Masukเสียงปลุกดังครั้งแรกตอนเจ็ดโมงยี่สิบพร้อมสั่นจนโทรศัพท์สลัดตัวเองจากขอบหมอนกลิ้งลงไปกับพื้น ฉันคว้าแบบครึ่งหลับครึ่งตื่นแล้วกดปิด ตามด้วยเสียงที่สองจากนาฬิกาตั้งโต๊ะใบเล็กที่ฉันเพิ่งซื้อมาวางบนโต๊ะใหม่เมื่อวาน (โต๊ะนั้นแหละ ฝีมือฮีโร่เล็ก ๆ ชั้น 18) วันนี้ต่างจากทุกวัน ฉันตื่นง่ายอย่างแปลกประหลาด ทั้งที่เมื่อคืนก็เข้านอนดึกพอ ๆ กับวันอื่น ความตื่นเต้นแบบบอกไม่ถูกคงเป็นคำตอบ
โมจิม้วนตัวเป็นโดนัทอยู่ปลายเตียง พอฉันขยับผ้าห่มมันก็ยืดเส้นยืดสาย ส่งเสียง “อูวว” คล้ายบ่นว่า “เช้าไป๊” ฉันหัวเราะเบา ๆ ลูบหัวนิ่ม ๆ “ตื่นเถอะคุณนาย วันนี้เรามีนัดใหญ่ นัดแซนด์วิชไข่ยามเช้า”
มันอ้าปากหาวอีกทีเหมือนไม่อิน แต่พอฉันลุกจริง ๆ ก็ลุกตาม ส่งตัวเองไปนั่งบนขอบหน้าต่างมองเมืองที่เพิ่งเปิดตา แสงแดดอ่อนมาก ราวกับคนใจดีที่ค่อย ๆ ดึงผ้าม่านชีวิตให้เปิดโดยไม่เร่งเร้า ลงลิ้นชักหยิบยางมัดผม เส้นเดิมที่เคยยืมจากข้างห้องวันแรก วันนี้มันกลายเป็น “ของโชคดี” ที่ฉันชอบใช้เวลาอยากให้วันทั้งวันราบรื่น
แปรงฟัน ล้างหน้า โปะแป้งเด็กนิดหน่อย (โทษทีนะผิวหน้า พรุ่งนี้จะบำรุงให้หนัก ๆ) แต่งตัวง่าย ๆ ด้วยเสื้อยืดสีครีมกับกางเกงผ้าสีเข้ม เอาผ้ากันเปื้อนลายเส้นขาวดำที่ซื้อมาจากตลาดนัดพาดไหล่ (จริง ๆ ไม่ได้จะทำครัว แค่ใส่แล้วรู้สึกเหมือนเป็นคนมีระเบียบ) ใส่นาฬิกาข้อมือที่หยุดเดินไปครึ่งนาที แต่ความจริงใจของเช้านี้ทำให้มันดูมีค่าอยู่ดี
ข้อความไลน์เด้งขึ้นพอดี
ภีม: “7:45 ที่ระเบียงนะครับ ลาเต้อุ่น + แซนด์วิชไข่พร้อม”
ตามด้วยรูปอีโมจิคอร์กี้ยิ้ม
ฉันไม่รู้ว่ารอยยิ้มจะกว้างได้ถึงไหน แต่ตอนนี้แก้มเหมือนจะยืดเกินมาตรฐาน “โอเค เดี๋ยวไปค่ะ” ฉันตอบ พร้อมสติ๊กเกอร์แมวถือช้อนส้อม
ก่อนออกจากห้อง ฉันหยิบผ้าเช็ดปากผืนเล็กสองผืนกับน้ำผึ้งดอกลำไยขวดจิ๋วที่เก็บไว้ (ตั้งใจจะเสนอให้ลองราดบนขอบขนมปัง เมนูประดิษฐ์สไตล์มือใหม่) แล้วบอกโมจิ “ไปเป็นกรรมการมั้ย” มันกระดิกหางหนึ่งที เดินตามฉันมาหยุดที่หน้าประตูเหมือนทหารตรวจแถว
