Masukบทที่ 3
คืนก่อนออกศึก
ยามซวี (19.00 - 20.59 น.) งานเลี้ยงส่งทัพเบื้องหน้ายังคงดำเนินต่อไปด้วยความครึกครื้น ทว่าภายในจวนอ๋องฝั่งเรือนพักของชายาเอกกลับเงียบสงัดและเย็นเยียบ
หลินเยี่ยนก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตเรือนของตนเอง ท่วงท่าการเดินยังคงสง่างามและนิ่งสงบ แผ่นหลังเหยียดตรงไร้ซึ่งร่องรอยของความเสียใจหรือความอาลัยอาวรณ์ใดๆ ชิงหลินที่เดินตามมาเบื้องหลังกอดถุงหอมสีน้ำเงินเข้มเอาไว้แนบอกราวกับมันเป็นของล้ำค่า บ่าวรับใช้สาวมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องรับรองด้านนอก หรือ ‘เรือนนอก’ ของตำหนัก ชิงหลินก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าผู้เป็นนาย
“พระชายา... ท่านคิดให้ดีอีกสักครั้งเถิดเพคะ” ชิงหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ชูถุงหอมในมือขึ้น “ของชิ้นนี้ท่านตั้งใจทำมากเหลือเกิน หากท่านโกรธเคืองที่ท่านอ๋องเมินเฉย เก็บมันไว้ในหีบก่อนดีหรือไม่ เผื่อวันหน้า...”
“เจ้าไม่ต้องเสียดายแทนข้า ชิงหลิน”
หลินเยี่ยนเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน เขาก้มลงมองถุงหอมที่ปักลายกิเลนเหยียบเมฆาด้วยดิ้นทองสุกสว่าง ก่อนจะละสายตาไปมองกระถางไฟทองเหลืองใบเล็กที่ตั้งอยู่มุมห้องเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
“ของที่ไม่มีเจ้าของ เก็บไว้ก็มีแต่จะกลายเป็นหนามแหลมที่คอยทิ่มแทงใจคนมองเปล่าๆ” หลินเยี่ยนยื่นมือออกไป “ส่งมันมาให้ข้า”
ชิงหลินน้ำตาคลอเบ้า ทว่าไม่อาจขัดคำสั่งที่เฉียบขาดนั้นได้ บ่าวคนสนิทจำใจต้องวางถุงหอมที่งดงามที่สุดในจวนลงบนฝ่ามือที่ขาวซีดของผู้เป็นนาย
หลินเยี่ยนรับมันมา สัมผัสความนูนของเส้นไหมเป็นครั้งสุดท้าย ภาพในหัวของเขากลับไม่ได้เห็นความงดงามของมันเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขามองเห็น คือภาพซ้อนทับของถุงหอมสีน้ำเงินเข้มที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีคล้ำ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นเหงื่อเย็นเยียบในเรือนเย็นที่หนาวเหน็บจนถึงกระดูก สิ่งนี้ไม่ใช่ตัวแทนของความรัก แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความโง่เขลาและการสูญเสียศักดิ์ศรีที่แลกมาด้วยความตาย
ไม่มีความลังเลใดๆ อีกต่อไป หลินเยี่ยนเดินตรงไปยังกระถางไฟ แล้วปล่อยมือ ปล่อยให้ถุงหอมคุ้มภัยร่วงหล่นลงสู่เปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน
ฟู่...
เปลวไฟสีส้มแลบเลียกลืนกินผ้าไหมชั้นดีอย่างรวดเร็ว กลิ่นไหม้ของเส้นด้ายและดิ้นทองลอยกรุ่นขึ้นมาเตะจมูก หลินเยี่ยนยืนมองไฟที่กำลังเผาผลาญความตั้งใจของตนเองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เขาไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ฟูมฟาย มีเพียงความสงบนิ่งที่เยือกเย็นจนน่ากลัว
“ของชิ้นนี้เคยเป็นหัวใจของข้า...” หลินเยี่ยนพึมพำแผ่วเบาราวกับรำพึงกับตนเอง “แต่หัวใจดวงนั้น... มันได้ตายไปแล้ว”
ชิงหลินได้แต่นั่งก้มหน้าสะอื้นไห้เงียบๆ ด้วยความเวทนาผู้เป็นนาย ทว่าหลินเยี่ยนกลับไม่ได้สนใจสิ่งใดอีก เขาหมุนตัวกลับ ทิ้งเถ้าถ่านที่กำลังมอดไหม้ไว้เบื้องหลัง เตรียมตัวจะก้าวเดินผ่านฉากกั้นไม้แกะสลักเพื่อเข้าไปพักผ่อนใน ‘ห้องหอชั้นใน’
...
