Masukบทที่ 6
งานชมดอกบัว
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในเรือนของพระชายาเอกเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย ทว่าแฝงความตึงเครียดบางเบาที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ
หลินเยี่ยนนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้ชิงหลินช่วยสางผมและจัดเตรียมอาภรณ์สำหรับเข้าวัง วันนี้เขาเลือกสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าหม่นปักลายเมฆาขอบเงิน แม้จะดูงดงามสมฐานะพระชายาเอกแห่งจวนอ๋อง ทว่ากลับไม่ได้ฉูดฉาดสะดุดตาจนเกินงาม เขาไม่ได้จงใจแต่งกายเพื่อไปประชันความโดดเด่นกับซูหว่านหนิง และไม่ได้ใส่ใจที่จะดึงดูดสายตาผู้ใด สีหน้าของหลินเยี่ยนเรียบเฉย นัยน์ตาสีเข้มสาดประกายเยือกเย็น ไม่เหมือนคนที่กำลังเตรียมตัวเดินเข้าสู่สถานที่ที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของขุมนรกเลยแม้แต่น้อย
ทว่าชิงหลินที่กำลังติดแผ่นหยกพกที่บั้นเอวให้ผู้เป็นนาย กลับมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด มือของนางสั่นเล็กน้อย จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมา
“พระชายา... หากวันนี้ซูจวิ้นจู่เข้ามาพูดจายั่วยุต่อหน้าผู้คนเหมือนคราวก่อนๆ อีก พระชายาจะทำอย่างไรเพคะ”
หลินเยี่ยนปรายตามองเงาของสาวใช้คนสนิทในคันฉ่อง เขาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความขุ่นเคือง
“ฟังให้จบ ยิ้มให้พอ... แล้วอย่าเดินตามนางไปในที่ที่ข้ามองไม่เห็นทางออก”
ชิงหลินชะงักมือไปชั่วขณะ ประโยคนั้นฟังดูแปลกประหลาด ราวกับพระชายาทรงล่วงรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์อันใดขึ้น ทว่าเมื่อเห็นแววตาที่เด็ดขาดของผู้เป็นนาย นางก็ไม่กล้าเอ่ยปากซักถามให้มากความ
หลินเยี่ยนลุกขึ้นยืน ชายเสื้อกรอมเท้าทิ้งตัวลงอย่างงดงาม เขาหันมามองสาวใช้คนสนิท ก่อนจะเอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังรู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูก
“งานในวัง... คนที่เสียกิริยาก่อน คือคนที่แพ้ก่อน”
...
รถม้าของจวนอ๋องเคลื่อนตัวออกจากจวน มุ่งหน้าสู่พระราชวังหลวง บรรยากาศของเมืองหลวงในยามเช้าคึกคักจอแจ ถนนสายหลักที่ทอดยาวสู่วังหลวงเนืองแน่นไปด้วยรถม้าของตระกูลขุนนาง สตรีสูงศักดิ์ และเหล่าญาติราชวงศ์ที่ต่างเดินทางมาร่วมงานชมดอกบัว
ภายในรถม้า ชิงหลินคอยปรนนิบัติรินชาและคอยสังเกตสีหน้าของผู้เป็นนายตลอดทาง นางยังคงมีความห่วงใยฉายชัด ทว่าหลินเยี่ยนเพียงหลับตาพิงพนักรถม้าอย่างสงบ เก็บออมเรี่ยวแรงและสติปัญญาไว้สำหรับศึกที่กำลังจะมาถึง
เมื่อรถม้าเคลื่อนผ่านประตูพระราชฐานชั้นนอกและเข้าสู่เขตพื้นที่รอของผู้ติดตาม หลินเยี่ยนก็ลืมตาขึ้น
“เจ้าต้องรออยู่ที่นี่ ชิงหลิน” หลินเยี่ยนเอ่ยสั่งเสียงเรียบ “พื้นที่งานชมดอกบัวชั้นใน บ่าวรับใช้ผู้ติดตามไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปได้ จงรอข้าอยู่ที่รถม้า ไม่ว่าจะมีใครมาแจ้งข่าวอันใด ก็ห้ามตื่นตระหนกจนเสียเรื่องเด็ดขาด”
“บ่าวรับทราบเพคะ พระชายาโปรดระวังพระองค์ด้วยเพคะ” ชิงหลินคุกเข่าส่งเสด็จด้วยความจำยอม
หลินเยี่ยนก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม ทันทีที่ปลายเท้าแตะลงบนพื้นศิลาของวังหลวง สายตาหลายคู่จากขุนนางและสตรีตระกูลใหญ่ก็ลอบปรายตามองมาที่เขาเป็นจุดเดียว ทว่าหลินเยี่ยนในวันนี้ไม่ได้มีท่าทีตื่นกลัว ไม่ได้หลบเลี่ยงสายตาผู้คน และไม่ได้มีรังสีความร้อนรนหึงหวงแผ่ออกมาเหมือนดั่งชาติก่อน เขาก้าวเดินไปตามทางเดินหินอ่อนด้วยความมั่นคง แผ่นหลังเหยียดตรง ดุจต้นไผ่ที่ตระหง่านท้าลมพายุ
เมื่อเดินลึกเข้ามาจนถึงบริเวณจุดตรวจเทียบเชิญหน้าอุทยานหลวง หลินเยี่ยนก็พบกับเงาร่างที่คุ้นเคยยืนรออยู่ก่อนแล้ว
