Mag-log inหลินลู่เสียนออกหน้าถามยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ฟานเกอหมิงก็ไม่ใช่คนโง่ พอถูกถามย้ำเขาก็เริ่มรู้ตัวว่าตนโดนเปิดโปง
ปัญหาคือฟานเกอหมิงจะทำยังไง? เสบียงถ้ายังไม่เอาไปแบ่งให้สหายสาวทั้งสอง ก็แค่เดินเข้าครัวไปเอามาเติมให้ครบ แต่ถ้าแบ่งกระจายไปแล้ว จะเลือกเอาของตัวเองมาโปะก็เจ็บหนัก แต่ถ้าเดินไปเอามาจากคงฮุ่ยฉิงและโจวอิงไท่ นั่นเท่ากับเปิดเผยตัวเอง ‘ละล้าละลังแบบนี้ แบ่งยัยสองคนนั้นไปแล้วสินะ' หลินลู่เสียนแสยะยิ้ม ครึ้มใจที่เห็นผู้อื่นโชคร้าย เธอไม่ใช่คนใจดี โดยเฉพาะกับพวกเอารัดเอาเปรียบเธอก่อน “สหายฟานตอนพวกเราเดินทางมา หัวหน้าฉางบอกอะไรพวกเราหลายอย่างที่เราควรรู้” หลินลู่เสียนปดหน้าตาย สรุปง่าย ๆ ถ้าคุณไม่รีบคายของออกมาเรื่องใหญ่แน่ “เดี๋ยวผมขอไปตรวจสอบตัวเลขที่แน่ชัดกับสหายหญิงก่อนครับ ผมอาจจะดูผิดพวกเธอเป็นคนจดไว้” ฟานเกอหมิงพูดไปวิ่งไปตัวคนพุ่งไปทางบ้านพักยุวชนหญิงหลังเก่า หลินลู่เสียนหันมองไป๋จื้อหยางดูว่าเขาจะเอาไง เด็กหนุ่มหน้าเข้มชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นแล้วตวัดมือลง เห็นสัญลักษณ์จู่โจม นั่นคือให้รีบตามไปสิ… พวกเราสี่คนเร่งเดินแกมวิ่งตามฟานเกอหมิงไปติด ๆ และบังเอิญป้าเถาฮุ่ยอันที่เธอเพิ่งปะทะคารมตอนมาถึง กำลังผ่านมา จากหางตาเธอเห็นยัยป้าปากสว่างรีบตามมาดู ‘บ่ายนี้รู้กันทั่วหมู่บ้านแน่…ดี!’ ข้อเสียใหญ่ของบ้านพักยุวชนคือรั้วเตี้ย ตอนนี้กลายเป็นข้อดีชั่วคราว ป้าเถาเลยตามส่องได้ง่าย “อิงไท่เปิดประตูหน่อย ผมเองเกอหมิง” ผู้ดูแลยุวชนรีบเคาะเรียก ร้อนใจจนต่องคอยหันหลังมอง “เกอหมิงมีอะ…” ปัง! “ไปเอาพวกเสบียงที่เราตัดแบ่งจากกองยุวชนใหม่มาเร็ว พวกนั้นรู้จำนวนจากหัวหน้าฉางกำลังตามมาเอา ผมแกล้งบอกไปว่าจำตัวเลขไม่ได้ถึงวิ่งมาถาม” เข้าบ้านมาเขารีบปิดประตู พูดสถานการณ์ให้คนในบ้านฟังเสียงต่ำรวดเดียว โจวอิงไท่หน้าเผือดสี ปากล่างยื่นเล็กน้อย ดวงตาลดมองต่ำปกปิดแววไม่ชอบใจ ‘ไอ้คนไร้ประโยชน์ เรื่องง่าย ๆ ยังทำได้ไม่ดี’ “ทำไงดี พวกนั้นไม่ได้แจ้งหัวหน้าฉางใช่ไหม?” คงฮุ่ยฉิงแตกตื่นเสียงที่ถามจึงแหลมดัง “ชู่...