LOGINพุดตานเดินใจลอยจนมาถึงหน้าบ้านหลังเล็กของครอบครัวที่ตอนนี้มีหลอดไฟกำลังทำงานรับหน้าที่ให้แสงสว่างแก่ผู้อาศัยอยู่ ดวงตากลมเหลือบขึ้นยังบ้านหลังเล็กหยุดชะงักสองเท้าที่กำลังก้าวเดิน มองเข้าไปภายในบริเวณบ้านอันน้อยนิดที่มีร่มไม้ของต้นมะม่วงคอยให้หลบแดดหลบฝนได้บ้าง ต้นดอกพุดตานที่แม่ปลูกไว้ตามแนวรั้วกำลังจะบานในวันพรุ่งนี้ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็กำลังโรยราตามกาลเวลาของมัน
นึกไม่ออกว่าชีวิตในวันข้างหน้าจะเป็นยังไง ลำพังเพียงแค่วันนี้ก็เหมือนร่างกายมันจะอ่อนเพลียลงมากจนเหมือนกับต้นไม้ที่ขาดน้ำมานานจะตายอยู่รอมร่อแล้ว "อ้าวกลับมาแล้วเหรอ แล้วนี่มายืนทำอะไรตรงนี้ทำไมไม่เข้าบ้าน" เสียงจากทางด้านหลังทำให้เด็กสาวที่กำลังเหม่อคิดอะไรในหัวสะดุ้งหันมองตาม พุดตานระบายยิ้มน้อยๆ เดินมารับตะกร้าสานในมือของแม่มาถือไว้เองแล้วสอดมือกอดแขนท่านเดินเข้ามาในบ้านด้วยกัน "หนูกำลังคิดถึงเรื่องหนี้..." "เฮ้อ... เรื่องนั้นไม่ต้องไปคิดถึงมันหรอก เป็นเด็กก็ต้องคิดถึงแต่เรื่องของเด็กส่วนเรื่องหนี้เดี๋ยวผู้ใหญ่จะช่วยกันหาทางเอง" "แต่หนู..." "เอาเถอะๆ เลิกคิดเรื่องนั้นแล้วมากินข้าวกันดีกว่า แม่มีทางออกของเรื่องนี้ก็แล้วกัน" ช่อผกาชักจูงมือลูกสาวให้เข้ามาในบ้านด้วยกัน ทันทีที่ร่างกายสัมผัสเข้ากับสภาพอากาศในบ้านก็ต้องรีบเบือนหน้าหนีเพราะกลิ่นแอลกอฮอล์รุนแรงและขวดเหล้าเบียร์ที่ระเนระนาดเต็มพื้นบ้าน ส่วนเจ้าของการกระทำนั้นกำลังนั่งยกขวดอยู่บนพื้นอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก เหมือนจะเป็นภาพชินตาสำหรับสองสามวันมานี้ไปแล้วสำหรับคนในครอบครัว จากบ้านที่มีแต่เสียงหัวเราะมีแต่ความสุขเพียงชั่วค่ำคืนก็เปลี่ยนกลับราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ มันเร็วจนไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ "พ่อคะ" "คุณ..." พุดตานปล่อยมือออกจากแขนของแม่เดินเข้าไปพยุงร่างสูงของผู้เป็นพ่อที่นั่งกระดกขวดเสียงดังอึกๆ ราวกับเป็นน้ำเปล่า ใบหน้าแดงคล้ำเต็มไปด้วยความเครียดหมดหวังปรือตาหันมองมายังร่างเล็กของลูกสาวแล้วสะอื้นไห้ออกมาเสียงดัง "ลุกขึ้นนั่งบนโซฟาก่อนนะคะ" "พ่อขอโทษ พ่อขอโทษ.. ฮึก ฮึก..." "รู้ว่าทำผิดไปแล้วก็ควรจะมาช่วยกันแก้ไขไม่ใช่วันๆ เอาแต่มานั่งหมดอาลัยเมาแบบนี้ คุณอย่าทำให้ฉันกับลูกผิดหวังไปมากกว่านี้เลยค่ะ" "ผมผิดไปแล้ว ผิดไปแล้ว..." ริมฝีปากอิ่มแดงเรื่อธรรมชาติถูกเจ้าของขบเม้มเข้าหากันดวงตากลมสั่นระริกหย่อนตัวนั่งข้างบุพการีที่กำลังนั่งสะอื้นไห้สำนึกผิด กลิ่นแอลกอฮอล์รุนแรงคละคลุ้งไปทั่วบ้านสภาพไม่น่าดูของท่านยิ่งทำให้หัวใจดวงน้อยบีบรัดกันแน่นด้วยความเจ็บปวด "เฮ้อ... พุดตานมาช่วยแม่เก็บกวาดบ้านมาลูก" "..