登入เขาเคยตายในเรือนเย็นพร้อมคำสาบานว่าจะไม่รักท่านอ๋องอีก เมื่อคนหนึ่งไม่รอ แต่อีกคนไม่ยอมเสียไป ศึกรักครั้งนี้ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง "ข้าจะไม่ยอมเป็นหมากให้ผู้ใด ข้าจะไม่ยอมเป็นตัวตลกให้ผู้อื่นอีกต่อไป"
查看更多「口説いてるんだよ」
彼の声は低く、けれどどこか柔らかくて、朝の静けさに溶け込むように響いた。 カーテンの隙間から差し込む光が、彼の輪郭を淡く照らしている。 まるで夢の中のようだった。 「口説く、って……どうして、ですか」 私は思わず問い返していた。 自分の声が少し震えているのが分かった。 けれど、彼の瞳から目を逸らすことができなかった。 「花澄のことが、好きだから」 その言葉は、まるで春の陽だまりのように、私の胸の奥にじんわりと染み込んでいった。 彼は一歩、また一歩と、ゆっくり私の方へ歩み寄ってくる。 足音はほとんど聞こえないのに、彼の存在だけがどんどん大きくなっていくようだった。 心臓が早鐘のように鳴り響き、頬が熱を帯びていくのを感じた。息をするのも忘れそうだった。 私は、ずっと思っていた。 私には人権なんてないのだと。 この先もずっと、父の命令に従い、姉の顔色をうかがいながら生きていくのだと。 自分の意思なんて、望むことすら許されない。 でも、壱馬様が現れてから、私の世界は少しずつ変わっていった。 彼は、私に特別をくれた。 私の名前を、まるで宝物のように呼んでくれて、私の話を最後まで遮らずに聞いてくれた。 彼の優しい言葉と、あたたかな微笑みが、私の冷えきった心を少しずつ溶かしていった。 彼の隣にいると、世界が少しだけ優しく見えた。 これからは…私も幸せになれるんじゃないかって。 そんな希望が、心の奥に小さな灯をともした。 でも、その灯は、風が吹けばすぐに消えてしまいそうで。 怖かった。 私は何も持っていない。 学もない。美しさもない。誰かに誇れるようなものなんて、ひとつもない。 壱馬様のような人が、どうして私なんかを好きになってくれるのか、分からなかった。 もし、彼の気持ちが変わってしまったら。 もし、私が彼の期待に応えられなかったら。 そんな不安が、胸の奥で静かに渦を巻いていた。 …やっぱり、上手くはいかないみたい。 私が幸せになるなんて、無理だったんだ。บทที่ 6งานชมดอกบัวเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในเรือนของพระชายาเอกเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย ทว่าแฝงความตึงเครียดบางเบาที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหลินเยี่ยนนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้ชิงหลินช่วยสางผมและจัดเตรียมอาภรณ์สำหรับเข้าวัง วันนี้เขาเลือกสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าหม่นปักลายเมฆาขอบเงิน แม้จะดูงดงามสมฐานะพระชายาเอกแห่งจวนอ๋อง ทว่ากลับไม่ได้ฉูดฉาดสะดุดตาจนเกินงาม เขาไม่ได้จงใจแต่งกายเพื่อไปประชันความโดดเด่นกับซูหว่านหนิง และไม่ได้ใส่ใจที่จะดึงดูดสายตาผู้ใด สีหน้าของหลินเยี่ยนเรียบเฉย นัยน์ตาสีเข้มสาดประกายเยือกเย็น ไม่เหมือนคนที่กำลังเตรียมตัวเดินเข้าสู่สถานที่ที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของขุมนรกเลยแม้แต่น้อยทว่าชิงหลินที่กำลังติดแผ่นหยกพกที่บั้นเอวให้ผู้เป็นนาย กลับมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด มือของนางสั่นเล็กน้อย จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมา“พระชายา... หากวันนี้ซูจวิ้นจู่เข้ามาพูดจายั่วยุต่อหน้าผู้คนเหมือนคราวก่อนๆ อีก พระชายาจะทำอย่างไรเพคะ”หลินเยี่ยนปรายตามองเงาของสาวใช้คนสนิทในคันฉ่อง เขาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความขุ่นเคือง“ฟังให้จบ ยิ้มให้พอ... แล้วอย่าเดินตามนางไปใ
บทที่ 5พี่ชายที่ถูกเรียกกลับมาเสียงย่ำเท้าของกองทัพนับหมื่นและเสียงเกือกม้าที่เคยดังกัมปนาทไปทั่วลานกว้าง ค่อยๆ แผ่วเบาและจางหายไปตามสายลมยามเช้า ขบวนทัพของเซี่ยหลานโจวเคลื่อนตัวห่างออกจากประตูเมืองหลวงไปไกลแล้ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งและร่องรอยของล้อรถเสบียงบนพื้นดินเมื่อปราศจากเสียงอึกทึกของกองทัพ จวนอ๋องที่กว้างใหญ่ก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอย่างรวดเร็ว ความเงียบที่โรยตัวลงมานั้นแฝงไปด้วยความเวิ้งว้าง ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกดึงเอาแกนกลางของมันออกไปจนหมดสิ้นทว่าภายในเรือนพักของพระชายาเอก