เบาหน่อย กลัวพวกนั้นไม่รู้รึไง เดี๋ยวพวกเขามาถึงผมจัดการเอง ฮุ่ยฉิงอย่าพูดมาก อิงไท่คอยเออออตามที่ผมพูดเป็นพอ” ทางด้านนอกบ้านพักยุวชนหญิง ป้าเถาเดินตามมาทันซุนลี่จวนก็ถือวิสาสะดึงแขนเด็กสาวจนคนเกือบล้ม “มีเรื่องอะไรกันเหรอยัยหนูยุวชนซุน” นอกจากไม่ขอโทษแล้วยังถามหน้าตาเฉย มือก็ยังกำแน่นจนซุนลี่จวนนิ่วหน้า ตาล่อกแล่กอยากรู้เต็มที แหม แหม..มาถึงกันวันแรกก็มีเรื่องสนุกเสียแล้ว “หนูไม่รู้ค่ะ แค่ตามพวกพี่ ๆ มา” “ฮี่ย! ไม่ได้เรื่อง!” ป้าเถาสะบัดแขนทิ้งแล้วกระแทกเสียงใส่ “ป้าเดินตามเข้ามาทำไมคะ นี่มันในเขตรั้วบ้านพวกเราบุกรุกเข้ามาแบบนี้เกิดมีของหายป้าจะซวยนะ” หลินลู่เสียนหันไปจัดการป้าเถาก่อน เธอปล่อยให้มาเก็บข้อมูลได้ แต่ไม่ใช่วุ่นวายจนเสียเรื่อง “นังเด็กนี่อย่ามากล่าวหาส่งเดช!!! ว่าแต่…มีปัญหาอะไรกัน” เถาฮุ่ยอันเท้าเอวทำท่าจะเปิดปากด่า แต่พอคิดว่ายังมีเรื่องให้ถามเสียงถึงเบาลง “ไม่มีอะไรค่ะ เดินตามมาเอาเสบียง สหายฟานเขาลืมว่าหัวหน้าฉางแบ่งมาให้พวกเราเท่าไหร่ เลยเดินมาถามจำนวนกับสหายโจว” เธอทำเป็นพูดไม่มีอะไร แต่บอกเล่าเรื่องครบถ้วน เล่าแบบกั๊ก ให้คิดจินตนาการต่อเอง “คนไปเอาเสบียงเป็นฟานเกอหมิง ทำไมต้องมาถามคนอื่น หรือเสบียงหายใช่ไหม” ดูถูกสมองช่างนินทาของป้าสะใภ้ในชนบทไม่ได้เลย เรื่องชาวบ้านนี่หัวไว จินตนาการไปสุด หลินลู่เสียนไม่ตอบ แต่แอบยกยิ้มสมใจ ส่วนป้าเถาพออยากรู้จนคันยุบยิบแต่ดันไม่ถูกเกา ก็แทบจะดิ้นพล่านอยู่ไม่สุข ไป๋จื้อหยางเห็นป้าเถาถูกหลินลู่เสียนจับหมุนเล่นบนฝ่ามือแทบจะหัวเราะเสียงดังแล้วยกนิ้วโป้งให้ ดูก็รู้ว่านี่ตัวกระจายข่าวชั้นดีในหมู่บ้าน เขาพอจะรู้แล้วว่านี่คือวิธีที่เธอจัดการพวกยุวชนรุ่นพี่ ถ้าชาวบ้านรู้เรื่องยักยอกเสบียง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าขโมยเสบียงต่อให้วันนี้พวกนั้นเฉไฉไปรอด แต่ชื่อเสียงก็ป่นปี้ไม่เหลือ ‘ในอนาคตพวกนั้นจะเล่นกลอะไร คนก็ติดภาพจำไม่ดีไปแล้ว' “สหายฟานว่าไงครับ” ฉือเหว่ยเฉิงเป็นคนเคาะประตูเรียกคนที่ผลุบหายเข้าบ้านดิน ไม่โผล่หัวออกมาสักที “เป็นผมจำตัวเลขผิดไปจริง ๆ ครับ ลองทวนจำนวนที่ฝากอิงไท่จดมาก็พบว่าขาดไปนิดหน่อย โชคดีที่ผมเก็บแยกไว้ไม่ได้หายไปไหน” ฟานเกอหมิงเดินนำออกมาในอ้อมแขนแบกกระสอบไว้ 2 อัน มีโจวเองไท่เดินอุ้มอีกกระสอบที่เล็กกว่าตามหลังมา “พวกฉันแค่รับฝากจากเกอหมิง ยังไม่ได้เปิดถุงดูนะคะ ไม่ต้องห่วงน้ำหนักไม่ขาดแน่นอน” โจวอิงไท่พูดจาดูน่าเชื่อถือ ใบหน้าจริงใจใสซื่อ “แยกเก็บทำไม หัวหน้าฉางชั่งแยกกระสอบของแต่ละคนไว้ แค่แบกของที่ได้มาส่งต่อจะยุ่งยากอะไร” ป้าเถาทนเงียบไม่ไหวต้องสอดปาก ตัวผอมของหญิงกลางคนมุดมาด้านหน้า ดึงกระสอบจากมือโจวอิงไท่ไปเปิดดู “จุ๊ ๆ นี่เหมือนตักแบ่งออกจากกระสอบใหญ่ พวกเธอขโมยของใช่ไหม!!! ไม่ได้แล้วต้องไปแจ้งหัวหน้าฉาง” ป้าเถาหอบของเตรียมวิ่งออกไปแต่ถูกดักทางไว้ก่อน “ป้าอย่ามาเนียน ส่งกระสอบคืนมาด้วย!” ไป๋จื้อหยางกระชากคอเสื้อด้านหลังเต็มแรง คอเสื้อด้านหน้ารั้งลำคอจนป้าเถาหายใจลำบาก “แค่ก…เจ้าข้าเอ๊ย! ฆ่าคนแล้ว ยุวชนพวกนี้จะฆ่าคน” ป้าเถาลงไปนั่งบนพื้นตบขาตีตัวฟูมฟายเสียงแหลมดังแสบหู “อะไร เกิดอะไรขึ้นยังเถา!” “มาเร็ว มาตัดสินให้ฉันด้วย ยุวชนพวกนี้มันรวมหัวกันทำร้ายฉัน” ป้าเถารีบหาพวกอย่างนางไฉ่จี ชาวบ้านรีบเดินออกมาดูตามเสียงเถาฮุ่ยอัน บางคนไม่กล้าเข้าใกล้เพราะรู้ฝีปากป้าเถากันดี บางคนก็แนบหน้าดูผ่านรั้วไม้ “เอะอะอะไรกันอีกแล้วนางเถา” มีเด็กวิ่งไปตามหัวหน้าฉางที่บ้านเขาจึงรีบมาพร้อมซ่งหย่งเหลียง เลขากองพลที่กำลังหารือเรื่องการแบ่งงานของปีนี้ “หัวหน้าฉาง ยุวชนพวกนี้ไม่มีตัวดีสักคน กลุ่มเก่าก็เป็นหัวขโมย พวกที่มาใหม่ก็ทำตัวอันธพาลทำร้ายคน หัวหน้าต้องตัดสินให้ฉัน! ส่งพวกมันไปใช้แรงงาน!” ป้าเถารีบฟูมฟายไร้น้ำตาฟ้องความก่อน แถมตัดสินโทษให้พร้อม หันไปยิ้มเยาะใส่หลินลู่เสียน คิดว่ายังไงหัวหน้าฉางกับเลขาต้องเข้าข้างคนในหมู่บ้าน “ข้อหาจะพูดส่งเดชไม่ได้นะนางเถา! ฝั่งยุวชนมีอะไรจะเล่าหรือเปล่าครับ” หัวหน้าฉางขู่ป้าเถาให้เงียบ แล้วมองไปทางฟานเกอหมิง “พวกผมมีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยครับ กำลังคุยกันอยู่ป้าเถาก็บุกรุกเข้ามาโวยวายแล้วฉวยกระสอบข้าวฟ่างจะวิ่งหนีไป สหายไป๋รีบจับเสื้อไว้ ป้าเถาคงเจ็บเลยนั่งลงร้องไห้โวยวายครับ” ผู้ดูแลยุวชนปัดทุกอย่างให้พ้นตัวทำราวกับเรื่องไม่ได้เริ่มจากพวกเขา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน หลินลู่เสียนยังอดนับถือความไร้ยางอายนี้ไม่ได้ “หุบปากนะไอ้หัวขโมย! แกคิดว่าเล่นลิ้นแล้วจะรอดตัวไปได้หรือไง เฮอะ!” คำพูดฟานเกอหมิงไม่เข้าหู ป้าเถาลุกขึ้นมาชี้หน้าตวาดคำก็ขโมยสองคำก็ขโมย “นอกจากอันธพาลแล้วยังขโมยอะไรอีก!!!” หัวหน้าฉางตะโกนใส่ป้าเถาที่เสียงดัง เขาเหลืออดกับนางคนนี้แล้ว ถ้ากองพลของเขามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ที่ทำมาทั้งปีเพื่อผลงานหมู่บ้านดีเด่นก็หายวับไปกับตา หลินลู่เสียนรู้เรื่องนี้ จึงไม่ได้แจ้งหัวหน้าฉางเรื่องเสบียง เพราะถ้าพวกเธอก่อเรื่องตั้งแต่วันแรก ไม่เป็นผลดีกับการขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจสูงสุดในชุมชนภายหลัง ในเมื่อป้าเถาเสนอตัวเป็นหนังหน้าไฟ เธอก็รับด้วยความยินดี เท่านี้พวกเธอก็ไม่ใช่คนก่อเรื่อง แถมยังดูเป็นเหยื่อ เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว “มีใครอธิบายให้ละเอียดหน่อยได้ไหม?” หัวหน้าฉางกราดสายตาเข้มงวดมองไปทางกลุ่มยุวชน หลินลู่เสียนรีบขึ้นหน้าเสนอตัว เพราะเธอรอโอกาสนี้อยู่ “ฉันขอเล่าตั้งแต่ต้นแล้วกันค่ะ”“ถิงถิงหลานปู่ ดูสิฉลาดเหมือนปู่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”คนในห้องแทบจะกลอกลูกตาจนตากลับแล้ว กับปู่ที่หลงหลานขนาดหนักหลานเรอก็ว่า กินเก่ง เลี้ยงง่าย…หลานร้องงอแง ก็บอกเสียงดี โตขึ้นคงช่างพูด…แม้แต่หลานฉี่ใส่ฉือเหว่ยเฉิงยังบอกว่าหลานฉลาด…“ลุงไป๋ หลานฉี่ใส่ผมนี่มองจากมุมไหนถึงบอกว่าฉลาด” ฉือเหว่ยเฉิงพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองฮ่า ฮ่า ฮ่า“ฉลาดที่แค่ฉี่ใส่น่ะสิ ถ้าถ่ายหนักด้วยแสดงว่าชังน้ำหน้า” พ่อไป๋เยาะเย้ยแล้วหันมาเอากลองมาหลอกล่อหลานสาวเด็กทารกยังไม่ลืมตา เขาจึงเอาของเล่นที่มีเสียงมาหยอกล้อ“ตำรวจว่ายังไงบ้างคะ ผลตรวจสารเคมีในขวดยาออกหรือยัง” หลินลู่เสียนถามเรื่องที่เธออยากรู้ แต่เธอก็พอจะเดาออกว่ายาที่ฟางผิงสั่งให้คนสับเปลี่ยนคือยาอะไร“ผลออกแล้ว เป็นยาละลายลิ่มเลือด…”ไป๋จื้อหยางขบกราม เน้นเสียงทีละคำ ดวงตาสีดำคมมีประกายชิงชังเคียดแค้น ถ้าเขาไม่ให้คนคอยสะกดรอยฟางผิงคงไม่รู้ว่ามีคนจ้องจะเล่นงานภรรยาแถมคิดเล่นงานถึงตาย…พวกเขาเลยปล่อยให้พวกนั้นชะล่าใจ คอยให้คนที่สะกดรอยถ่ายรูปหลักฐานการนัดพบ การส่งมอบตัวยา และวางกับดักในวันที่ภรรยาคลอดเพราะเขาก็กะเอาให้ถึงตายเหมือนกัน…“จับได้ค่
ฝานเล่ยเป็นคนขับรถพาทุกคนมาโรงพยาบาล พ่อไป๋ยังไม่รู้ข่าวฉือเหว่ยเฉิงจึงเป็นคนไปโทรแจ้ง ลี่จวนหยิบบัตรคนไข้ไปติดต่อให้ข้อมูลผู้ป่วย“น้ำคร่ำยังไม่แตก แต่มีสัญญาณคลอดนะคะ ญาติติดต่อให้นอนห้องพักฟื้นก่อนได้เลยค่ะ เราจะยังไม่ย้ายคนไข้ไปห้องรอคลอดนะคะ”พยาบาลเวรเข้ามาตรวจอาการ ลงความเห็นว่ามีสัญญาณคลอดจึงให้ญาติไปทำตามขั้นตอน“โอ๊ย...เจ็บ เจ็บ โอ๊ย…”“ฮู่...ฮู่...ฮ่า… เสียน์เออร์หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ หายใจปกติ” ไป๋จื้อหยางนั่งช่วยกำกับภรรยาหายใจเพื่อลดอาการปวด“อ๊า...โอ๊ย...”ทุกครั้งที่หลินลู่เสียนร้องก็จิกนิ้วลงขยุ้มผมของสามีเขย่า ไป๋จื้อหยางครางเพราะความเจ็บกายไม่เท่าไหร่ แต่เขาสงสารแม่ของลูกที่นอนทรมาน แล้วเขาช่วยอะไรไม่ได้“ลี่จวนเอากระเป๋าน้ำร้อนประคบหลังเสียนเออร์หน่อย”“คะ! ตายแล้ว…หนูลืมหยิบตะกร้าของมา มันอยู่ท้ายรถ”“เดี๋ยวไปเอาให้” ฝานเล่ยรีบวิ่งตัวปลิวออกไป“ว๊าย! สหาย...อย่าวิ่งตามทางเดิน!”พยาบาลที่เข็นรถเข็นก้มมองรายการยาร้องออกมาเพราะมีคนวิ่งสวนออกไปเกือบชนเธอเข้าท้องแรกส่วนใหญ่กว่าจะคลอดมักรอกันนานหลายชั่วโมง หลินลู่เสียนก็นอนปวดร้องครางตั้งแต่เช้าจรดค่ำก็ยังไม่มีท
ไม่มีคนทำแทนได้เลยเหรอคะ พวกเราต้องรีบเดินทางกลับน่ะค่ะ”หลินลี่จวนร้อนใจรีบสอบถามหาทางแก้เจ้าหน้าที่มองหน้ากันอย่างลำบากใจ ทำให้พอรู้แล้วว่าคงข้ามหน้าที่กันไม่ได้ การรับเอกสารเพื่อตรวจสอบต้องมีลายเซ็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายงานคนเดียวเท่านั้น“ลี่จวนอย่าสร้างความลำบากใจให้เจ้าหน้าที่ ขอโทษแทนน้องสาวด้วยนะคะสหาย เธอยังเด็ก”หลินลู่เสียนยิ้มขอโทษเจ้าหน้าที่อย่างนุ่มนวล กิรอยามารยาทดูอ่อนหวานคนมองจึงมีสีหน้าที่ดีให้“ทางเราต้องขออภัยสหายหลินจริง ๆ ค่ะ เอาอย่างนี้ฉันให้เบอร์โทรศัพท์สหายไว้นัดเวลามาล่วงหน้าก็ได้ค่ะ”เจ้าหน้าที่แม้ทำอะไรไม่ได้แต่ก็พยายามช่วยคิดหาหนทางอื่น แต่ก็ทำได้เท่านี้เพราะพวกเธอก็ไม่มีอำนาจหน้าที่“ขอบคุณสหายมากค่ะ” รับเบอร์มาแล้วก็ส่งสัญญาณให้พากันกลับ ลี่จวนออกอาการฮึดฮัดหายใจแรงหน้าแดงเพราะโกรธปนสงสารพี่สาว เรียวปากก็สั่นเหมือนจะร้องไห้“ยัยบ๊อง ทำไมจะร้องแล้วล่ะ”“ฉันโมโหแทนพี่นี่คะ นี่มันจงใจแกล้งกันชัด ๆ เลยค่ะ เราทำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะพี่ลู่เสียน”หลินลู่เสียนตบมือบนหลังมือลี่จวนเบา ๆ แล้วหยิกแก้มสาวน้อยหน้ามุ่ยจนแก้มป่องไปอีกที“เอาน่า ครั้งนี้ถือว่าเป็นบทเ
อาทิตย์ต่อมาหลินลู่เสียนพาทุกคนออกเดินทางอีกครั้งหลังสอบเก็บคะแนน รอบนี้ทุกคนคัดค้านแบบหัวเด็ดตีนขาด เพราะหลินลู่เสียนที่ท้องเจ็ดเดือนท้องโตอุ้ยอ้ายเดินเหินลำบากแล้วไป ๆ มา ๆ ก็แพ้ให้ไม้ตายของคุณแม่“อึก…ฮึก…ทุกคนหาว่าฉันไม่รักลูก ไม่ดูแลลูกให้ดีใช่ไหม”คุณแม่ท้องโตน้ำตาคลอ หางตาแดงเรื่อ ปลายจมูกที่เชิดรั้นถูกสึชมพูอ่อนลามเลีย ก่อนหยาดน้ำตาจะค่อย ๆ กลั่นเป็นหยดไหลเป็นทางอาบแก้มอวบอิ่มเสียงสะอื้นจางแผ่วค่อย ๆ ดังขึ้น“ไม่ใช่นะ พวกเราแค่กลัวน้องกับลูกเป็นอันตราย ระยะทางก็ไกลเดี๋ยวจะเหนื่อยเกินไป ไม่ร้องนะคนดี”“นั่งรถนาน ๆ เดี๋ยวเท้าจะบวมแล้วก็ปวดขาด้วยนะคะพี่ลู่เสียน”ไม่ว่าใครจะเกลี้ยกล่อมยังไง คนท้องก็นั่งร้องไม่ปริปากต่อเป็นการดื้อเงียบ พ่อไป๋จึงต้องรับปากอนุญาตรถยนต์หงฉีสีดำจึงขับจากปักกิ่งมายังลั่วหยางสายลมอ่อนพัดพากลีบโบตั๋นหลากสีลูบไล้ข้างตัวรถ ตัวเมืองเก่าที่เคยเงียบเหงามีเสียงเคลื่อนย้ายข้าวของเข้าออก ผู้คนที่เคยห่างหายในความทรงจำพร่าเลือน เริ่มปรากฏเค้ารางคุ้นตา“รถของตระกูลไหนกัน ““พ่อ ผมอยากได้รถแบบนั้น”“เอ๊ะ! รถจอดหน้าบ้านตระกูลหลิน ไหนลุงรองหลินบอกว่าติดต่อยัยหนูหล
เช้าวันต่อมาไป๋จื้อหยางกับฝานเล่ยกลับโรงแรมหลังเสร็จเรื่อง หลินลู่เสียนให้ทั้งคู่พักผ่อนก่อนค่อยตื่นมาเล่าเรื่องหลังตื่น“หา! พี่เขย…สั่งจับคนไปถ่วงน้ำแบบนั้นเลยเหรอคะ”ป็อก…“จคิดไปถึงไหนเนี่ย ไม่ได้ฆ่าแกง แค่จับโยนลงย้ำทั้งคนทั้งของ”ลี่จวนโดนพี่เขยดีดหน้าผากจนหน้าหงาย แรงที่ใช้ไม่เบา แม้แต่ฝานเล่ยยังไม่ห้าม แต่มองด้วยแววตาขบขันแทน“ก็ใครจะไปรู้ล่ะคะ พี่ลู่เสียนคะ เจ็บหนัาผาก” เด็กสาวหันไปออดอ้อนพี่สาวแทน“พี่หยางทำไมไม่ส่งตำรวจล่ะครับ” จุดนี้แหละที่ทุกคนไม่เข้าใจ“จากคำบอกเล่าของลูกน้อง ก่อนหน้านี้ตำรวจจับกุมเจ้าของโกดังข้อหาค้าของเถื่อน อาจจะมีนอกมีใน อย่าเอาหลักฐานไว้กับตัวดีกว่า ไม่อยากเสี่ยง”“ก็จริงนะ เกิดตำรวจต้องการป้ายสีเราก็แก้ต่างยากเพราะของก็อยู่ หากคนทำผิดให้ปากคำว่าเราจ้างมาอีกล่ะ”พวกเล่ห์กลเหล่านี้ในโลกธุรกิจการงานยังมีอีกมาก พวกเขาจึงต้องจดจำและระวังตัว“ส่วนเรื่องการรับงานรายย่อยพี่คุยกับน้าจ้าวคร่าว ๆ แล้ว เริ่มดำเนินการทันที”ในส่วนของบริษัทขนส่งไป๋จื้อหยางสั่งการม้วนเดียวจบ เหลือแค่การปฏิบัติและติดตามผล“งัันวันนี้เราไปดูโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ากัน อาเฉิงพี่จะให้น
วันต่อมา พอมีแนวทางธุรกิจใหม่ไม่มีใครคิดอยู่เซี่ยงก่างต่อ จึงแยกกับพ่อไป๋ย้อนกลับไปเสินเจิ้นขับรถจากเซียงก่างข้ามแดนมาไม่นานก็ถึงท่าเรือเสินเจิ้นแล้ว พวกเขาจึงเข้าไปโกดังท่าเรือของบริษัทก่อน“อาจินเป็นไง ซ่อมได้ไหม”“ยังเลยครับ อาการแบบนี้ผมไม่เคยเจอต้องค่อย ๆ ตรวจดูทีละส่วน”ด้านข้างรถบรรทุกคันหนึ่งมีกลุ่มคนงานยืนล้อมอยู่เกือบสิบคน ไป๋จื้อหยางได้ยินเสียงน้าจ้าวจากตรงกลางวงล้อมบทสนทนาพอจับใจความว่าทางนี้กำลังมีปัญหาที่แก้ไม่ตก“น้าจ้าว เกิดอะไรขึ้นครับ” ไป๋จื้อหยางกับฝานเล่ยรีบเดินแหวกคนงานเข้าไป เห็นชายคนหนึ่งกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ส่องเครื่องยนต์ของรถบรรทุก“อาหยางมาถึงแล้วเหรอ รถคันนี้น่ะสิมันเกิดเสียขึ้นมาตอนนี้ช่างจินกำลังซ่อมอยู่ แต่วันนี้เรามีคิวต้องออกรถไปเฉิงตูช่วงบ่ายถ้าซ่อมไม่ทันมีปัญหาแน่”น้าจ้าวบอกสถานการณ์จบก็แนะนำเจ้าของบริษัทให้พนักงานขับรถรู้จัก พนักงานรุ่นแรกจะเป็นทหารผ่านศึกที่น้าสุ่ยแนะนำมา พวกนี้ค่อนข้างมีวินัยพวกที่รับมาใหม่รุ่นหลังมีอันธพาลกลับใจ พวกข้างถนนที่แก๊งถูกปราบปราม พวกนี้แม้งานจะไม่ผิดพลาดแต่ก็คุมยากมีกระทบกระทั่งเรื่องทัศนคติกับฝั่งทหารเก่าบ่อยครั้ง“ขอ







