Home / โรแมนติก / ข้างห้องคือคนข้างใจ / บทที่ 6 แซนด์วิชไข่ยามเช้า (2)

Share

บทที่ 6 แซนด์วิชไข่ยามเช้า (2)

last update Last Updated: 2025-11-06 18:13:45

เรากลับมาที่จานของตัวเอง ฉันกินคำที่สอง สาม แล้วหยุดตั้งใจชิมแบบคนจริงจัง “ฉันว่าถ้าราดน้ำผึ้งตรงขอบขนมปังบาง ๆ จะเพิ่มเลเยอร์หวานปลาย ๆ นะคะ แต่ต้องเบาสุด ๆ ไม่งั้นกลบรสไข่”

ภีมมองขวดน้ำผึ้งที่ฉันเอามา เขาพยักหน้า “ลองครับ แต่แค่ขอบ”

ฉันหยดน้ำผึ้งปลายช้อนตามขอบ แสงแดดสะท้อนหยดน้ำผึ้งเป็นสีทองเล็ก ๆ พอชิมพร้อมกัน เราหันมาสบตาโดยไม่ได้นัด เหมือนเข้าใจคำตอบเดียวกัน “ดีขึ้นนิดหนึ่ง” เขาว่า

“ใช่ แค่พอให้ยิ้ม” ฉันสรุป แล้วบันทึกในหัวว่า “น้ำผึ้งดอกลำไย + ไข่ = เพื่อนกัน”

ระหว่างกิน ภีมหยิบสมุดเล็ก ๆ จากกระเป๋า เขียนอะไรสองสามบรรทัด ฉันชะโงกมอง เขาขีดคำว่า “ไข่: ไฟต่ำกว่าเดิม 10 วิ” และ “นม: อุ่น 60–62 ไม่เกิน” รวมถึง “น้ำผึ้ง—ขอบบาง” แล้วปิดสมุด

“คุณบันทึกทุกเช้าเลยเหรอคะ” ฉันถาม

“เกือบทุกครั้งที่ลองอะไรใหม่ ๆ” เขาว่า “บันทึกช่วยไม่ให้เราโกหกตัวเอง จำผิดเป็นถูก จำถูกเป็นผิด”

ฉันยิ้ม “ฉันก็เริ่มบันทึก ‘สิ่งดี ๆ ของวันนี้’ นะคะ ตั้งแต่ย้ายมา”

“วันนี้ลิสต์อะไรดี” เขาถามเหมือนอยากรู้จริง

ฉันมองแซนด์วิช มองแก้วลาเต้อุ่น มองหมากับแมวที่นอนเฝ้า แล้วหันกลับไปหาเขา “ข้อหนึ่ง แซนด์วิชไข่ของเพื่อนบ้าน ข้อสอง ลาเต้อุ่นที่ไม่ทำให้มือสั่น ข้อสาม…แสงเช้าที่ระเบียงชั้น 18 ข้อสี่—” ฉันชะงักไปเสี้ยววินาที “—มีคนจดจำรายละเอียดเล็ก ๆ เกี่ยวกับเราได้”

ภีมหยุดช้อนส้อม ครู่หนึ่งก่อนยิ้มบาง “ดีครับ”

ฉันเม้มปากกลั้นยิ้มเกินขนาดไว้ กลัวตัวเองจะกลายเป็นคนหัวเราะคนเดียวบนระเบียง

เรากินต่อจนหมดเกือบพร้อมกัน ฉันลูบท้องเบา ๆ “อิ่มแบบพอดี ไม่หนัก” พอพูดจบความเขินก็โผล่หัว ไม่คิดว่าประโยค “อิ่มแบบพอดี” จะทำให้แก้มร้อนขนาดนี้

ภีมวางจานซ้อนกันเตรียมเก็บ “คุณทำงานกี่โมงวันนี้”

“สิบโมงค่ะ แต่อยากออกก่อนเพื่อไปแวะร้านข้าวแกงเจ้าประจำ กลัวหมด” ฉันตอบจริงจัง “แล้วคุณล่ะ เปิดร้านกี่โมง”

