LOGINบทที่ 4
คนที่ไม่มาส่ง
ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเทาหม่น ลมหนาวช่วงเช้ามืดพัดกรีดผ่านลานกว้างหน้าจวนอ๋อง หอบเอาความเย็นเยียบมาปะทะผิว ทว่าบรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้นกลับเต็มไปด้วยความคุกรุ่นและเร่งรีบ
เสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง เสียงโลหะจากชุดเกราะกระทบกันดังเป็นจังหวะหนักแน่น ธงรบประจำกองทัพแดนเหนือสะบัดพลิ้วส่งเสียงพึ่บพั่บอยู่ในสายลม เหล่าทหารกล้านับหมื่นนายตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รอคอยเพียงคำสั่งเคลื่อนพลจากแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่
เซี่ยหลานโจวปรากฏกายขึ้นในชุดเกราะเต็มยศ โลหะสีเงินเหลือบดำสะท้อนแสงคบเพลิงสลัว รูปลักษณ์ของท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือในยามนี้ทั้งสูงส่ง สง่างาม และแผ่กลิ่นอายดุดันเย็นชาจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา ทว่าภายใต้หน้ากากน้ำแข็งที่สมบูรณ์แบบนั้น ภายในใจของเขากลับไม่สงบนิ่งเหมือนเช่นทุกคราที่ต้องออกศึก
กลิ่นไหม้ของเถ้าถ่านจากผ้าไหมและดิ้นทอง ยังคงลอยวนเวียนอยู่ปลายจมูกไม่ยอมจางหายไปไหน
ภาพของห้องหอชั้นในที่เงียบเหงาและถูกทิ้งร้างจนฝุ่นจับ โคมมงคลสีแดงที่ไร้แสงสว่าง แววตาอันว่างเปล่าและเย็นชาของหลินเยี่ยน รวมถึงน้ำเสียงราบเรียบที่เอ่ยเรียกเขาว่า ‘ท่านอ๋อง’ แทนที่จะเป็นคำว่า ‘ท่านพี่’ ดั่งเช่นวันวาน ล้วนคอยตามหลอกหลอนเขาทุกจังหวะการก้าวเดิน
ประโยคที่ว่า ‘ท่านอ๋องเมาแล้ว’ และ ‘เช่นนั้นยิ่งไม่ควรทำเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ’ ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันคือการปฏิเสธที่เยือกเย็นที่สุด และเป็นการตอกย้ำว่า ชายาเอกที่เคยวิ่งตามเขามาตลอด ได้สร้างกำแพงสูงตระหง่านขึ้นมาขวางกั้นระหว่างพวกเขาสองคนแล้วอย่างแท้จริง
ที่สำคัญที่สุด... เมื่อคืนนี้ หลินเยี่ยนไม่แม้แต่จะเอ่ยปากว่าจะออกมาส่งเขา
เซี่ยหลานโจวกระชับสายบังเหียนม้าในมือแน่นขึ้น พยายามบังคับสายตาให้จดจ่ออยู่กับกองทัพเบื้องหน้า ทำทีเป็นตรวจตราความเรียบร้อยของทหารม้าและเสบียง ทว่าลึกๆ แล้ว... สายตาอันคมกริบของเขากลับเผลอตวัดมองไปทางเส้นทางที่เชื่อมต่อกับเรือนของพระชายาเอกครั้งแล้วครั้งเล่า
ทุกคราที่เขาต้องนำทัพออกจากเมืองหลวง ไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด ไม่ว่าหิมะจะตกหนักแค่ไหน ตรงตำแหน่งบันไดหินหน้าจวน จะต้องมีร่างผอมบางของใครบางคนมายืนรออยู่เสมอ
หลินเยี่ยนในความทรงจำ มักจะมายืนรอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ปลายจมูกรั้นนั้นมักจะแดงเรื่อเพราะความหนาวเย็น ในมือบางครั้งก็ประคองเสื้อคลุมขนสัตว์อุ่นๆ บางครั้งก็ถือเครื่องรางของมงคล นัยน์ตาคู่สวยที่มักจะฉายแววเย่อหยิ่งยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่น กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยและอาวรณ์เมื่อทอดมองมาที่เขา พร้อมกับน้ำเสียงสั่นพร่าที่เอ่ยเรียก ‘ท่านพี่...’ อย่างออดอ้อน
แต่เช้าวันนี้... ตำแหน่งนั้นกลับว่างเปล่า
ไม่มีเงาร่างของหลินเยี่ยน ไม่มีเสื้อคลุม ไม่มีถุงหอมคุ้มภัย ไม่มีของแทนใจ และไม่มีคำอ้อนวอนใดๆ ให้ได้ยิน
เซี่ยหลานโจวรู้สึกถึงความไม่คุ้นชินที่ตีตื้นขึ้นมาในอก ความเงียบงันตรงจุดที่ควรจะมีเสียงเจื้อยแจ้วช่างน่าหงุดหงิดเหลือเกิน ทว่าบุรุษผู้มีทิฐิสูงเทียมฟ้าอย่างเขาก็ยังคงปากแข็ง ไม่ยอมรับกับตนเองเด็ดขาดว่าเขากำลัง ‘รอคอย’ ให้คนผู้นั้นปรากฏตัว
“ท่านอ๋อง...”