ความเงียบงันนี้กลับไม่ได้นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างที่บ่าวไพร่หลายคนคาดเดาหลินเยี่ยนนั่งอยู่หลังโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก เอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเบื้องหน้าของเขามีเทียบเชิญสีทองอร่ามประทับตราลัญจกรของวังหลวงวางอยู่อย่างโดดเด่น นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความอาวรณ์ยามที่สามีต้องออกเดินทาง บัดนี้กลับเรียบเฉยและเยือกเย็นดุจผิวน้ำในสระเหมันต์ เขากำลังทอดสายตามองเทียบเชิญฉบับนั้นอย่างสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการร่ำไห้หรือความกระวนกระวายใจแม้แต่น้อยชิงหลิน สาวใช้คนสนิทที
บทที่ 4คนที่ไม่มาส่งยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเทาหม่น ลมหนาวช่วงเช้ามืดพัดกรีดผ่านลานกว้างหน้าจวนอ๋อง หอบเอาความเย็นเยียบมาปะทะผิว ทว่าบรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้นกลับเต็มไปด้วยความคุกรุ่นและเร่งรีบเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง เสียงโลหะจากชุดเกราะกระทบกันดังเป็นจังหวะหนักแน่น ธงรบประจำกองทัพแดนเหนือสะบัดพลิ้วส่งเสียงพึ่บพั่บอยู่ในสายลม เหล่าทหารกล้านับหมื่นนายตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รอคอยเพียงคำสั่งเคลื่อนพลจากแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เซี่ยหลานโจวปรากฏกายขึ้นในชุดเกราะเต็มยศ โลหะสีเงินเหลือบดำสะท้อนแสงคบเพลิงสลัว รูปลักษณ์ของท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือในยามนี้ทั้งสูงส่ง สง่างาม และแผ่กลิ่นอายดุดันเย็นชาจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา ทว่าภายใต้หน้ากากน้ำแข็งที่สมบูรณ์แบบนั้น ภายในใจของเขากลับไม่สงบนิ่งเหมือนเช่นทุกคราที่ต้องออกศึกกลิ่นไหม้ของเถ้าถ่านจากผ้าไหมและดิ้นทอง ยังคงลอยวนเวียนอยู่ปลายจมูกไม่ยอมจางหายไปไหนภาพของห้องหอชั้นในที่เงียบเหงาและถูกทิ้งร้างจนฝุ่นจับ โคมมงคลสีแดงที่ไร้แสงสว่าง แววตาอันว่างเปล่าและเย็นชาของหลินเยี่ยน รวมถึงน้ำเสียง
บทที่ 3คืนก่อนออกศึกยามซวี (19.00 - 20.59 น.) งานเลี้ยงส่งทัพเบื้องหน้ายังคงดำเนินต่อไปด้วยความครึกครื้น ทว่าภายในจวนอ๋องฝั่งเรือนพักของชายาเอกกลับเงียบสงัดและเย็นเยียบหลินเยี่ยนก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตเรือนของตนเอง ท่วงท่าการเดินยังคงสง่างามและนิ่งสงบ แผ่นหลังเหยียดตรงไร้ซึ่งร่องรอยของความเสียใจหรือความอาลัยอาวรณ์ใดๆ ชิงหลินที่เดินตามมาเบื้องหลังกอดถุงหอมสีน้ำเงินเข้มเอาไว้แนบอกราวกับมันเป็นของล้ำค่า บ่าวรับใช้สาวมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องรับรองด้านนอก หรือ ‘เรือนนอก’ ของตำหนัก ชิงหลินก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าผู้เป็นนาย“พระชายา... ท่านคิดให้ดีอีกสักครั้งเถิดเพคะ” ชิงหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ชูถุงหอมในมือขึ้น “ของชิ้นนี้ท่านตั้งใจทำมากเหลือเกิน หากท่านโกรธเคืองที่ท่านอ๋องเมินเฉย เก็บมันไว้ในหีบก่อนดีหรือไม่ เผื่อวันหน้า...”“เจ้าไม่ต้องเสียดายแทนข้า ชิงหลิน”หลินเยี่ยนเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน เขาก้มลงมองถุงหอมที่ปักลายกิเลนเหยียบเมฆาด้วยดิ้นทองสุกสว่าง ก่อนจะละสายตาไปมองกระถางไฟทองเหลืองใบเล็กที่ตั้งอยู่ม