“เก้าโมงครึ่ง” เขาว่า “เช้านี้คั่ว ‘เริ่มใหม่’ อีกล็อต แล้วอยากลองเบลนด์กับน่านเล็กน้อย ถ้าว่างตอนเย็น แวะชิมได้”

“ได้ค่ะ” ฉันตอบเร็วอีกแล้ว จึงรีบเติม “ถ้างานไม่ยาวนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ แค่บอกไว้” เขาก้มลงเช็ดเศษขนมปังที่โต๊ะ ผ้าเช็ดปากยังอยู่ดีไม่มีรอยเปื้อน (ปาฏิหาริย์หลังพายุเมื่อครู่)

ฉันยกแก้วลาเต้ขึ้นดื่มคำสุดท้าย ฟองนมติดริมปาก—ภาวนาให้มันไม่เยอะ แต่ภาวนาช้าเกิน เลียไม่ทัน ภีมชี้เบา ๆ ที่มุมปากตัวเองเป็นสัญญาณ ฉันตามทันที “โอ๊ะ ขอบคุณค่ะ” เอานิ้วแตะเช็ด เผลอหัวเราะกับตัวเอง “พลาดหนวดนมทุกที”

“หนวดนมเป็นสัญลักษณ์ของความสุขครับ” เขาพูดเหมือนเรื่องจริงจัง “ใครดื่มนมแล้วไม่มีหนวด แปลว่ารีบเกินไป”

“โอ้ มีปรัชญาหนวดนมด้วย” ฉันพยักหน้า “จะบันทึกไว้ในสมุด”

โตโตะเหยียดตัวหลังจากนั่งดีเด่นมานาน แล้วเดินไปดมแก้วน้ำของตัวเองที่ภีมเตรียมไว้ (ใช่ มีถ้วยน้ำของสุนัขแยกต่างหากด้วย) ส่วนโมจิหมดภารกิจ นอนกลมเหมือนขนมปังโรลบนเก้าอี้ ฉันถ่ายรูปเงียบ ๆ เก็บไว้ สองตัวที่ไม่ทะเลาะกันในเช้านี้เป็นภาพหายากพอสมควร

“คุณอยากแพ็กแซนด์วิชไปกินตอนสาย ๆ ไหม” ภีมถามเหมือนนึกขึ้นได้ “ผมทำเพิ่มได้อีกชิ้น”

ฉันเงยหน้า หัวใจลอยขึ้นนิด ๆ “จริงเหรอคะ”

“ครับ” เขาหยิบขนมปังเพิ่ม ตอกไข่ใหม่ ทำซ้ำอย่างคล่อง ภายในไม่ถึงห้านาที แซนด์วิชห่อกระดาษไขสวยงามพร้อมสติกเกอร์ “ที่เดิม” ก็วางอยู่ตรงหน้า

“นี่…เกินกว่าความใจดีแล้วนะคะ” ฉันรับไว้ด้วยสองมือเหมือนรับถ้วยรางวัล “ขอบคุณมาก ๆ”

“เผื่อประชุมยืด” เขาบอกเรียบ ๆ แต่สายตาขำ

“คุณนี่รู้จักระบบประชุมมากกว่าฉันอีก” ฉันหัวเราะ “มีแผนที่ประชุมด้วยไหมคะ ว่าตรงไหนควรหลบพลังงานลบ”

“มีสิครับ” เขาทำท่าคิดจริงจัง “ตรงที่มีเครื่องชงกาแฟอยู่ใกล้ที่สุด”

“ฮ่า ๆ ๆ ตอบถูกที่สุดในโลก”

เวลาคล้อยไปเกือบแปดโมงครึ่ง แสงเริ่มสว่างขึ้น คนในชั้นเริ่มมีเสียงประตูเปิดปิดบ้าง เราช่วยกันเก็บจาน เก็บเครื่องปิ้ง เก็บเตา เขาจัดของลงในตะกร้าอย่างเป็นระเบียบเหมือนเดิม ฉันพับผ้าปูโต๊ะลายทาง พยายามพับให้เรียบเหมือนคนตรีน้อย (แต่ลึก ๆ ก็ยังมีรอยยับอยู่ดี)

ก่อนจะแยกย้าย ภีมหยิบโน้ตกระดาษแคบ ๆ ออกมา เขียนเลข “8:15” ลงไปแล้ววางบนโต๊ะ “สำหรับแสงถ่ายรูปโต๊ะของคุณ ที่ผมบอกไว้เมื่อวาน แสงจะเข้ามุมพอดีจากทิศนี้” เขาชี้ทิศเหนือ “ถ้าคุณว่างตอนเช้า หรือพรุ่งนี้ก็ได้”

ฉันรับโน้ตเก็บลงกระเป๋า “รับทราบค่ะ ฉันจะทำเป็นโปสการ์ดให้ตัวเองเลย” แล้วนึกขึ้นได้ “เย็นนี้ถ้าคุณลองเบลนด์ใหม่…อยากให้ฉันช่วยชิมแบบจดโน้ตไหม ฉันเขียนศัพท์สวย ๆ ได้ เช่น ‘หอมแบบกลิ่นแสงแดดตกบนหลังคาสังกะสี’ อะไรทำนองนั้น”

เขาหัวเราะในลำคอแบบสะอาด “ยินดีครับ อยากได้คำที่ผมไม่มี”

ฉันยิ้ม “งั้นตกลงเย็นนี้”

เราเดินออกจากระเบียงพร้อมกัน ฉันอุ้มโมจิกลับห้อง—มันอ้วนและอุ่นเหมือนหมอนข้าง ผละจากกันตรงหน้าห้อง 18A กับ 18B ภีมชี้สายจูงโตโตะ “เราไปเดินรอบตึกแป๊บหนึ่งก่อนเปิดร้าน”

“สนุกนะคะ” ฉันโบกมือ “เจอกันตอนเย็น”

“เจอกันครับ” เขาพยักหน้า สั้น ๆ อย่างเคย แต่ครั้งนี้ฉันได้ยินอะไรบางอย่างนุ่ม ๆ ในคำว่าเจอกันนั้น

กลับเข้าห้อง โมจิกระโดดลงพื้นแล้วเดินไปนอนหน้าต่างต่อเหมือนเดิม ฉันหยิบกล่องข้าวไปวางใส่กระเป๋าผ้า—เปิดฝาแง้มดูแซนด์วิชที่แพ็กไว้แล้วก็ยิ้มไม่ยอมหุบ หยิบสมุดเล็ก ๆ ออกมาเขียน “สิ่งดี ๆ ของวันนี้” เพิ่มอีกสามข้อ

ได้รับแซนด์วิชไข่สำหรับสาย ๆ

หนวดนม = ความสุข (คำคมภีม)

มีเหตุผลใหม่ในการตื่นเช้า

ฉันแต่งตัวเสร็จ หวีผมมัดหางม้าด้วยยางเส้นเดิมของเขา เช็กกระจก โอเค คนทำงานที่ดูยิ้มมากกว่าปกติหนึ่งเท่า ปิดไฟ หยิบกุญแจ ออกไปทำงานด้วยหัวใจเบา ๆ

ในลิฟต์ ฉันถ่ายรูปกล่องแซนด์วิชส่งให้มิ้นท์

ฉัน “รายงานภารกิจ: แซนด์วิชไข่สำเร็จ”

มิ้นท์: “รายละเอียดรสชาติ 30 บรรทัดด่วน + เขาเขินไหม (สำคัญสุด)”

ฉัน “เขินหูแดง (ฉันคิดว่า) รสชาติ: นุ่มละมุน เนยดี ไข่ครีม พริกไทยพอดี ลาเต้อุ่นจริง ไม่มือสั่น”