พอเปิดประตู เหมือนทุกเช้า กลิ่นกาแฟคั่วใหม่ลอยเข้าจมูกก่อนเห็นรูปคน มันเป็นกลิ่นที่ฉันเริ่มจำได้แล้ว สดชื่นแบบดอกไม้ขาว ๆ นิด ๆ กับหวานปลายแบบน้ำผึ้ง ความหอมที่ไม่ใช่แค่ “หอม” แต่มีกลิ่นของการเริ่มต้น
ทางเดินยาวของชั้น 18 เงียบมาก มีเพียงเสียงพรมถูกเท้าไถเบา ๆ ของโมจิที่เดินเคียงข้าง ฉันเลี้ยวซ้ายไปยังระเบียงส่วนกลางที่เราใช้ประชุมครั้งแรก เห็นภีมก่อน เขายืนอยู่ตรงโต๊ะหินอ่อนกลมเดิม แต่วันนี้เพิ่มผ้าปูโต๊ะลายทางเล็ก ๆ สีเทา-ขาว มีจานเซรามิกสองใบ แก้วเซรามิกอีกสองและกาเทอร์โมสสแตนเลสวางอยู่ ข้าง ๆ มีตะกร้าหวายใบจิ๋วใส่ผ้าเช็ดปาก (ลายคล้ายของฉันเลย) และ…เครื่องปิ้งขนมปังป๊อปอัพตัวเล็กสีครีมวางบนถาดกันร้อน
“อรุณสวัสดิ์ครับ” เขาหันมายิ้ม มุมปากยกขึ้นนิดเดียวจากปกติ แต่พอผนวกกับแสงเช้าที่ตีกลับจากกระจกอาคารฝั่งตรงข้าม มันกลายเป็นรอยยิ้มระดับทำให้คนข้างหน้าเผลอลืมหายใจ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” ฉันวางน้ำผึ้งลงบนโต๊ะ “ฉันเอานี่มาฝาก เผื่ออยากลองราดนิด ๆ”
“ขอบคุณครับ” เขารับไปวางอย่างดี แล้วชี้ไปที่เก้าอี้ “เชิญนั่งครับ เดี๋ยวผมอุ่นนมก่อน”
ฉันนั่งลง เห็นเขาเปิดเทอร์โมสน้ำร้อน เทลงในเหยือกสแตนเลสเล็ก ๆ แล้วเทนมตาม สักครู่เสียงฟู่เบา ๆ ดังที่ปลายเหยือก เขาใช้เครื่องตีฟองนมมือถือที่พกมาเอง ฟองนมหนานุ่มค่อย ๆ ขึ้นยอด เขาจับอุณหภูมินมด้วยหลังมือ ไม่เร่ง ไม่ช้า เหมือนคนที่ทำสิ่งนี้มานับไม่ถ้วนแต่นับครั้งที่ใส่ใจทุกครั้ง
“วันนี้ผมใช้ช็อตครึ่งนะครับ” เขาเอ่ยเหมือนอ่านใจฉันได้ “คาเฟอีนจะไม่แรงเกินไปสำหรับคุณ”
ฉันมองหน้าเขา ไม่ใช่แค่เพราะประโยคนั้น แต่เพราะเขาจำเรื่องเล็ก ๆ ที่ฉันเผลอพูดไว้เมื่อวันก่อน “ขอบคุณนะคะ ที่จำได้”
“เรื่องสำคัญสำหรับผู้ดื่มครับ” เขาวางแก้วลงตรงหน้าฉัน ลาเต้อุ่นมีฟองนมสีขาวนวลกับลายหัวใจเบี้ยว ๆ นิดหน่อย (อย่าบอกเขานะ ว่าฉันคิดว่ามันน่ารักมากกว่าเพอร์เฟกต์) กลิ่นกาแฟผสมนมอุ่นพุ่งขึ้นแตะจมูก เป็นกลิ่นที่ทำให้คิดถึงผ้าห่มที่ตากแดดแล้วดึงมาคลุมอีกครั้ง สะอาด อบอุ่น และปลอดภัย
