LOGINเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นช้ากว่าที่ตั้งใจสิบเจ็ดนาที ความผิดทั้งหมดมอบให้กับเตียงลมที่นุ่มเกินคาดและแมวที่มานอนทับคอเป็นผ้าพันคอมีชีวิต ฉันดีดตัวขึ้นเหมือนสปริง แหกปากใส่ตัวเองในกระจก “วันนี้เราเริ่มงานใหม่ ห้ามเละ!”
งานใหม่ของฉันคือคอนเทนต์ดีไซเนอร์ของสตูดิโอเล็ก ๆ ที่อยู่ในซอยเดียวกับคอนโด เดินแค่ห้านาทีถึง ตอนสัมภาษณ์เจ้านายบอกว่า “ไม่ต้องทางการมาก แต่ต้องทำงานเป็นระบบ” คำว่าระบบสำหรับฉันคือโพสต์อิตห้าสี ปากกาเจ็ดแท่ง และเช็กลิสต์ยาวสามหน้า
ฉันลากเครื่องซักผ้าเข้าที่เมื่อคืนยังไม่ได้ติด ตั้งสายยางดูแล้ว “น่าจะได้” และนี่คือคำกล่าวที่ขึ้นต้นเรื่องราวหายนะส่วนใหญ่ของมนุษยชาติ
ฉันเปิดเครื่องทิ้งไว้ วิ่งไปอาบน้ำ กลับออกมาพื้นครัวแฉะ “อ๊าาา ตายแล้ว!” น้ำซึมต่อเนื่องเป็นทางจากหลังเครื่องซักผ้า มุดไปตามซอกกระเบื้องเหมือนงู
ฉันปิดวาล์ว น้ำยังไหล ฉันพยายามขันหัวก๊อก สายยางก็หลุด “ปิ๊ด!” น้ำพุ่งเป็นสาย ฉันกรีดร้องด้วยเสียงที่ถ้าประกวดคีตะมวยไทยคงไม่ได้รางวัล
“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ” เสียงหน้าประตูดังพร้อมเคาะสองครั้ง
ฉันยืนลุยน้ำอยู่ถึงข้อเท้า ทำหน้าระหว่างร้องไห้กับขำ “เอ่อ…คุณภีมคะ ฉัน…ฉันทำทะเลสาบจำลอง”
ประตูเปิด ภีมก้าวเข้ามาอย่างใจเย็น พร้อมผ้าเช็ดตัวหนึ่งผืนและกล่องเครื่องมือเล็ก ๆ (ผู้ชายคนนี้เตรียมพร้อมเหมือนชีวิตเป็นรายการวาไรตี้ซ่อมบ้าน) เขาหมอบลงดูก๊อกที่ฉันทำร้าย แล้วปิดจุกเช็คแรงดัน แค่ไม่กี่นาที น้ำก็ยอมแพ้
“สายยางไม่แน่นครับ แถมหัวก๊อกสึก คงเก่ามานาน” เขาสรุปสถานการณ์เรียบ ๆ
“ฉันขอโทษชั้น 18 ทั้งชั้น” ฉันถอนหายใจ “ค่าไฟวันแรกคงแพงเพราะเสียงกรีดร้องฉัน”
ภีมหัวเราะ “ยังเช้าอยู่ คนคงไม่ทันได้ยิน ผมมีอะไหล่สำรอง เดี๋ยวเปลี่ยนให้ก่อน แล้วค่อยเรียกช่างคอนโดมาตรวจอีกรอบ”
“คุณเป็นคนหรือเทวดาประจำชั้น” ฉันถามด้วยความจริงใจ
“เทวดาคงไม่ต้องใช้ไขควง” เขาตอบแล้วเริ่มเปลี่ยนหัวก๊อก มือเขานิ่งมาก ประโยคในหัวฉันก็เริ่มไม่แน่นเหมือนหัวก๊อกเก่าผู้ชายทำงานกับเครื่องมืออย่างชำนาญ มันมีเสน่ห์บางอย่าง…ช่วยด้วย
สิบห้านาทีถัดมา ครัวกลับมาแห้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยกเว้นถังขยะที่เต็มไปด้วยทิชชูแฉะและฉันที่ผมหยิกเป็นบะหมี่
“ขอบคุณค่ะ” ฉันยกมือไหว้จริงจัง “ฉันติดหนี้บุญคุณคุณสองครั้งแล้วนะ ยางมัดผมกับความสงบของโลก”
“ไม่เป็นไรครับ” ภีมสะบัดมือ “เอ่อ…ผมกำลังจะลงไปที่ร้านกาแฟพอดี อยู่ตรงข้ามคอนโด ถ้าคุณมีเวลาแวะไป ผมเลี้ยงแก้วแรก ยินดีต้อนรับสู่ชั้น 18”
ฉันกะพริบตาปริบ ๆ “คุณมีร้านกาแฟ?”
“ร้านเล็ก ๆ ครับ Roastery นิดหน่อย ทดลองคั่วเอง สนุก ๆ” เขาพูดคำว่า “สนุก ๆ” ในแบบที่บอกว่า จริง ๆ แล้วทำอย่างจริงจังมาก
“โอเคค่ะ ให้เวลาฉันสู้กับผมอีกสิบห้านาที แล้วจะตามไป” ฉันชี้หัวยุ่ง ๆ ของตัวเอง
เขายิ้ม “รับทราบครับ” แล้วก็กลับห้องไปอย่างเงียบ ๆ
ฉันยืนอยู่กลางครัว หัวใจเต้นไม่เป็นระบบสักครู่ ก่อนจะตะโกนบอกตัวเองอีกครั้ง “ตั้งสติ โอเค มะปราง! เราจะไปทำความรู้จักร้านกาแฟของข้างห้อง…โดยไม่ทำอะไรหกใส่ใคร”
ร้านชื่อ “ที่เดิม” ป้ายไม้เรียบ ๆ ตัวอักษรสีขาว หน้าร้านมีต้นยี่หร่าในกระถางเล็ก ๆ เรียงเป็นแนว กลิ่นคั่วกาแฟลอยออกมาปะทะจมูก เป็นกลิ่นที่บอกว่า “ตื่นเถอะ โลกไม่ได้รอเธอคนเดียว”
ภายในร้านอบอุ่น โต๊ะไม้สี่ห้าตัว คนยังไม่เยอะเพราะเช้า ภีมยืนหลังบาร์ เครื่องชงสแตนเลสเงาวับเหมือนหุ่นยนต์จากอนาคต เขาพยักหน้าให้ฉัน “สวัสดีครับ แขก VIP ชั้น 18”
“ขอเมนูที่ทำให้คนเพิ่งกรีดร้องกับเครื่องซักผ้ารู้สึกว่าชีวิตยังมีความหวังค่ะ” ฉันพิงบาร์อย่างหมดแรงแต่ยังเล่นมุกต่อเนื่อง
“อเมริกาโน่เย็นกับช็อตเอสเปรสโซ่เพิ่มความมั่นใจ…หรือจะเป็นลาเต้อุ่น ๆ ลดความตื่นตระหนก” ภีมเสนอด้วยทีท่าสงบ
ฉันคิดหนึ่งวินาที “ลาเต้อุ่นค่ะ ขอความนิ่มนวลในถ้วย”
ระหว่างเขาเริ่มชงกาแฟ ฉันมองรอบร้าน พนักงานหญิงอีกคนกำลังจัดขนมปังอบใหม่ เธอยิ้มให้ฉัน “พี่ภีมเพิ่งพูดถึงคุณเลยค่ะ เพื่อนบ้านใหม่ชั้น 18”
ฉันเขิน “ค่ะ…คนทำห้องน้ำท่วมเมื่อเช้า”
ภีมเงยหน้าขึ้น “ไม่ถึงกับท่วมครับ แค่ทดลองระบบชลประทานส่วนบุคคล”
ฉันหัวเราะ ก้มดูโทรศัพท์ เห็นไลน์จากเจ้านายใหม่ “10.30 น. คุยไอเดียเปิดเพจนะ” พร้อมอีโมจิยิ้ม ฉันมองนาฬิกา 9.42 น. ยังพอมีเวลา
กาแฟมาในแก้วเซรามิกสีครีม ฟองนมเนียน ภีมวางตรงหน้า “เติมน้ำตาลไหมครับ”
“ไม่ค่ะ ขอรสชาติจริงใจ” ฉันตอบ แล้วจิบความอุ่นและกลิ่นหอมทำให้ไหล่ที่เกร็งผ่อนคลาย “อร่อย…แบบที่ทำให้รู้สึกว่าคนชงตั้งใจมาก”
“ขอบคุณครับ” เขาพยักหน้า
ฉันมองเมล็ดในโหลแก้ว มีป้ายเขียนด้วยลายมือ “เชียงราย Medium” “น่าน Light” และ “โคลอมเบีย House Blend” “คั่วเองจริง ๆ เหรอคะ”
“ครับ ผมมีมุมคั่วเล็ก ๆ ด้านหลัง เริ่มจากงานอดิเรก ตอนนี้กลายเป็นทำทุกวัน” น้ำเสียงเขาอ่อนโยนแบบคนรักในสิ่งที่ทำ
“สุดยอดค่ะ” ฉันสบตาเขาแล้วรีบหลบสายตาตัวเอง “เอ่อ…คือ ฉันเป็นคอนเทนต์ดีไซเนอร์ เพิ่งย้ายมา เพราะอยากลดเวลาเดินทาง แล้วก็อยากเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ”