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องหนังสือใหญ่ของจวนอ๋อง
บรรยากาศภายในห้องหนังสือเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น เซี่ยหลานโจวนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เบื้องหน้ามีม้วนเอกสารทางการทหารและแผนที่ค่ายกลวางเรียงรายอยู่ ทว่าสายตาคมกริบของท่านอ๋องกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับตัวอักษรเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
พ่อบ้านหลี่เพิ่งกลับมารายงานสถานการณ์ หลังจากที่เขาแอบส่งคนไปลอบสังเกตการณ์ที่เรือนของพระชายาเอก
“พระชายากลับถึงเรือนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านวัยกลางคนเอ่ยรายงานด้วยความระมัดระวัง “และ... ถุงหอมใบนั้นก็ถูกนำกลับไปด้วย”
ปลายนิ้วที่กำลังจับพู่กันของซี่ยหลานโจวหยุดชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมองพ่อบ้านคนสนิท นัยน์ตาสีหมึกดูลึกล้ำคาดเดาอารมณ์ได้ยาก “เผาแล้วหรือ”
พ่อบ้านหลี่หลุบตาลง “บ่าวที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรายงานว่า เห็นแสงไฟวูบวาบจากเรือนนอก และได้กลิ่นไหม้ของผ้าไหมลอยออกมา พระชายาทรงสั่งกำชับบ่าวคนสนิทด้วยประโยคเดิมว่า... ‘ของชิ้นนี้ไม่มีเจ้าของอีกต่อไป’ พ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยหลานโจวเงียบงัน ไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดออกมา ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเย็นเยียบลงหลายส่วน
สายตาของบุรุษผู้กุมอำนาจทหารลอบมองไปยังมุมหนึ่งของห้องหนังสือ... ที่นั่นมีหีบไม้สลักลายเรียบง่ายใบหนึ่งตั้งอยู่ มันคือหีบที่ถูกลงกุญแจไว้อย่างมิดชิด ภายในนั้นบรรจุสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ที่ชายาเอกของเขาเพียรพยายามหามาให้ ไม่ว่าจะเป็นกล่องใส่ขนมที่ว่างเปล่า กระปุกชาชั้นดี หรือแม้แต่พู่กันด้ามใหม่
เซี่ยหลานโจวไม่เคยยอมรับกับตนเองว่าเขาใส่ใจ หรือรู้สึกผิดต่ออีกฝ่าย เขามักจะบอกตนเองเสมอว่า หลินเยี่ยนคือหมากที่ฮ่องเต้ส่งมา เขาจำเป็นต้องระแวง จำเป็นต้องผลักไส และจำเป็นต้องแสร้งทำเป็นเย็นชาเพื่อไม่ให้กลายเป็นจุดอ่อน แต่ลึกๆ แล้ว... เขาคุ้นชินกับการมีอยู่ของความเอาใจใส่นั้น คุ้นชินกับการที่รู้ว่า ไม่ว่าเขาจะผลักไสอย่างไร หลินเยี่ยนก็จะยังคงรอคอยและส่งของเหล่านั้นมาให้เขาอยู่ดี
เขาคิดมาตลอดว่า ถุงหอมสีน้ำเงินเข้มใบนั้น... ท้ายที่สุดแล้วมันก็ควรจะมานอนนิ่งอยู่ในหีบไม้ใบนี้ เหมือนเช่นของชิ้นอื่นๆ
แต่ครั้งนี้... มันกลับไม่มาถึงมือเขา
เซี่ยหลานโจวทิ้งพู่กันในมือลงบนแท่นฝนหมึก เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เอื้อมมือไปรินสุราสกัดเย็นลงในจอกแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด กลิ่นสุราบาดคอไม่ได้ช่วยดับความหงุดหงิดระคนค้างคาที่สุมอยู่ในอกได้เลยแม้แต่น้อย
คำพูดที่ว่า ‘ไม่มีเจ้าของอีกต่อไป’ ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในหัว สลับกับภาพใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาที่หลินเยี่ยนใช้มองเขาในงานเลี้ยง และภาพรอยยิ้มบางเบาที่อีกฝ่ายมอบให้กับเหวินจื่ออันอย่างอ่อนโยน
เขาดื่มสุราไปอีกหลายจอก ดื่มมากกว่าปกติจนความร้อนซ่านแผ่ซ่านไปทั่วกาย แม้จะไม่ถึงขั้นเมามายไร้สติ ทว่าฤทธิ์สุราก็มากพอที่จะทำให้กำแพงของความยับยั้งชั่งใจที่เคยสูงตระหง่าน เริ่มสั่นคลอนและแตกร้าว
“ท่านอ๋อง...” พ่อบ้านหลี่เห็นผู้เป็นนายดื่มสุราหนักกว่าปกติ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนเสียงเบา “พรุ่งนี้ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) กองทัพต้องเคลื่อนพลออกจากเมืองหลวงแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องควรพักผ่อนเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ...”
“ข้ารู้แล้ว”
เซี่ยหลานโจวตอบเสียงเรียบ เขาวางจอกสุราลงบนโต๊ะเสียงดังตึง ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินออกจากห้องหนังสือไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงเรียกของพ่อบ้านหลี่ ทิศทางที่ท่านอ๋องแห่งแดนเหนือกำลังมุ่งหน้าไป... ไม่ใช่เรือนพักของตนเอง ทว่ากลับเป็นอาณาเขตเรือนของพระชายาเอก
...
ณ เรือนของพระชายาเอก
หลินเยี่ยนกำลังจะก้าวเท้าผ่านฉากกั้นไม้เพื่อเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัว ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน
เซี่ยหลานโจวปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี ร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าไหมสีเข้มก้าวเข้ามาภายในห้องรับรองด้านนอกด้วยท่วงท่าคุกคามเล็กน้อยตามสัญชาตญาณของแม่ทัพ สิ่งแรกที่ปะทะจมูกของเซี่ยหลานโจว คือกลิ่นไหม้ของผ้าไหมและดิ้นทองที่ยังคงลอยอวลอยู่จางๆ มาจากกระถางไฟที่ชิงหลินกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บกวาดเถ้าถ่านอยู่
ชิงหลินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง รีบทิ้งไม้เขี่ยไฟแล้วคุกเข่าหมอบลงกับพื้นตัวสั่นงันงก “ทะ... ท่านอ๋อง!”
