LOGINดวงตาของเสี่ยวหลิงลุกวาวเป็นประกายทันที นางแทบจะกระโดดกอดจานเป็ดย่างเอาไว้
โอ้โห... เป็ดย่างแปดสมบัติ หนังกรอบเนื้อฉ่ำ น้ำซอสเยิ้มๆ ท่านอาจารย์คือพระเจ้า คือพ่อพระมาโปรด ข้ารักยอดเขาเมฆาเร้นที่สุดในสามโลกเลยโว้ย ชาตินี้ข้าจะไม่ไปไหนแล้ว จะขอฝากชีวิตปลาเค็มไว้ที่นี่ตลอดกาล
เสี่ยวหลิงรีบหยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มทั้งสองข้างตุ่ยอย่างมีความสุข
เซี่ยจิ่นอันที่ยืนมองอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้ ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กของนางอย่างแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู
“กินช้าๆ เถิด หากชอบ พรุ่งนี้ข้าจะลงเขาไปซื้อขนมกุ้ยฮวากับขาหมูตุ๋นยาจีนมาให้เจ้าอีก” น้ำเสียงทุ้มของชายหนุ่มอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด จนคนรอบข้างต่างลอบมองหน้ากันอย่างรู้ทัน
เสี่ยวหลิงเงยหน้าขึ้นสบตาเซี่ยจิ่นอัน ปากยังคาบซาลาเปาอยู่ แต่ในใจกลับกรีดร้องโวยวายอย่างคลั่งไคล้อีกระลอก
งู้ย... ลูบหัวด้วย สายตาละมุนขนาดนั้นคืออะไรกัน พ่อคุณเอ๊ย! นอกจากหล่อ ซิกซ์แพ็กแน่น แล้วยังสายเปย์ของกินอีกต่างหาก ชาตินี้ถ้าไม่ได้ท่านเป็นสามี เสี่ยวหลิงคนนี้จะไม่ยอมตายเด็ดขาดเลยคอยดูสิ
กึก!
มือของเซี่ยจิ่นอันชะงักค้างอยู่บนกลุ่มผมนุ่ม ใบหน้าคมคายแดงซ่านขึ้นมาทันที ชายหนุ่มรีบชักมือกลับ ก่อนหันหลังขวับแล้วเดินจ้ำอ้าวออกจากลานหินไปอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวหลิงมองตามแผ่นหลังกว้างที่จากไปด้วยความงุนงง ปากยังเคี้ยวซาลาเปาตุ้ยๆ ไม่หยุด
ส่วนอวิ๋นจื่อ มู่หรงชิง และหลิวซวงซวงที่มองเหตุการณ์ทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น ต่างกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป เสียงหัวเราะจึงดังขึ้นพร้อมกัน และลอยก้องไปทั่วยอดเขาเมฆาเร้น
หลังจากเหตุการณ์ ‘หญ้าตดหมาสะท้านยอดเขา’ ผ่านพ้นไป ข่าวคราวเรื่องความปลิ้นปล้อนของชิวเหมยก็แพร่สะพัดไปทั่วยอดเขาเมฆาเร้น ชิวเหมยถูกลดขั้นไปเป็นศิษย์รับใช้ ต้องตื่นตั้งแต่ยามฟ้ายังไม่สางมาล้างคอกม้าและกวาดบันไดหินเกือบหมื่นขั้นจนฝ่ามือพอง ผิวพรรณที่เคยขาวผ่องเริ่มหมองคล้ำจากการตากแดดตากลม
ตรงกันข้ามกับจ้าวเสี่ยวหลิงโดยสิ้นเชิง ชีวิตของคุณหนูสายปลาเค็มบนยอดเขาแห่งนี้สุขสบายเสียยิ่งกว่าอยู่คอนโดหรูในโลกเดิม ทุกเช้าจะมีขนมเปี๊ยะดอกกุ้ยฮวาอุ่นๆ จากศิษย์พี่หญิงรองหลิวซวงซวงมาส่งถึงหน้าประตู ตอนกลางวันมีผลไม้วิญญาณหวานฉ่ำจากศิษย์พี่สามมู่หรงชิง และตกเย็นก็มีเนื้อย่างสูตรลับที่เซี่ยจิ่นอัน ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เคร่งขรึมอุตส่าห์เดินลงเขาไปซื้อมาให้ถึงเรือนพัก
เสี่ยวหลิงนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนฟูกขนห่าน แทะพุทราเชื่อมอย่างสบายอารมณ์ นางไม่จำเป็นต้องจับกระบี่ร่ายรำหรือนั่งโคจรลมปราณจนก้นชาเหมือนคนอื่น เพียงกิน นอน และแอบแทะโลมหุ่นแน่นๆ ของศิษย์พี่ใหญ่ในใจไปวันๆ เท่านั้น
ทว่าความสงบสุขของปลาเค็มก็ถูกขัดจังหวะด้วยกิจกรรมใหญ่ประจำปีของสำนักกระบี่เมฆาคราม
‘งานประมูลศิลปะเชื่อมสัมพันธ์เจ็ดยอดเขา’
งานนี้จัดขึ้นที่ลานประมูลใหญ่ของยอดเขาหลัก มีศิษย์และผู้อาวุโสจากทุกยอดเขาเข้าร่วมอย่างคับคั่ง จุดประสงค์คือให้ศิษย์แต่ละคนนำผลงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด อักษรพู่กัน งานแกะสลัก หรือเครื่องดนตรีมาร่วมประมูล เพื่อนำหินวิญญาณที่ได้ไปสมทบทุนบูรณะคลังตำราและช่วยเหลือกิจการของสำนัก
เสี่ยวหลิงถูกหลิวซวงซวงลากตัวออกมาจากที่นอนตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจับมานั่งประจำโต๊ะวาดภาพหน้าลานประมูลทั้งที่เจ้าตัวยังหาวไม่หยุด
โอ้โห... คนเยอะเป็นหนอนเลยแฮะ งานศิลปะเนี่ยนะ ชาติก่อนวิชาวาดเขียนฉันยังได้เกรดซีบวกอยู่เลย วาดวงกลมยังเบี้ยวเป็นไข่เป็ด แล้วจะให้มาจับพู่กันจีนวาดภาพทิวทัศน์เนี่ยนะ บ้าไปแล้ว
เสี่ยวหลิงมองพู่กัน แท่งหมึก และกระดาษเซวียนจื่อตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่รับมือยากที่สุดในชีวิต
ข้างๆ นางคือศิษย์จากยอดเขาอื่นที่กำลังจรดพู่กันอย่างสง่างาม บางคนวาดมังกรทะยานเมฆาพริ้วไหว บางคนวาดทิวทัศน์ขุนเขาสายธารงดงามราวกับมีชีวิต หลิวซวงซวงเองก็กำลังวาดภาพดอกโบตั๋นเบ่งบานอย่างประณีต
ขณะนั้นเอง ชิวเหมยที่กำลังแบกถังน้ำเดินผ่านมาในสภาพมอมแมม เมื่อเห็นเสี่ยวหลิงนั่งเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าโต๊ะ นางก็แอบแสยะยิ้มด้วยความริษยาและสะใจ
ชิวเหมยแกล้งเดินเข้าไปใกล้กลุ่มศิษย์หญิงต่างยอดเขาที่มีชื่อเสียงด้านศิลปะ ก่อนกระซิบด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร
“พวกท่านดูคุณหนูของบ่าวสิเจ้าคะ นางอยู่ที่บ้านเดิมไม่เคยแตะต้องงานศิลปะเลย วันๆ เอาแต่เกียจคร้านและใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่กลับกล้าลงแข่งขันประมูลภาพวาด ประเดี๋ยวคงได้ทำให้ยอดเขาเมฆาเร้นต้องขายหน้าเป็นแน่แท้เจ้าค่ะ”
ศิษย์หญิงต่างยอดเขาพากันหัวเราะคิกคัก ก่อนมองเสี่ยวหลิงด้วยสายตาดูแคลน
“จริงรึ ข้าก็นึกว่าคุณหนูตระกูลใหญ่จะมีฝีมือเลิศเลอเสียอีก ที่แท้ก็เป็นเพียงถุงฟางไร้ค่า สวยแต่รูปเท่านั้นเอง”
เสี่ยวหลิงที่นั่งอยู่ไม่ไกลได้ยินทุกคำ แต่ไม่ได้สนใจเสียงนินทาแม้แต่น้อย นางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึกดำ พลางถอนหายใจยาวอย่างปลงตก
ช่างเถอะ วาดอะไรดีล่ะเนี่ย ในนิยายบอกว่า ‘หงส์เพลิงสยายปีก’ เป็นสัตว์มงคลชั้นสูง วาดหงส์สักตัวแล้วกัน เอาแบบง่ายๆ หัวกลมๆ ตัวอ้วนๆ ปีกสองข้าง หางฟูๆ เอาล่ะ ลงมือ
ฟึ่บ ปาด ป้าย!