“ดีเลยครับ” เขายิ้มบาง ๆ “เริ่มต้นใหม่มันสนุก เวลาได้จัดของใหม่ ๆ วางระบบใหม่ ๆ เหมือนทำให้สมองหายฝุ่น”
“ใช่เลยค่ะ ยกเว้นระบบท่อของฉัน” ฉันยักคิ้วให้ตัวเอง
ภีมหัวเราะ พนักงานหญิงแอบยิ้มแล้วแกล้งถาม “พี่ภีมคะ โตโตะล่ะคะ วันนี้ไม่มาเป็นพนักงานต้อนรับเหรอ”
“มันอยู่คอนโดครับ วันนี้ผมลงมาเร็ว เดี๋ยวสาย ๆ จะขึ้นไปพามาเดิน” เขาหันมาหาฉัน “ถ้าคุณชอบหมา มันเป็นมิตรเกินไปหน่อย”
“ฉันชอบค่ะ แต่โมจิไม่แน่ใจ” ฉันตอบ “เมื่อวานมันทำหน้าตาเหมือนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตอนเจอโตโตะ”
บทสนทนาต่อไปไหลลื่นอย่างประหลาด เราคุยเรื่องคอนโด ร้านอาหารแถวนี้ ร้านก๋วยเตี๋ยวปากซอย (ภีมบอกว่าอร่อยแต่ต้องใส่พริกเผานิดเดียว) และเรื่องร้านกรอบรูปข้างร้านกาแฟที่เลี้ยงนกแก้ว พอฉันหัวเราะ ภีมจะยิ้มบาง ๆ เหมือนคนฟังเก่งมากกว่าพูดเก่ง
ฉันจิบกาแฟจนหมด ความกังวลเรื่องงานใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด “ขอบคุณสำหรับกาแฟและตอนเช้าที่ช่วยชีวิตนะคะ ฉันไปทำงานก่อน เดี๋ยวเย็น ๆ แวะมาใหม่ค่ะ”
“ได้ครับ ขอให้วันแรกผ่านไปด้วยดี” เขาพูดง่าย ๆ แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนมีใครส่งพลัง +10 ความกล้าในเกมให้
ก่อนออกจากร้าน ฉันหยุดหันกลับ “แล้ว…ฉันต้องจ่ายเท่าไหร่คะ แก้วนี้”
“ยินดีต้อนรับชั้น 18” เขาชี้ป้ายเล็ก ๆ หน้าบาร์ที่เขียนว่า “First cup on us” พร้อมรูปคาแรกเตอร์โตโตะยิ้มกว้าง
ฉันยิ้มจนตาโค้ง “โอเค งั้นฉันเป็นหนี้แก้วหน้า”
“ไม่ใช่หนี้ครับ เรียกว่า ‘นัดหมายกับกาแฟ’ มากกว่า” เขาพูดหน้าตาเรียบ แต่คำว่า “นัดหมาย” ไปกระทบหัวใจฉันดัง ‘ตึง’ แบบไม่ได้เตรียมตัว
ฉันโบกมือแล้วเดินออกมา สูดอากาศยาว ๆ คิดกับตัวเองว่า—ถ้าเริ่มต้นใหม่มีสูตร ก็อาจเป็นอย่างนี้: หายใจลึก ๆ หนึ่งครั้ง กาแฟอุ่นหนึ่งแก้ว และการคุยเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนปกติที่เริ่มต้นได้
โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองท
ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั
เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”
หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป
เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให







