Mag-log in“เรื่องเริ่มจากเสบียงที่หมู่บ้านปันมาให้พวกเรา”
หลินลู่เสียนหยุดเล่าปรายตามองไปทางโจวอิงไท่ที่ทำหน้าตาอ้อนวอนอย่างน่าสงสารส่งไปให้ไป๋จื้อหยาง ‘เหอะ! นังชาเขียว ทำหน้าให้ใครดูกัน' “เรามาแวะเอาเสบียงที่ผู้ดูแลฟาน แต่น้ำหนักเสบียงไม่ตรงกับของหัวหน้าฉาง เลยเดินมาดูน้ำหนักที่โจวอิงไท่จดไว้ตามคำบอกของสหายฟาน บังเอิญป้าสะใภ้ท่านนี้บุกรุกเข้ามาในเขตเรือน แล้วจู่ ๆ ก็เข้าไปดึงของออกจากมือสหายโจว โวยวายว่าสหายฟานและพวกขโมย จากนั้นก็หอบของจะชิ่งหนี สหายไป๋กลัวของหายถึงได้รีบร้อนจับคอเสื้อ แล้วคุณป้าก็ร้องโวยวายตามที่เห็นกันนี่ล่ะค่ะ” หลินลู่เสียนเล่าแบบเป็นกลางไม่ตกหล่นทั้งมีรายละเอียดครบ หัวหน้าฉางค่อนข้างพอใจนิสัยตรงไปตรงมาไม่เล่นลิ้นนี้ ชาวบ้านจับความผิดปกติได้ เสบียงน้ำหนักไม่ตรงกัน เป็นไปได้ยังไง! หมู่บ้านมีการประชุมชัดเจนว่าจะปันเสบียงสำรองของหมู่บ้านให้ยุวชนใหม่เท่าไหร่ แถมยังนำมาชั่งต่อหน้าลูกบ้านแล้วปิดถุง ถ้าไม่มีการเปิดนำออกน้ำหนักไม่มีทางขาด “หัวหน้าฉางเป็นความผิดของผมเองครับ ไม่ทันดูให้ดีหยิบเสบียงส่วนของพวกผมสลับกับของยุวชนใหม่ มารู้ตัวตอนเปิดกระสอบไปแล้ว ผมเขินในความผิดพลาดเล็กน้อยนี่จึงไม่กล้าพูดตรง ๆ กะว่าจะไปขอยืมตาชั่งของกองพลมาจัดการตอนเย็นค่อยมอบเสบียงน่ะครับ” ฟานเกอหมิงยังคงคิดหาคำตอบมาแถให้ได้ แม้สีข้างจะถลอกแค่ไหน เขารีบชิงพูดก่อนใครจะกล่าวโทษ “ที่นางเถาบอกว่าขโมยคงเพราะรู้แบบนี้สินะ” “ไม่น่าเชื่อว่าผู้ดูแลที่ทำตัวดีมาตลอดหลายปี ลึก ๆ แล้วเป็นคนแบบนี้” “เห็นไหมล่ะ ฉันพูดผิดที่ไหน แบบนี้ไม่เรียกขโมยแล้วจะเรียกอะไร หัวหน้าแจ้งเจ้าหน้าที่มาจับพวกนี้เลย” ป้าเถารีบโวยวายเสียงดังพอมีคนสนับสนุน ชาวบ้านหลายคนก็พยักหน้าเห็นด้วย “แต่ที่เขาเล่าว่ากระสอบสลับก็มีเหตุผลนะ แถมเขายังคิดเอาของมาเติม” บางส่วนก็คิดว่าที่ฟานเกอหมิงบอกมีเหตุผล “เอาล่ะ ทุกคนเงียบก่อน! ถ้าของยังอยู่ครบก็ให้แล้วไปเถอะ ยุวชนใหม่คิดเห็นว่ายังไงครับ” หัวหน้าฉางมองกดดันมาทางพวกเรา ดูก็รู้ว่าไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ ‘ปล่อยไปก่อน มีวิธีอื่นจัดการพวกนั้นอีกเยอะ' หลินลู่เสียนรีบดึงแขนเสื้อไป๋จื้อหยางที่ทำท่าจะไม่ยอมให้เรื่องจบ แต่ถ้าโวยวายตอนนี้ไม่เป็นผลดีของฝั่งเรา ถึงยังไงชาวบ้านต้องเอาเรื่องนี้ไปพูดต่อ… ให้หัวหน้าตัดสินยังไงแต่ชาวบ้านปักธงไปแล้วว่าพวกฟานเกอหมิงขโมย มีสิบปากก็พูดแก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้ “จบแล้วก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว” หัวหน้าฉางรีบสั่งให้สลายตัวกลับบ้านกันไป “เดี๋ยวค่ะ เรื่องเสบียงเราไม่ติดใจอะไรนะคะ แต่เรื่องของป้าคนนี้ที่บุกรุกเข้าบ้าน หยิบฉวยของตามพอใจแบบนี้ ต่อไปคงต้องอยู่อย่างระแวงกันอีก” เสร็จนาเธอก็พร้อมจะฆ่าโคถึก โดยเฉพาะโคแก่ที่เธอใช้ประโยชน์เสร็จแล้วแบบป้าเถา “แก! นังเด็กสารเลว อย่ามากล่าวหากันลอย ๆ นะ” ป้าเถากรีดเสียงแหลมสูงเป็นเอกลักษณ์ เงื้อมือถลาเข้ามา “หัวหน้าฉางดูนังเด็กยุวชนใหม่ก่อเรื่องไม่หยุดเลยนะ” ป้าไฉ่จีร้องเป็นลูกคู่ ชาวบ้านก็หันกลับมากินแตงกันอีกรอบ “หัวหน้าฉางคะ อย่าหาว่าฉันเรื่องมากเลยค่ะ ครั้งนี้ไม่ติดใจเอาความได้เห็นแก่หน้าของหัวหน้าฉาง แต่ฉันอยากขอความช่วยเหลือรวบรวมชาวบ้านมาช่วยล้อมรั้วใหม่แยกออกจากรั้วเดิมหน่อยได้ไหมคะ?” หลินลู่เสียนไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นมาด่าทอตัวเอง รีบแจ้งผลประโยชน์ทันที “ฉันไม่ขอแรงเปล่านะคะ มีค่าแรงให้ด้วยคนละ 3 เจี่ยว” พอได้ยินว่าได้ค่าแรงเท่ากับแรงงานในอำเภอ หลายคนก็สนใจจนตามองเธอเป็นเงินหยวนเดินได้ไปแล้ว “ได้สิยังมีเวลาอีก 2 วันก่อนจะเริ่มลงแปลงนารอบใหม่ เอ้า…ใครสนใจให้ไปลงชื่อที่บ้านฉันนะ” หัวหน้าฉางสีหน้าดีขึ้นมาก ยุวชนมาใหม่รู้ความแถมยังรู้จักไว้หน้าเขา จบเรื่องจริง ๆ เสียที หลินลู่เสียนับว่าวันนี้กำไรหลายต่อ ลดความน่าเชื่อถือพวกฟานเกอหมิง ได้สานสัมพันธ์หัวหน้าฉาง แถมยังได้ล้อมรั้วใหม่กันคนสอดรู้หรือบุกรุก เด็กสาวเดินฮัมเพลงอารมณ์ดี ไป๋จื้อหยางมองตามแววตายิ้ม ตัวคนก็เดินตามกันไปเอาเสบียง ‘แสบจริง ๆ นี่คงอารมณ์ดีที่เล่นงานคนได้สินะ' “พวกนายขนเสบียงทั้งหมดมาบ้านพวกฉันก่อน ฉันมีเรื่องผลประโยชน์มาเสนอ กลับไปคุยกันในบ้านเถอะ” หลินลู่เสียนเอี้ยวตัวบอกคนด้านหลัง แล้วเดินไปยกกระสอบข้าวขาวที่เบาที่สุดขึ้นอุ้ม “สหายไป๋ พวกเราขอโทษอีกครั้งนะคะ สหายฟานไม่ได้ตี้งใจจริง ๆ” โจวอิงไท่ขยับมาดักหน้าขอโทษช้อนสายตาอ่อนเจือออดอ้อนให้ไป๋จื้อหยาง หญิงสาวเป็นผู้หญิงแบบที่เขาไม่ชอบที่สุดคืออ่อนแอ เสียงเล็กน่ารำคาญ ทำหน้าเหมือนคนถูกรังแกตลอดเวลา เจอแบบนี้เข้าไปขนลุกชัน ต้องถอยกรูดไปหลายก้าว “คิก…ฮ่า ฮ่า” หลินลู่เสียนมองหน้าเหวอของหญิงสาวที่คิดว่าผู้ชายทุกคนต้องหนีไม่พ้นมารยาของเธอก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดัง ซุนลี่จวนยังแอบไปกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น “ขอโทษด้วยครับสหายโจว เพื่อนผมเขาไม่ค่อยชอบให้ผู้หญิงเข้าใกล้ คุณอยู่ห่างสัก 3 เมตรเถอะ จะได้ไม่เจ็บตัวเกิดพี่จื้อหยางเส้นกระตุก” ฉือเหว่ยเฉิงยังมาพูดกวนอารมณ์เสริมอีกคน โจวอิงไท่ที่หาทางลงให้ตัวเองไม่ได้จึงหนีกลับบ้านพักทันที ‘ไอ้พวกลาโง่ ไม่รู้ดีชั่ว!’ ดูท่าวิธีเข้าหาแบบฟานเกอหมิงคงใช้ไม่ได้ผลกับไอ้เด็กสองคนนั่น คงต้องหาวิธีใหม่ โจวอิงไท่เดินสับเท้าจากไปพร้อมกับคิดแผนการต่าง ๆ ในหัวไปด้วย ยุวชนใหม่ทั้งสี่คนช่วยกันขนเสบียงมากองรวมกันในบ้านดินของหลินลู่เสียนกับซุนลี่จวน จากนั้นก็ถึงเวลานั่งลงคุยกันจริงจังเสียที “ฉันยังยืนยันคำเดิมนะ ว่าพวกเราต้องรวมกลุ่มกันไม่ให้คนมาเอาเปรียบ พวกนายก็เจอกับตัวแล้วนี่ ไม่ว่าจะเป็นยุวชนเก่าหรือชาวบ้าน” หลินลู่เสียนเปิดประเด็น “สหายหลินคุณมีข้อเสนอยังไงก็ว่ามาเถอะ” ไป๋จื้อหยางคราวนี้ไม่อิดออดแล้ว “พวกเราต้องดูแลกันและกัน ไม่เฉพาะเรื่องแรงงานหรอกนะ การใช้ชีวิตที่นี่มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ พวกนายคงไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้วจู่ ๆ กลายเป็นลูกเขยหรือลูกสะใภ้คนในหมู่บ้านใช่ไหม?” !!! “เฮ้ย! เอาจริงเหรอ มันจะมีคนทำแบบนั้นเหรอสหายหลิน” ฉือเหว่ยเฉิงตกใจจนกระโดดกอดไป๋จื้อหยางตัวสั่น ยิ่งนึกถึงหน้ายิ่งสาวในหมู่บ้านแต่ละคนยิ่งขวัญผวา ไม่นะ! ผมต้องพยายามรักษาพรมจรรย์จนได้กลับปักกิ่งให้ได้ ไป๋จื้อหยางกับซุนลี่จวนก็ตกใจจนสติหลุดไปแล้วเช่นกัน “นี่ไม่เคยตามสถานการณ์ยุวชนในชนบทกันเลยล่ะสิ” “ผมไม่เคยสนใจเรื่องซุบซิบนินทา” ไป๋จื้อหยางส่ายหน้ายกมือเกาท้ายทอย รู้สึกอายในความไม่ได้เรื่องของตัวเอง ‘เธอจะรังเกียจคนทื่อ ๆ แบบเขาหรือเปล่า?’ ตาดอกท้อของเด็กหนุ่มกระวนกระวายใจแอบมองเด็กสาวหน้าหวานที่นั่งบนเก้าอี้ เอ๊ะ! แล้วทำไมต้องกลัวเธอรังเกียจด้วยวะ “สังคมชนบทดำมืดกว่าที่คิดนะ บางอย่างใช้กฏหมู่แถมยังบังคับใช้กันในชุมชน โดยเฉพาะเรื่องชายหญิง แค่พลาดล้มทับกันแบบฉันกับนายบนรถไฟ มาอยู่ที่นี่พวกเราคงโดนชาวบ้านจับแต่งงานกันแล้วล่ะ” หลินลู่เสียนไม่ได้ล้อเล่น เธอตั้งใจจริงจังให้พวกเขาเรียนรู้สถานการณ์ไว้จะได้ไม่เสียทีคน “อย่าซี้ซั้วรับของใครมา โดยเฉพาะเพศตรงข้าม คนไม่หวังดีฉวยโอกาสทำให้คนคิดว่าพวกนายกำลังคบหาดูใจกันได้ เจอคนถามต้องปฏิเสธให้ชัดเจน” เด็กสาวเปิดสอนการใช้ชีวิตข้อควรระวังให้ทั้งสามคนตลอดบ่าย มีหัวกลม ๆ สามหัวรับฟังผงกขึ้นลงตลอดเวลา “สุดท้ายนี้…เราควรทำตัวสนิทสนมกันเข้าไว้ เรียกสหายนั่นสหายนี่มันดูห่างเหินนะว่าไหม” “ก็จริง แต่จะให้พวกเราเรียกคุณยังไงดีล่ะ” ถูกกล่อมมาตลอดบ่าย สี่คนในห้องก็เริ่มปล่อยตัวตามสบายกันบ้างแล้ว “เรียกขานตามลำดับอายุก็ได้ คนอายุมากกว่าเรียกชื่อเจ้าตัวเฉย ๆ ก็พอ คนอายุน้อยกว่าก็เรียกพี่เป็นการให้เกียรติ” “ได้…เอาตามนั้น” หลินลู่เสียนที่ได้อย่างใจเปิดยิ้มหวานเต็มหน้าให้คนรอบตัว ใบหน้าดูอ่อนหวานนุ่มนวลอีกเท่าตัว “งั้น…ฝากตัวด้วยนะพี่หยาง”“ถิงถิงหลานปู่ ดูสิฉลาดเหมือนปู่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”คนในห้องแทบจะกลอกลูกตาจนตากลับแล้ว กับปู่ที่หลงหลานขนาดหนักหลานเรอก็ว่า กินเก่ง เลี้ยงง่าย…หลานร้องงอแง ก็บอกเสียงดี โตขึ้นคงช่างพูด…แม้แต่หลานฉี่ใส่ฉือเหว่ยเฉิงยังบอกว่าหลานฉลาด…“ลุงไป๋ หลานฉี่ใส่ผมนี่มองจากมุมไหนถึงบอกว่าฉลาด” ฉือเหว่ยเฉิงพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองฮ่า ฮ่า ฮ่า“ฉลาดที่แค่ฉี่ใส่น่ะสิ ถ้าถ่ายหนักด้วยแสดงว่าชังน้ำหน้า” พ่อไป๋เยาะเย้ยแล้วหันมาเอากลองมาหลอกล่อหลานสาวเด็กทารกยังไม่ลืมตา เขาจึงเอาของเล่นที่มีเสียงมาหยอกล้อ“ตำรวจว่ายังไงบ้างคะ ผลตรวจสารเคมีในขวดยาออกหรือยัง” หลินลู่เสียนถามเรื่องที่เธออยากรู้ แต่เธอก็พอจะเดาออกว่ายาที่ฟางผิงสั่งให้คนสับเปลี่ยนคือยาอะไร“ผลออกแล้ว เป็นยาละลายลิ่มเลือด…”ไป๋จื้อหยางขบกราม เน้นเสียงทีละคำ ดวงตาสีดำคมมีประกายชิงชังเคียดแค้น ถ้าเขาไม่ให้คนคอยสะกดรอยฟางผิงคงไม่รู้ว่ามีคนจ้องจะเล่นงานภรรยาแถมคิดเล่นงานถึงตาย…พวกเขาเลยปล่อยให้พวกนั้นชะล่าใจ คอยให้คนที่สะกดรอยถ่ายรูปหลักฐานการนัดพบ การส่งมอบตัวยา และวางกับดักในวันที่ภรรยาคลอดเพราะเขาก็กะเอาให้ถึงตายเหมือนกัน…“จับได้ค่
ฝานเล่ยเป็นคนขับรถพาทุกคนมาโรงพยาบาล พ่อไป๋ยังไม่รู้ข่าวฉือเหว่ยเฉิงจึงเป็นคนไปโทรแจ้ง ลี่จวนหยิบบัตรคนไข้ไปติดต่อให้ข้อมูลผู้ป่วย“น้ำคร่ำยังไม่แตก แต่มีสัญญาณคลอดนะคะ ญาติติดต่อให้นอนห้องพักฟื้นก่อนได้เลยค่ะ เราจะยังไม่ย้ายคนไข้ไปห้องรอคลอดนะคะ”พยาบาลเวรเข้ามาตรวจอาการ ลงความเห็นว่ามีสัญญาณคลอดจึงให้ญาติไปทำตามขั้นตอน“โอ๊ย...เจ็บ เจ็บ โอ๊ย…”“ฮู่...ฮู่...ฮ่า… เสียน์เออร์หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ หายใจปกติ” ไป๋จื้อหยางนั่งช่วยกำกับภรรยาหายใจเพื่อลดอาการปวด“อ๊า...โอ๊ย...”ทุกครั้งที่หลินลู่เสียนร้องก็จิกนิ้วลงขยุ้มผมของสามีเขย่า ไป๋จื้อหยางครางเพราะความเจ็บกายไม่เท่าไหร่ แต่เขาสงสารแม่ของลูกที่นอนทรมาน แล้วเขาช่วยอะไรไม่ได้“ลี่จวนเอากระเป๋าน้ำร้อนประคบหลังเสียนเออร์หน่อย”“คะ! ตายแล้ว…หนูลืมหยิบตะกร้าของมา มันอยู่ท้ายรถ”“เดี๋ยวไปเอาให้” ฝานเล่ยรีบวิ่งตัวปลิวออกไป“ว๊าย! สหาย...อย่าวิ่งตามทางเดิน!”พยาบาลที่เข็นรถเข็นก้มมองรายการยาร้องออกมาเพราะมีคนวิ่งสวนออกไปเกือบชนเธอเข้าท้องแรกส่วนใหญ่กว่าจะคลอดมักรอกันนานหลายชั่วโมง หลินลู่เสียนก็นอนปวดร้องครางตั้งแต่เช้าจรดค่ำก็ยังไม่มีท
ไม่มีคนทำแทนได้เลยเหรอคะ พวกเราต้องรีบเดินทางกลับน่ะค่ะ”หลินลี่จวนร้อนใจรีบสอบถามหาทางแก้เจ้าหน้าที่มองหน้ากันอย่างลำบากใจ ทำให้พอรู้แล้วว่าคงข้ามหน้าที่กันไม่ได้ การรับเอกสารเพื่อตรวจสอบต้องมีลายเซ็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายงานคนเดียวเท่านั้น“ลี่จวนอย่าสร้างความลำบากใจให้เจ้าหน้าที่ ขอโทษแทนน้องสาวด้วยนะคะสหาย เธอยังเด็ก”หลินลู่เสียนยิ้มขอโทษเจ้าหน้าที่อย่างนุ่มนวล กิรอยามารยาทดูอ่อนหวานคนมองจึงมีสีหน้าที่ดีให้“ทางเราต้องขออภัยสหายหลินจริง