ปลายพู่กันของเสี่ยวหลิงตวัดลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและมั่นใจ
มั่นใจในความมั่วเสียด้วย
นางตั้งใจจะวาดศีรษะหงส์ที่สง่างาม แต่มือเจ้ากรรมดันสั่นจนหัวหงส์กลายเป็นทรงรีแบนแต๊ดแต๋ จะวาดจะงอยปากให้แหลมคมก็ดันป้ายหมึกหนาเกินไปจนกลายเป็นปากแบนกว้าง จะวาดขนปีกให้พริ้วไหวก็ดันกลายเป็นขนป้อม ๆ กุด ๆ ส่วนดวงตาหงส์อันทรงพลัง นางเผลอจุดหมึกพลาดจนกลายเป็นจุดดำสองจุดที่เหล่มองไปคนละทิศละทาง
เมื่อวาดเสร็จ เสี่ยวหลิงก็วางพู่กัน ก่อนยกกระดาษขึ้นมาพิจารณาผลงานของตัวเองอย่างจริงจัง
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ
เอ่อ... นี่มันหงส์เพลิงพันธุ์ไหนวะเนี่ย ทำไมหน้าตามันเหมือนเป็ดปากเบี้ยวผสมห่านที่กำลังโดนผีเข้าแบบนี้ล่ะ ดูตามันสิ เหล่จนแทบจะมองเห็นสมองตัวเองอยู่แล้ว ปากก็แบนแต๊ดแต๋เหมือนโดนเกือกม้าเหยียบมา ช่างมันเถอะ ถือว่าเป็นศิลปะแนวแอ็บสแตรกต์ยุคโพสต์โมเดิร์นแล้วกัน คนโบราณอาจจะเข้าไม่ถึงความล้ำลึกนี้ ฮ่า ๆ
“พรืด...”
อาจารย์อวิ๋นจื่อที่แอบยืนฟังเสียงในใจอยู่ด้านหลังถึงกับต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดปาก พยายามกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น
เซี่ยจิ่นอันที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้มมองภาพ ‘หงส์เพลิง’ บนโต๊ะของศิษย์น้องเล็ก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักสงบนิ่งพลันกระตุกเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
นี่มันเป็ดผสมห่านชัดๆ นางกล้าเรียกสิ่งนี้ว่าหงส์เพลิงได้อย่างไรกัน
“เอาล่ะ ถึงเวลาประมูลผลงานของยอดเขาเมฆาเร้นแล้ว” เสียงของผู้อาวุโสผู้ดูแลงานประมูลดังก้องไปทั่วลาน
ภาพวาดดอกโบตั๋นของหลิวซวงซวงถูกประมูลไปในราคาห้าสิบหินวิญญาณระดับต่ำ กระบี่ไม้แกะสลักของมู่หรงชิงถูกประมูลไปในราคาหกสิบหินวิญญาณระดับต่ำ
และแล้วก็ถึงคราวภาพวาดของจ้าวเสี่ยวหลิง
เมื่อผู้อาวุโสคลี่ม้วนกระดาษของนางออกต่อหน้าผู้คนทั้งลาน บรรยากาศรอบด้านพลันตกอยู่ในความเงียบกริบ
ภาพที่ปรากฏคือสัตว์ปีกประหลาด ตัวอ้วนกลม ปากแบนกว้าง ดวงตาเหล่ไปคนละทิศ ขนปีกสั้นกุด และมีขาเล็กสองข้างยืนเอียงกะเท่เร่ หมึกดำบางส่วนยังเลอะเทอะจนดูไม่ออกว่าตรงไหนคือขน ตรงไหนคือเงา
ความเงียบดำเนินอยู่เพียงไม่กี่อึดใจ
“ฮ่า ๆ ๆ” เสียงหัวเราะเยาะระเบิดขึ้นจากกลุ่มศิษย์ยอดเขาอื่นทันที
“ไม่มีทางเจ้าค่ะ” เสี่ยวหลิงรีบตอบ“ข้าจะกลับมากินฝีมือศิษย์พี่หญิงบ่อยๆ แน่นอน”“สรุปว่ากลับมาเพราะของกินสินะ”“ก็ต้องคิดถึงศิษย์พี่หญิงด้วยสิเจ้าคะ” เสียงหัวเราะกลับมาดังขึ้นอีกครั้งจ้าวหยวนเป่าและฮูหยินจ้าวเดินเข้ามาสมทบจ้าวหยวนเป่ามองเซี่ยจิ่นอันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนตบไหล่ชายหนุ่มอย่างหนักแน่น“จิ่นอันเอ๋ย ข้ามอบลูกสาวคนเดียวและกิจการสำนักคุ้มภัยทั้งหมดไว้ในมือเจ้าแล้วนะ เจ้าหนุ่มหน้าตาดี วรยุทธ์ล้ำเลิศ แถมรูปร่างก็สมกับที่ลูกสาวข้าชมไว้ไม่มีผิด ฮ่า ๆ”“ท่านพ่อ” เสี่ยวหลิงรีบร้องห้าม ใบหน้าแดงก่ำอย่าพูดเรื่องซิกซ์แพ็กสิท่านพ่อ ข้าอุตส่าห์เขียนไปในจดหมายแบบส่วนตัวนะเจ้าคะเซี่ยจิ่นอันสำลักทันที“แค่ก!” จ้าวหยวนเป่าหัวเราะดังยิ่งกว่าเดิม ขณะที่ฮูหยินจ้าวยกแขนเสื้อขึ้นปิดรอยยิ้มเซี่ยจิ่นอันสูดลมหายใจลึก ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้าบิดามารดาของเสี่ยวหลิง ประสานมือคารวะอย่างสง่างาม“ท่านลุง ท่านป้า ข้าเซี่ยจิ่นอันขอสาบานต่อฟ้าดิน จะใช้ทั้งชีวิตคอยปกป้อง ดูแล และตามใจเสี่ยวหลิง ไม่ให้นางต้องเหน็ดเหนื่อยหรือเสียน้ำตาเพราะข้าแม้แต่หยดเดียวขอรับ” จ้าวหยวนเป่าพยักหน้าด้วยค
อวิ๋นจื่อที่ยืนอยู่ไม่ไกลยกพัดขึ้นบังครึ่งหน้า ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างขบขัน“จิ่นอัน หากจะกอดศิษย์น้องเล็กต่อ อาจารย์ไม่ว่า แต่บัวหิมะวิญญาณเก้ากลีบกำลังจะพ้นช่วงเบ่งบานแล้วนะ”เซี่ยจิ่นอันสะดุ้ง รีบคลายอ้อมแขนเล็กน้อย เสี่ยวหลิงกลับคว้าชายเสื้อเขาไว้“ศิษย์พี่ใหญ่”“หืม...”นางชี้ไปยังบัวหิมะวิญญาณที่ชะง่อนผา“ท่านไปเก็บให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”“เหตุใดต้องเป็นข้า” เสี่ยวหลิงยิ้มตาหยี“เพราะท่านเก่งที่สุดเจ้าค่ะ”แล้วข้าก็ขี้เกียจเดินไปตรงนั้นเองด้วยเซี่ยจิ่นอันหลับตาลงครู่หนึ่ง หลิวซวงซวงหลุดหัวเราะออกมาก่อน มู่หรงชิงเองก็ส่ายหน้าด้วยความเอ็นดูอวิ๋นจื่อหัวเราะหึ ๆ“ไปเถิดจิ่นอัน ศิษย์น้องเล็กของเจ้ารออยู่”เซี่ยจิ่นอันถอนหายใจอย่างจนใจ แต่รอยยิ้มตรงมุมปากกลับชัดเจนขึ้น“รออยู่ตรงนี้ อย่าเดินไปไหน”“เจ้าค่ะ”“ห้ามเข้าใกล้ริมหน้าผา”“เจ้าค่ะ”“แล้วก็อย่ากินเนื้อเค็มมากจนกระหายน้ำ”เสี่ยวหลิงก้มมองเนื้อเค็มในมือ ก่อนรีบกัดอีกคำ“รับทราบเจ้าค่ะ”พ่อคนขี้บ่น แต่หล่อ ให้อภัยเซี่ยจิ่นอันส่ายหน้า ก่อนใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไปยังชะง่อนผาเพียงไม่นาน บัวหิมะวิญญาณเก้ากลีบก็ถูกเก็บใส่กล่องหยกอย่างสมบ
