LOGIN"อืม~"
แรงขยับพลิกกายพร้อมกับเสียงครางเบาๆ ผ่านลำคอก่อนมือหนาจะยกขึ้นนวดหว่างคิ้วเพื่อให้คลายความตึงเครียดลง ศรัณย์ผ่อนลมหายใจออกจมูกเฮือกดังดันตัวลุกขึ้นจากเตียงนุ่มขนาดคิงไซซ์นั่งก้มหน้าเล็กน้อย เมื่อวานกว่าจะจัดการงานเสร็จเวลาก็เลยเข้าสู่วันใหม่แล้ว ไหนยังจะต้องกลับมาเคลียร์งานต่อที่คลับให้เสร็จเพื่อที่จะได้ไปทำอย่างอื่นต่ออีก กว่าจะได้พักก็เกือบเช้าแล้ว ร่างแกร่งเหวี่ยงผ้าห่มคลุมท่อนล่างที่มีเพียงกางเกงนอนขายาวตัวเดียวบนกายออกก่อนจะหย่อนเท้าลงพื้นหยัดกายลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำเพื่อชำระกายเรียกความสดชื่น ศรัณย์กลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับชุดคลุมตัวใหญ่สีเทาเข้มผูกสายเอวลวกๆ เปิดโชว์แผงอกแกร่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อลอนแข็งที่ยังคงมีหยาดน้ำเกาะแพรวพราว มือหนาคว้ามือถือบนชั้นวางของข้างหัวเตียงมาเปิดเช็กข่าวสารพร้อมกับก้าวเท้ายาวเดินออกมาสูดอากาศยามเช้าหน้าระเบียงชั้นบนสุดของคลับหรู แสงจ้าจากดวงตะวันในเวลาแปดโมงครึ่งทำให้ใบหน้าคมเข้มถึงกับต้องรีบเบนหลบ ลิ้นสากดุนกระพุ้งแก้มเบาๆ ปล่อยให้หยดน้ำจากเรือนผมดกตกลงกระทบผิวกายเล่น ยืนตากแดดตากลมนอกระเบียงเพียงไม่กี่นาทีก็รู้สึกได้ถึงความแสบสันตามผิวกายจนต้องมือขึ้นลูบเบาๆ "วุ่นวายฉิบ" เสียงรถรากำลังวิ่งสวนผ่านไปมาบนท้องถนนทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกสดชื่นแรกเริ่มวันใหม่เลยด้วยซ้ำ กลับกันกลับดูวุ่นวายเสียงตีกันจนน่าหงุดหงิดเสียยิ่งกว่า ศรัณย์พ่นลมหายใจออกปากเบาๆ คิดไว้ว่าจะมาสูดอากาศยามเช้าสักหน่อยแต่ก็ถูกเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์จนหมดอารมณ์จะยืนต่อ เท้าหนักหมุนเปลี่ยนทิศทางกลับทางเดิมเพื่อจะได้เข้าไปจัดการตัวเองต่อ แต่ในจังหวะที่หมุนกายหางตาก็เหลือบเห็นเงาของใครบางคนที่กำลังย่ำเท้าเข้ามาในเขตพื้นที่ ร่างเล็กอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมง ดวงหน้าจิ้มลิ้มขึ้นสีระเรื่อราวกับคนเพิ่งผ่านการวิ่งมา ริมฝีปากเล็กนั่นถูกเจ้าของมันขบเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เจ้าหล่อนมองตรงเพียงด้านหน้าไม่หันว่อกแว่กมองสนใจรอบกายเลยสักนิด แต่ที่สะดุดตามากที่สุดเห็นจะเป็นดวงตากลมคู่นั้นที่เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน มีความหวั่นเกรงแต่ก็พยายามจะก้าวเดินเข้าหา... พุดตานกวาดสายตามองหน้าคลับที่ตอนนี้ไร้ผู้คนยืนเฝ้าเหมือนทุกครั้ง