หลินจื่อเหิงในชุดขุนนางสำนักราชเลขา ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ใต้ต้นหลิว ท่วงท่าของเขาดูเป็นธรรมชาติราวกับกำลังยืนรอสหายขุนนางผู้หนึ่ง เมื่อเห็นพระชายาเอกแห่งจวนอ๋องเดินเข้ามา หลินจื่อเหิงเพียงค้อมศีรษะลงเล็กน้อยตามธรรมเนียมปฏิบัติอย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่ได้แสดงความสนิทสนมเกินเลยจนตกเป็นเป้าสายตา
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่เดินสวนกัน สายตาของสองพี่น้องกลับสบประสาน สื่อสารกันด้วยความเงียบ
“วันนี้อย่าอยู่ลำพัง” หลินจื่อเหิงขยับริมฝีปากเอ่ยด้วยเสียงที่เบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลม
“ข้าจำได้” หลินเยี่ยนตอบกลับเพียงเท่านั้น
จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันเดินเข้าสู่งาน รักษาระยะห่างตามฐานะอย่างแนบเนียน ไม่มีผู้ใดในบริเวณนั้นจับสังเกตได้เลยว่ากำแพงแห่งการป้องกันตัวได้ถูกก่อร่างขึ้นแล้วอย่างเงียบๆ
เพียงไม่กี่ก้าวหลังจากที่หลินเยี่ยนเดินเข้าสู่งาน เสียงทุ้มนุ่มนวลก็เอ่ยทักทายขึ้นจากด้านข้าง
“พระชายา”
หลินเยี่ยนหันไปมอง พบว่าเป็นบุรุษในชุดสีฟ้าอ่อน ท่าทางสุภาพเรียบร้อยและมีกลิ่นสมุนไพรจางๆ ติดกาย... เหวินจื่ออัน หมอหนุ่มผู้มีชื่อเสียงแห่งเมืองหลวง เขาก้าวเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มบางเบา
“วันนี้สีหน้าท่านดีขึ้นกว่าวันงานเลี้ยงส่งทัพเล็กน้อย แต่ก็ยังดูอ่อนแรงอยู่บ้าง” เหวินจื่ออันเอ่ยทักทายด้วยความห่วงใยตามวิสัยของแพทย์ที่คุ้นเคยกับอาการคนไข้
หลินเยี่ยนแย้มยิ้มสุภาพ ค้อมศีรษะรับน้ำใจ “ขอบคุณท่านหมอเหวินที่ใส่ใจ วันนี้ข้าเพียงมาร่วมงานตามธรรมเนียม นั่งพักชมดอกบัวสักประเดี๋ยว คงไม่เป็นอะไรมาก”
เหวินจื่ออันมองพิจารณาดวงตาที่แฝงความระแวดระวังของหลินเยี่ยน ก่อนจะลดเสียงลงเล็กน้อยให้ได้ยินกันเพียงสองคน “งานในวังมีผู้คนมากเหลือเกิน หากท่านรู้สึกไม่สบายสิ่งใด... ให้คนมาตามข้าได้ทันที ข้าจะอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้”
“ขอบใจท่านมาก” หลินเยี่ยนพยักหน้ารับอย่างมีมารยาท ไม่ได้แสดงท่าทีสนิทสนมเกินเลยให้เกิดข้อครหา ทว่าในใจกลับจดจำตำแหน่งและน้ำใจของอีกฝ่ายไว้อย่างแม่นยำ
หลินจื่อเหิงที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มขุนนางไม่ไกลนัก ลอบสังเกตการสนทนานี้อย่างเงียบๆ ขุนนางหนุ่มประเมินสถานการณ์ได้ในทันทีว่า เหวินจื่ออันผู้นี้ไม่ใช่คนของซูหว่านหนิง ทั้งยังมีฐานะเป็นแพทย์ที่อาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ในขณะเดียวกัน เหวินจื่ออันเองที่แม้จะกำลังสนทนาเรื่องสัพเพเหระ ก็ลอบสังเกตเห็นว่าหลินเยี่ยนในวันนี้กวาดสายตามองรอบพื้นที่ด้วยความระวังตัวผิดปกติ ทว่าเขาเลือกที่จะไม่เอ่ยถามให้เสียบรรยากาศ
หลินเยี่ยนเบนสายตากลับมายังเบื้องหน้า ทอดมองบรรยากาศของงานชมดอกบัวในวังหลวง
สระบัวกว้างใหญ่กินพื้นที่เกือบครึ่งของอุทยานหลวง ดอกบัวหลวงสีชมพูและสีขาวเบ่งบานชูช่ออร่ามเต็มสระ ศาลาริมน้ำที่ถูกสร้างยื่นออกไปเหนือผิวน้ำถูกประดับประดาด้วยผ้าม่านโปร่งสีทอง โต๊ะน้ำชา ขนมเลิศรส และผลไม้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างวิจิตรบรรจง สตรีสูงศักดิ์ ญาติราชวงศ์ และขุนนางฝ่ายในต่างจับกลุ่มสนทนากันพร้อมรอยยิ้ม เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วเบาคลอเคล้าไปกับสายลม ทุกสิ่งทุกอย่างดูงดงามราวกับภาพวาดสวรรค์
ทว่าสำหรับหลินเยี่ยน... เขารู้ดีว่าความงดงามเบื้องหน้านี้ เคยเป็นเพียงฉากหน้าของขุมนรก
ความทรงจำในอดีตชาติซ้อนทับเข้ามา ในวันนั้น เขาเดินเข้าสู่งานนี้ด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่มและเต็มไปด้วยความหึงหวง สายตาเอาแต่คอยกวาดมองหาซูหว่านหนิงด้วยความระแวงว่านางจะสวมชุดที่งดงามกว่า หรือจะดึงดูดสายตาผู้คนมากกว่า
แต่ในชาตินี้... เขาก้าวเดินอย่างสงบ สายตาของเขาไม่ได้มองหาคู่แข่ง ทว่ากำลังมองหาทางหนีทีไล่ มองความกว้างของทางเดิน มองตำแหน่งริมสระที่อาจเกิดการลื่นล้ม สังเกตว่าเหวินจื่ออันหยุดยืนอยู่ตรงจุดใด และตรวจสอบให้แน่ใจว่าหลินจื่อเหิงอยู่ในมุมที่สามารถมองเห็นเขาทุกการเคลื่อนไหว
...
ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางเส้นทางเดินทัพอันทุรกันดารมุ่งหน้าสู่ชายแดนเหนือ
กองทัพของเซี่ยหลานโจวเพิ่งหยุดพักทัพเพื่อจัดกระบวนใหม่ ทันใดนั้น องครักษ์ประจำหน่วยข่าวกรองของจวนอ๋องที่ควบม้าเร็วตามมา ก็กระโดดลงจากหลังม้า วิ่งเข้ามารายงานเบื้องหน้าแม่ทัพใหญ่ด้วยความรวดเร็ว
“ท่านอ๋อง! ข่าวจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์คุกเข่าลง “วังหลวงส่งเทียบเชิญงานชมดอกบัวไปยังจวนอ๋องแล้ว พระชายาจะเข้าร่วมงานด้วย... อีกทั้งสายสืบรายงานว่า เมื่อวานนี้ คุณชายใหญ่หลินจื่อเหิงได้เดินทางไปพบพระชายาที่จวนอ๋องด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
มือที่กำลังถือแผนที่ของเซี่ยหลานโจวชะงักค้างทันทีที่ได้ยินชื่อของหลินเยี่ยนและหลินจื่อเหิง
“งานชมดอกบัว?” นัยน์ตาคมกริบของเซี่ยหลานโจวหรี่ลงเล็กน้อย
“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ตอบสั้นๆ
เซี่ยหลานโจวไม่ต้องฟังคำรายงานที่เจาะจงไปมากกว่านี้ เขาก็ฉลาดพอที่จะรู้ดีว่า งานรื่นเริงในวังหลวงที่มีฮองเฮาเป็นแม่งาน ย่อมต้องมีสตรีตระกูลซูและเหล่าญาติราชวงศ์เข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า
ภาพการเผาถุงหอมสีน้ำเงินเข้ม ท่าทีที่ห่างเหินของหลินเยี่ยน และการที่จู่ๆ พระชายาที่มักจะเก็บตัว ก็ส่งคนไปเรียกพี่ชายบ้านเดิมมาพบอย่างผิดวิสัย... ทุกอย่างร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ทำให้คิ้วกระบี่ของเซี่ยหลานโจวขมวดแน่นขึ้น ความรู้สึกหงุดหงิดและกังวลใจก่อตัวขึ้นในอกอย่างไม่อาจห้าม แม้เขาจะยังปากแข็งไม่ยอมรับว่าตนเองกำลังห่วงใยใครบ้างคนก็ตาม
“ให้คนของเราที่แฝงตัวอยู่ในเมืองหลวง จับตาดูงานนั้นไว้ให้ดี” เซี่ยหลานโจวออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเฉียบขาด “หากมีสิ่งใดผิดปกติ ให้ส่งม้าเร็วมาส่งข่าวแก่ข้าทันที”
“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยหลานโจวปรายตามองไปยังทิศทางของเมืองหลวง ก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง ทว่าผู้ฟังกลับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่าง “โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับพระชายา... อย่าให้ผู้ใดใช้เขาเป็นหมาก ลากจวนอ๋องเข้าไปทำให้เสียชื่อเสียงได้เด็ดขาด”
ข้ออ้างเรื่องหน้าตาของจวนอ๋องถูกยกขึ้นมาบังหน้าอีกครั้ง ทว่าในใจของเซี่ยหลานโจวกลับมีเพียงคำถามที่วนเวียน... หลินเยี่ยนกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใดอยู่กันแน่
...