ค่ะ" เด็กสาวดวงหน้าจิ้มลิ้มครางรับพยักหน้าขึ้นลงเบาๆ หยัดกายลุกขึ้นเดินมาเก็บขวดที่ระเนระนาดบนพื้นไปใส่ในถังขยะ ตามด้วยเดินไปหยิบไม้กวาดมากวาดทำความสะอาดพื้น ใช้เวลาในการเก็บกวาดบ้านราวเกือบยี่สิบนาทีก็เสร็จเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้เป็นแม่ยกอาหารมาตั้งบนโต๊ะขนาดไม่ใหญ่มากล้อมรอบด้วยโซฟาสามตัวหน้าโทรทัศน์จอนูนขนาดสามสิบสองนิ้ว กลิ่นหอมของแกงส้มดอกแคและปลาทับทิมทอดลอยโชยมาเตะจมูกเรียกน้ำย่อย แต่กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกหิวตามไปด้วยเลยเพราะปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ "มากินข้าวกินปลาก่อนแล้วค่อยไปช่วยกันคิดหาทางออก" ช่อผกานั่งลงบนพื้นที่มีพรมปูไว้เรียกลูกสาวและสามีที่กำลังนั่งคอตกหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์อยู่บนโซฟาให้มาทานข้าวด้วยกัน พอท้องอิ่มเดี๋ยวก็คิดหาหนทางออกเจอเอง พุดตานเดินมานั่งลงข้างแม่เหลือบขึ้นมองท่านเล็กน้อยแล้วรีบหลุบตาลง เธอไม่ได้บอกพวกท่านว่าเธอไปขอโอกาสให้ช่วยยืดเวลากับทางเจ้าหนี้มา และยิ่งคิดไม่ออกว่าเงินจำนวนมากขนาดนั้นยังจะมีทางอื่นให้ออกอีกหรือไม่ "แม่.. มีทางออกเหรอคะ เงินก้อนนั้นไม่ใช่จำนวนน้อยๆ" "กินข้าวๆ เวลากินอย่าเพิ่งพูดเรื่องเครียดเดี๋ยวจะพาลกินไม่อร่อยอีก" "..." ริมฝีปากอิ่มปิดลงเม้มเข้าหากันน้อยๆ ลมหายใจอุ่นถูกเจ้าของพ่นออกมาเสียงเบามือรับจานข้าวสวยร้อนๆ จากมือของแม่มาวางตรงหน้าตัวเอง เด็กสาวเหลือบขึ้นมองพ่อที่ยังนอนกุมขมับอยู่บนโซฟาไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ไหล่กว้างสั่นสะท้านเป็นระยะในขณะที่ใบหน้ากำลังแดงก่ำลามไปถึงลำคอและใบหูทั้งสองข้าง เสกสรรเป็นคนคอแข็งพอสมควรเหล้าเพียงไม่กี่ขวดไม่สามารถทำให้เขาเมาจนภาพตัดได้ แต่ก็มีความมึนหัวอยู่ไม่น้อย ยิ่งมีเรื่องให้เครียดคิดหาทางออกไม่เจอก็มีความปวดหัวตามขึ้นมากไปอีก "ที่ดินตรงชานเมืองนั่น... คุณก็แบ่งมาขายไปเถอะ อย่างน้อยๆ ก็พอไปทบดอกให้พวกเจ้าหนี้คุณพอยืดเวลาให้เราออกไปได้" ดวงตากลมหันความสนใจจากพ่อที่นอนทิ้งตัวหมดแรงบนโซฟามายังแม่ที่เปรยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบที่มีเสียงช้อนกระทบกับขอบชามเบาๆ ที่ดินที่ท่านพูดถึงเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ปู่กับย่าเหลือไว้ให้ เรียกได้ว่าเป็นที่ทำกินผืนสุดท้ายที่ตอนนี้ยังเหลืออยู่ในมือเลยก็ว่าได้ "ไม่..." "ไม่อะไรกัน ถ้าคุณไม่ขายมันแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ จำนวนเงินมันไม่ใช่น้อยๆ ไม่รู้ว่าขายหมดนั่นแล้วจะพอใช้เขาหรือเปล่า ไอ้ตอนจะหยิบยืมทำไมไม่คิดถึงลูกเมียคิดถึงคนอื่นแบบนี้บ้าง" เสียงแผ่วที่หลุดออกมาทำให้ช่อผกาเลือดขึ้นหน้า ชีวิตไม่รู้จะรอดถึงพรุ่งนี้หรือเปล่าแต่ก็ยังจะหวงที่ไม่ยอมแบ่งขายไปอีก หากตอนหยิบยืมเขามาแล้วคิดถึงลูกเมียแบบนี้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย "ไม่เหลือแล้ว.." "อะไรคือไม่เหลือแล้ว คุณพูดให้มันชัดเจนเดี๋ยวนี้เลยนะคุณเสก" "ที่ดินผืนนั้นมันไม่เหลือแล้วไง ผมเอามันไปค้ำประกันเงินที่ยืมมาตอนนี้มันไม่ใช่ของเราแล้วมันเป็นของคนอื่นไปแล้ว" "คุณว่ายังไงนะ.. ที่ดินผืนนั้น สมบัติของพ่อแม่ที่เหลือไว้คุณเอาไปค้ำประกันเงินที่ยืมมาเล่นพนันหมดแล้วงั้นเหรอ" "...ผมขอโทษ ตอนนั้นมัน... ขอโทษ ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้วฮือ.. ผมผิดไปแล้ว ผมขอโทษ..." เสียงถอนหายใจเบาๆ พร้อมเปลือกตาที่ปิดลงเพราะความผิดหวังของแม่ทำให้พุดตานกล้ำกลืนน้ำตาเอาไว้ ก้มหน้าลงตักข้าวเข้าปากเคี้ยวทั้งน้ำตาจนรู้สึกได้ถึงความเค็มปร่าภายในโพรงปาก เธอน่าจะฟังท่านไม่น่าจะเกริ่นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกเลย ดูตอนนี้แม้แต่จะกลืนข้าวยังรู้สึกกลืนไม่ลง ยิ่งได้ยินเสียงสะอื้นร้องไห้ของพ่อที่แสดงถึงความรู้สึกผิดและขอโทษก็ยิ่งกลืนยาก "หนูอิ่มแล้วค่ะ หนูขึ้นไปอาบน้ำนะคะ" พุดตานเอ่ยบอกแม่ที่นั่งสูดหายใจเข้าออกหน้านิ่งขอบตาแดงก่ำอยู่ด้านข้าง ความอึดอัดทำให้อยากเดินหนีไปจากตรงนี้สักพัก รอให้ทุกคนใจเย็นลงก่อนแล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่ว่าจะเอายังไงต่อ ร่างเล็กเดินขึ้นมาบนห้องชั้นสองของตัวบ้านปิดประตูลงแล้วทรุดตัวนั่งลงกับพื้นกอดเข่าร้องไห้ออกมากับตัวเองเบาๆ เวลาเพียงไม่กี่วันแต่ชีวิตเธอตาลปัตรเปลี่ยนไปหมด เธอคิดไม่ออกว่าจะสามารถช่วยครอบครัวได้ยังไง เงินเดือนที่ได้เพียงค่าแรงขั้นต่ำต่อวันก็พอให้อิ่มท้องเท่านั้น มันไม่เพียงพอที่จะเอามาทบดอกที่มากมายนั้นได้เลยด้วยซ้ำ เสียงสะอื้นไห้ดังในลำคอพร้อมกับแรงสั่นสะท้านของไหล่มนที่กำลังสะเทือนไปทั่วร่างเล็ก ปลายเล็บจิกลงบนผิวเนื้อนอกร่มผ้าจนเกิดเป็นรอยเล็บแดงเข้มชัดเจน แต่ความเจ็บปวดนั้นกลับไม่เท่าใจที่กำลังบีบรัดกันแน่นเลยสักนิด เธอต้องทำยังไงถึงจะช่วยครอบครัวได้ ต้องทำยังไงถึงจะทำให้ครอบครัวกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง ต้องทำยังไงดี... ---"อืม อร่อยเหมือนที่อวดไว้จริงด้วยแฮะ"ศรัณย์เอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม มือหนาจับถ้วยน้ำซุปถ้วยเล็กยกซดน้ำแกงที่เหลือจนได้ยินเสียงซู๊ดดังตามมา ก่อนจะวางกลับลงตามเดิมเงยหน้าขึ้นมองคนตัวเล็กตรงข้ามที่กำลังกลั้นยิ้มจนใบหน้าแดงก่ำ เบือนหน้าออกเล็กน้อยกระแอมไอเบาๆ กลบเกลื่อนอาการน่าอายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน"ถ้าบอกว่าไม่อร่อยหนูก็ไม่เชื่อหรอกค่ะ เพราะทั้งหม้อคุณทานอยู่คนเดียวเลย หนูตักมาถ้วยเดียวนอกนั้นคุณก็จัดการหมด""พูดไป ใครมันจะกินเยอะขนาดนั้น" น่าอายฉิบ! เขาต้องติดเชื้อจอมตะกละจากเด็กน้อยมาแน่ๆ ปกติไม่เคยกินเยอะแบบนี้มาก่อน"อือ... ถ้าคุณอยากทานอีกไว้พรุ่งนี้หนูทำให้อีกนะคะ อยากทานอะไรเดี๋ยวหนูทำให้เองค่ะ""ไม่ต้องลำบากก็ได้เดี๋ยวเธอกับลูกจะเหนื่อยเปล่า" ถึงจะพูดแบบนั้นออกมา แต่ในใจระริกระรี้ทนรอไม่ไหว รู้สึกว่ามื้อนี้เป็นมื้อที่ทานได้เยอะที่สุดแล้ว คงเพราะคนทำใส่ใจลงไปด้วยตอนปรุงรสชาติอาหารถึงได้อร่อยมากเป็นพิเศษ อร่อยกว่าร้านอาหารหรูๆ ดังๆ อย่างที่เจ้าหล่อนพูดมาจริงศรัณย์ช่วยพุดตานเก็บกวาดโต๊ะและล้างจานชามจนเรียบร้อยแล้วก็พากันมานั่งดูหนังยังโถงนั่งเล่น โดยที่คนตัวเล็กนั่งอยู่บนตักแก
ฟ้าหลังฝนมักจะเจอกับความสดใสและสวยงามเสมอ และนั่นก็รวมถึงความสัมพันธ์และชีวิตของพุดตานด้วยนับจากวันนั้นจนกระทั่งออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่เพนท์เฮ้าส์ศรัณย์ก็มักจะทำตัวน่ารักกับเธอเสมอ ไม่ว่าอะไรเขาก็จะเป็นคนรับเอาไว้เองทุกอย่าง แม้กระทั่งตอนกลับบ้านไปหาพ่อกับแม่เขาก็ยังรับหน้าพาเธอกลับไป แถมยังตามใจให้เธอนอนค้างได้ด้วยแต่ต้องมีเขาห้อยติดตัวตลอดเวลาด้วยจะบอกว่าเป็นเรื่องตลกที่น่าเอ็นดูก็คงใช่ เช้าวันหนึ่งในขณะที่พุดตานกำลังนอนหลับฝันหวานถึงอนาคตที่มีร่วมกับชายหนุ่มและลูกน้อย ก็ต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงอาเจียนที่ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องน้ำ พอหันมองหาคนข้างกายแล้วไม่พบว่านอนอยู่ข้างกันเหมือนตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเธอจึงเดินเข้าไปหาเคาะประตูเรียกหาเขาในห้องน้ำ และมันก็ชัดเจนว่าเจ้าของเสียงนั้นคือเขาจริงๆพอออกมาจากห้องน้ำได้ร่างสูงก็ทิ้งตัวนอนกลับบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง เขาไม่เคยอ่อนแอถึงขั้นจะล้มป่วยแบบนี้ได้ แต่อาการต่อมาหลังจากเช้านั้นก็คือการเบื่ออาหารและเหม็นกลิ่นรอบกายไปหมด แม้แต่กลิ่นน้ำมันบนอาหารทอดเขายังต้องเบือนหน้าหนีไม่อยากขยับเข้าใกล้ ต่างจากเธอที่ชอบมากใบหน้าที่เคยดูสุ
"ไม่ค่ะ หนูไม่อยากรู้คำตอบอะไรแล้ว""ได้ไง! ก็ฉันอยากตอบนี่เธอก็ต้องถามมาสิ จะถามอะไรก็ได้ อยากรู้อะไรก็ถามมาเลยฉันตอบได้ทุกคำถามทุกอย่างจะไม่ปิดบังอะไรแค่ถามมาก็พอ"ศรัณย์ลุกขึ้นนั่งแบบพรวดพราดไม่มีปี่มีขลุ่ยพลอยทำคนตัวเล็กสะดุ้งตกใจตามหันขวับกลับมาด้านหลังไปด้วย พอเห็นว่าไม่ได้มีอะไรน่าตกใจไปกว่าการพรวดพราดลุกขึ้นนั่งของชายหนุ่มแล้วเด็กสาวจึงย่นคิ้วทำหน้าดุใส่ไปหนึ่งที ก่อนจะหันกลับมานอนหันหลังให้อีกครั้งส่วนคนถูกดุให้ได้แต่ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยกลบเกลื่อนอาการ ใจหวิวๆ แปลกๆ อยากจะให้เจ้าหล่อนถามคำถามอะไรก็ได้ที่อยากรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถามค้างไว้เมื่อวานตอนเช้า หรือเรื่องที่ทำให้เข้าใจผิดแล้วต้องมานอนอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเขาก็พร้อมจะตอบทุกคำถามไม่บ่ายเบี่ยงแต่..."เฮ้อ..." ลมหายใจอุ่นถูกเจ้าของพ่นออกผ่านริมฝีปากบางเบาๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อยไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี ไม่เคยต้องมาเครียดเรื่องแบบนี้มาก่อนก็ทำตัวไม่ถูกกับสิ่งที่กำลังเผชิญเลย ร่างสูงล้มตัวกลับลงนอนซ้อนท้ายคนตัวเล็ก สอดมือสวมกอดร่างนุ่มเอาไว้แนบกับอกแน่น วางคางสากกับบ่าเล็กหันจรดจมูกลงกับต้นคอขาวสูดกลิ่นหอ
"เมียกูอยู่ไหน!"เสียงเข้มตวาดลั่นห้องฉุกเฉินที่มีลูกน้องยืนรออยู่ด้านนอก ใบหน้าคมเข้มซีดเผือดบอกให้รู้ว่าเหตุการณ์นี้กระทบกับจิตใจความรู้สึกของเจ้าของมากแค่ไหนศรัณย์ไม่รอให้ลูกน้องได้รายงานความคืบหน้าอาการของเด็กสาวก็ผลักประตูเดินเข้ามาด้านในห้องฉุกเฉินด้วยตัวเองทันที กวาดตามองรอบห้องที่มีคนไข้และหมอพยาบาลกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ก่อนสายตาจะหยุดโฟกัสกับใบหน้าซีดเซียวของพุดตานที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้สองเท้าหนักรีบเดินตรงเข้าไปหาทันที