ดวงตากลมหันมองรอบๆ เผื่อจะเจอกับใครสักคนที่สามารถพาเธอเข้าไปด้านในได้ มือเล็กเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ริมฝีปากอิ่มถูกขบเม้มจนห้อเลือดในขณะที่หัวใจดวงน้อยกำลังกระหน่ำเต้นแรงอย่างหนัก เมื่อคืนหลังจากนั่งร้องไห้จนพอใจแล้วเธอก็ตั้งมั่นไว้ว่าวันนี้จะต้องมาพบกับเจ้าหนี้ของพ่อให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยทางไหนขอเพียงแค่ได้พบเขาก็พอ หลังทานมื้อเช้ากับครอบครัวเสร็จเธอจึงตรงมายังที่นี่ทันทีไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้เจอกับคนที่อยากเจอหรือเปล่าเพราะเวลานี้ไม่ใช่เวลาคลับเปิด แต่มันก็ไม่มีทางเลือกอีก เพราะที่นี่คือที่เดียวที่เธอรู้มาว่าเจ้าหนี้ของพ่อเป็นเจ้าของ ความจริงยังมีบ่อนอีกที่หนึ่งที่พ่อเธอบอกมาว่าเขาเป็นเจ้าของ แต่จากที่ฟังแล้วที่นั่นเหมือนจะอันตรายกว่าที่นี่เยอะเลย "ไม่มีใครเลยเหรอ" เสียงหวานพึมพำกับตัวเองเบาๆ สายตายังคงสอดส่องมองหาผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการ์ดหรือใครก็ตามที่เคยยืนเฝ้าด้านหน้านี้ประจำ แต่ตอนนี้แทบไม่มีใครเลย กึก! ในจังหวะที่กำลังมองหาผู้คนเสียงดังกึกกักจากด้านในก็ดึงความสนใจของเด็กสาวให้กลับมาหยุดอยู่ด้านหน้าตัวเองอีกครั้ง บานประตูถูกคนด้านในเปิดแง้มเล็กน้อยทำให้สามารถมองเห็นเพียงหน้าผากของเขาและดวงตาที่ส่องลอดผ่านช่องประตูออกมา "คลับยังไม่เปิดครับถ้าจะเที่ยวมาอีกทีตอนเย็นนะ" "หนูไม่ได้มาเที่ยวค่ะหนูมาหาเจ้าของที่นี่ค่ะ" "..." พุดตานรีบเอ่ยจุดประสงค์ตัวเองกลัวคนด้านในจะปิดประตูจนไม่ได้ยินเสียงเธอไปเสียก่อน มุมปากจุดรอยยิ้มนิดๆ แม้จะเกิดความประหม่ากลัวไม่น้อยที่ต้องมายังสถานที่แบบนี้ แถมยังมีแต่ผู้ชายแปลกหน้าน่ากลัวแต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมเสี่ยงดูสักครั้ง การ์ดร่างสูงหายไปพร้อมกับความเงียบทำให้ใจคนตัวเล็กหล่นวูบกลัวจะมาเสียเที่ยวอีก เธอเหลือเวลาไม่มากแล้วไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองและครอบครัวบ้างหากว่าพลาดโอกาสจะได้เจอเจ้าหนี้ไปอีกครั้ง ดวงตากลมหลุบลงมองพื้นเบื้องหน้าพลางกัดกลีบปากนุ่มจนห้อเลือดเป็นรอยฟัน ภาวนาขอให้ฟ้าเห็นใจเธอสักครั้งขอให้ทุกอย่างสมดั่งใจคิดและปรารถนา กึก! กึก! แกร๊ก! เท้าเล็กย่ำถอยออกห่างสองก้าวเหลือบขึ้นมองการ์ดร่างสูงที่เปิดประตูออกมาด้วยความหวาดหวั่น กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่กระชับสายกระเป๋าสะพายบนบ่าเข้าแนบแน่นกาย "เข้ามาสิ พี่เขตรออยู่" "...