กลับมาที่อุทยานหลวง งานชมดอกบัว
เสียงพูดคุยของเหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลใหญ่ดังระงมไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้น บรรยากาศก็ดูสว่างไสวขึ้นเมื่อเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งปรากฏตัว ซูหว่านหนิงในชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวอ่อน สวมเครื่องประดับหรูหรางดงาม ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าอ่อนหวาน นางโปรยยิ้มละมุนละไมให้แก่ทุกคน ก่อนจะจงใจเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลินเยี่ยน ท่ามกลางสายตานับสิบที่ลอบมองมาด้วยความจับผิด
“พระชายา...” ซูหว่านหนิงย่อตัวเคารพตามธรรมเนียม รอยยิ้มบนใบหน้างดงามไร้ที่ติ “วันนี้ท่านดูสงบและสง่างามกว่าทุกครา หม่อมฉันเกือบจะจำท่านไม่ได้เลยเพคะ”
น้ำเสียงของนางนุ่มนวลราวกับผ้าไหมชั้นดี ทว่าเนื้อแท้คือการเหน็บแนมถึงกิริยาที่มักจะโผงผางของหลินเยี่ยนในอดีต
ซูหว่านหนิงขยับรอยยิ้มให้กว้างขึ้น แสร้งเอ่ยด้วยความห่วงใย “ได้ยินว่าท่านอ๋องเพิ่งจะนำทัพออกศึกไปเมื่อวาน หม่อมฉันยังนึกว่าพระชายาจะทรงโศกเศร้าจนไม่อาจมาร่วมงานได้เสียอีก... แต่เมื่อเห็นพระชายามีสีหน้าสดใสเช่นนี้ หม่อมฉันก็เบาใจเพคะ”
คำพูดของนางฟังดูเหมือนความห่วงใยที่บริสุทธิ์ใจ ทว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงคือการแหย่ให้หลินเยี่ยนหลุดปากแสดงความหึงหวง หรือหลุดกิริยาตัดพ้อสามีต่อหน้าผู้คน เพื่อให้นางได้นำไปปั่นกระแสต่อว่าชายาเอกแห่งจวนอ๋องช่างร้ายกาจและขี้หึงไม่รู้เวล่ำเวลา
หากเป็นในอดีต หลินเยี่ยนคงตอกกลับด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อนไปแล้ว ทว่าคราวนี้ เขาเพียงแย้มยิ้มบางเบาที่งดงามและเยือกเย็นจับใจ นัยน์ตาสีเข้มสบมองสตรีตรงหน้าโดยไม่มีท่าทีหลบเลี่ยง
“ท่านอ๋องออกศึกเพื่อปกป้องบ้านเมือง ข้าในฐานะชายา ย่อมต้องตั้งใจดูแลชื่อเสียงและความสงบเรียบร้อยของจวนให้ดี มิใช่เอาแต่ร่ำไห้ฟูมฟายให้ผู้คนเอาไปหัวเราะเยาะได้” หลินเยี่ยนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกังวานใส ชัดเจน และมีเหตุมีผลจนผู้ฟังรอบข้างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบๆ
ก่อนที่หลินเยี่ยนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย เอ่ยเชือดเฉือนด้วยรอยยิ้มสุภาพ “ทว่าซูจวิ้นจู่กลับมักจะใส่ใจความรู้สึกและเรื่องราวในจวนของข้าเสมอมา... ช่างเป็นผู้ที่มีน้ำใจกว้างขวางเสียจริง”
ประโยคหลังนี้แม้จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าความหมายกลับคมกริบดุจปลายมีด มันแฝงการตั้งคำถามให้ผู้คนรอบข้างเริ่มฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า... เหตุใดจวิ้นจู่สตรีที่ยังไม่ออกเรือน ถึงได้สอดรู้สอดเห็นและใส่ใจเรื่องราวของท่านอ๋องกับพระชายามากจนเกินงามถึงเพียงนี้
รอยยิ้มของซูหว่านหนิงแข็งค้างไปชั่วอึดใจ นางไม่คาดคิดว่าหลินเยี่ยนจะคุมอารมณ์ได้ดีถึงเพียงนี้ ซ้ำยังตอกกลับจนนางต้องกลายเป็นฝ่ายถูกมองด้วยสายตาเคลือบแคลงแทน
เหล่าสตรีสูงศักดิ์ที่อยู่รอบๆ เริ่มกระซิบกระซาบกันเบาๆ วันนี้พระชายาเอกแห่งจวนอ๋องดูผิดแปลกไปจากที่พวกนางเคยนินทาไว้มาก ชาติก่อนหรือก่อนหน้านี้ ทุกคนต่างคาดหวังจะได้เห็นหลินเยี่ยนโวยวายเสียกิริยาเมื่อถูกซูหว่านหนิงแหย่ ทว่าคราวนี้เขากลับเพียงยิ้มรับจิบชา ตอบคำถามตามมารยาท และคุมสถานการณ์ได้อย่างหมดจด
หลินจื่อเหิงที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มขุนนางไม่ไกลนัก ลอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วพยักหน้าเบาๆ ด้วยความพอใจ น้องชายของเขาสามารถควบคุมอารมณ์และใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะเดียวกัน เหวินจื่ออันที่มองมาเช่นกัน ก็ยิ่งรู้สึกได้ชัดเจนว่า หลินเยี่ยนกำลังระมัดระวังตัวขั้นสุด ราวกับรู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่มองไม่เห็น
เมื่อเห็นว่าคำพูดยั่วยุไม่ได้ผล ซูหว่านหนิงจึงจำต้องปรับเปลี่ยนแผน นางแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจคำเหน็บแนมนั้น ขยับรอยยิ้มให้หวานหยดเยิ้มยิ่งขึ้น ก่อนจะชี้ชวนไปยังทิศทางของศาลาริมน้ำที่ทอดยาวออกไปเหนือสระบัว
“พระชายาเพคะ บัวหลวงทางฝั่งศาลานั้นกำลังเบ่งบานงดงามนัก... ท่านไปเดินชมดอกบัวกับหม่อมฉันสักครู่ดีหรือไม่เพคะ”
หลินเยี่ยนรู้ทันที นี่คือจังหวะมรณะในชาติก่อน จังหวะที่เขาถูกหลอกล่อให้ไปยืนอยู่ริมขอบสระ ก่อนจะกลายเป็นแพะรับบาปในข้อหาผลักจวิ้นจู่ตกน้ำ ทว่าหากเขาปฏิเสธอย่างแข็งกระด้างกลางงาน ก็จะถูกมองว่าไร้มารยาทและใจแคบ