มือหนาประคองแก้มนุ่มเอาไว้ ใช้นิ้วหัวแม่โป้งลูบแก้มเนียนเย็นเฉียบเบาๆ ขอบตาร้อนผะผ่าวรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกเพียงแค่ได้เห็นใบหน้าที่เคยสดใสแต่ตอนนี้กลับดูซีดเซียวราวกับคนขาดเลือด"เอ่อ.. คุณเป็นญาติคนไข้หรือเปล่าคะ""..." เหมือนมีอะไรมาจุกคอจนพูดไม่ออก ไม่สามารถตอบคำถามของพยาบาลได้ สายตายังคงจับจ้องยังใบหน้าซีดของคนบนเตียง หัวใจเต้นถี่รัวแต่กลับดูหนักหน่วงจนหายใจไม่ออก"คนไข้มีภาวะเครียดเฉียบพลันทำให้ความดันสูงเกิดอาการหน้ามืด คุณหมอมาตรวจและได้ให้นอนพักส่วนอาการอื่นตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากค่ะ""ไม่มีอะไรมาก? เมียผมล้มแล้วจะบอกว่าไม่มีอะไรมากได้ไ
'เลิกคิดอะไรไร้สาระในหัวได้แล้ว รู้ตัวบ้างไหมว่าตัวเองเก็บความรู้สึกไม่เก่ง''อยากรู้อะไรเดี๋ยวกลับมาตอบให้ เลิกคิดเองเออเองแล้วน้อยใจเองเดี๋ยวลูกจะรู้สึกน้อยใจไปด้วยแล้วมาลงโทษฉันอีก''เป็นเด็กดี กินข้าวแล้วไปนอนเล่นในห้องอย่าคิดมาก'สมองจดจ่ออยู่แต่กับคำพูดก่อนแยกจากของศรัณย์จนไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ พุดตานนอนกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงนุ่มสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เหลือติดที่นอนของชายหนุ่มใบหน้าสวยแดงเรื่อร้อนวูบวาบ ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองแต่การกระทำอ่อนโยนและคำพูดชวนให้คิดไปไกลของเขามันทำให้เธออดไม่ได้จริงๆ"งื้อ~" ร่างเล็กพลิกหมุนกลับมายังที่ตัวเอง ดึงผ้าห่มผืนใหญ่ปิดคลุมโปง ใจเต้นแรงทุกครั้งที่นึกถึงการกระทำของเจ้าหนี้จนไม่สามารถนอนนิ่งๆ เป็นเด็กดีไม่คิดมากเหมือนที่เขากำชับไว้ได้พุดตานสะบัดผ้าห่มออกจากตัวดันตัวลุกขึ้นนั่งหันมองรอบห้องแล้วกัดปากตัวเองเบาๆ อยู่ๆ ภาพของแตงโมสีแดงฉ่ำๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยส่งสัญญาณล่วงหน้าทั้งที่กำลังคิดถึงเจ้าของกลิ่นหอมรอบตัวอยู่แท้ๆ กระเพาะก็ค่อยๆ ผลิตน้ำย่อยออกมาทันทีที่นึกถึงของกิน ต้องลงจากเตียงเดินออกมาหาผลไม้รสหวานฉ่ำที่อยากทานขึ้นมาดื้