เสียงเรียกของพ่อบ้านหลี่ดังขึ้น ทำลายภวังค์ความคิดของเซี่ยหลานโจว ชายวัยกลางคนเบี่ยงตัวหลบให้ใครบางคนก้าวเข้ามาเบื้องหน้าท่านอ๋อง
ไม่ใช่หลินเยี่ยน... ทว่าคือ ‘ชิงหลิน’ สาวใช้หญิงคนสนิทผู้คอยติดตามรับใช้พระชายาเอกมาตั้งแต่ยังอยู่ตระกูลหลิน
นางก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสำรวม ก่อนจะคุกเข่าลงบนพื้นศิลาที่เย็นเฉียบเบื้องหน้าเซี่ยหลานโจว ก้มศีรษะลงต่ำเพื่อส่งคำอวยพรแทนผู้เป็นนาย
“พระชายาให้บ่าวมาส่งคำอวยพร... ขอให้ท่านอ๋องเดินทางราบรื่น นำทัพได้ชัย และกลับมาโดยปลอดภัยเพคะ”
น้ำเสียงของสาวใช้คนสนิทนั้นสุภาพ ทว่ามันกลับแห้งแล้ง เย็นชา อย่างสิ้นเชิง ราวกับเป็นเพียงการท่องบทกวีที่ถูกบังคับให้จำมาท่องให้จบๆ ไปเท่านั้น
เซี่ยหลานโจวยืนนิ่ง รอฟังประโยคต่อไป เขารอให้ชิงหลินหยิบของบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ รอให้นางเอ่ยว่าพระชายากำลังจะตามมา ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมีเพียงความเงียบงัน
“พระชายาเล่า” ในที่สุดเซี่ยหลานโจวก็เป็นฝ่ายเอ่ยถามออกไปสั้นๆ น้ำเสียงพยายามกดให้ราบเรียบที่สุด
“เมื่อคืนพระชายาพักผ่อนน้อย สีหน้ายังไม่สู้ดี จึงมิอาจออกมาส่งด้วยตนเองเพคะ” ชิงหลินตอบกลับโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว “เขาไม่สบายมากหรือ”
ทันทีที่หลุดปากถามออกไป เซี่ยหลานโจวก็ชะงักไปเล็กน้อย คล้ายเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองแสดงความใส่ใจมากเกินความจำเป็นสำหรับชายาที่เป็นเพียงหมากการเมือง เขาจึงรีบปรับน้ำเสียงให้กลับมาเยียบเย็นดังเดิม แสร้งทำเป็นกระแอมไอเบาๆ
“เขาไม่ได้ฝากสิ่งอื่นไว้หรือ” เซี่ยหลานโจวเอ่ยถามคล้ายไม่ใส่ใจ ทว่าสายตากลับจดจ้องไปที่มือของสาวใช้
ชิงหลินชะงักไปชั่วครู่ นางรู้ดีว่าของที่ควรจะถูกฝากมานั้นคือสิ่งใด... ถุงหอมคุ้มภัยที่งดงามที่สุดใบนั้น ได้กลายเป็นเพียงเศษขี้เถ้าในกระถางไฟไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม เอ่ยตอบอย่างระมัดระวังที่สุด
“ไม่มีเพคะ... พระชายากล่าวเพียงว่า คำอวยพรก็เพียงพอแล้ว”
ประโยคนั้นราวกับเข็มแหลมที่พุ่งเข้าแทงตรงกลางอก เซี่ยหลานโจวรู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง คำอวยพรก็เพียงพอแล้ว... ช่างเป็นคำกล่าวที่ตัดรอนและไร้เยื่อใยสิ้นดี!