หลินเยี่ยนแย้มยิ้มบางเบา ตอบกลับอย่างละมุนละม่อม “ชมดอกบัวต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ย่อมครึกครื้นและงดงามกว่า... ข้าไม่เห็นความจำเป็นอันใด ที่จะต้องแยกตัวออกไปชมกันเพียงลำพังเลยซูจวิ้นจู่”
ซูหว่านหนิงหน้าเจื่อนลงไปเล็กน้อย ทว่านางไม่ยอมแพ้ง่ายๆ นางส่งสายตาให้นางกำนัลคนสนิท ทันใดนั้น นางกำนัลกลุ่มหนึ่งก็ทำทีเป็นเดินเข้ามาจัดระเบียบทางเดิน พร้อมกับมีฮูหยินบางคนที่ถูกซูหว่านหนิงติดสินบนไว้ เอ่ยชักชวนให้ทุกคนเดินขยับไปทางศาลาริมสระพร้อมๆ กัน
เมื่อฝูงชนเริ่มเคลื่อนตัว หลินเยี่ยนในฐานะแขกก็ไม่อาจยืนนิ่งต้านกระแสอยู่กับที่ได้ เขาจำเป็นต้องขยับก้าวตามมารยาท ทว่าเขายังคงรักษาระยะห่างจากขอบสระอย่างรัดกุม และที่สำคัญ... เขาไม่ยอมเอาตัวไปอยู่ใกล้ชิดกับซูหว่านหนิงตามลำพังเด็ดขาด
ก่อนที่สถานการณ์จะบีบคั้นไปมากกว่านี้ หลินเยี่ยนปรายตามองไปยังตำแหน่งของหลินจื่อเหิงอย่างแนบเนียน
หลินจื่อเหิงผู้เป็นพี่ชายเพียงแค่สบตาก็เข้าใจสถานการณ์ ขุนนางหนุ่มขยับตัวเดินเข้ามาใกล้บริเวณทางเดินริมสระ ทำทีเป็นสนทนาเรื่องกวีกับสหายขุนนางอีกคน ทว่าตำแหน่งที่เขายืนอยู่นั้น สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของหลินเยี่ยนและซูหว่านหนิงได้อย่างชัดเจนทุกกระเบียดนิ้ว
ในขณะเดียวกัน เหวินจื่ออันที่เห็นความตึงเครียดบางอย่าง ก็ขยับตัวเข้ามาอยู่ในระยะที่ไม่ไกลนักเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศดูเป็นใจและฝูงชนเริ่มเบียดเสียด ซูหว่านหนิงก็ตัดสินใจลงมือ นางแสร้งทำเป็นก้าวเดินพลาด สะดุดชายกระโปรงของตนเอง ผ้าเช็ดหน้าผืนบางสีชมพูหลุดร่วงจากมือ ร่างบอบบางของนางถลันเข้าหาหลินเยี่ยนที่เดินอยู่ใกล้ที่สุด ปลายนิ้วเรียวเอื้อมหมายจะคว้าจับชายแขนเสื้อของพระชายาเอก เพื่อสร้างภาพว่ากำลังยื้อยุดฉุดกระชากกัน
ในชาติก่อน หลินเยี่ยนตกใจและเผลอยื่นมือออกไป ทำให้มุมมองของคนภายนอกเห็นเหมือนเขากำลังผลักนางลงน้ำ
ทว่าในชาตินี้ หลินเยี่ยนตาไวราวกับเหยี่ยว ทันทีที่ซูหว่านหนิงขยับตัวล้มลง เขาสืบเท้าก้าวถอยหลังออกไปถึงครึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาแนบไว้ระดับอกอย่างชัดเจน เป็นท่วงท่าที่เปิดเผยให้คนทั้งงานเห็นอย่างประจักษ์ชัด ว่าเขาไม่ได้แตะต้องตัวนางเลยแม้แต่ปลายก้อย!
ซูหว่านหนิงที่ทิ้งน้ำหนักตัวหมายจะคว้าแขนเสื้อของหลินเยี่ยน เมื่อคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ร่างของนางจึงเสียศูนย์อย่างแท้จริง แรงเหวี่ยงจากการจัดฉากประกอบกับความตกใจที่ผิดแผน ทำให้นางไม่สามารถทรงตัวได้อีกต่อไป
ตู้มมม!!
เสียงน้ำแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของซูจวิ้นจู่ผู้สูงศักดิ์ร่วงหล่นลงไปในสระบัวอันเย็นเฉียบต่อหน้าต่อตาผู้คนนับร้อย
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของเหล่านางกำนัลและฮูหยินดังระงม ทว่าก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งสติหรือชี้นิ้วกล่าวหาผู้ใด เสียงของหลินเยี่ยนก็ตวาดก้องขึ้นมาก่อนเป็นคนแรก
“มัวยืนมองสิ่งใดกันอยู่! ซูจวิ้นจู่ตกน้ำแล้ว รีบลงไปช่วยคนเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงของหลินเยี่ยนดังกังวาน เต็มไปด้วยอำนาจและความตระหนกที่ดูสมจริง เขาไม่ได้ยืนยิ้มเย็นชา ไม่ได้นิ่งเฉยดูดาย และไม่ได้แสดงอาการสาแก่ใจเลยแม้แต่น้อย การออกคำสั่งอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดของเขา ทำให้ภาพลักษณ์ของ ‘ผู้กระทำผิด’ ถูกลบล้างออกไปจากความคิดของคนรอบข้างในเสี้ยววินาที เปลี่ยนให้เขากลายเป็น ‘ผู้มีสติที่เรียกคนมาช่วย’ ได้อย่างหมดจด
ขันทีและองครักษ์ฝ่ายวังในที่ได้ยินคำสั่ง ต่างรีบกระโจนลงไปในสระเพื่อช่วยเหลือจวิ้นจู่ขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
ซูหว่านหนิงถูกลากตัวขึ้นมาบนฝั่งในสภาพที่เปียกปอนไปทั้งตัว ผมเผ้ายุ่งเหยิง เครื่องสำอางที่แต่งแต้มมาอย่างดีเลอะเทอะดูไม่จืด นางสำลักน้ำเสียงดังค่อกแค่ก ท่าทางน่าเวทนา
ทันใดนั้น เหวินจื่ออันก็ก้าวพรวดเข้ามาถึงตัวนางอย่างรวดเร็ว ในฐานะแพทย์ เขาทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์แบบ หมอหนุ่มออกคำสั่งเสียงนิ่งและทรงอำนาจ
“ไปนำผ้าคลุมมาให้ท่านหญิง อย่าให้นางถูกลมหนาว!” เหวินจื่ออันหันไปสั่งนางกำนัล ก่อนจะหันไปกันฝูงชนที่มุงดู “อย่าเพิ่งให้คนรุมล้อม เปิดทางให้นางหายใจ! ไปเรียกหมอหลวงประจำวังมาด้วย!”