มิ้นท์: “อ๊ายยยยยยย ชั้น 18 คือสวรรค์! P.S. แต่อย่าลืมทำงานนะคะคุณคนมีความรักกับแซนด์วิช”

ฉันหัวเราะกับหน้าจอ ลิฟต์เปิดที่ล็อบบี้ รปภ.เห็นฉันยิ้มเองก็ยิ้มให้ “วันนี้อารมณ์ดีนะครับคุณมะปราง”

“ดีมากค่ะพี่” ฉันตอบ “เพราะเช้านี้อร่อย”

นอกตึก ลมยังเย็นเล็ก ๆ ฉันเดินผ่านหน้าร้าน “ที่เดิม” เห็นภีมยืนหน้าเคาน์เตอร์ คุยกับพนักงาน ท่าทางสงบ มีโตโตะนั่งหน้าประตูราวกับพนักงานต้อนรับ ฉันยกมือไหว้จากนอกกระจก เขาเงยหน้ามายิ้ม…แค่ยิ้มหนึ่งวินาที ก็พอให้ทั้งเช้าเป็นประกายได้อีกครึ่งวัน

สายหน่อยที่ออฟฟิศ ฉันวางกล่องแซนด์วิชลงบนโต๊ะ ทีมงานเดินผ่านยังแซว “โอ้ ของแพงเหรอ” ฉันส่ายหน้า “ของมีค่าต่างหาก” แล้วเปิดกินตอนประชุมยืดถึงสิบเอ็ดโมงครึ่ง พี่นนท์ชี้ “ขอชิมคำหนึ่ง” ฉันยื่นให้ตามมารยาท เขากัด…แล้วทำหน้าทึ่ง “เฮ้ย ร้านไหน บอกพิกัด” ฉันยิ้ม “ที่เดิมค่ะ” แล้วก็หัวใจเต้นติ๊ก ๆ แบบที่อยากส่งรูปให้คนทำทันทีว่ามีผู้ชื่นชม

ตอนพักเที่ยง ฉันส่งข้อความไป

ฉัน: “รีวิวจากหัวหน้าทีม: ‘เฮ้ย ร้านไหน บอกพิกัด’ ได้คะแนนความภูมิใจเพิ่ม 10 แต้ม”

ไม่กี่นาทีถัดมา

ภีม: “ขอบคุณครับ :) เย็นนี้ผมจะชงให้เข้มขึ้นนิด อาจมีโน้ตดอกไม้  รบกวนชิม”

ฉันตอบ “ค่ะ ผู้ชิมประจำชั้น 18 รายงานตัว”

ช่วงบ่ายฉันทำงานแบบติดปีกแปลก ๆ ไอเดียไหลลื่นเกินคาด บางทีแค่แซนด์วิชไข่กับลาเต้อุ่นก็เป็นเชื้อไฟอย่างดีให้สมอง หรือจริง ๆ เป็นคนทำกันแน่ ฉันไม่กล้าคิดลึก เดี๋ยวหลงตัวละครเอกเกินเหตุ

ก่อนจบบ่าย ฉันเปิดสมุดอีกครั้ง เขียนโน้ตสั้น ๆ เพิ่ม “ฉันเริ่มชอบความเงียบตอนเช้า แบบที่มีเสียงขูดไม้ของตะหลิว เสียงปิ้งขนมปัง และเสียงลมหายใจของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม” พอเขียนจบก็ปิดสมุดแน่น ๆ ราวกับเก็บความลับไว้ในกล่องดนตรี

เย็นใกล้หกโมง แดดเริ่มอ่อนอีกครั้ง ฉันเดินกลับคอนโดอย่างใจเต้นคล้ายตอนเช้า แต่คราวนี้เพิ่มกลิ่นสนธยาเข้ามา ฉันแวะขึ้นไปที่ระเบียงก่อนชั่วครู่ ตั้งใจมองมุมที่เขาเขียนโน้ต “8:15” ไว้จินตนาการแสงพาดโต๊ะไม้โอ๊คของฉันพรุ่งนี้เช้า แล้วก็ยิ้มคนเดียว