ฝ่ามือใหญ่ที่สวมถุงมือหนังกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วกดเข้าหากันจนข้อนิ้วขาวซีด ทว่าใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบตึงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้ผู้ใดเห็น
เซี่ยหลานโจวเบือนหน้าหนีจากสาวใช้คนสนิท หันไปปรายตามองพ่อบ้านหลี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ดูแลพระชายาให้ดี หากเขาไม่สบายก็จงรีบให้คนไปตามหมอมาตรวจดูอาการให้แน่ชัด... อย่าให้จวนอ๋องถูกครหาได้ ว่าดูแลชายาเอกไม่ดี ปล่อยให้ล้มหมอนนอนเสื่อช่วงที่ข้าไม่อยู่”
เขาหยิบยกเอาข้ออ้างเรื่อง ‘หน้าตาของจวน’ ขึ้นมาบังหน้าอีกครั้ง ทว่าพ่อบ้านหลี่ที่คอยรับใช้มานานย่อมมองออกว่า ภายใต้น้ำเสียงแข็งกระด้างและข้ออ้างจอมปลอมเหล่านั้น ซุกซ่อนความห่วงใยเอาไว้อย่างมิดชิด พ่อบ้านวัยกลางคนจึงรีบค้อมตัวรับคำอย่างนอบน้อม
“บ่าวจะดูแลพระชายาอย่างดีที่สุดเพค่ะ ท่านอ๋องโปรดวางใจ”
จังหวะนั้นเอง เงาร่างของบุรุษในชุดสีฟ้าอ่อนก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มคนที่มาส่งทัพ เหวินจื่ออันเดินแหวกวงล้อมของขุนนางเข้ามาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากเซี่ยหลานโจว หมอหนุ่มไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึก ทว่าในฐานะสหาย เขาจึงมาร่วมส่งแม่ทัพใหญ่
“คารวะท่านอ๋อง ขอให้ท่านอ๋องเดินทางปลอดภัย นำชัยชนะกลับมา”“เมื่อคืนพระชายาสีหน้าไม่ดีนัก” เหวินจื่ออันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสายตากลับจริงจัง “หากท่านอ๋องไม่อยู่ ข้าจะให้คนส่งยาบำรุงเทียบพิเศษมาให้ที่จวน และในวันนี้ข้าก็พกยาพวกนั้นมาด้วยส่วนหนึ่งเพื่อส่งมอบให้กับพระชายา”
คำพูดของเหวินจื่ออันไปกระตุกความไม่พอใจเงียบๆ ในอกของเซี่ยหลานโจวขึ้นมาอีกครั้ง ภาพรอยยิ้มอ่อนโยนที่หลินเยี่ยนเคยมอบให้สหายผู้นี้ผุดขึ้นมาในหัว เซี่ยหลานโจวปรายตามองเหวินจื่ออันด้วยสายตาที่เย็นชาลงกว่าเดิม
“เรื่องในจวนอ๋อง... ข้าจัดการเองได้” เซี่ยหลานโจวตอบกลับเสียงเย็น ชัดเจนว่าเป็นการขีดเส้นแบ่งไม่ให้สหายล้ำเส้นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ ‘คนของเขา’
เหวินจื่ออันเพียงเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยเถียงสิ่งใด ทว่ารอยยิ้มบางๆ บนมุมปากของหมอหนุ่มกลับทำให้เซี่ยหลานโจวรู้สึกหงุดหงิดยิ่งขึ้น
ทว่าก่อนที่เซี่ยหลานโจวจะหันหลังเดินไปขึ้นม้า เขากลับชะงักฝีเท้า ลอบหันไปกระซิบสั่งพ่อบ้านหลี่ด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“...รับยาของเขาไว้”
พ่อบ้านหลี่เบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว แล้วรีบเดินไปหาท่านหมอ
“.. ท่านหมอขอรับโปรดส่งยามาให้ข้าน้อย เพื่อจะได้นำเข้าไปให้พระชายาด้วยเถอะขอรับ”เพียงเท่านั้น หมอหนุ่มผู้ยืนมองอยู่ด้วยหวังว่าจะเข้าไปพบสหายเก่า กลับต้องเตรียมกลับบ้านของตนเอง แบบที่เท้ายังไม่ได้ก้าวล้ำเข้าไปในประตูจวนเลย เมื่อท่านพ่อบ้านประจำจวนท่านอ๋อง เอ่ยปากขอรับยาห่อนั้นด้วยตนเอง เห็นท่างานนี้จะมีคนไม่พอใจ ในการกระทำของเขาเสียแล้ว...ถ้าเช่นนั้นวันนี้ก็จบเพียงเท่านี้เถอะ “ได้สิท่านพ่อบ้า งั้นวันนี้ข้าขอล่ากลับก่อน...”...
ตัดมาที่ฝั่งเรือนของพระชายาเอก
แม้จะเป็นยามเหม่า ทว่าหลินเยี่ยนกลับตื่นอยู่ก่อนแล้ว เขานั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้บุนวมริมหน้าต่าง สวมเพียงเสื้อคลุมตัวหลวมที่ให้ความอบอุ่น เส้นผมสีนิลถูกปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง
เสียงฝีเท้าม้า เสียงเกราะเหล็ก และเสียงสั่งการเตรียมทัพที่ดังแว่วมาจากลานหน้าจวนนั้นชัดเจนอยู่ในโสตประสาท ทว่าหลินเยี่ยนกลับไม่คิดจะขยับตัวลุกออกไปดูเลยแม้แต่น้อย เขานั่งจิบชาร้อนอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้ความเงียบสงบภายในเรือนโอบกอดตนเองเอาไว้
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้น ชิงหลินเดินกลับเข้ามาภายในเรือน หญิงสาวคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นนาย รายงานผลการปฏิบัติหน้าที่
“บ่าวไปส่งคำอวยพรแทนพระชายาเรียบร้อยแล้วเพคะ”
หลินเยี่ยนเพียงพยักหน้ารับรู้เบาๆ ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ ไม่ถามว่าเซี่ยหลานโจวมีปฏิกิริยาอย่างไร ไม่ถามว่าเขาฝากคำพูดใดมาถึงตนหรือไม่ ความเฉยเมยนั้นทำให้ชิงหลินรู้สึกอึดอัดใจจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา
“พระชายา... ท่านไม่ออกไปดูท่านอ๋องสักหน่อยจริงหรือเพคะ ขบวนทัพกำลังจะเคลื่อนออกไปแล้ว หากพลาดครานี้ ต้องรออีกหลายเดือนกว่าท่านอ๋องจะกลับมานะเพคะ”
หลินเยี่ยนปรายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตาไปยังทิศทางของลานกว้างที่มองไม่เห็น ทว่านัยน์ตาคู่สวยกลับไร้ซึ่งแววแห่งความอาวรณ์
“ไม่จำเป็น” หลินเยี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ส่งคำอวยพรไป ก็พอแล้ว”
ในชาติก่อน... เขาเคยวิ่งตาม เคยฝืนทนความหนาวเหน็บออกไปยืนรอ เคยส่งชายผู้นั้นด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี ทว่าสุดท้ายแล้วความทุ่มเทเหล่านั้นก็ไม่เคยได้รับการตอบแทน สิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือความหมางเมินและการตายอย่างโดดเดี่ยวในเรือนเย็น
ชาตินี้... เขาจะไม่ยินยอมพาตัวเองไปยืนรอใครอีกแล้ว หากใครต้องการจะไป เขาก็เพียงแค่ปล่อยให้ไป
‘พรึ่บพั่บ...’
จังหวะนั้นเอง สาวใช้คนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในเรือนอย่างเร่งรีบ ในมือประคองซองจดหมายสีทองอร่ามที่ประทับตราลัญจกรของวังหลวงอย่างระมัดระวัง
“พระชายาเพคะ... มีเทียบเชิญจากวังหลวงส่งมาถึงเพคะ!”
มือที่กำลังถือถ้วยชาของหลินเยี่ยนชะงักค้างไปในทันที นัยน์ตาสีเข้มวูบไหวและเย็นเยียบลงหลายส่วนเมื่อปรายตามองไปยังเทียบเชิญสีทองนั่น
ชิงหลินรีบรับเทียบเชิญมาเปิดอ่าน ก่อนจะเบิกตากว้าง “พระชายา! เป็นเทียบเชิญให้เข้าร่วมงานชมดอกบัวในวังหลวงเพคะ... กำหนดการคืออีกสี่วันข้างหน้า!”
หลินเยี่ยนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กึก’ เขารับเทียบเชิญมาถือไว้ในมือ ปลายนิ้วลูบไล้ตราประทับสีชาดอย่างเยือกเย็น
อีก 4 วัน... วันที่เขาไม่มีวันลืมเลือน
ในชาติก่อน งานชมดอกบัวคืองานเลี้ยงที่ฮองเฮาจัดขึ้นเพื่อรวมตัวเหล่าญาติมิตรและสตรีสูงศักดิ์ และมันคือเวทีประหารที่ซูหว่านหนิงเตรียมไว้ต้อนรับเขา ซูหว่านหนิงอาศัยความหึงหวงและความไม่มั่นคงในใจของหลินเยี่ยน จัดฉากแสร้งทำเป็นพลัดตกน้ำกลางสระบัว ท่ามกลางสายตาของบ่าวไพร่และขุนนางฝ่ายวังใน นางบีบน้ำตาป้ายสีว่าเขาเป็นคนผลักนางลงไปเพราะความริษยา
และในวันนั้น... ผู้เป็นพยานที่ยืนยันความบริสุทธิ์ของเขามีเพียงบ่าวรับใช้ที่ไร้อำนาจ ไม่มีผู้ใดรับฟัง ไม่มีผู้ใดเชื่อถือคนที่มีชื่อเสียว่า ‘ร้ายกาจ’ อย่างเขา หลินเยี่ยนจึงถูกคนของวังในควบคุมตัวและส่งไปขังไว้ในเรือนเย็นอย่างไร้ความปรานี
ชาตินี้... เขาจะไม่หลีกหนี เขารู้ดีว่าหากตนเองปฏิเสธไม่ยอมไปร่วมงาน คนเหล่านั้นก็ย่อมหาข้ออ้างโจมตีว่าเขาหวาดกลัวความผิด หรือเสียมารยาทต่อวังหลวง ทว่าเขาก็จะไม่ยอมเดินก้มหน้าเข้าไปในกับดักเพียงลำพังอีกเช่นกัน
“ชิงหลิน” หลินเยี่ยนเอ่ยเรียกเสียงเรียบ ทว่าเปี่ยมไปด้วยความเด็ดขาด
“เพคะ พระชายา”
“จงส่งคนสนิทที่ไว้ใจได้ กลับไปยังจวนตระกูลหลินเดี๋ยวนี้” หลินเยี่ยนเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาคมกริบดุจใบมีด “ไปแจ้ง ‘พี่ใหญ่’ ให้มาพบข้าที่นี่ ก่อนจะถึงวันงานชมดอกบัว... บอกเขาว่า ครั้งนี้ข้าต้องการให้เขาเข้าวังไปกับข้า”
ชิงหลินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความแปลกใจ “พระชายาหมายถึง... คุณชายใหญ่ หลินจื่อเหิง หรือเพคะ?”
หลินเยี่ยนพยักหน้าช้าๆ “ใช่”
หลินจื่อเหิง คือพี่ชายคนโตของหลินเยี่ยน บุรุษผู้เป็นบัณฑิตแห่งสำนักราชเลขา เป็นขุนนางหนุ่มผู้มีบุคลิกสุขุม เยือกเย็น พูดน้อย ทว่าฝีปากเฉียบคมยิ่งกว่าคมดาบ พี่ชายผู้นี้แม้จะไม่แสดงออกว่ารักและห่วงใยน้องชายมากนัก ทว่าหลินจื่อเหิงคือคนที่มองขาดทุกสถานการณ์ และรู้ดีมาตลอดว่าหลินเยี่ยนดื้อรั้นและต้องเจ็บปวดเพราะความรักที่มีต่อท่านอ๋องมานานเพียงใด
“เหตุใดจึงต้องรบกวนคุณชายใหญ่ด้วยเพคะ...” ชิงหลินถามด้วยความไม่เข้าใจ
หลินเยี่ยนปรายตามองสาวใช้คนสนิท “บางสถานที่... บ่าวไพร่เข้าไปไม่ได้ แต่ขุนนางตำแหน่งราชเลขาเข้าไปได้ และบางคำพูด... หากออกมาจากปากของบ่าวรับใช้ มันย่อมไร้น้ำหนักและถูกปัดตกได้อย่างง่ายดาย แต่หากคำพูดนั้น ออกมาจากปากของพี่ชายข้า ผู้เป็นขุนนางแห่งราชสำนัก... คนทั้งงานย่อมต้องหุบปากและรับฟัง”
ชิงหลินเริ่มเข้าใจสถานการณ์ หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายลงคอ ถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “พระชายาคิดว่า... งานชมดอกบัวครั้งนี้ จะมีเรื่องเกิดขึ้นหรือเพคะ”
หลินเยี่ยนหลุบตามองเทียบเชิญสีทองในมืออีกครั้ง นัยน์ตาของเขาเยือกเย็นจนถึงขีดสุด ริมฝีปากบางยกยิ้มหยัน
“งานในวัง... ไม่เคยมีคำว่าเรื่องเล็ก”
ในชาติก่อน เขาเดินเข้าวังด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความริษยา ความหวาดระแวง และความไม่มั่นคง จึงถูกซูหว่านหนิงหลอกใช้เป็นหมากและเหยียบย่ำได้อย่างง่ายดาย ทว่าในชาตินี้ เขาจะเดินเข้าไปด้วยสติที่เยือกเย็น พร้อมกับพยานรู้เห็น และพร้อมกับคนที่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้คำโป้ปดของหญิงผู้นั้น ไม่อาจกลายเป็นความจริงได้ง่ายๆ อีกต่อไป
หากสวรรค์ให้โอกาสเขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง... งานชมดอกบัวครานี้ เขาจะทำให้ซูหว่านหนิงได้รู้ว่า การเล่นกับไฟที่ไร้ความรักปกป้อง มันจะแผดเผานางจนไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูกได้อย่างไร
...
กลับมาที่ลานกว้างหน้าจวนอ๋อง
เสียงแตรเขาสัตว์ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าได้เวลาเคลื่อนพลแล้ว ขบวนทัพนับหมื่นเริ่มขยับเขยื้อนก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ เสียงฝีเท้าม้าและเสียงย่ำเท้าของทหารกล้าสั่นสะเทือนไปทั่วผืนแผ่นดิน
เซี่ยหลานโจวตวัดสายบังเหียน บังคับม้าศึกสีนิลตัวใหญ่ให้ออกเดินนำหน้าขบวน
ทว่าก่อนที่ม้าศึกจะก้าวพ้นเขตประตูจวน แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่อาจห้ามทิฐิในใจตนเองได้อีกต่อไป เขาหันขวับกลับไปมองยังทิศทางของบันไดหินหน้าเรือนพระชายาเอกอีกครั้ง... เป็นครั้งสุดท้าย
ไม่มีผู้ใดยืนอยู่ตรงนั้น...
มีเพียงม่านหน้าเรือนที่ถูกปิดสนิท ไร้ร่องรอยของการเปิดออก ไร้เงาของคนที่เขาแอบหวังลึกๆ ว่าจะปรากฏตัวขึ้นในวินาทีสุดท้าย
ความรู้สึกชาวาบแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ เซี่ยหลานโจวขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน บังคับสายตากลับมามองตรงไปเบื้องหน้า แล้วควบม้าพุ่งทะยานออกไป
เช้าวันนั้น เซี่ยหลานโจวนำทัพออกจากเมืองหลวงโดยไม่มีถุงหอมคุ้มภัย ไม่มีคำอ้อนวอน ไม่มีเสียงเรียก “ท่านพี่” และไม่มีหลินเยี่ยนยืนรอส่งอยู่ข้างทาง เป็นครั้งแรกในชีวิต... ที่แม่ทัพผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด ได้รับรู้ความจริงข้อหนึ่ง
ความว่างเปล่า... ก็สามารถติดตามคนออกศึกไปได้ไกลถึงชายแดน.
บทที่ 6งานชมดอกบัวเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในเรือนของพระชายาเอกเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย ทว่าแฝงความตึงเครียดบางเบาที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหลินเยี่ยนนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้ชิงหลินช่วยสางผมและจัดเตรียมอาภรณ์สำหรับเข้าวัง วันนี้เขาเลือกสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าหม่นปักลายเมฆาขอบเงิน แม้จะดูงดงามสมฐานะพระชายาเอกแห่งจวนอ๋อง ทว่ากลับไม่ได้ฉูดฉาดสะดุดตาจนเกินงาม เขาไม่ได้จงใจแต่งกายเพื่อไปประชันความโดดเด่นกับซูหว่านหนิง และไม่ได้ใส่ใจที่จะดึงดูดสายตาผู้ใด สีหน้าของหลินเยี่ยนเรียบเฉย นัยน์ตาสีเข้มสาดประกายเยือกเย็น ไม่เหมือนคนที่กำลังเตรียมตัวเดินเข้าสู่สถานที่ที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของขุมนรกเลยแม้แต่น้อยทว่าชิงหลินที่กำลังติดแผ่นหยกพกที่บั้นเอวให้ผู้เป็นนาย กลับมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด มือของนางสั่นเล็กน้อย จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมา“พระชายา... หากวันนี้ซูจวิ้นจู่เข้ามาพูดจายั่วยุต่อหน้าผู้คนเหมือนคราวก่อนๆ อีก พระชายาจะทำอย่างไรเพคะ”หลินเยี่ยนปรายตามองเงาของสาวใช้คนสนิทในคันฉ่อง เขาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความขุ่นเคือง“ฟังให้จบ ยิ้มให้พอ... แล้วอย่าเดินตามนางไปใ
บทที่ 5พี่ชายที่ถูกเรียกกลับมาเสียงย่ำเท้าของกองทัพนับหมื่นและเสียงเกือกม้าที่เคยดังกัมปนาทไปทั่วลานกว้าง ค่อยๆ แผ่วเบาและจางหายไปตามสายลมยามเช้า ขบวนทัพของเซี่ยหลานโจวเคลื่อนตัวห่างออกจากประตูเมืองหลวงไปไกลแล้ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งและร่องรอยของล้อรถเสบียงบนพื้นดินเมื่อปราศจากเสียงอึกทึกของกองทัพ จวนอ๋องที่กว้างใหญ่ก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอย่างรวดเร็ว ความเงียบที่โรยตัวลงมานั้นแฝงไปด้วยความเวิ้งว้าง ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกดึงเอาแกนกลางของมันออกไปจนหมดสิ้นทว่าภายในเรือนพักของพระชายาเอก ความเงียบงันนี้กลับไม่ได้นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างที่บ่าวไพร่หลายคนคาดเดาหลินเยี่ยนนั่งอยู่หลังโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก เอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเบื้องหน้าของเขามีเทียบเชิญสีทองอร่ามประทับตราลัญจกรของวังหลวงวางอยู่อย่างโดดเด่น นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความอาวรณ์ยามที่สามีต้องออกเดินทาง บัดนี้กลับเรียบเฉยและเยือกเย็นดุจผิวน้ำในสระเหมันต์ เขากำลังทอดสายตามองเทียบเชิญฉบับนั้นอย่างสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการร่ำไห้หรือความกระวนกระวายใจแม้แต่น้อยชิงหลิน สาวใช้คนสนิทที
บทที่ 4คนที่ไม่มาส่งยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเทาหม่น ลมหนาวช่วงเช้ามืดพัดกรีดผ่านลานกว้างหน้าจวนอ๋อง หอบเอาความเย็นเยียบมาปะทะผิว ทว่าบรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้นกลับเต็มไปด้วยความคุกรุ่นและเร่งรีบเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง เสียงโลหะจากชุดเกราะกระทบกันดังเป็นจังหวะหนักแน่น ธงรบประจำกองทัพแดนเหนือสะบัดพลิ้วส่งเสียงพึ่บพั่บอยู่ในสายลม เหล่าทหารกล้านับหมื่นนายตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รอคอยเพียงคำสั่งเคลื่อนพลจากแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เซี่ยหลานโจวปรากฏกายขึ้นในชุดเกราะเต็มยศ โลหะสีเงินเหลือบดำสะท้อนแสงคบเพลิงสลัว รูปลักษณ์ของท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือในยามนี้ทั้งสูงส่ง สง่างาม และแผ่กลิ่นอายดุดันเย็นชาจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา ทว่าภายใต้หน้ากากน้ำแข็งที่สมบูรณ์แบบนั้น ภายในใจของเขากลับไม่สงบนิ่งเหมือนเช่นทุกคราที่ต้องออกศึกกลิ่นไหม้ของเถ้าถ่านจากผ้าไหมและดิ้นทอง ยังคงลอยวนเวียนอยู่ปลายจมูกไม่ยอมจางหายไปไหนภาพของห้องหอชั้นในที่เงียบเหงาและถูกทิ้งร้างจนฝุ่นจับ โคมมงคลสีแดงที่ไร้แสงสว่าง แววตาอันว่างเปล่าและเย็นชาของหลินเยี่ยน รวมถึงน้ำเสียง
บทที่ 3คืนก่อนออกศึกยามซวี (19.00 - 20.59 น.) งานเลี้ยงส่งทัพเบื้องหน้ายังคงดำเนินต่อไปด้วยความครึกครื้น ทว่าภายในจวนอ๋องฝั่งเรือนพักของชายาเอกกลับเงียบสงัดและเย็นเยียบหลินเยี่ยนก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตเรือนของตนเอง ท่วงท่าการเดินยังคงสง่างามและนิ่งสงบ แผ่นหลังเหยียดตรงไร้ซึ่งร่องรอยของความเสียใจหรือความอาลัยอาวรณ์ใดๆ ชิงหลินที่เดินตามมาเบื้องหลังกอดถุงหอมสีน้ำเงินเข้มเอาไว้แนบอกราวกับมันเป็นของล้ำค่า บ่าวรับใช้สาวมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องรับรองด้านนอก หรือ ‘เรือนนอก’ ของตำหนัก ชิงหลินก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าผู้เป็นนาย“พระชายา... ท่านคิดให้ดีอีกสักครั้งเถิดเพคะ” ชิงหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ชูถุงหอมในมือขึ้น “ของชิ้นนี้ท่านตั้งใจทำมากเหลือเกิน หากท่านโกรธเคืองที่ท่านอ๋องเมินเฉย เก็บมันไว้ในหีบก่อนดีหรือไม่ เผื่อวันหน้า...”“เจ้าไม่ต้องเสียดายแทนข้า ชิงหลิน”หลินเยี่ยนเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน เขาก้มลงมองถุงหอมที่ปักลายกิเลนเหยียบเมฆาด้วยดิ้นทองสุกสว่าง ก่อนจะละสายตาไปมองกระถางไฟทองเหลืองใบเล็กที่ตั้งอยู่ม
บทที่ 2ถุงหอมที่ไม่ควรถูกส่งเฮือก!ร่างผอมบางสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ อาการกระตุกเกร็งนั้นรุนแรงราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งตะเกียกตะกายโผล่พ้นผิวน้ำ สองตาของหลินเยี่ยนเบิกโพลง นัยน์ตาสั่นระริก ลำคอตีบตันจนต้องยกมือขึ้นตะปบหน้าอกตัวเองเพื่อไขว่คว้าหาอากาศทว่า... สิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่แผ่นกระดานไม้แข็งสากที่เย็นเยียบความเย็นจากเรือนเย็นยังคงฝังลึกอยู่ในกระดูกจนเขาสั่นสะท้าน หลินเยี่ยนนั่งนิ่งงัน สับสนจนแยกไม่ออกว่าภาพตรงหน้าคือความฝันหลอกหลอนก่อนตาย หรือสิ่งที่พบเจอมาก่อนหน้าเป็นเพียงความฝัน ถวาใจของหลิงเยี่ยนรู้ดีว่าความโหดร้ายที่พบเจอมาก่อนหน้านั้นไม่ใช้ความฝันอย่างแน่นอน ฤาสวรรค์เวทนาให้เขาย้อนเวลากลับมาจริงๆ กลิ่นคาวเลือดยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก สัมผัสของของเหลวข้นคลั่กที่ทะลักออกจากริมฝีปากยังแจ่มชัด ความหวาดกลัวว่าหากขยับตัวเพียงนิด ภาพลวงตานี้จะแตกสลาย แล้วจะกลับไปนอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยวในเรือนเย็นอีกครั้งเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ... สิ่งที่ปะทะความรู้สึกคือ ‘ความอบอุ่น’ไม่มีลมเหมันต์ที่พัดบาดผิวจนแสบร้อน ไม่มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือด สิ่งที่เข้า
บทที่ 1เรือนเย็นและจุดสิ้นสุดของการรอคอยลมเหมันต์พัดกระหน่ำจนบานหน้าต่างไม้เก่าคร่ำคร่าของ ‘เรือนเย็น’ สั่นคลอนอากาศภายในหนาวเหน็บ หลินเยี่ยนไอออกมาอย่างรุนแรง ร่างผอมบางสั่นสะท้าน โลหิตสีคล้ำซึมออกจากริมฝีปากซีดเผือด หยดลงบนอาภรณ์สีขาวหม่นหมองอย่างเงียบงันไม่มีเตาผิง ไม่มีผ้าห่มหนาพอจะกันลมหนาว มีเพียงความมืดมิดและความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้สายตาพร่ามัวทอดมองไปยังบานประตูที่ถูกลงกลอนแน่นหนาจากด้านนอก ไร้เงาชิงหลิน บ่าวคนสนิทที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้มาพบข้าตั้งแต่วันแรก บนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงมีถ้วยยาที่เย็นชืดจนจับตัวเป็นน้ำแข็งข้าใช้ความพยายามในการเปล่งเสียงที่แหบห้าวออกไปสอบถามถึงชายผู้เป็นที่รัก และความหวังเดียวที่สามารถช่วยข้าออกไปจากสถานที่โหดร้ายดังเด่นนรกที่เงียบเหงาแห่งนี้ เสียงพูดคุยขององครักษ์ตอบกลับมาจากหน้าประตูว่า“ไม่มีคำสั่งปล่อยตัวจากวังใน พระชายาโปรดอยู่ในความสงบเถิด”“แล้วทางชายแดนเล่า...” เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน “มีข่าวส่งกลับมาบ้างหรือไม่?”“ชายแดนยังไม่มีข่าวใดส่งมา และถึงมี ท่านอ๋องก็คงไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องในจวนหรอกพ่ะย่ะค่ะ”หลินเยี่ยนหลับ