ค่ะ" พุดตานพยักหน้ารัวๆ ตอบรับเสียงสั่น เจ้าของชื่อที่เคยได้ยินคนของคลับเรียกขานทำให้หัวใจดวงน้อยที่กำลังตื่นกลัวเกิดความชื้นขึ้นมาเล็กน้อย อย่างน้อยก็มีคนที่เธอคิดว่าเป็นคนดีอยู่ด้วย เขตแดนเป็นคนเดียวที่เธอคิดว่าสามารถพึ่งพาได้ในหมู่คนแปลกหน้านี้ อาจเพราะเขาเป็นคนสุภาพท่าทางนิ่งขรึมไม่มีอันตรายและน่ากลัวเธอจึงไว้ใจเขามากที่สุด เท้าเล็กก้าวเข้ามาภายใต้อาคารสถานบันเทิงยามค่ำคืน แต่ในเวลานี้สถานที่นี้กลับเงียบสนิท เด็กสาวกวาดสายตามองรอบๆ ที่มีการ์ดร่างใหญ่ยืนอยู่ประปรายไม่กี่คน ก่อนจะเลื่อนสายตามาหยุดนิ่งตรงหน้าบาร์ที่มีร่างของคนที่คิดว่ารู้จักดีกว่าคนอื่นๆ ในที่นี้กำลังนั่งอยู่ "สวัสดีค่ะ หนูดีใจที่ได้เจอพี่อีก หนูคิดว่าจะมาเสียเที่ยวแล้ว" "..." รอยยิ้มน้อยๆ ของเด็กสาวทำให้เขตแดนที่กำลังยกบุหรี่ในมือขึ้นสูบชะงักไปเล็กน้อย เขาคิดว่าตัวเองเคยบอกไปชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่คนดี แต่ดูจากสีหน้าของเจ้าหล่อนตอนนี้แล้วเหมือนไม่ได้ฟังในสิ่งที่เขาบอกไปเลยสักนิด บอดี้การ์ดหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้บาร์โยนมวนบุหรี่ในมือลงในจานเขี่ยบุหรี่แล้วพ่นควันขาวคละคลุ้งลอยขึ้นสู่อากาศ มือหนาสอดเข้าในกระเป๋ากางเกงจ้องหน้าเด็กสาวตรงหน้าด้วยใบหน้านิ่ง "ตามมา" เสียงทุ้มเอ่ยกับเด็กสาวตัวเล็ก เห็นเธอพยักหน้ารัวๆ พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างแล้วได้แต่ถอนหายใจเบาๆ คนไม่รู้ชะตากรรมตัวเองว่ากำลังเดินเข้าหากองไฟหลงคิดเพียงดีใจที่จะได้พบเจอเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วหากว่าไม่ได้รับอนุญาตไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเข้ามาได้ทั้งนั้น ก็ไม่รู้ว่าคนด้านบนกำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้ยอมให้เด็กสาวเข้าพบ พุดตานเดินตามหลังเขตแดนขึ้นมายังชั้นสอง มาหยุดยืนหน้าห้องที่เธอเคยมายืนรอแต่ก็ไม่ได้พบคนที่อยากเจอ หัวใจดวงน้อยกระหน่ำเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า เพียงนึกถึงดวงตาคมกริบคู่นั้นที่จ้องมองเธอเมื่อวาน รอยยิ้มที่เขาเพียงกระตุกมุมปากขึ้นนิดๆ แต่กลับทำเธอกลัวจนไม่กล้าเงยหน้าสบตาแค่นี้ก็รู้สึกหายใจลำบากเหมือนคนจมน้ำจะตายแหล่มิตายแหล่แล้ว "รออยู่นี่" "อื้อๆ" ศีรษะทุยรีบพยักหน้าตอบกลับ ความรู้สึกทั้งหมดแสดงออกผ่านสีหน้าหมดจนคนมองเผลอถอนหายใจใส่ ยิ่งเธอแสดงความประหม่ากลัวผ่านสีหน้ามากเท่าไหร่เจ้านายเขายิ่งชอบมากเท่านั้น การต้อนคนให้จนมุมให้ไร้หนทางสู้เหมือนเกมโปรดของคนเป็นนาย ยิ่งเป็นเด็กไร้ทางสู้กลับก็เหมือนกับแมลงเม่าที่รอเปลวไฟแผดเผาเล่นจนพอใจเท่านั้น ---"อืม อร่อยเหมือนที่อวดไว้จริงด้วยแฮะ"ศรัณย์เอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม มือหนาจับถ้วยน้ำซุปถ้วยเล็กยกซดน้ำแกงที่เหลือจนได้ยินเสียงซู๊ดดังตามมา ก่อนจะวางกลับลงตามเดิมเงยหน้าขึ้นมองคนตัวเล็กตรงข้ามที่กำลังกลั้นยิ้มจนใบหน้าแดงก่ำ เบือนหน้าออกเล็กน้อยกระแอมไอเบาๆ กลบเกลื่อนอาการน่าอายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน"ถ้าบอกว่าไม่อร่อยหนูก็ไม่เชื่อหรอกค่ะ เพราะทั้งหม้อคุณทานอยู่คนเดียวเลย หนูตักมาถ้วยเดียวนอกนั้นคุณก็จัดการหมด""พูดไป ใครมันจะกินเยอะขนาดนั้น" น่าอายฉิบ! เขาต้องติดเชื้อจอมตะกละจากเด็กน้อยมาแน่ๆ ปกติไม่เคยกินเยอะแบบนี้มาก่อน"อือ... ถ้าคุณอยากทานอีกไว้พรุ่งนี้หนูทำให้อีกนะคะ อยากทานอะไรเดี๋ยวหนูทำให้เองค่ะ""ไม่ต้องลำบากก็ได้เดี๋ยวเธอกับลูกจะเหนื่อยเปล่า" ถึงจะพูดแบบนั้นออกมา แต่ในใจระริกระรี้ทนรอไม่ไหว รู้สึกว่ามื้อนี้เป็นมื้อที่ทานได้เยอะที่สุดแล้ว คงเพราะคนทำใส่ใจลงไปด้วยตอนปรุงรสชาติอาหารถึงได้อร่อยมากเป็นพิเศษ อร่อยกว่าร้านอาหารหรูๆ ดังๆ อย่างที่เจ้าหล่อนพูดมาจริงศรัณย์ช่วยพุดตานเก็บกวาดโต๊ะและล้างจานชามจนเรียบร้อยแล้วก็พากันมานั่งดูหนังยังโถงนั่งเล่น โดยที่คนตัวเล็กนั่งอยู่บนตักแก
ฟ้าหลังฝนมักจะเจอกับความสดใสและสวยงามเสมอ และนั่นก็รวมถึงความสัมพันธ์และชีวิตของพุดตานด้วยนับจากวันนั้นจนกระทั่งออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่เพนท์เฮ้าส์ศรัณย์ก็มักจะทำตัวน่ารักกับเธอเสมอ ไม่ว่าอะไรเขาก็จะเป็นคนรับเอาไว้เองทุกอย่าง แม้กระทั่งตอนกลับบ้านไปหาพ่อกับแม่เขาก็ยังรับหน้าพาเธอกลับไป แถมยังตามใจให้เธอนอนค้างได้ด้วยแต่ต้องมีเขาห้อยติดตัวตลอดเวลาด้วยจะบอกว่าเป็นเรื่องตลกที่น่าเอ็นดูก็คงใช่ เช้าวันหนึ่งในขณะที่พุดตานกำลังนอนหลับฝันหวานถึงอนาคตที่มีร่วมกับชายหนุ่มและลูกน้อย ก็ต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงอาเจียนที่ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องน้ำ พอหันมองหาคนข้างกายแล้วไม่พบว่านอนอยู่ข้างกันเหมือนตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเธอจึงเดินเข้าไปหาเคาะประตูเรียกหาเขาในห้องน้ำ และมันก็ชัดเจนว่าเจ้าของเสียงนั้นคือเขาจริงๆพอออกมาจากห้องน้ำได้ร่างสูงก็ทิ้งตัวนอนกลับบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง เขาไม่เคยอ่อนแอถึงขั้นจะล้มป่วยแบบนี้ได้ แต่อาการต่อมาหลังจากเช้านั้นก็คือการเบื่ออาหารและเหม็นกลิ่นรอบกายไปหมด แม้แต่กลิ่นน้ำมันบนอาหารทอดเขายังต้องเบือนหน้าหนีไม่อยากขยับเข้าใกล้ ต่างจากเธอที่ชอบมากใบหน้าที่เคยดูสุ
"ไม่ค่ะ หนูไม่อยากรู้คำตอบอะไรแล้ว""ได้ไง! ก็ฉันอยากตอบนี่เธอก็ต้องถามมาสิ จะถามอะไรก็ได้ อยากรู้อะไรก็ถามมาเลยฉันตอบได้ทุกคำถามทุกอย่างจะไม่ปิดบังอะไรแค่ถามมาก็พอ"ศรัณย์ลุกขึ้นนั่งแบบพรวดพราดไม่มีปี่มีขลุ่ยพลอยทำคนตัวเล็กสะดุ้งตกใจตามหันขวับกลับมาด้านหลังไปด้วย พอเห็นว่าไม่ได้มีอะไรน่าตกใจไปกว่าการพรวดพราดลุกขึ้นนั่งของชายหนุ่มแล้วเด็กสาวจึงย่นคิ้วทำหน้าดุใส่ไปหนึ่งที ก่อนจะหันกลับมานอนหันหลังให้อีกครั้งส่วนคนถูกดุให้ได้แต่ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยกลบเกลื่อนอาการ ใจหวิวๆ แปลกๆ อยากจะให้เจ้าหล่อนถามคำถามอะไรก็ได้ที่อยากรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถามค้างไว้เมื่อวานตอนเช้า หรือเรื่องที่ทำให้เข้าใจผิดแล้วต้องมานอนอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเขาก็พร้อมจะตอบทุกคำถามไม่บ่ายเบี่ยงแต่..."เฮ้อ..." ลมหายใจอุ่นถูกเจ้าของพ่นออกผ่านริมฝีปากบางเบาๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อยไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี ไม่เคยต้องมาเครียดเรื่องแบบนี้มาก่อนก็ทำตัวไม่ถูกกับสิ่งที่กำลังเผชิญเลย ร่างสูงล้มตัวกลับลงนอนซ้อนท้ายคนตัวเล็ก สอดมือสวมกอดร่างนุ่มเอาไว้แนบกับอกแน่น วางคางสากกับบ่าเล็กหันจรดจมูกลงกับต้นคอขาวสูดกลิ่นหอ
"เมียกูอยู่ไหน!"เสียงเข้มตวาดลั่นห้องฉุกเฉินที่มีลูกน้องยืนรออยู่ด้านนอก ใบหน้าคมเข้มซีดเผือดบอกให้รู้ว่าเหตุการณ์นี้กระทบกับจิตใจความรู้สึกของเจ้าของมากแค่ไหนศรัณย์ไม่รอให้ลูกน้องได้รายงานความคืบหน้าอาการของเด็กสาวก็ผลักประตูเดินเข้ามาด้านในห้องฉุกเฉินด้วยตัวเองทันที กวาดตามองรอบห้องที่มีคนไข้และหมอพยาบาลกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ก่อนสายตาจะหยุดโฟกัสกับใบหน้าซีดเซียวของพุดตานที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้สองเท้าหนักรีบเดินตรงเข้าไปหาทันที มือหนาประคองแก้มนุ่มเอาไว้ ใช้นิ้วหัวแม่โป้งลูบแก้มเนียนเย็นเฉียบเบาๆ ขอบตาร้อนผะผ่าวรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกเพียงแค่ได้เห็นใบหน้าที่เคยสดใสแต่ตอนนี้กลับดูซีดเซียวราวกับคนขาดเลือด"เอ่อ.. คุณเป็นญาติคนไข้หรือเปล่าคะ""..." เหมือนมีอะไรมาจุกคอจนพูดไม่ออก ไม่สามารถตอบคำถามของพยาบาลได้ สายตายังคงจับจ้องยังใบหน้าซีดของคนบนเตียง หัวใจเต้นถี่รัวแต่กลับดูหนักหน่วงจนหายใจไม่ออก"คนไข้มีภาวะเครียดเฉียบพลันทำให้ความดันสูงเกิดอาการหน้ามืด คุณหมอมาตรวจและได้ให้นอนพักส่วนอาการอื่นตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากค่ะ""ไม่มีอะไรมาก? เมียผมล้มแล้วจะบอกว่าไม่มีอะไรมากได้ไ
'เลิกคิดอะไรไร้สาระในหัวได้แล้ว รู้ตัวบ้างไหมว่าตัวเองเก็บความรู้สึกไม่เก่ง''อยากรู้อะไรเดี๋ยวกลับมาตอบให้ เลิกคิดเองเออเองแล้วน้อยใจเองเดี๋ยวลูกจะรู้สึกน้อยใจไปด้วยแล้วมาลงโทษฉันอีก''เป็นเด็กดี กินข้าวแล้วไปนอนเล่นในห้องอย่าคิดมาก'สมองจดจ่ออยู่แต่กับคำพูดก่อนแยกจากของศรัณย์จนไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ พุดตานนอนกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงนุ่มสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เหลือติดที่นอนของชายหนุ่มใบหน้าสวยแดงเรื่อร้อนวูบวาบ ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองแต่การกระทำอ่อนโยนและคำพูดชวนให้คิดไปไกลของเขามันทำให้เธออดไม่ได้จริงๆ"งื้อ~" ร่างเล็กพลิกหมุนกลับมายังที่ตัวเอง ดึงผ้าห่มผืนใหญ่ปิดคลุมโปง ใจเต้นแรงทุกครั้งที่นึกถึงการกระทำของเจ้าหนี้จนไม่สามารถนอนนิ่งๆ เป็นเด็กดีไม่คิดมากเหมือนที่เขากำชับไว้ได้พุดตานสะบัดผ้าห่มออกจากตัวดันตัวลุกขึ้นนั่งหันมองรอบห้องแล้วกัดปากตัวเองเบาๆ อยู่ๆ ภาพของแตงโมสีแดงฉ่ำๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยส่งสัญญาณล่วงหน้าทั้งที่กำลังคิดถึงเจ้าของกลิ่นหอมรอบตัวอยู่แท้ๆ กระเพาะก็ค่อยๆ ผลิตน้ำย่อยออกมาทันทีที่นึกถึงของกิน ต้องลงจากเตียงเดินออกมาหาผลไม้รสหวานฉ่ำที่อยากทานขึ้นมาดื้
"วันนี้ฉันต้องอยู่กาสิโนทั้งวันอาจกลับดึก ถ้าจำเป็นต้องออกไปข้างนอกก็ให้ไอ้ธันวาพาไปแต่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าออกจากห้องเด็ดขาดเข้าใจไหม"ศรัณย์ยกแก้วกาแฟส่งกลิ่นหอมอบอวลขึ้นจิบพลางเอ่ยกำชับกับแม่ของลูกที่กำลังนั่งทานมื้อเช้าอยู่ด้วยกัน