“ที่เดิม” ฉันพึมพำคำนี้เบา ๆ คำง่าย ๆ ที่ทำให้บทหนึ่งของชีวิตเริ่มมีจังหวะ มีมือจับเวลาตอนเช้า มีที่วางถ้วย มีที่วางใจ

นั่นล่ะ เช้าวันนี้สอนฉันว่า การตื่นเช้ามีเหตุผลใหม่ ไม่ใช่แค่เพื่อไปประชุม ไม่ใช่แค่เพื่อให้เช็กอินงานทัน แต่เพื่อได้นั่งที่ระเบียงชั้น 18 สูดกลิ่นกาแฟที่ไม่แรงเกินใจ กินแซนด์วิชไข่ครีม ๆ ที่ปิดด้วยขนมปังนุ่ม ๆ ฟังเสียงเฟิร์นสีกับลม ดูหมากับแมวสลับกันทำหน้าที่กรรมการ และเผลอยิ้มให้คนที่จำเรื่องเล็ก ๆ เกี่ยวกับเราได้เสมอ

และถ้าคุณถามว่าเช้านี้พิเศษตรงไหน ฉันคงตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า พิเศษตรงที่มันเรียบง่ายจนอยากทำซ้ำ พิเศษตรงที่เราสองคนไม่ได้ตกลงทำพิธีอะไรใหญ่โต แต่กลับเริ่ม “กิจวัตร” เล็ก ๆ ร่วมกันโดยไม่รู้ตัว

กิจวัตรที่ชื่อว่า แซนด์วิชไข่ยามเช้า

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษที่ 4 ผมชื่อโตโตะ

    โตโตะนั่งอยู่บนพรมหนานุ่มในมุมห้องที่อบอุ่นของภีม มันชอบที่นี่ที่ไม่เคยมีอะไรยุ่งยาก หรือวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสงบและความสุขที่ไม่อาจอธิบายได้ มันรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะยืน หรือนั่งอยู่ตรงไหน มันก็คือบ้านที่อบอุ่นที่สุด วันนี้ก็เหมือนทุกวัน ภีมกลับบ้านตอนเย็น เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ชื่อร้านผมฟังแล้วมันก็แปลก ภีมตั้งชื่อร้านว่า ร้านที่เดิม เหมือนจะรู้ว่ามะปรางรอเขาอยู่ ภีมมักจะทำกาแฟให้มะปรางทุกครั้งที่กลับมาจากทำงาน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่โตโตะเห็นในท่าทางของเขา ภีมอยากให้มะปรางรู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย และอบอุ่น โตโตะกระดิกหางไปมา มองไปที่ภีมที่ทำกาแฟให้มะปรางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกาแฟ หญิงสาวที่ดูนุ่มนวลและใจดี เขามักจะเห็นภีมมองมะปรางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แม้จะเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา แต่โตโตะรู้ดีว่าแววตาของภีมเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยในทุกการกระทำ ผมมักจะชอบอยู่ข้าง ๆ มะปรางในทุกวัน ตอนที่เธอนั่งอยู่ตรงโซฟา ก้มหน้าก้มตาทำอะไรไปบ้าง โตโตะแอบยิ้มให้ตัวเองท