เซี่ยหลานโจวไม่ได้ปรายตามองบ่าวรับใช้เลยแม้แต่น้อย สายตาคมกริบของเขาจดจ้องไปที่ร่างผอมบางที่ยืนอยู่หน้าฉากกั้น หลินเยี่ยนในชุดผ้าไหมตัวในสีขาวสะอาดตาดูบอบบางทว่าแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์และเย็นเยียบ
เมื่อเห็นบุรุษผู้เป็นสามีปรากฏตัวอย่างกะทันหันในยามวิกาล หลินเยี่ยนไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก ดีใจ หรือลุกลี้ลุกลนเหมือนเช่นอดีต เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สองมือประสานไว้ด้านหน้า ก่อนจะค้อมศีรษะลงเล็กน้อยอย่างถูกธรรมเนียม
“ท่านอ๋อง... มีธุระอันใดกับหม่อมฉันในยามนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
สรรพนามที่เปลี่ยนจาก ‘ท่านพี่’ อันคุ้นเคย กลายเป็น ‘ท่านอ๋อง’ ที่แสนจะห่างเหิน ทำให้คิ้วกระบี่ของเซี่ยหลานโจวกระตุกเข้าหากัน
เซี่ยหลานโจวไม่ได้เอ่ยปากตอบคำถาม เขากลับปรายตามองไปยังชิงหลินที่หมอบอยู่บนพื้น เป็นเชิงสั่งให้ออกไป หลินเยี่ยนเห็นดังนั้นจึงไม่ได้ดื้อดึง เขาพยักหน้าส่งสัญญาณให้บ่าวคนสนิทเพียงครั้งเดียว ชิงหลินก็รีบล่าถอยออกไปจากเรือนพร้อมกับปิดประตูลงอย่างรู้มารยาท ทิ้งให้ผู้เป็นนายทั้งสองอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
เมื่อประตูเรือนปิดลง เซี่ยหลานโจวจึงก้าวเดินผ่านกระถางไฟที่มอดดับแล้ว ตรงเข้าไปหาหลินเยี่ยน
“เข้าไปคุยข้างใน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งสั้นๆ ก่อนที่เซี่ยหลานโจวจะเป็นฝ่ายถือวิสาสะเดินผ่านฉากกั้นนำหน้าหลินเยี่ยนเข้าไปใน ‘ห้องหอชั้นใน’ อย่างที่แทบไม่เคยทำมาก่อน
หลินเยี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะกดกลั้นความเจ็บปวดที่ตีตื้นขึ้นมาในอก ก่อนจะก้าวเท้าตามเข้าไป
เมื่อก้าวพ้นฉากกั้นและผ้าม่านโปร่งเข้ามา ภายในห้องหอชั้นในก็ปรากฏแก่สายตา บรรยากาศภายในห้องนี้ช่างเงียบเหงาและเย็นเยียบจนน่าใจหาย แม้จะถูกเรียกว่าเป็นห้องของสามีภรรยา ทว่ามันกลับไร้ซึ่งกลิ่นอายของการใช้ชีวิตคู่โดยสิ้นเชิง
ห้องนี้ยังคงรักษาสภาพของ ‘ห้องหอในนาม’ เอาไว้อย่างน่าสมเพช ผ้าม่านสีแดงสดถูกเปลี่ยนปลดลงไปแล้วบางส่วน ทว่าโคมมงคลคู่หนึ่งที่เริ่มมีฝุ่นเกาะยังคงแขวนอยู่ตรงมุมเรือน บนโต๊ะกลมกลางห้องยังมีจอกสุรามงคลเก่าเก็บวางทิ้งไว้ ฉากกั้นลวดลายนกยวนยางที่สื่อถึงความรักนิรันดร์ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว ราวกับกำลังเย้ยหยันว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยถูกตระเตรียมไว้ให้คู่บ่าวสาวด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น ทว่าเจ้าบ่าวกลับแทบไม่เคยย่างเท้าเข้ามาเลยนับตั้งแต่คืนส่งตัว
หลินเยี่ยนมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่กำลังยืนสำรวจห้องหอของตนเองด้วยสายตาที่ซับซ้อน
ในชาติก่อน... เขาเคยนั่งรออยู่บนเตียงไม้หลังนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า รอคอยอย่างโง่เขลาในค่ำคืนที่เหน็บหนาว รอให้บานประตูเปิดออก รอแม้กระทั่งเสียงฝีเท้าที่เดินผ่านหน้าเรือน ทว่าสิ่งเดียวที่เขาได้รับคือความว่างเปล่าและความเงียบงันที่กัดกินหัวใจ แต่มาในคืนนี้... คืนที่เขาตัดสินใจหยุดรอ คืนที่เขาไม่ต้องการความรักจากผู้ชายคนนี้อีกต่อไปแล้ว บุรุษผู้นี้กลับเป็นฝ่ายก้าวเข้ามาในห้องหอนี้ด้วยตนเอง
มันช่างน่าขันสิ้นดี หลินเยี่ยนไม่ได้รู้สึกดีใจที่ในที่สุดสามีก็ยอมย่างกรายเข้ามาในห้องหอ ทว่าเขากลับรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ระคนสมเพชชะตากรรมของตนเอง
กลิ่นไหม้ของถุงหอมยังคงลอยอวลจางๆ ติดมากับอากาศจากเรือนนอก เซี่ยหลานโจวหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับหลินเยี่ยน สายตาคมกริบลดระดับลงมองคนตรงหน้า ฤทธิ์สุราที่สูบฉีดอยู่ในสายเลือดทำให้ดวงตาของเขาวาวโรจน์และดุดันกว่าปกติ
“เผาแล้วจริงหรือ” เซี่ยหลานโจวเอ่ยถามทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบทว่ากดดัน
“พ่ะย่ะค่ะ” หลินเยี่ยนตอบกลับเสียงนิ่ง ไม่หลบสายตา
“เหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น” เซี่ยหลานโจวขยับเข้าใกล้ขึ้นอีกก้าว “เจ้าเคยตั้งใจปักมันไม่ใช่หรือ”
“เคยตั้งใจมากพ่ะย่ะค่ะ” หลินเยี่ยนเว้นจังหวะ นัยน์ตาสีเข้มวูบไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง “ของที่ไม่คิดจะส่งออกไปแล้ว เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ อีกอย่าง... คนเรามีเรื่องที่เคยโง่เขลาได้มากมาย ไม่ใช่”
คำว่า ‘โง่เขลา’ กระแทกเข้ากลางความรู้สึกของเซี่ยหลานโจว คิ้วของเขาขมวดแน่นขึ้น “เจ้ากำลังประชดข้า?”