ตาคมช้อนขึ้นมองเจ้าหล่อนเล็กน้อยแล้วหลุบตากลับยังหน้าจอไอแพดในมืออีกครั้งความเงียบของเด็กสาวทำให้จำต้องเงยหน้ากลับขึ้นมาอีกครั้ง เห็นดวงตากลมมุ่งตรงมายังตัวเขาแต่ไม่ได้เอ่ยพูดอะไรออกมาผิดจากวิสัยของเธอที่จะเจื้อยแจ้วทั้งวันยิ่งกว่านกแก้วนกขุนทองอีก "มีอะไรก็พูดมาอย่ามาทำหน้าแบบนั้น" ผ่อนหายใจออกเบาๆ ดึงสายตากลับถามเสียงเข้มกดดันให้แม่ของลูกพูดความในใจออกมา แค่เห็นหน้าก็รู้ไปถึงก้นบึ้งของหัวใจแล้วว่าเธอกำลังมีคำถามในใจ แต่ไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ อาจเพราะกลัวเขาต่างๆ นานาตามความเคยชินของเธอนั่นแหละ"หนูคิดว่าจะบอกเรื่องลูกกับพ่อแม่แต่ไม่รู้คุณจะยินดีให้บอกหรือเปล่า แต่ถ้าให้ปิดแบบนี้หนูก็ไม่สบายใจเลย""บอกไปสิ ฉันไม่ได้ห้าม""แต่ถ้าบอกพวกท่านต้องไม่พอใจแน่ๆ แค่ตอนที่รู้ว่าหนูเอาร่างกายมาขัดดอกให้คุณแม่ก็โกรธไม่พูดกับหนูแล้ว ถ้ารู้เรื่องท้องอีก.. ถ้าพวกท่านบั
"พุดตาน! มีคนมาหาลูก"เสียงตะโกนจากชั้นล่างทำให้พุดตานที่เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมพร้อมจะออกจากบ้านเหมือนเช่นทุกวันต้องชะโงกหน้ามองข้ามกระจกยังบานประตูห้อง แม้จะไม่เห็นว่าใครคนนั้นคือใครแต่มันก็เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ยามถูกขานเรียกแม้อีกคนจะอยู่อีกด้านหนึ่งของกำแพงกั้นนิ้วเรียวรีบทำหน้าที่ปัดลิปสต
แสงสว่างจากสองข้างทางตลอดการเดินผ่านทำหัวใจดวงน้อยโลดแล่นด้วยความตื่นเต้นระคนกลัวแปลกๆ ไอเย็นจากอะไรบางอย่างที่แผ่เข้ามากระทบผิวกายบางนุ่มที่โผล่พ้นเนื้อผ้าทำให้ต้องยกมือขึ้นมาลูบอยู่หลายครั้งพุดตานกวาดตามองสองข้างทางที่มีไฟดวงน้อยคอยให้แสงสว่างอยู่ เธอจำได้ว่ารถเข้ามาจอดภายในเขตของโรงแรมชื่อดังแห
"น้องก้ามแก้วเนี่ยผิวดีมากเลยนะคะ ตั้งแต่พี่มาดูแลงานนี้ยังไม่เคยเห็นนางแบบคนไหนผิวดีเท่าน้องมาก่อนเลยจริงๆ ไม่ได้อวยนะบอกไว้ก่อน""หึหึ ยังไม่ได้พูดอะไรเลย ร้อนตัวนะเรา""เผื่อไว้ก่อนไงคะ"ก้ามแก้วหัวเราะจนไหล่สั่นมองเงาตัวเองที่สะท้อนผ่านกระจกด้านหน้า ในขณะที่ช่างแต่งหน้าชายร่างใหญ่ใจสาวกำลังกวาด
"เดี๋ยวเราเข้าห้องน้ำก่อนนะ ลูกพีชไปก่อนก็ได้""..."เสียงหวานเอ่ยบอกกับเพื่อนร่วมงานที่นั่งแต่งหน้าอยู่ด้วยกันพร้อมด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะได้รับการพยักหน้าตอบกลับมา ร่างเล็กดันตัวลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าบนกายให้เรียบร้อยแล้วเดินออกมานอกห้องแต่งตัว ตรงขึ้นมายังชั้นบนซึ่งเป็นโซนวีไอพีและวีวีไอพี แต่หากข