เหวินจื่ออันคุกเข่าลงตรวจชีพจรและอาการเบื้องต้นของซูหว่านหนิงอย่างระมัดระวังและรักษามารยาท ในระหว่างนั้น เขาแอบลอบปรายตามองไปยังหลินเยี่ยนที่ยืนอยู่ไม่ไกล หลินเยี่ยนไม่มีท่าทีตื่นตระหนกลนลานแบบคนทำผิด ไม่มีอาการมือไม้สั่น ทั้งยังเป็นคนแรกที่ตะโกนเรียกให้ช่วย เหวินจื่ออันเป็นคนฉลาด เขามองเห็นการถอยหลบของหลินเยี่ยนเมื่อครู่ได้อย่างชัดเจน และตอนนี้ เขาก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังละครฉากนี้แล้ว
ซูหว่านหนิงที่เพิ่งถูกดึงขึ้นมาจากน้ำ ตัวสั่นเทาด้วยความหนาวและคั่งแค้น แม้แผนจะผิดพลาด ทว่านางไม่ยอมแพ้ นางช้อนตามองหลินเยี่ยนด้วยดวงตาที่แดงก่ำและคลอไปด้วยน้ำตา บีบน้ำตาแสร้งทำเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำอย่างน่าสงสาร
“พระชายา...” ซูหว่านหนิงเค้นเสียงสั่นเครือปนเสียงไอ “เหตุใดท่านต้อง...”
นางจงใจเว้นจังหวะ เพื่อให้ผู้คนจินตนาการต่อว่านางกำลังจะพูดคำว่า ‘ผลัก’
ทว่าหลินเยี่ยนไม่ยอมปล่อยให้นางได้เล่นบทงิ้วต่อ เขาก้าวเข้าไปใกล้เล็กน้อย แสร้งทำสีหน้าห่วงใยอย่างสุดซึ้ง แล้วเอ่ยขัดขึ้นด้วยเสียงที่ดังฟังชัด
“ซูจวิ้นจู่ ท่านเพิ่งสำลักน้ำจนเสียขวัญ อย่าเพิ่งรีบร้อนฝืนพูดสิ่งใดเลย ประเดี๋ยวลมจะตีกลับเอาได้ ให้ท่านหมอเหวินและหมอหลวงตรวจดูอาการให้แน่ชัดก่อนเถิด”
คำพูดของหลินเยี่ยนฟังดูเหมือนความห่วงใยอย่างแท้จริง ทว่ามันกลับเป็นกำแพงหินที่อุดปากซูหว่านหนิงไม่ให้นางได้เอ่ยคำป้ายสีออกมาได้ถนัดปาก
ทว่าซูหว่านหนิงผู้ไม่ยอมจำนน ยังคงฝืนเค้นเสียงไอ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยความพยายามเฮือกสุดท้าย “เมื่อครู่... พระชายาอยู่ใกล้หม่อมฉันที่สุด...”
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศรอบสระบัวตกอยู่ในความเงียบงัน สายตาหลายคู่เริ่มหันมามองที่หลินเยี่ยนด้วยความเคลือบแคลงใจอีกครั้ง ตามวิสัยของคนที่ชอบเสพเรื่องอื้อฉาว แม้หลินเยี่ยนจะเป็นคนเรียกคนช่วย ทว่าข้อเท็จจริงที่ว่าเขาอยู่ใกล้นางที่สุด ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังจะถูกปั่นป่วนและพลิกผันให้กลายเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรง...
เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากฝูงชน แผ่นหลังเหยียดตรง ท่วงท่าสง่างามดุจขุนเขาที่ไม่มีวันสั่นคลอน
หลินจื่อเหิงก้าวออกมาจากเงาของศาลาริมน้ำ ชายแขนเสื้อขุนนางสีเทาอ่อนสะบัดเบาๆ ตามแรงลม ด้านข้างมีเหวินจื่ออันยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาของทั้งสองล้วนจับจ้องไปยังซูหว่านหนิงที่ยังเปียกปอนอยู่บนพื้น
หลินจื่อเหิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ทว่าดังกังวานกึกก้องไปถึงก้นบึ้งของหัวใจผู้ฟังทุกคน
“ซูจวิ้นจู่... ท่านแน่ใจหรือว่า ถ้อยคำต่อไปที่กำลังจะเอ่ยออกมา ท่านจะรับผิดชอบไหว”
บทที่ 6งานชมดอกบัวเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในเรือนของพระชายาเอกเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย ทว่าแฝงความตึงเครียดบางเบาที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหลินเยี่ยนนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้ชิงหลินช่วยสางผมและจัดเตรียมอาภรณ์สำหรับเข้าวัง วันนี้เขาเลือกสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าหม่นปักลายเมฆาขอบเงิน แม้จะดูงดงามสมฐานะพระชายาเอกแห่งจวนอ๋อง ทว่ากลับไม่ได้ฉูดฉาดสะดุดตาจนเกินงาม เขาไม่ได้จงใจแต่งกายเพื่อไปประชันความโดดเด่นกับซูหว่านหนิง และไม่ได้ใส่ใจที่จะดึงดูดสายตาผู้ใด สีหน้าของหลินเยี่ยนเรียบเฉย นัยน์ตาสีเข้มสาดประกายเยือกเย็น ไม่เหมือนคนที่กำลังเตรียมตัวเดินเข้าสู่สถานที่ที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของขุมนรกเลยแม้แต่น้อยทว่าชิงหลินที่กำลังติดแผ่นหยกพกที่บั้นเอวให้ผู้เป็นนาย กลับมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด มือของนางสั่นเล็กน้อย จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมา“พระชายา... หากวันนี้ซูจวิ้นจู่เข้ามาพูดจายั่วยุต่อหน้าผู้คนเหมือนคราวก่อนๆ อีก พระชายาจะทำอย่างไรเพคะ”หลินเยี่ยนปรายตามองเงาของสาวใช้คนสนิทในคันฉ่อง เขาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความขุ่นเคือง“ฟังให้จบ ยิ้มให้พอ... แล้วอย่าเดินตามนางไปใ
บทที่ 5พี่ชายที่ถูกเรียกกลับมาเสียงย่ำเท้าของกองทัพนับหมื่นและเสียงเกือกม้าที่เคยดังกัมปนาทไปทั่วลานกว้าง ค่อยๆ แผ่วเบาและจางหายไปตามสายลมยามเช้า ขบวนทัพของเซี่ยหลานโจวเคลื่อนตัวห่างออกจากประตูเมืองหลวงไปไกลแล้ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงที่ลอยคลุ้งและร่องรอยของล้อรถเสบียงบนพื้นดินเมื่อปราศจากเสียงอึกทึกของกองทัพ จวนอ๋องที่กว้างใหญ่ก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงัดอย่างรวดเร็ว ความเงียบที่โรยตัวลงมานั้นแฝงไปด้วยความเวิ้งว้าง ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกดึงเอาแกนกลางของมันออกไปจนหมดสิ้นทว่าภายในเรือนพักของพระชายาเอก ความเงียบงันนี้กลับไม่ได้นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างที่บ่าวไพร่หลายคนคาดเดาหลินเยี่ยนนั่งอยู่หลังโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก เอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเบื้องหน้าของเขามีเทียบเชิญสีทองอร่ามประทับตราลัญจกรของวังหลวงวางอยู่อย่างโดดเด่น นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความอาวรณ์ยามที่สามีต้องออกเดินทาง บัดนี้กลับเรียบเฉยและเยือกเย็นดุจผิวน้ำในสระเหมันต์ เขากำลังทอดสายตามองเทียบเชิญฉบับนั้นอย่างสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการร่ำไห้หรือความกระวนกระวายใจแม้แต่น้อยชิงหลิน สาวใช้คนสนิทที
บทที่ 4คนที่ไม่มาส่งยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเทาหม่น ลมหนาวช่วงเช้ามืดพัดกรีดผ่านลานกว้างหน้าจวนอ๋อง หอบเอาความเย็นเยียบมาปะทะผิว ทว่าบรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้นกลับเต็มไปด้วยความคุกรุ่นและเร่งรีบเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง เสียงโลหะจากชุดเกราะกระทบกันดังเป็นจังหวะหนักแน่น ธงรบประจำกองทัพแดนเหนือสะบัดพลิ้วส่งเสียงพึ่บพั่บอยู่ในสายลม เหล่าทหารกล้านับหมื่นนายตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รอคอยเพียงคำสั่งเคลื่อนพลจากแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เซี่ยหลานโจวปรากฏกายขึ้นในชุดเกราะเต็มยศ โลหะสีเงินเหลือบดำสะท้อนแสงคบเพลิงสลัว รูปลักษณ์ของท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือในยามนี้ทั้งสูงส่ง สง่างาม และแผ่กลิ่นอายดุดันเย็นชาจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา ทว่าภายใต้หน้ากากน้ำแข็งที่สมบูรณ์แบบนั้น ภายในใจของเขากลับไม่สงบนิ่งเหมือนเช่นทุกคราที่ต้องออกศึกกลิ่นไหม้ของเถ้าถ่านจากผ้าไหมและดิ้นทอง ยังคงลอยวนเวียนอยู่ปลายจมูกไม่ยอมจางหายไปไหนภาพของห้องหอชั้นในที่เงียบเหงาและถูกทิ้งร้างจนฝุ่นจับ โคมมงคลสีแดงที่ไร้แสงสว่าง แววตาอันว่างเปล่าและเย็นชาของหลินเยี่ยน รวมถึงน้ำเสียง
บทที่ 3คืนก่อนออกศึกยามซวี (19.00 - 20.59 น.) งานเลี้ยงส่งทัพเบื้องหน้ายังคงดำเนินต่อไปด้วยความครึกครื้น ทว่าภายในจวนอ๋องฝั่งเรือนพักของชายาเอกกลับเงียบสงัดและเย็นเยียบหลินเยี่ยนก้าวเท้าเข้ามาในอาณาเขตเรือนของตนเอง ท่วงท่าการเดินยังคงสง่างามและนิ่งสงบ แผ่นหลังเหยียดตรงไร้ซึ่งร่องรอยของความเสียใจหรือความอาลัยอาวรณ์ใดๆ ชิงหลินที่เดินตามมาเบื้องหลังกอดถุงหอมสีน้ำเงินเข้มเอาไว้แนบอกราวกับมันเป็นของล้ำค่า บ่าวรับใช้สาวมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องรับรองด้านนอก หรือ ‘เรือนนอก’ ของตำหนัก ชิงหลินก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าผู้เป็นนาย“พระชายา... ท่านคิดให้ดีอีกสักครั้งเถิดเพคะ” ชิงหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ชูถุงหอมในมือขึ้น “ของชิ้นนี้ท่านตั้งใจทำมากเหลือเกิน หากท่านโกรธเคืองที่ท่านอ๋องเมินเฉย เก็บมันไว้ในหีบก่อนดีหรือไม่ เผื่อวันหน้า...”“เจ้าไม่ต้องเสียดายแทนข้า ชิงหลิน”หลินเยี่ยนเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน เขาก้มลงมองถุงหอมที่ปักลายกิเลนเหยียบเมฆาด้วยดิ้นทองสุกสว่าง ก่อนจะละสายตาไปมองกระถางไฟทองเหลืองใบเล็กที่ตั้งอยู่ม
บทที่ 2ถุงหอมที่ไม่ควรถูกส่งเฮือก!ร่างผอมบางสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ อาการกระตุกเกร็งนั้นรุนแรงราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งตะเกียกตะกายโผล่พ้นผิวน้ำ สองตาของหลินเยี่ยนเบิกโพลง นัยน์ตาสั่นระริก ลำคอตีบตันจนต้องยกมือขึ้นตะปบหน้าอกตัวเองเพื่อไขว่คว้าหาอากาศทว่า... สิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่แผ่นกระดานไม้แข็งสากที่เย็นเยียบความเย็นจากเรือนเย็นยังคงฝังลึกอยู่ในกระดูกจนเขาสั่นสะท้าน หลินเยี่ยนนั่งนิ่งงัน สับสนจนแยกไม่ออกว่าภาพตรงหน้าคือความฝันหลอกหลอนก่อนตาย หรือสิ่งที่พบเจอมาก่อนหน้าเป็นเพียงความฝัน ถวาใจของหลิงเยี่ยนรู้ดีว่าความโหดร้ายที่พบเจอมาก่อนหน้านั้นไม่ใช้ความฝันอย่างแน่นอน ฤาสวรรค์เวทนาให้เขาย้อนเวลากลับมาจริงๆ กลิ่นคาวเลือดยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก สัมผัสของของเหลวข้นคลั่กที่ทะลักออกจากริมฝีปากยังแจ่มชัด ความหวาดกลัวว่าหากขยับตัวเพียงนิด ภาพลวงตานี้จะแตกสลาย แล้วจะกลับไปนอนรอความตายอย่างโดดเดี่ยวในเรือนเย็นอีกครั้งเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ... สิ่งที่ปะทะความรู้สึกคือ ‘ความอบอุ่น’ไม่มีลมเหมันต์ที่พัดบาดผิวจนแสบร้อน ไม่มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือด สิ่งที่เข้า
บทที่ 1เรือนเย็นและจุดสิ้นสุดของการรอคอยลมเหมันต์พัดกระหน่ำจนบานหน้าต่างไม้เก่าคร่ำคร่าของ ‘เรือนเย็น’ สั่นคลอนอากาศภายในหนาวเหน็บ หลินเยี่ยนไอออกมาอย่างรุนแรง ร่างผอมบางสั่นสะท้าน โลหิตสีคล้ำซึมออกจากริมฝีปากซีดเผือด หยดลงบนอาภรณ์สีขาวหม่นหมองอย่างเงียบงันไม่มีเตาผิง ไม่มีผ้าห่มหนาพอจะกันลมหนาว มีเพียงความมืดมิดและความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้สายตาพร่ามัวทอดมองไปยังบานประตูที่ถูกลงกลอนแน่นหนาจากด้านนอก ไร้เงาชิงหลิน บ่าวคนสนิทที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้มาพบข้าตั้งแต่วันแรก บนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงมีถ้วยยาที่เย็นชืดจนจับตัวเป็นน้ำแข็งข้าใช้ความพยายามในการเปล่งเสียงที่แหบห้าวออกไปสอบถามถึงชายผู้เป็นที่รัก และความหวังเดียวที่สามารถช่วยข้าออกไปจากสถานที่โหดร้ายดังเด่นนรกที่เงียบเหงาแห่งนี้ เสียงพูดคุยขององครักษ์ตอบกลับมาจากหน้าประตูว่า“ไม่มีคำสั่งปล่อยตัวจากวังใน พระชายาโปรดอยู่ในความสงบเถิด”“แล้วทางชายแดนเล่า...” เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน “มีข่าวส่งกลับมาบ้างหรือไม่?”“ชายแดนยังไม่มีข่าวใดส่งมา และถึงมี ท่านอ๋องก็คงไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องในจวนหรอกพ่ะย่ะค่ะ”หลินเยี่ยนหลับ