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษ 3 ฉันชื่อโมจิ

    ฉันคือโมจิ แมวที่หน้าตาดุร้ายที่สุดในร้านขายสัตว์เลี้ยง และเชื่อเถอะว่าเมื่อก่อนฉันไม่คิดเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น...ตอนที่ยังไม่รู้จักมะปรางเลย ตอนนั้นแหละที่ฉันรู้สึกถึงความโหดร้ายที่สุดในชีวิต แม้ว่าฉันจะเป็นแมวที่มีขนฟูเหมือนกับแมวธรรมดาทั่วไป แต่ว่าฉันกลับมีหน้าตาแปลก ๆ ที่ทำให้ทุกคนในร้านไม่อยากจะรับฉันไปเลี้ยงสักคน บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแมวที่ไม่มีใครรัก ฉันไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านถึงไม่พยายามหาคนรับฉันไปเลี้ยงสักคน ฉันไม่ได้ดุขนาดนั้นนะ ฉันแค่มีหน้าตาโหดเกินไปนิดหน่อย ลองคิดดูสิ! แมวหน้าตาน่ากลัวกับคนทั่วไปมันจะน่ารักตรงไหน? ตอนนั้น ฉันจำได้ว่าเคยคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่?” ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้ามาในร้าน ฉันจะมองเขาอย่างหวังว่าเขาจะเห็นฉันและรับฉันไป แต่ไม่เคยมีใครหันมาสนใจฉันเลย ทุกวันฉันก็แค่ยืนอยู่ในกรง รอเวลาที่จะมีใครสักคนมองเห็นฉันที่ไม่ใช่แค่ในฐานะแมวที่หน้าตาดุ แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถมอบความรักให้กับใครสักคนได้ วันหนึ่ง มิ้นท์พามะปรางมาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษ 2 วันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

    เช้าวันทำงานที่มะปรางคิดว่าจะเป็นวันธรรมดา กลับกลายเป็นวันที่วุ่นวายมากที่สุดในสัปดาห์ เพราะหลังจากที่มะปรางตัดสินใจบอกมิ้นท์เกี่ยวกับข่าวดีที่เธอและภีมได้ตัดสินใจคบกันเป็นแฟนแล้ว ก็เป็นวันที่ทุกคนแซวจนเธอแทบจะไม่รู้จะตอบยังไง เมื่อมิ้นท์เดินเข้ามาหามะปรางที่โต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง มะปรางก็ไม่รอช้าที่จะบอกข่าวดี “มิ้นท์... ฉันมีเรื่องจะบอก” มะปรางพูดเสียงเบา ๆ แต่ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มิ้นท์มองมาที่เธออย่างสงสัย “อะไรเหรอ? ทำไมหน้าตาดูตื่นเต้นขนาดนั้น?” มะปรางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะตอบออกไป “ภีม... เราเป็นแฟนกันแล้วค่ะ” มิ้นท์ตาโตและอ้าปากค้าง “จริงเหรอ?! โอ้ยยย ในที่สุดก็ได้คบกันแล้วนะ! ฉันรู้แล้วล่ะว่าภีมต้องเป็นคนพิเศษของเธอแน่ ๆ!” มิ้นท์พูดเสียงดังจนคนในออฟฟิศหันมามอง มะปรางรีบก้มหน้าหลบสายตา ไม่รู้จะทำยังไงดี “มิ้นท์... ดังไปนะ ทุกคนได้ยินหมดแล้ว” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ไม่สามารถปิดรอยยิ้มได้เลย มิ้นท์หัวเราะขำ ๆ “โอ๊ยยย ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ แต่นี่มันข่าวดีนี่นา!” แล้วก็ยิ้มแหย ๆ “บอกมาเร็ว ๆ สิ ยั

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   ตอนพิเศษ 1 วันแรกที่พวกเขาเริ่มต้นใหม่

    เช้าวันใหม่ในช่วงต้นฤดูหนาว ภายในคอนโดของมะปราง ทุกอย่างเงียบสงบและอบอุ่น ราวกับว่าโลกภายนอกนั้นไม่มีความวุ่นวายที่สามารถเข้ามากวนใจได้ วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ความรู้สึกของเธอไม่เคยเบาหรือสับสนเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างในชีวิตตอนนี้มันชัดเจนขึ้น และในความเงียบของเช้านี้ เธอได้เห็นภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและการเริ่มต้นใหม่ มะปรางลุกจากเตียงและเดินไปที่ระเบียงห้อง ก้มมองไปยังท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีส้มอบอุ่นจากแสงแรกของวัน เธอได้ยินเสียงในใจที่บอกว่า ทุกอย่างมันจะดีขึ้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วันนี้ไม่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ มันเป็นวันที่มะปรางและภีมจะเริ่มต้นชีวิตร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในแง่ของความรู้สึกหรือการที่ทั้งสองอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น แต่เป็นการที่พวกเขาจะเริ่มทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เหมือนคู่รักที่ได้เริ่มต้นชีวิตคู่ “ภีมคะ” มะปรางพูดเบา ๆ ขณะเปิดประตูระเบียงให้ลมเย็นจากนอกบ้านพัดเข้ามา ภีมที่กำลังยืนรอดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมห้องหันมามองเธอแล้วยิ้มให้ “อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้มีแผนอะไรหรือเปล่า?”