"วันนี้ฉันต้องอยู่กาสิโนทั้งวันอาจกลับดึก ถ้าจำเป็นต้องออกไปข้างนอกก็ให้ไอ้ธันวาพาไปแต่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าออกจากห้องเด็ดขาดเข้าใจไหม"ศรัณย์ยกแก้วกาแฟส่งกลิ่นหอมอบอวลขึ้นจิบพลางเอ่ยกำชับกับแม่ของลูกที่กำลังนั่งทานมื้อเช้าอยู่ด้วยกัน ตาคมช้อนขึ้นมองเจ้าหล่อนเล็กน้อยแล้วหลุบตากลับยังหน้าจอไอแพดในมืออีกครั้งความเงียบของเด็กสาวทำให้จำต้องเงยหน้ากลับขึ้นมาอีกครั้ง เห็นดวงตากลมมุ่งตรงมายังตัวเขาแต่ไม่ได้เอ่ยพูดอะไรออกมาผิดจากวิสัยของเธอที่จะเจื้อยแจ้วทั้งวันยิ่งกว่านกแก้วนกขุนทองอีก "มีอะไรก็พูดมาอย่ามาทำหน้าแบบนั้น" ผ่อนหายใจออกเบาๆ ดึงสายตากลับถามเสียงเข้มกดดันให้แม่ของลูกพูดความในใจออกมา แค่เห็นหน้าก็รู้ไปถึงก้นบึ้งของหัวใจแล้วว่าเธอกำลังมีคำถามในใจ แต่ไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ อาจเพราะกลัวเขาต่างๆ นานาตามความเคยชินของเธอนั่นแหละ"หนูคิดว่าจะบอกเรื่องลูกกับพ่อแม่แต่ไม่รู้คุณจะยินดีให้บอกหรือเปล่า แต่ถ้าให้ปิดแบบนี้หนูก็ไม่สบายใจเลย""บอกไปสิ ฉันไม่ได้ห้าม""แต่ถ้าบอกพวกท่านต้องไม่พอใจแน่ๆ แค่ตอนที่รู้ว่าหนูเอาร่างกายมาขัดดอกให้คุณแม่ก็โกรธไม่พูดกับหนูแล้ว ถ้ารู้เรื่องท้องอีก.. ถ้าพวกท่านบั
"น้องก้ามแก้วเนี่ยผิวดีมากเลยนะคะ ตั้งแต่พี่มาดูแลงานนี้ยังไม่เคยเห็นนางแบบคนไหนผิวดีเท่าน้องมาก่อนเลยจริงๆ ไม่ได้อวยนะบอกไว้ก่อน""หึหึ ยังไม่ได้พูดอะไรเลย ร้อนตัวนะเรา""เผื่อไว้ก่อนไงคะ"ก้ามแก้วหัวเราะจนไหล่สั่นมองเงาตัวเองที่สะท้อนผ่านกระจกด้านหน้า ในขณะที่ช่างแต่งหน้าชายร่างใหญ่ใจสาวกำลังกวาด
"หึ" ศรัณย์เค้นเสียงผ่านลำคอด้วยความเย้ยหยัน ดันกายมาด้านหน้าเล็กน้อยคว้าแก้วไวน์บนโต๊ะขึ้นกระดกลงคอพรวดเดียวก่อนจะวางแก้วเปล่ากลับลงตามเดิมกลิ่นหอมและรสชาติละมุนลิ้นของเครื่องดื่มชั้นเลิศคละคลุ้งภายในโพรงปากและลมหายใจ เจ้าของร่างหนาเอนตัวกลับยังพนักพิงอีกครั้งช้อนสายตาขึ้นมองเด็กสาวที่ยังคงยืนตัว
พุดตานเดินเข้ามาในห้องหลังจากได้รับอนุญาตจากเจ้าของให้เข้าพบได้แล้ว อากาศเย็นฉ่ำอันเป็นผลงานของเครื่องปรับอากาศตัวใหญ่ทำให้ขนอ่อนตามกายเล็กพร้อมใจกันลุกซู่ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอมที่สะดุดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เตะจมูกทำหัวใจดวงน้อยกระหน่ำเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ดวงตากลมเหลือบขึ้นมองคนที่กำลังนั่งอยู่หลั
"อืม~"แรงขยับพลิกกายพร้อมกับเสียงครางเบาๆ ผ่านลำคอก่อนมือหนาจะยกขึ้นนวดหว่างคิ้วเพื่อให้คลายความตึงเครียดลง ศรัณย์ผ่อนลมหายใจออกจมูกเฮือกดังดันตัวลุกขึ้นจากเตียงนุ่มขนาดคิงไซซ์นั่งก้มหน้าเล็กน้อยเมื่อวานกว่าจะจัดการงานเสร็จเวลาก็เลยเข้าสู่วันใหม่แล้ว ไหนยังจะต้องกลับมาเคลียร์งานต่อที่คลับให้เสร็จ