“หม่อมฉันไม่กล้าประชดท่านอ๋องหรอกพ่ะย่ะค่ะ” หลินเยี่ยนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าลงเล็กน้อย ไม่ใช่การเสแสร้ง แต่มันคือความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ “หม่อมฉันเพียงแค่... เหนื่อยแล้วก็เท่านั้น”
คำว่า ‘เหนื่อยแล้ว’ ของหลินเยี่ยน ไม่ได้แฝงความโกรธเกรี้ยว ไม่ได้เจือความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่มันคือความราบเรียบของคนที่หมดสิ้นเรี่ยวแรงจะวิ่งตาม มันคือความว่างเปล่าที่แทงทะลุเกราะป้องกันของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างง่ายดาย
เซี่ยหลานโจวรู้สึกเหมือนมีหินถ่วงอยู่ในอก เขาไม่ชอบแววตาที่ไร้ซึ่งเงาของเขาในนั้น ไม่ชอบความห่างเหินที่หลินเยี่ยนกำลังสร้างขึ้น
“เจ้าโกรธข้าด้วยเรื่องอันใด?” เซี่ยหลานโจวพยายามเค้นหาเหตุผล เขาขยับก้าวเข้าไปใกล้อีก จนระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ
หลินเยี่ยนแค่นยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “หม่อมฉันควรเริ่มโกรธจากเรื่องใดท่านองค์ไม่ทราบ... หรือควรเริ่มโกรธจากคืนที่ห้องหอนี้ถูกทิ้งไว้ให้หม่อมฉันต้องนั่งรออยู่ผู้เดียวดีพ่ะย่ะค่ะ?”
ประโยคนั้นทำให้เซี่ยหลานโจวชะงักงัน ร่างสูงใหญ่แข็งทื่อไปชั่วขณะ เขารู้ทันทีว่าหลินเยี่ยนกำลังพูดถึงคืนแต่งงาน คืนที่เขาเลือกจะทิ้งให้ชายาเอกนั่งรอจนเช้าตรู่เพื่อแสดงจุดยืนว่าเขาไม่ต้อนรับหมากของฮ่องเต้
“...เรื่องนั้นมันผ่านมานานแล้ว” เซี่ยหลานโจวเอ่ยตอบเสียงแผ่วลงเล็กน้อย พยายามหลบเลี่ยงความผิดที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมา
“สำหรับท่านอ๋อง มันอาจจะผ่านมานานแล้ว” หลินเยี่ยนสบตากับบุรุษตรงหน้าอย่างไม่ลดละ “แต่สำหรับคนที่เคยนั่งรออยู่ตรงนี้ นั่งรอจนเทียนมงคลมอดดับไปจนหมด... เวลามันไม่เคยสั้นเลย”
หลินเยี่ยนสูดลมหายใจ ลำคอตีบตันขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อภาพความทรมานในอดีตย้อนกลับมา ทว่าเขาก็ยังคงรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง “ในอดีต... หม่อมฉันเคยรอให้ท่านอธิบายอยู่หลายปี เคยรอให้ท่านหันมามองอยู่ทุกลมหายใจ... แต่ตอนนี้ หม่อมฉันไม่อยากฟังสิ่งใด ไม่อยากรอสิ่งใดอีกแล้ว”
เซี่ยหลานโจวรู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง เขาไม่เคยมองเห็นบาดแผลที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ในแววตาของหลินเยี่ยนมาก่อน ความรู้สึกผิดที่ถูกฝังกลบไว้ลึกสุดใจถูกกระชากขึ้นมาตีรวนกับความค้างคาและความไม่พอใจที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ในงานเลี้ยง
ความสับสนหงุดหงิดบวกกับฤทธิ์สุราที่สูบฉีด ทำให้การควบคุมอารมณ์ของท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือขาดสะบั้นลงบางส่วน
เซี่ยหลานโจวก้าวประชิดตัวหลินเยี่ยนอย่างรวดเร็ว กลิ่นสุราสกัดเย็นจางๆ ที่คุ้นเคยปะทะเข้ากับลมหายใจของหลินเยี่ยน ชายหนุ่มผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับฉากกั้นไม้จนไร้ทางหนี
หมับ!
ฝ่ามือใหญ่และร้อนจัดของเซี่ยหลานโจวคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของหลินเยี่ยน แรงบีบนั้นไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นทำร้ายให้เจ็บปวด ทว่ามันก็หนักแน่นและไม่อาจสลัดหลุดได้ง่ายๆ
“เจ้าไม่คิดจะออกไปส่งข้าพรุ่งนี้หรือ” เซี่ยหลานโจวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า นัยน์ตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า ราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ “แม้แต่ถุงหอมคุ้มภัย... เจ้าก็ไม่คิดจะเหลือไว้ให้ข้าสักใบเดียวเลยหรือ”
“ท่านอ๋องไม่เคยต้องการมันอยู่แล้ว” หลินเยี่ยนตอบกลับเสียงแข็ง พยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม
“ใครบอกเจ้าว่าข้าไม่ต้องการ” เซี่ยหลานโจวสวนกลับทันควัน แรงบีบที่ข้อมือกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ท่านอ๋องเป็นคนบอกเองพ่ะย่ะค่ะ!” หลินเยี่ยนตอกกลับ ถ้อยคำนั้นคมกริบราวกับมีดที่แทงทะลุความคลุมเครือ “ทุกการกระทำ ทุกสายตา ทุกความเย็นชาที่ท่านมอบให้ข้า... มันบอกชัดเจนมาตลอดว่าข้าไม่มีค่าพอให้ท่านต้องการ!”
คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหลานโจวนิ่งอึ้งไป ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้จักตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ เขาไม่รู้ว่ามันเรียกว่าความเสียใจ ความหวงแหน หรือความปรารถนา สิ่งเดียวที่เขารู้ในตอนนี้คือ เขาไม่อยากทนเห็นแววตาที่ผลักไสและเย็นชาคู่นี้อีกต่อไปแล้ว
ในเสี้ยววินาทีที่ความยับยั้งชั่งใจพังทลาย เซี่ยหลานโจวปล่อยมือจากข้อมือบาง ก่อนจะยกฝ่ามือใหญ่ขึ้นสัมผัสแผ่วเบาที่ปลายคางและพวงแก้มของหลินเยี่ยน ความร้อนจากฝ่ามือสากกร้านของแม่ทัพส่งผ่านผิวเนื้อจนหลินเยี่ยนสะดุ้ง
หลินเยี่ยนรีบยกมือขึ้นจับข้อมือของเซี่ยหลานโจวไว้แน่น หมายจะดันออก ทว่าแรงของคนที่เพิ่งฟื้นจากความตายหรือจะสู้แรงของแม่ทัพผู้ห้าวหาญได้
สายตาทั้งสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นสุรารินรดอยู่บนปลายจมูกของกันและกัน เงาร่างของบุรุษสองคนทาบทับลงบนผ้าม่านสีแดงสดที่พลิ้วไหว แสงโคมนวนสีแดงที่สั่นไหวเล็กน้อยสะท้อนลงบนนัยน์ตาสีดำขลับของเซี่ยหลานโจว
เซี่ยหลานโจวโน้มใบหน้าลงมาอย่างกะทันหัน ริมฝีปากหยักลึกเคลื่อนเข้าใกล้จนแทบจะแนบชิด ในเสี้ยววินาทีแรก... ร่างกายของหลินเยี่ยนแข็งทื่อ ความทรงจำแห่งความรักอันโง่เขลาในอดีตชาติกระแทกกลับมาทำให้เขาลืมหลบหลีก ลมหายใจของพวกเขาประสานกันจนแทบจะหลอมรวม ความใกล้ชิดที่อันตรายและเร่าร้อนแผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้องหอ
ทว่าก่อนที่ริมฝีปากของเซี่ยหลานโจวจะได้ประทับลงมาเพื่อช่วงชิงความปรารถนา สติสัมปชัญญะของหลินเยี่ยนก็ถูกดึงกลับมาด้วยภาพของเรือนเย็นที่มืดมิด
พรึ่บ!
หลินเยี่ยนออกแรงผลักแผงอกกว้างของเซี่ยหลานโจวสุดแรง ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ทำให้ริมฝีปากของท่านอ๋องเฉียดผ่านไปสัมผัสเพียงแก้มใสอย่างเฉียดฉิว
“ท่านอ๋องเมาแล้ว”
หลินเยี่ยนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวเพียงเล็กน้อย ทว่ายังคงควบคุมสติและรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม เขาก้าวถอยหลังออกมารักษาระยะห่าง จัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อย
เซี่ยหลานโจวถูกผลักออกอย่างไม่ทันตั้งตัว เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจยังคงหอบถี่เล็กน้อย “ข้าไม่ได้เมา”
“เช่นนั้นยิ่งไม่ควรทำเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ” หลินเยี่ยนตอกกลับด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยวและเย็นชา
หลินเยี่ยนลอบกำมือแน่นในแขนเสื้อ ชาติก่อน... เขาเคยแพ้พ่ายให้กับความคลุมเครือเช่นนี้ เขาเคยเอาความใกล้ชิดเพียงชั่วคราว กลิ่นสุรา และสายตาที่อ่านไม่ออกของบุรุษผู้นี้ ไปตีความเข้าข้างตนเองว่าเป็น ‘ความรัก’ สุดท้ายแล้วความหวังลมๆ แล้งๆ เหล่านั้นก็กลายเป็นโซ่ตรวนที่ลากคอเขาไปตายอย่างโดดเดี่ยวในเรือนเย็น ชาตินี้... เขาจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกเด็ดขาด เขาจะไม่ยอมลดตัวลงไปเป็นของเล่นชั่วคราวให้ใครปั่นหัวอีกแล้ว
ความเงียบอันน่าอึดอัดโรยตัวลงปกคลุมห้องหออีกครั้ง
เซี่ยหลานโจวยืนนิ่งงัน เขาไม่อาจอธิบายการกระทำของตนเองเมื่อครู่ได้ เขาไม่อาจบอกได้ว่าทำไมถึงมาที่นี่ ไม่อาจบอกได้ว่าทำไมถึงโกรธที่เห็นอีกฝ่ายยิ้มให้ผู้อื่น และไม่อาจบอกได้ว่า... ทำไมเขาถึงต้องการถุงหอมใบนี้นักหนา
บุรุษผู้ทะนงตนไม่อาจลดทอนทิฐิลงมาเพื่อสารภาพความสับสนในใจได้ เขาจึงเลือกที่จะซ่อนมันไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชาตามเดิม
“พรุ่งนี้ยามเหม่า... ข้าจะเคลื่อนทัพ” เซี่ยหลานโจวเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ราบเรียบที่สุด
ตามปกติแล้ว หากเป็นหลินเยี่ยนในอดีต คงจะรีบถลันเข้ามาเกาะแขน ตอบรับด้วยความดีใจว่าจะไปยืนส่งที่หน้าประตูเมือง ทว่าหลินเยี่ยนในชาตินี้เพียงแค่ประสานมือค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อมและห่างเหินขั้นสุด
“ขอให้ท่านอ๋องเดินทางราบรื่น นำพากองทัพคว้าชัยกลับมาโดยปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยหลานโจวยืนรออยู่ตรงนั้นอีกอึดใจหนึ่ง หวังลึกๆ ว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยรั้ง จะแสดงความห่วงใย หรือแม้แต่จะเปลี่ยนใจมอบของแทนตัวสักชิ้นให้ ทว่าหลินเยี่ยนกลับยืนนิ่ง ไม่พูดว่าจะไปส่ง ไม่หยิบยื่นสิ่งใดให้ และไม่แม้แต่จะช้อนตาขึ้นมอง
“เจ้าจะไม่พูดสิ่งอื่นอีกหรือ” เซี่ยหลานโจวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
หลินเยี่ยนเงยหน้าขึ้น สบตากับผู้เป็นสามีด้วยแววตาที่ว่างเปล่า “ท่านอ๋องอยากให้หม่อมฉันพูดสิ่งใดอีกหรือ..”