ชิวเหมยในชุดคลุมดำขาดวิ่นทะยานออกจากเงามืด มือข้างหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยพลังมารสีม่วงคล้ำพุ่งตรงเข้าหาแผ่นหลังของเสี่ยวหลิงด้วยความเร็วสูง“ในเมื่อเจ้าไม่ยอมตกเหวไปเอง ข้าก็จะส่งเจ้าลงไปด้วยมือของข้าเอง จ้าวเสี่ยวหลิง”ชิวเหมยกรีดร้อง ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งเสี่ยวหลิงสะดุ้งเฮือก รีบก้มศีรษะหลบตามสัญชาตญาณว้าย! ผีเปรตชุดดำโผล่มาแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่ช่วยด้วยเคล้ง!เสียงกระบี่ปะทะกับพลังมารดังกึกก้อง ประกายกระบี่สีฟ้าครามสว่างวาบตัดผ่านม่านหมอก เซี่ยจิ่นอันปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าเสี่ยวหลิงในเสี้ยวพริบตา กระบี่เมฆาครามในมือรับการโจมตีของชิวเหมยไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงสะท้อนจากพลังปราณบริสุทธิ์ซัดร่างของชิวเหมยกระเด็นไปกระแทกโขดหินริมหน้าผาอย่างแรงอั่ก!ชิวเหมยกระอักเลือดสีคล้ำออกมา นางพยายามยันกายลุกขึ้น มือกุมหน้าอกแน่นด้วยความเจ็บปวด“เซี่ยจิ่นอัน เจ้า... เจ้าทำลายค่ายกลลวงตาของข้าตั้งแต่เมื่อใด”“ค่ายกลชั้นต่ำเช่นนี้ มีหรือจะหลอกพวกเราได้”เสียงของหลิวซวงซวงดังขึ้นจากด้านข้าง หญิงสาวในชุดสีเขียวมรกตก้าวออกมาจากแนวป่าไผ่ พร้อมมู่หรงชิงที่ถือพัดจีบและขวดยาแก้พิษอยู่ในมือมู่หรงชิงมองช
ข้อมูลละเอียดถึงเพียงนี้ หากยังปล่อยให้ชิวเหมยทำสำเร็จ พวกเขาก็คงไม่มีหน้าเรียกตัวเองว่าศิษย์แห่งยอดเขาเมฆาเร้นอีกแล้วเซี่ยจิ่นอันส่งกระแสจิตหาทั้งสองทันทีซวงซวง มู่หรงชิง พวกเจ้าจงอ้อมไปทางป่าไผ่ทิศเหนือ ใช้โอสถแก้พิษลบล้างผงสลายวิญญาณรอบหน้าผาให้หมด จากนั้นวางค่ายกลกระบี่เมฆาครามล้อมรอบชะง่อนผาเอาไว้ อย่าให้ชิวเหมยรู้ตัวรับทราบเจ้าค่ะขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่หลิวซวงซวงกับมู่หรงชิงจึงแสร้งทำเป็นเพิ่งมองเห็นสมุนไพรหายากอยู่อีกทาง“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ากับมู่หรงชิงจะไปดูสมุนไพรตรงป่าไผ่ด้านโน้นสักครู่” หลิวซวงซวงเอ่ยขึ้น“ไปเถิด ระวังตัวด้วย”“เจ้าค่ะ” ทั้งสองแยกออกไปอย่างแนบเนียน เมื่อเหลือเพียงเซี่ยจิ่นอันกับเสี่ยวหลิง ชายหนุ่มก็ลดสายตาลงมองคนตัวเล็กที่ยังคงเคี้ยวหมูแผ่นอย่างไม่ทุกข์ร้อนก่อนจะหยิบ ‘ขนมเปี๊ยะไส้หมูหย็องพริกเผา’ ชิ้นโตออกมาส่งให้“ศิษย์น้องเล็ก เดินมาไกลแล้ว กินขนมนี่รองท้องเสียก่อนเถิด”“ขนมเปี๊ยะหมูหย็องพริกเผา”เสี่ยวหลิงตาโต รีบรับมากัดคำใหญ่ทันที“อร่อยหรือไม่”“อร่อยมากเจ้าค่ะ” นางพยักหน้ารัวอื้อหือ... เผ็ดนิดๆ หวานเค็มกลมกล่อม หมูหย็องแน่นทะลัก ศิษย์พี่ใหญ่นี่รู้ใจข้