“ขอบคุณค่ะ” ฉันประกบมือกับแก้ว อุณหภูมิพอดีมือพอดีใจ “อุ่นจริงด้วย”
เขาหันไปสนใจเครื่องปิ้งขนมปัง หยิบขนมปังนมสไลซ์หนา (น่าจะเป็นฮอกไกโดหรืออะไรใกล้ ๆ) ใส่สองแผ่น “แป๊บเดียวครับ ระหว่างนี้ทำไข่ก่อน” เขาหยิบกระทะเทฟล่อนเล็กจิ๋วแบบพกพาวางบนเตาไฟฟ้าจานร้อนตามด้วยเนยก้อนเล็ก ๆ เนยละลายช้า ๆ จนหอม เขาตอกไข่สองฟองใส่ถ้วย ตีเบา ๆ เติมนมนิด ๆ เกลือพริกไทยปลายช้อน แล้วเทใส่กระทะ ใช้ตะหลิวไม้ขยับจากขอบเข้ากลาง ช้าแต่มั่นคง ไข่ค่อย ๆ กลายเป็นสแครมเบิลเนื้อครีม ๆ สีเหลืองอ่อน ฉันกลืนน้ำลายโดยอัตโนมัติ
เครื่องปิ้งดีด “ติ๊ง!” เขาหยิบขนมปังออก ทาเนยบาง ๆ ให้เงาวับ จากนั้นปาดมายองเนสสูตรเขาเองเบา ๆ วางผักสลัดใบกรอบหนึ่งชั้น ตามด้วยไข่สแครมเบิลนุ่ม ๆ โรยพริกไทยดำบดใหม่อีกหน่อย แล้วปิดด้วยขนมปังอีกแผ่น ใช้มีดฟันเลื่อยตัดเฉียง เผยชั้นไข่ที่ยังฉ่ำตรงกลางเล็กน้อย
“พร้อมครับ” เขาวางจานตรงหน้า แล้วผลักจานอีกใบของตัวเองเข้าที่
ฉันเพิ่งตระหนักว่าโตโตะนั่งอยู่ใต้เก้าอี้ฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ หูตั้ง ตาใส กล้ามเนื้อทุกส่วนเขียนคำว่า “ขอชิม” เป็นภาษาโลก ส่วนโมจิเข้าประจำการบนเก้าอี้ตัวที่สามฝั่งตรงข้าม นั่งตัวตรง หางพันรอบขา ดวงตาถือวิสาสะเป็นกรรมการ “มิชลิน” ประจำชั้น 18
“วันนี้มีกรรมการสองสำนักนะครับ” ภีมยิ้มหันไปมองทั้งคู่ “สายอ้อนกับสายจ้อง”
“สายอ้อนนี่ชัดเจนเลยค่ะ” ฉันก้มมองโตโตะ “แต่ขอประกาศกติกา…อาหารคนห้ามให้สุนัข” ฉันทำเสียงโฆษก ส่วนโตโตะทำตาละห้อยจนใจอ่อนเกือบหัก เขาหัวเราะแล้วหยิบถุงขนมสุนัขออกมาจากตะกร้า “เตรียมไว้แล้วครับ สูตรปลอดเกลือ”
“ว้าว คุณเตรียมพร้อม” ฉันพูดทั้งยิ้มทั้งชื่นชมในใจแบบเปิดเผย เขาเทขนมสองสามชิ้นลงในฝ่ามือให้โตโตะ “รอ…นั่ง…เก่ง” จากนั้นยอมให้กินตามคำสั่ง มันกินอย่างเรียบร้อยเหมือนนักเรียนตัวอย่าง
“แล้วฝั่งกรรมการสายจ้องล่ะคะ” ฉันเหลือบไปทางโมจิที่ยังคงนั่งท่าประธานบริษัท
“อันนี้มีเครื่องบรรณาการ” ภีมพูดหน้าตาเรียบแล้วหยิบปลาทูน่าแมวซองเล็กจากตะกร้า ฉันตาโต “คุณเตรียมของโมจิด้วย?”