คำถามนั้นทำให้เซี่ยหลานโจวจนด้วยคำพูด เพราะเขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าตนเองกำลังรอคอยสิ่งใดอยู่
ท่านอ๋องแห่งแดนเหนือสูดลมหายใจเข้าลึก หมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้องหอ ทว่าก่อนจะก้าวพ้นกรอบประตู เขาก็หยุดชะงักและเอ่ยทิ้งท้ายไว้โดยไม่หันกลับมามอง
“หากเจ้ารู้สึกไม่สบาย ก็จงให้คนไปตามเหวินจื่ออันมาตรวจดูเสีย... อย่าปล่อยให้ตัวเองล้มป่วย จนคนภายนอกเอาไปครหาได้ว่าพระชายาเอกของจวนอ๋องอ่อนแอไร้คนดูแล”
ข้ออ้างเรื่องหน้าตาของจวนและหน้าที่ ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้บังหน้าความห่วงใยที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
หลินเยี่ยนแค่นยิ้มขื่น รับคำอย่างสุภาพทว่าเหินห่าง “ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงใส่ใจหน้าตาของจวน หม่อมฉันจะดูแลตัวเองอย่างดี”
คำตอบที่ตีความทุกอย่างเป็นเพียง ‘หน้าที่’ ทำให้เซี่ยหลานโจวรู้สึกสะดุดอยู่ในใจอย่างรุนแรง ทว่าเขาไม่อาจทำสิ่งใดได้อีก นอกจากก้าวเดินออกจากเรือนของพระชายาเอกไปท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี
...
หลังจากที่เสียงฝีเท้าของเซี่ยหลานโจวห่างออกไปจนลับหาย ชิงหลินที่รออยู่ด้านนอกจึงรีบผลักประตูเข้ามาในห้องหอชั้นในด้วยความเป็นห่วง
“พระชายา...”
ชิงหลินก้าวเข้ามา หยุดยืนอยู่ห่างๆ เมื่อเห็นผู้เป็นนายยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าฉากกั้น บรรยากาศภายในห้องหอเงียบสงัดผิดปกติ กลิ่นเถ้าถ่านจางๆ จากเรือนนอกยังคงลอยปะปนอยู่กับกลิ่นสุราที่ท่านอ๋องทิ้งไว้ ผ้าม่านสีแดงยังคงสั่นไหวเล็กน้อยจากแรงลมที่พัดผ่าน ทว่าสีหน้าของหลินเยี่ยนกลับเยือกเย็นและราบเรียบยิ่งกว่าผิวน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง
“พระชายาเพคะ... ท่านอ๋องทรงว่าอย่างไรบ้าง ทรงกริ้วเรื่องถุงหอมหรือไม่” ชิงหลินถามด้วยความกังวล ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยถามต่อ “แล้วพรุ่งนี้... พระชายาจะไม่เสด็จไปส่งท่านอ๋องที่หน้าประตูเมืองจริงๆ หรือเพคะ”
หลินเยี่ยนหมุนตัวเดินไปนั่งลงที่ขอบเตียงไม้หลังใหญ่ ทอดสายตามองความว่างเปล่าเบื้องหน้า
“ส่งคำอวยพรไปก็พอแล้ว ชิงหลิน” หลินเยี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ “เรื่องที่ไม่มีคำตอบ... ข้าไม่อยากเสียเวลารอคอยอีกแล้ว”
ชิงหลินได้แต่มองผู้เป็นนายด้วยความเวทนา ไม่กล้าเอ่ยทักท้วงสิ่งใดอีก
หลินเยี่ยนปรายตามองออกไปทางเรือนนอก ทิศทางที่กระถางไฟตั้งอยู่ การตัดใจจากเซี่ยหลานโจวเป็นเพียงก้าวแรกของการเอาชีวิตรอดในชาตินี้ สิ่งที่เขาสนใจในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องความรักจอมปลอมอีกต่อไป แต่เป็นเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะมาถึง
อีก 4 วัน... งานชมดอกบัวในวังหลวงกำลังจะเริ่มขึ้น
ในชาติก่อน งานชมดอกบัวคืองานที่ซูหว่านหนิงใช้เป็นเวทีในการจัดฉากตกน้ำ เพื่อป้ายสีและผลักเขาลงสู่ขุมนรกในเรือนเย็น ชาตินี้... เมื่อเขารู้ล่วงหน้า เขาจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อให้หญิงผู้นั้นเหยียบย่ำอีกเด็ดขาด เขาจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม วางหมากแก้เกมทุกกระดาน เพื่อเอาคืนคนที่เคยทำร้ายเขาให้สาสม
...
คืนนั้น เซี่ยหลานโจวเดินออกจากเรือนของพระชายาเอกพร้อมกับกลิ่นเถ้าถ่านและกลิ่นสุราที่ยังคงติดอยู่ปลายจมูก
พรุ่งนี้ในยามเหม่า เขาจะต้องสวมชุดเกราะควบม้านำทัพนับหมื่นเคลื่อนพลออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่สมรภูมิชายแดนที่เต็มไปด้วยอันตราย ทว่าน่าประหลาดนัก... คำถามและความรู้สึกว้าวุ่นที่ติดค้างและกวนใจเขาอยู่ตลอดค่ำคืนนี้ กลับไม่เกี่ยวข้องกับศึกชายแดนเลยแม้แต่น้อย
บทที่ 6งานชมดอกบัวเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในเรือนของพระชายาเอกเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย ทว่าแฝงความตึงเครียดบางเบาที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหลินเยี่ยนนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้ชิงหลินช่วยสางผมและจัดเตรียมอาภรณ์สำหรับเข้าวัง วันนี้เขาเลือกสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าหม่นปักลายเมฆาขอบเงิน แม้จะดูงดงามสมฐานะพระชายาเอกแห่งจวนอ๋อง ทว่ากลับไม่ได้ฉูดฉาดสะดุดตาจนเกินงาม เขาไม่ได้จงใจแต่งกายเพื่อไปประชันความโดดเด่นกับซูหว่านหนิง และไม่ได้ใส่ใจที่จะดึงดูดสายตาผู้ใด สีหน้าของหลินเยี่ยนเรียบเฉย นัยน์ตาสีเข้มสาดประกายเยือกเย็น ไม่เหมือนคนที่กำลังเตรียมตัวเดินเข้าสู่สถานที่ที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของขุมนรกเลยแม้แต่น้อยทว่าชิงหลินที่กำลังติดแผ่นหยกพกที่บั้นเอวให้ผู้เป็นนาย กลับมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด มือของนางสั่นเล็กน้อย จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมา“พระชายา... หากวันนี้ซูจวิ้นจู่เข้ามาพูดจายั่วยุต่อหน้าผู้คนเหมือนคราวก่อนๆ อีก พระชายาจะทำอย่างไรเพคะ”หลินเยี่ยนปรายตามองเงาของสาวใช้คนสนิทในคันฉ่อง เขาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความขุ่นเคือง“ฟังให้จบ ยิ้มให้พอ... แล้วอย่าเดินตามนางไปใ
บทที่ 5พี่ชายที่ถูกเรียกกลับมาเสียงย่ำเท้าของกองทัพนับหมื่นและเสียงเกือกม้าที่เคยดังกัมปนาทไปทั่วลานกว้าง ค่อยๆ แผ่วเบาและจางหายไปตามสายลมยามเช้า ขบวนทัพของเซี่ยหลานโจวเคลื่อนตัวห่างออกจากประตูเมืองหลวงไปไกลแล้ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งและร่องรอยของล้อรถเสบียงบนพื้นดินเมื่อปราศจากเสียงอึกทึกของกองทัพ จวนอ๋องที่กว้างใหญ่ก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอย่างรวดเร็ว ความเงียบที่โรยตัวลงมานั้นแฝงไปด้วยความเวิ้งว้าง ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกดึงเอาแกนกลางของมันออกไปจนหมดสิ้นทว่าภายในเรือนพักของพระชายาเอก ความเงียบงันนี้กลับไม่ได้นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างที่บ่าวไพร่หลายคนคาดเดาหลินเยี่ยนนั่งอยู่หลังโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก เอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเบื้องหน้าของเขามีเทียบเชิญสีทองอร่ามประทับตราลัญจกรของวังหลวงวางอยู่อย่างโดดเด่น นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความอาวรณ์ยามที่สามีต้องออกเดินทาง บัดนี้กลับเรียบเฉยและเยือกเย็นดุจผิวน้ำในสระเหมันต์ เขากำลังทอดสายตามองเทียบเชิญฉบับนั้นอย่างสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการร่ำไห้หรือความกระวนกระวายใจแม้แต่น้อยชิงหลิน สาวใช้คนสนิทที
บทที่ 4คนที่ไม่มาส่งยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเทาหม่น ลมหนาวช่วงเช้ามืดพัดกรีดผ่านลานกว้างหน้าจวนอ๋อง หอบเอาความเย็นเยียบมาปะทะผิว ทว่าบรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้นกลับเต็มไปด้วยความคุกรุ่นและเร่งรีบเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง เสียงโลหะจากชุดเกราะกระทบกันดังเป็นจังหวะหนักแน่น ธงรบประจำกองทัพแดนเหนือสะบัดพลิ้วส่งเสียงพึ่บพั่บอยู่ในสายลม เหล่าทหารกล้านับหมื่นนายตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รอคอยเพียงคำสั่งเคลื่อนพลจากแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เซี่ยหลานโจวปรากฏกายขึ้นในชุดเกราะเต็มยศ โลหะสีเงินเหลือบดำสะท้อนแสงคบเพลิงสลัว รูปลักษณ์ของท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือในยามนี้ทั้งสูงส่ง สง่างาม และแผ่กลิ่นอายดุดันเย็นชาจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา ทว่าภายใต้หน้ากากน้ำแข็งที่สมบูรณ์แบบนั้น ภายในใจของเขากลับไม่สงบนิ่งเหมือนเช่นทุกคราที่ต้องออกศึกกลิ่นไหม้ของเถ้าถ่านจากผ้าไหมและดิ้นทอง ยังคงลอยวนเวียนอยู่ปลายจมูกไม่ยอมจางหายไปไหนภาพของห้องหอชั้นในที่เงียบเหงาและถูกทิ้งร้างจนฝุ่นจับ โคมมงคลสีแดงที่ไร้แสงสว่าง แววตาอันว่างเปล่าและเย็นชาของหลินเยี่ยน รวมถึงน้ำเสียง
