรือนของตนเอง ท่วงท่าการเดินยังคงสง่างามและนิ่งสงบ แผ่นหลังเหยียดตรงไร้ซึ่งร่องรอยของความเสียใจหรือความอาลัยอาวรณ์ใดๆ ชิงหลินที่เดินตามมาเบื้องหลังกอดถุงหอมสีน้ำเงินเข้มเอาไว้แนบอกราวกับมันเป็นของล้ำค่า บ่าวรับใช้สาวมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องรับรองด้านนอก หรือ ‘เรือนนอก’ ของตำหนัก ชิงหลินก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าผู้เป็นนาย“พระชายา... ท่านคิดให้ดีอีกสักครั้งเถิดเพคะ” ชิงหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ชูถุงหอมในมือขึ้น “ของชิ้นนี้ท่านตั้งใจทำมากเหลือเกิน หากท่านโกรธเคืองที่ท่านอ๋องเมินเฉย เก็บมันไว้ในหีบก่อนดีหรือไม่ เผื่อวันหน้า...”“เจ้าไม่ต้องเสียดายแทนข้า ชิงหลิน”หลินเยี่ยนเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน เขาก้มลงมองถุงหอมที่ปักลายกิเลนเหยียบเมฆาด้วยดิ้นทองสุกสว่าง ก่อนจะละสายตาไปมองกระถางไฟทองเหลืองใบเล็กที่ตั้งอยู่ม

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 2 ถุงหอมที่ไม่ควรถูกส่ง

    บทที่ 2ถุงหอมที่ไม่ควรถูกส่ง​เฮือก!​ร่างผอมบางสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ อาการกระตุกเกร็งนั้นรุนแรงราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งตะเกียกตะกายโผล่พ้นผิวน้ำ สองตาของหลินเยี่ยนเบิกโพลง นัยน์ตาสั่นระริก ลำคอตีบตันจนต้องยกมือขึ้นตะปบหน้าอกตัวเองเพื่อไขว่คว้าหาอากาศ​ทว่า... สิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่แผ่นกระดานไม้แข็งสากที่เย็นเยียบ​ความเย็นจากเรือนเย็นยังคงฝังลึกอยู่ในกระดูกจนเขาสั่นสะท้าน หลินเยี่ยนนั่งนิ่งงัน สับสนจนแยกไม่ออกว่าภาพตรงหน้าคือความฝันหลอกหลอนก่อนตาย หรือสิ่งที่พบเจอมาก่อนหน้าเป็นเพียงความฝัน ถวาใจของหลิงเยี่ยนรู้ดีว่าความโหดร้ายที่พบเจอมาก่อนหน้านั้นไม่ใช้ความฝันอย่างแน่นอน ฤาสวรรค์เวทนาให้เขาย้อนเวลากลับมาจริงๆ กลิ่นคาวเลือดยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก สัมผัสของของเหลวข้นคลั่กที่ทะลักออกจากริมฝีปากยังแจ่มชัด ความหวาดกลัวว่าหากขยับตัวเพียงนิด ภาพลวงตานี้จะแตกสลาย แล้วจะกลับไปนอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยวในเรือนเย็นอีกครั้ง​เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ... สิ่งที่ปะทะความรู้สึกคือ ‘ความอบอุ่น’​ไม่มีลมเหมันต์ที่พัดบาดผิวจนแสบร้อน ไม่มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือด สิ่งที่เข้า

  • ขออภัยท่านอ๋องชาตินี้ข้าไม่ง้อท่านแล้ว   บทที่ 1 เรือนเย็นและจุดสิ้นสุดของการรอคอย

    บทที่ 1เรือนเย็นและจุดสิ้นสุดของการรอคอย​ลมเหมันต์พัดกระหน่ำจนบานหน้าต่างไม้เก่าคร่ำคร่าของ ‘เรือนเย็น’ สั่นคลอน​อากาศภายในหนาวเหน็บ หลินเยี่ยนไอออกมาอย่างรุนแรง ร่างผอมบางสั่นสะท้าน โลหิตสีคล้ำซึมออกจากริมฝีปากซีดเผือด หยดลงบนอาภรณ์สีขาวหม่นหมองอย่างเงียบงัน​ไม่มีเตาผิง ไม่มีผ้าห่มหนาพอจะกันลมหนาว มีเพียงความมืดมิดและความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้​สายตาพร่ามัวทอดมองไปยังบานประตูที่ถูกลงกลอนแน่นหนาจากด้านนอก ไร้เงาชิงหลิน บ่าวคนสนิทที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้มาพบข้าตั้งแต่วันแรก บนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงมีถ้วยยาที่เย็นชืดจนจับตัวเป็นน้ำแข็งข้าใช้ความพยายามในการเปล่งเสียงที่แหบห้าวออกไปสอบถามถึงชายผู้เป็นที่รัก และความหวังเดียวที่สามารถช่วยข้าออกไปจากสถานที่โหดร้ายดังเด่นนรกที่เงียบเหงาแห่งนี้ ​เสียงพูดคุยขององครักษ์ตอบกลับมาจากหน้าประตูว่า“ไม่มีคำสั่งปล่อยตัวจากวังใน พระชายาโปรดอยู่ในความสงบเถิด”​“แล้วทางชายแดนเล่า...” เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน “มีข่าวส่งกลับมาบ้างหรือไม่?”​“ชายแดนยังไม่มีข่าวใดส่งมา และถึงมี ท่านอ๋องก็คงไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องในจวนหรอกพ่ะย่ะค่ะ”​หลินเยี่ยนหลับ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status