ๆ ค่ะ เอาอย่างนี้ฉันให้เบอร์โทรศัพท์สหายไว้นัดเวลามาล่วงหน้าก็ได้ค่ะ”เจ้าหน้าที่แม้ทำอะไรไม่ได้แต่ก็พยายามช่วยคิดหาหนทางอื่น แต่ก็ทำได้เท่านี้เพราะพวกเธอก็ไม่มีอำนาจหน้าที่“ขอบคุณสหายมากค่ะ” รับเบอร์มาแล้วก็ส่งสัญญาณให้พากันกลับ ลี่จวนออกอาการฮึดฮัดหายใจแรงหน้าแดงเพราะโกรธปนสงสารพี่สาว เรียวปากก็สั่นเหมือนจะร้องไห้“ยัยบ๊อง ทำไมจะร้องแล้วล่ะ”“ฉันโมโหแทนพี่นี่คะ นี่มันจงใจแกล้งกันชัด ๆ เลยค่ะ เราทำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะพี่ลู่เสียน”หลินลู่เสียนตบมือบนหลังมือลี่จวนเบา ๆ แล้วหยิกแก้มสาวน้อยหน้ามุ่ยจนแก้มป่องไปอีกที“เอาน่า ครั้งนี้ถือว่าเป็นบทเ
อาทิตย์ต่อมาหลินลู่เสียนพาทุกคนออกเดินทางอีกครั้งหลังสอบเก็บคะแนน รอบนี้ทุกคนคัดค้านแบบหัวเด็ดตีนขาด เพราะหลินลู่เสียนที่ท้องเจ็ดเดือนท้องโตอุ้ยอ้ายเดินเหินลำบากแล้วไป ๆ มา ๆ ก็แพ้ให้ไม้ตายของคุณแม่“อึก…ฮึก…ทุกคนหาว่าฉันไม่รักลูก ไม่ดูแลลูกให้ดีใช่ไหม”คุณแม่ท้องโตน้ำตาคลอ หางตาแดงเรื่อ ปลายจมูกที่เชิดรั้นถูกสึชมพูอ่อนลามเลีย ก่อนหยาดน้ำตาจะค่อย ๆ กลั่นเป็นหยดไหลเป็นทางอาบแก้มอวบอิ่มเสียงสะอื้นจางแผ่วค่อย ๆ ดังขึ้น“ไม่ใช่นะ พวกเราแค่กลัวน้องกับลูกเป็นอันตราย ระยะทางก็ไกลเดี๋ยวจะเหนื่อยเกินไป ไม่ร้องนะคนดี”“นั่งรถนาน ๆ เดี๋ยวเท้าจะบวมแล้วก็ปวดขาด้วยนะคะพี่ลู่เสียน”ไม่ว่าใครจะเกลี้ยกล่อมยังไง คนท้องก็นั่งร้องไม่ปริปากต่อเป็นการดื้อเงียบ พ่อไป๋จึงต้องรับปากอนุญาตรถยนต์หงฉีสีดำจึงขับจากปักกิ่งมายังลั่วหยางสายลมอ่อนพัดพากลีบโบตั๋นหลากสีลูบไล้ข้างตัวรถ ตัวเมืองเก่าที่เคยเงียบเหงามีเสียงเคลื่อนย้ายข้าวของเข้าออก ผู้คนที่เคยห่างหายในความทรงจำพร่าเลือน เริ่มปรากฏเค้ารางคุ้นตา“รถของตระกูลไหนกัน ““พ่อ ผมอยากได้รถแบบนั้น”“เอ๊ะ! รถจอดหน้าบ้านตระกูลหลิน ไหนลุงรองหลินบอกว่าติดต่อยัยหนูหล
เช้าวันต่อมาไป๋จื้อหยางกับฝานเล่ยกลับโรงแรมหลังเสร็จเรื่อง หลินลู่เสียนให้ทั้งคู่พักผ่อนก่อนค่อยตื่นมาเล่าเรื่องหลังตื่น“หา! พี่เขย…สั่งจับคนไปถ่วงน้ำแบบนั้นเลยเหรอคะ”ป็อก…“จคิดไปถึงไหนเนี่ย ไม่ได้ฆ่าแกง แค่จับโยนลงย้ำทั้งคนทั้งของ”ลี่จวนโดนพี่เขยดีดหน้าผากจนหน้าหงาย แรงที่ใช้ไม่เบา แม้แต่ฝานเล่ยยังไม่ห้าม แต่มองด้วยแววตาขบขันแทน“ก็ใครจะไปรู้ล่ะคะ พี่ลู่เสียนคะ เจ็บหนัาผาก” เด็กสาวหันไปออดอ้อนพี่สาวแทน“พี่หยางทำไมไม่ส่งตำรวจล่ะครับ” จุดนี้แหละที่ทุกคนไม่เข้าใจ“จากคำบอกเล่าของลูกน้อง ก่อนหน้านี้ตำรวจจับกุมเจ้าของโกดังข้อหาค้าของเถื่อน อาจจะมีนอกมีใน อย่าเอาหลักฐานไว้กับตัวดีกว่า ไม่อยากเสี่ยง”“ก็จริงนะ เกิดตำรวจต้องการป้ายสีเราก็แก้ต่างยากเพราะของก็อยู่ หากคนทำผิดให้ปากคำว่าเราจ้างมาอีกล่ะ”พวกเล่ห์กลเหล่านี้ในโลกธุรกิจการงานยังมีอีกมาก พวกเขาจึงต้องจดจำและระวังตัว“ส่วนเรื่องการรับงานรายย่อยพี่คุยกับน้าจ้าวคร่าว ๆ แล้ว เริ่มดำเนินการทันที”ในส่วนของบริษัทขนส่งไป๋จื้อหยางสั่งการม้วนเดียวจบ เหลือแค่การปฏิบัติและติดตามผล“งัันวันนี้เราไปดูโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ากัน อาเฉิงพี่จะให้น
วันต่อมา พอมีแนวทางธุรกิจใหม่ไม่มีใครคิดอยู่เซี่ยงก่างต่อ จึงแยกกับพ่อไป๋ย้อนกลับไปเสินเจิ้นขับรถจากเซียงก่างข้ามแดนมาไม่นานก็ถึงท่าเรือเสินเจิ้นแล้ว พวกเขาจึงเข้าไปโกดังท่าเรือของบริษัทก่อน“อาจินเป็นไง ซ่อมได้ไหม”“ยังเลยครับ อาการแบบนี้ผมไม่เคยเจอต้องค่อย ๆ ตรวจดูทีละส่วน”ด้านข้างรถบรรทุกคันหนึ่งมีกลุ่มคนงานยืนล้อมอยู่เกือบสิบคน ไป๋จื้อหยางได้ยินเสียงน้าจ้าวจากตรงกลางวงล้อมบทสนทนาพอจับใจความว่าทางนี้กำลังมีปัญหาที่แก้ไม่ตก“น้าจ้าว เกิดอะไรขึ้นครับ” ไป๋จื้อหยางกับฝานเล่ยรีบเดินแหวกคนงานเข้าไป เห็นชายคนหนึ่งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ส่องเครื่องยนต์ของรถบรรทุก“อาหยางมาถึงแล้วเหรอ รถคันนี้น่ะสิมันเกิดเสียขึ้นมาตอนนี้ช่างจินกำลังซ่อมอยู่ แต่วันนี้เรามีคิวต้องออกรถไปเฉิงตูช่วงบ่ายถ้าซ่อมไม่ทันมีปัญหาแน่”น้าจ้าวบอกสถานการณ์จบก็แนะนำเจ้าของบริษัทให้พนักงานขับรถรู้จัก พนักงานรุ่นแรกจะเป็นทหารผ่านศึกที่น้าสุ่ยแนะนำมา พวกนี้ค่อนข้างมีวินัยพวกที่รับมาใหม่รุ่นหลังมีอันธพาลกลับใจ พวกข้างถนนที่แก๊งถูกปราบปราม พวกนี้แม้งานจะไม่ผิดพลาดแต่ก็คุมยากมีกระทบกระทั่งเรื่องทัศนคติกับฝั่งทหารเก่าบ่อยครั้ง“ขอ