บรรดาศิษย์จากยอดเขาต่างๆ ล้วนเตรียมพร้อมกันอย่างเคร่งเครียด บ้างตรวจดาบและกระบี่ บ้างจัดเตรียมยันต์สะกด อุปกรณ์วางค่ายกล รวมถึงเกราะอ่อนสำหรับป้องกันตัว สีหน้าของแต่ละคนจริงจังราวกับกำลังจะเดินทางไปออกรบในสมรภูมิใหญ่ทว่าพอตัดภาพมายังขบวนของยอดเขาเมฆาเร้น บรรยากาศกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวจ้าวเสี่ยวหลิงยืนบิดขี้เกียจอยู่หน้าทางเข้าป่า นางสวมชุดผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวเนื้อเบาสบาย กระโปรงพลิ้วไหวไปตามสายลม ไร้ซึ่งเกราะป้องกันใดๆ บนหลังไม่ได้สะพายกระบี่ หากแต่สะพายย่ามผ้าใบโตซึ่งอัดแน่นไปด้วย ‘หมูแผ่นอบน้ำผึ้ง’ ‘เนื้อเค็มแดดเดียว’ ‘ขนมเปี๊ยะไส้ทะลัก’ และ ‘กระบอกน้ำหวานแช่เย็น’ข้างกายนางมีเซี่ยจิ่นอัน ศิษย์พี่ใหญ่ในชุดทะมัดทะแมง ยืนถือร่มกระดาษน้ำมันคอยบังแสงแดดยามสายให้อย่างเอาใจใส่ ส่วนมืออีกข้างถือตะกร้าสานใบใหญ่ เตรียมไว้สำหรับใส่ของกินเล่นที่เก็บได้ระหว่างทางด้านหลังมีหลิวซวงซวงและมู่หรงชิงยืนอยู่ ทั้งสองเตรียมยากันแมลงวิญญาณ เบาะรองนั่งพับได้ รวมถึงผลไม้ที่ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นพร้อมกินมาอย่างครบครันเสี่ยวหลิงมองซ้ายทีขวาที ก่อนมุมปากจะกระตุกเล็กน้อยโอ้โห... นี่พวกเรากำลังจะไปเดิ
ทว่าจู่ ๆ ความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเรื่องช่วงต่อไปก็ผุดขึ้นมาในหัวของเสี่ยวหลิงจะว่าไป อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะถึง ‘การทดสอบเข้าป่าอาถรรพ์’ ก่อนที่ข้าจะฝึกวิชาครบสามปีและต้องลงเขาแล้วสิเนี่ยกึก!มือที่กำลังโบกพัดของเซี่ยจิ่นอันชะงักเล็กน้อยชายหนุ่มไม่แสดงสีหน้าอะไร เพียงตั้งใจฟังมากขึ้นในนิยายเดิม การเข้าไปหา ‘บัวหิมะวิญญาณ’ ในป่าอาถรรพ์รอบนี้คือฉากไคลแมกซ์ใหญ่ของเรื่องเลยนี่นา ยัยชิวเหมยจะแอบหลบหนีออกจากเรือนขัง เพราะนางแอบไปฝึกวิชามารอะไรสักอย่างจนพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วคอยสะกดรอยตามข้าเข้าไปในป่าแววตาของเซี่ยจิ่นอันค่อย ๆ เย็นลงพอนางสบโอกาสตอนที่ข้าพลัดหลงกับพวกศิษย์พี่ ยัยชิวเหมยก็จะใช้พลังมารสร้างภาพลวงตา ล่อให้ข้าถอยหลังไปเรื่อย ๆ จนพลัดตกลงใน ‘หุบเหวมรณะ’ หน้าผาไร้ก้นบึ้งที่เต็มไปด้วยหมอกพิษและกระแสลมปราณคมกริบราวใบมีด สุดท้ายตัวข้าก็ตายแบบไม่เหลือซากแกร๊ก!ด้ามพัดสานในมือของเซี่ยจิ่นอันหักออกเป็นสองท่อนเสี่ยวหลิงกะพริบตาปริบๆ หันมามอง“ศิษย์พี่ใหญ่ พัดหักหรือเจ้าคะ”“อืม... คงเก่าแล้ว”ชายหนุ่มตอบเรียบ ๆ ก่อนวางเศษพัดลงข้างตัวทว่าแววตาคมกลับดุดันจนผิดกับน้ำเสีย