“ครั้งก่อนโดนจ้องแบบจะขุดไส้ ก็เลยไม่อยากโดนซ้ำครับ” เขาพูดเหมือนเรื่องงาน “วันนี้เลยเตรียมให้มันด้วย จะได้ประชุมราบรื่น”
ฉันหัวเราะออกมาจริงจังครั้งแรกของเช้านี้ หัวเราะที่มาจากความปลื้มใจมากกว่าความตลก “ขอบคุณแทนโมจิด้วยค่ะท่านประธาน” ฉันฉีกซองเทลงถ้วยเล็ก วางให้บนเก้าอี้ โมจิใช้จมูกดมหนึ่งที ก่อนก้มกินอย่างราชินีที่ยอมกรุณา
กลับมาที่แซนด์วิช ฉันยกขึ้นกัดคำแรก ขนมปังกรอบนอกนิด ๆ แต่ยังนุ่มใน เนยหอมพาไข่ครีม ๆ เข้าปาก ละมุนจนฉันไม่อยากเคี้ยวให้จบเร็ว พอเคี้ยวเสร็จกลิ่นพริกไทยดำขึ้นปลายจมูก ตบท้ายด้วยไขมันอุ่น ๆ ของมายองเนสที่ไม่เลี่ยน “โอ้โห…” ฉันเผลอพูดเสียงยาว “นี่มัน…เกินคำว่าอร่อย”
ภีมก้มหน้าหัวเราะเบา ๆ เหมือนเขิน—ฉันสังเกตเห็นปลายหูแดงเล็ก ๆ (ใช่ ฉันสังเกตหูเขาอยู่) “ดีใจที่ชอบครับ”
“ชอบมากค่ะ แบบมาก ๆ” ฉันวางช้อน สองมือทำท่ากลม ๆ เหมือนอยากให้รู้ว่า ‘มาก’ ขนาดไหน “มันนุ่ม แต่ไม่แฉะ กลิ่นกำลังดี แล้วขนมปัง…คุณไปเอามาจากไหนคะ”
“มีสหายร้านเบเกอรี่ส่งให้ทุกเช้า” เขาตอบ “ผมเลือกแป้งที่มีนมมากหน่อย จะเข้ากับไข่”
“แล้วมายองเนส…สูตรคุณหรือเปล่า”
“ใช่ครับ ใส่มัสตาร์ดนิดเดียวกับน้ำมะนาวปลายช้อน” เขาบอกแบบไม่หวงสูตร “แต่ถ้าวันไหนคุณอยากลองทำ ผมเขียนสัดส่วนให้ได้”
“โอ้ย ฉันกลัวทำแล้วกลายเป็นไข่สับกับมายองเละ” ฉันหัวเราะตัวเอง “แต่…ลองก็ได้นะคะ ถ้ามีคนคอยดูอยู่ข้าง ๆ”
เขามองฉันนิ่งครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “มีครับ”
คำสองพยางค์ธรรมดาทำให้ใจฉันสะดุดจังหวะไปวินาทีหนึ่ง ฉันรีบยกลาเต้ขึ้นจิบ ฟองนมนุ่มลื่นแตะริมฝีปาก กลิ่นกาแฟไม่แรง เฉดรสอยู่ตรงกลางระหว่างคาราเมลกับน้ำนม “อื้มม อุ่นพอดีเลย” ฉันยิ้ม “นี่คือ ‘ลาเต้อุ่น’ ที่แท้จริง”
“หมายถึงร้อนน้อย กับคาเฟอีนน้อยด้วยครับ” เขาหยอกนิด ๆ “อยากให้เช้าวันนี้ไม่สั่น”
“หัวใจฉันสั่นอยู่ดี” ฉันอยากพูด แต่เปลี่ยนเป็น “มือฉันไม่สั่นเลยค่ะ เก่งนะเนี่ย” แล้วหัวเราะกลบเกลื่อนตัวเอง
ลมเช้าพัดเฟิร์นบนราวระเบียงให้ไหวไปมา แสงอาทิตย์ขึ้นสูงขึ้นนิดเดียวจนเส้นผมฉันเป็นสีทองบาง ๆ ฉันนึกอยากหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพ แต่กลัวพังความนิ่งของเช้านี้ จึงเก็บไว้ในตาแทน
เรากินไปคุยไป เขาถามเรื่องงานของฉันว่าช่วงนี้เป็นยังไง ฉันเล่าถึงลูกค้าคาเฟ่รายใหม่ที่อยากได้โทนอุ่น (ฉันไม่ได้บอกว่าได้รับแรงบันดาลใจจากที่นี่มากแค่ไหน) เขาฟังตั้งใจ เห็นได้จากสายตาที่ไม่วิ่งไปไหนและการพยักหน้าเป็นจังหวะ
“ถ้าคุณอยากลองทำโปสเตอร์เวิร์กช็อปเล็ก ๆ วันหยุด ผมมีไอเดียอยู่” เขาว่า “สอนบดกาแฟมือหมุนให้เด็ก ๆ กับผู้ปกครอง อารมณ์สนุก ๆ ไม่จริงจังมาก”
“โอ้ น่ารักมาก!” ฉันตื่นเต้น “คุณรู้ไหมว่าคอนเทนต์แบบ ‘ครอบครัวเล็ก ๆ’ ติดง่าย ถ่ายรูปโตโตะยืนข้างโม่มือหมุน…ไวรัล” ฉันทำมือประกอบภาพ “เดี๋ยวฉันสเก็ตช์แบบให้คืนนี้”
ภีมยิ้ม “ขอบคุณครับ” แล้วเสริม “ถ้าคุณสะดวกนะครับ”
“สะดวกสิคะ สบายมาก” ฉันตอบเร็วเกินไปนิด คิดได้ก็หัวเราะ “โอเค ฉันจะไม่สนองนี้ดตัวเองเกินไป”
เราหัวเราะพร้อมกัน ความเงียบถัดมาเป็นความเงียบสบาย ๆ ที่มีเสียงเฟิร์น สายลม และการเคี้ยวเบา ๆ ของสัตว์สองตัวเป็นดนตรีประกอบ
จังหวะนั้นเอง ชิ้นไข่เล็ก ๆ จากมุมแซนด์วิชฉันหล่นลงที่ตัก—โตโตะเงยหน้าขึ้นเหมือนมีเรดาร์จับ—ภายใน 0.3 วินาทีมันโผล่มาใกล้เกินพิกัด ฉันชูนิ้ว “ห้าม!” อย่างที่เห็นในวิดีโอฝึกสุนัข มันหยุดจริงด้วย กะพริบตา ‘ปริบ’ เหมือนถาม “แน่ใจนะครับว่าห้าม”
ภีมยิ้มขำ “มันฟังคุณมากกว่าผมบางที”
“จริงเหรอคะ” ฉันแอบภูมิใจ “งั้นให้รางวัลนะ…แต่รางวัลเป็นขนมของคุณ ไม่ใช่ไข่ของฉัน” ฉันหยิบขนมจากถุงให้มันหนึ่งชิ้น โตโตะรับอย่างนุ่มนวล แล้วนั่งลงเหมือนนักเรียนต้นแบบ
ฉันเหลือบไปอีกฝั่ง โมจิหยุดกินชั่วคราว มองฉันด้วยสายตาว่า “ช่วยรักษาความยุติธรรมด้วย” ฉันหัวเราะแล้วแตะหัวมัน “ของคุณหมดแล้วค่ะท่านผู้กำกับ เมื่อกี้ก็กินเกือบครึ่งซองนะ” มันหรี่ตาแบบบุ๋น ๆ แล้วหันกลับไปเลียอุ้งเท้า แปลว่า “ก็ได้”
ลมแรงขึ้นฉับพลัน ผ้าเช็ดปากบนโต๊ะปลิว ภีมเอื้อมมือคว้าได้ทันหนึ่งผืน ส่วนอีกผืนปลิวผ่านหน้าโตโตะ สัญชาตญาณนักไล่จับตื่น! มันพุ่งตาม ผ้าเช็ดปากปลิวทิศทางเข้าใกล้กระถางเฟิร์น ฉันอุทาน “ว้าย ระวัง!” โมจิก็ลุกฮือส่งเสียง “เหมียว” เสริมเหมือนกรรมการสนาม ภีมหมุนตัวขยับเก้าอี้กันกระถางล้มได้พอดี ผ้าเช็ดปากจบลงที่หน้าตักฉันอย่างสมศักดิ์ศรี ผู้ชมทั้งสาม (คนหนึ่งหมาหนึ่งแมว) หันมามองหน้ากันแล้ว…หัวเราะ
“สนามซ้อมความคล่องตัวตอนเช้า” ฉันว่า
“ได้วอร์มอัพก่อนเปิดร้านพอดี” เขาพยักหน้า พูดจบก็เอื้อมมือหยิบผ้าเช็ดปากจากตักฉัน—นิ้วเราแตะกันเสี้ยววินาที ความร้อนเล็ก ๆ วิ่งผ่านเหมือนไฟสถิตแบบไม่เจ็บ แต่ทิ้งรอยยิ้มไว้เฉย ๆ
โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองท
ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง
เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั
เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”
หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป
เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให