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 39 ความรักของสองเรา

    หลังจากวันทำขนมกับคุณแม่ภีม วันนี้มะปรางตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็นแค่การทำขนมธรรมดา ๆ แต่การได้ใช้เวลากับคุณแม่ของภีมทำให้เธอรู้สึกถึงการยอมรับและความใกล้ชิดที่มากขึ้น วันนี้ภีมมาที่ห้องมะปรางพร้อมกาแฟและขนมที่ทำเอง ทั้งสองเริ่มทำกิจกรรมร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภีมที่เคยทำตัวห่างเหินเริ่มเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นผ่านการกระทำ และมะปรางก็เริ่มรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากขึ้น “ภีมวันนี้ทำขนมมาให้หรอ?” มะปรางถามยิ้ม ๆ ขณะภีมยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับถุงขนมที่เขาทำเอง ภีมยิ้มอย่างเขิน ๆ แล้วตอบว่า “ก็แค่ขนมง่าย ๆ น่ะครับ อยากให้ลองชิมดู” เขายื่นถุงขนมให้มะปรางอย่างระมัดระวัง มะปรางรับขนมจากเขาและเปิดถุงขึ้น ดูเหมือนจะเป็นขนมที่เขาทำด้วยใจจริง ๆ แม้จะเป็นแค่ขนมง่าย ๆ แต่การที่ภีมทำมันให้เธอแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพิเศษมาก “ดูแล้วก็น่ากินนะคะ ขอบคุณค่ะภีม” มะปรางยิ้มให้ภีม ขนมนี้อาจจะเรียบง่าย แต่มันทำให้เธอรู้สึกถึงความใส่ใจที่ภีมมอบให้ โมจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มสนใจขนมทันที มันเดินไป

  • ข้างห้องคือคนข้างใจ   บทที่ 38 นึกว่าจะได้อาหารของภีม

    เช้าวันหนึ่ง บรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นและคุ้นเคยกลับทำให้มะปรางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเขินเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนี้เธอได้บ่นกับภีมว่า ถ้าเขามีโอกาสก็อยากจะลองทำอาหารมื้อเช้าให้เธอบ้าง มะปรางนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในคอนโดนี้ในตอนแรกๆ ภีมมักจะทำอาหารเช้าหรือขนมปังมาให้เธอทานบ่อยๆ ทุกเช้า โดยเฉพาะในวันที่เธอรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ตอนนี้ภีมต้องรีบไปเปิดร้านทำให้หยุดส่งอาหารเช้าหรือขนมปังให้เธอมาหลายวันแล้ว มะปรางรู้สึกดีใจที่วันนี้จะได้กลับไปเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นแบบนั้นอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ภีมทำอาหารให้เธอ เธอจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจทุกครั้ง มะปรางนั่งที่เตียงแล้วหันไปมองหน้าต่างที่ยังคงมีแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องเข้ามา สายลมเย็นพัดผ่านจากระเบียงห้อง ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกนิด "วันนี้ภีมจะทำอาหารให้แน่ ๆ!" มะปรางคิดในใจขณะเดินไปที่ระเบียงเพื่อรอเขาเหมือนทุกเช้า มันเป็นเช้าวันหยุดที่ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามปกติ แต่ในวันนี้มีบางอย่างที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงระเบียง ภีมยืนอยู่ที่เดิมและยิ้มให

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status