บทที่ 3คืนก่อนออกศึกยามซวี (19.00 - 20.59 น.) งานเลี้ยงส่งทัพเบื้องหน้ายังคงดำเนินต่อไปด้วยความครึกครื้น ทว่าภายในจวนอ๋องฝั่งเรือนพักของชายาเอกกลับเงียบสงัดและเย็นเยียบหลินเยี่ยนก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตเรือนของตนเอง ท่วงท่าการเดินยังคงสง่างามและนิ่งสงบ แผ่นหลังเหยียดตรงไร้ซึ่งร่องรอยของความเสียใจหรือความอาลัยอาวรณ์ใดๆ ชิงหลินที่เดินตามมาเบื้องหลังกอดถุงหอมสีน้ำเงินเข้มเอาไว้แนบอกราวกับมันเป็นของล้ำค่า บ่าวรับใช้สาวมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องรับรองด้านนอก หรือ ‘เรือนนอก’ ของตำหนัก ชิงหลินก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าผู้เป็นนาย“พระชายา... ท่านคิดให้ดีอีกสักครั้งเถิดเพคะ” ชิงหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ชูถุงหอมในมือขึ้น “ของชิ้นนี้ท่านตั้งใจทำมากเหลือเกิน หากท่านโกรธเคืองที่ท่านอ๋องเมินเฉย เก็บมันไว้ในหีบก่อนดีหรือไม่ เผื่อวันหน้า...”“เจ้าไม่ต้องเสียดายแทนข้า ชิงหลิน”หลินเยี่ยนเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน เขาก้มลงมองถุงหอมที่ปักลายกิเลนเหยียบเมฆาด้วยดิ้นทองสุกสว่าง ก่อนจะละสายตาไปมองกระถางไฟทองเหลืองใบเล็กที่ตั้งอยู่ม
บทที่ 2ถุงหอมที่ไม่ควรถูกส่งเฮือก!ร่างผอมบางสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ อาการกระตุกเกร็งนั้นรุนแรงราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งตะเกียกตะกายโผล่พ้นผิวน้ำ สองตาของหลินเยี่ยนเบิกโพลง นัยน์ตาสั่นระริก ลำคอตีบตันจนต้องยกมือขึ้นตะปบหน้าอกตัวเองเพื่อไขว่คว้าหาอากาศทว่า... สิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่แผ่นกระดานไม้แข็งสากที่เย็นเยียบความเย็นจากเรือนเย็นยังคงฝังลึกอยู่ในกระดูกจนเขาสั่นสะท้าน หลินเยี่ยนนั่งนิ่งงัน สับสนจนแยกไม่ออกว่าภาพตรงหน้าคือความฝันหลอกหลอนก่อนตาย หรือสิ่งที่พบเจอมาก่อนหน้าเป็นเพียงความฝัน ถวาใจของหลิงเยี่ยนรู้ดีว่าความโหดร้ายที่พบเจอมาก่อนหน้านั้นไม่ใช้ความฝันอย่างแน่นอน ฤาสวรรค์เวทนาให้เขาย้อนเวลากลับมาจริงๆ กลิ่นคาวเลือดยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก สัมผัสของของเหลวข้นคลั่กที่ทะลักออกจากริมฝีปากยังแจ่มชัด ความหวาดกลัวว่าหากขยับตัวเพียงนิด ภาพลวงตานี้จะแตกสลาย แล้วจะกลับไปนอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยวในเรือนเย็นอีกครั้งเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ... สิ่งที่ปะทะความรู้สึกคือ ‘ความอบอุ่น’ไม่มีลมเหมันต์ที่พัดบาดผิวจนแสบร้อน ไม่มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือด สิ่งที่เข้า
บทที่ 1เรือนเย็นและจุดสิ้นสุดของการรอคอยลมเหมันต์พัดกระหน่ำจนบานหน้าต่างไม้เก่าคร่ำคร่าของ ‘เรือนเย็น’ สั่นคลอนอากาศภายในหนาวเหน็บ หลินเยี่ยนไอออกมาอย่างรุนแรง ร่างผอมบางสั่นสะท้าน โลหิตสีคล้ำซึมออกจากริมฝีปากซีดเผือด หยดลงบนอาภรณ์สีขาวหม่นหมองอย่างเงียบงันไม่มีเตาผิง ไม่มีผ้าห่มหนาพอจะกันลมหนาว มีเพียงความมืดมิดและความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้สายตาพร่ามัวทอดมองไปยังบานประตูที่ถูกลงกลอนแน่นหนาจากด้านนอก ไร้เงาชิงหลิน บ่าวคนสนิทที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้มาพบข้าตั้งแต่วันแรก บนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงมีถ้วยยาที่เย็นชืดจนจับตัวเป็นน้ำแข็งข้าใช้ความพยายามในการเปล่งเสียงที่แหบห้าวออกไปสอบถามถึงชายผู้เป็นที่รัก และความหวังเดียวที่สามารถช่วยข้าออกไปจากสถานที่โหดร้ายดังเด่นนรกที่เงียบเหงาแห่งนี้ เสียงพูดคุยขององครักษ์ตอบกลับมาจากหน้าประตูว่า“ไม่มีคำสั่งปล่อยตัวจากวังใน พระชายาโปรดอยู่ในความสงบเถิด”“แล้วทางชายแดนเล่า...” เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน “มีข่าวส่งกลับมาบ้างหรือไม่?”“ชายแดนยังไม่มีข่าวใดส่งมา และถึงมี ท่านอ๋องก็คงไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องในจวนหรอกพ่ะย่ะค่ะ”หลินเยี่ยนหลับ







