Mag-log in'นางคงต้องระแวดระวังมากขึ้นไม่ให้เขาจับผิดได้ว่านางปลอมตัวเข้ามาเป็นพ่อครัว ทั้งๆที่ความจริงแล้วนางเป็นแม่ครัวต่างหากเล่า’ เข่อซิงในร่างซีห่าวอดหวั่นใจไม่ได้ แต่ก็ไม่มีหนทางใดดีไปกว่านี้แล้วล่ะ
view moreณ.จวนนายอำเภอเมืองเจิ้นหนานหัวเมืองทางตอนใต้ของแคว้นหยวน อ้ายเข่อซิงบุตรีบุญธรรมของนายอำเภออ้ายตงจื่อถูกกักขังอยู่ในห้องเก็บฟืนหลังจวนมาได้สามวันเต็มแล้ว
“คุณหนูรอง ตัดสินใจได้หรือยังว่าจะยอมแต่งงานกับเถ้าแก่เจิ้งดีๆ หรือจะโดนขังให้เน่าตายอยู่ในนี้”
หานซูหนี่ สาวใช้คนสนิทของอ้ายฮูหยินหรือจิ้งซูฉีแม่บุญธรรมของเข่อซิงตะโกนถามนางจากด้านหน้าประตูห้องเก็บฟืน
“ไม่..ข้าไม่แต่ง ยังไงข้าก็ไม่แต่ง” เสียงอ่อนระโหยโรยแรงของเข่อซิงซึ่งโดนโบยก่อนถูกนำตัวมาขังเอาไว้ในห้องเก็บฟืน ไม่ได้ดื่มน้ำหรือกินอะไรเลยมาสามวันเต็มแล้วตอบกลับไป
“ช่างดื้อด้านยิ่งนัก อีกสองเดือนเป็นกำหนดงานมงคลสมรสของท่านกับเถ้าแก่เจิ้งแล้วนะ”
“ต่อให้ท่านดื้อดึงไม่ยอมรับงานแต่งนี้ แต่สุดท้ายก็จำต้องแต่งออกไปอยู่ดีนั่นแหละ” ซูหนี่เอ่ยน้ำเสียงดุดัน
“ข้าไม่ยอม ไปบอกท่านแม่ด้วย ยังไงข้าก็ไม่ยอม” เข่อซิงยืนกรานไม่ยอมแต่งงานกับเถ้าแก่เจิ้งหรือเจิ้งเมิ่งสือ
ตาแก่อายุกว่าหกสิบปีที่มีลูกเมียอยู่ในเรือนหลายสิบคนแต่ยังไม่รู้จักพอ คิดแสวงหาหญิงสาวรูปร่างหน้าตางดงามไปเป็นเมียน้อยเมียเก็บในเรือนอย่างต่อเนื่อง
เดิมทีเข่อซิงเป็นเด็กเร่ร่อนที่อ้ายฮูหยินเก็บมาเลี้ยงตอนนางอายุได้ 5 ขวบ ยกฐานะนางเป็นบุตรบุญธรรมต่อหน้าผู้คน แสดงตนเป็นคนใจดีมีเมตตาสมกับตำแหน่งฮูหยินนายอำเภอ
ทั้งที่ในความเป็นจริงเลี้ยงดูเข่อซิงดั่งเช่นสาวใช้คอยดูแลรองมือรองเท้าอ้ายซูเมิ่งบุตรสาวที่แท้จริงของนางเสียมากกว่า
ราวหนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้านี้เข่อซิงออกไปจ่ายตลาดกับแม่บ้านถิงหรือถิงหลานเฟินตามปกติ แต่โชคร้ายดันไปบังเอิญพบเจอเข้ากับเถ้าแก่เจิ้งเศรษฐีผู้ร่ำรวยในเมืองเจิ้นหนานเข้าพอดี
เพียงแรกพบเถ้าแก่เจิ้งก็ถูกตาต้องใจรูปโฉมอันงดงามของเข่อซิง จนสืบรู้ว่านางเป็นบุตรีบุญธรรมของสกุลอ้าย จากนั้นเขาจึงส่งแม่สื่อมาสู่ขอนางถึงเรือน
แน่นอนว่าอ้ายฮูหยิน นายอำเภออ้ายและซูเม่ยต่างเห็นด้วย เนื่องจากเถ้าแก่เจิ้งนำสินสอดมูลค่ามากมายทั้งผ้าแพรพรรณชั้นดี เครื่องเคลือบ โสมสมุนไพรชั้นยอด
รวมทั้งเครื่องประดับล้ำค่า อีกทั้งยังมีเงินทองอีกไม่น้อยมามอบให้แก่สกุลอ้ายซึ่งโลภมากตาโต คิดขายนางทันทีที่ได้เห็นทรัพย์สินเหล่านั้น
ก่อนจะมอบวันเดือนปีเกิดปลอมๆ ซึ่งก็คือวันที่สกุลอ้ายเก็บเข่อซิงมาเลี้ยงจากข้างทางให้แก่แม่สื่อนำไปผูกดวงหาฤกษ์มงคล ซึ่งก็คือวันสมรสในอีกสองเดือนข้างหน้า
ระหว่างนี้อ้ายฮูหยินจัดการอบรมสั่งสอนเข่อซิงโดยการบีบบังคับทุบตี ไม่ให้น้ำและอาหาร ทั้งยังกักขังหน่วงเหนี่ยวเพื่อหวังให้นางหลาบจำไม่ขัดขืน ยินยอมแต่งงานกับเถ้าแก่เจิ้งตัณหากลับโดยดี
แต่เข่อซิงซึ่งมีชีวิตจิตใจได้ยินเรื่องราวมากชู้หลายเมียของเถ้าแก่ตัณหากลับอายุกว่าหกสิบปีมาไม่น้อยจึงยืนยันไม่ยอมแต่งให้เขา
สุดท้ายนางจึงต้องมาลงเอยอยู่ในห้องเก็บฟืนทนทุกข์ทรมานเช่นนี้
“ช่างปากดีนักนะ อย่าลืมสิว่าสกุลอ้ายมีบุญคุณเก็บท่านมาเลี้ยงดูนานนับสิบปี ยามนี้ถึงเวลาตอบแทนคุณแล้วมิใช่รึ ว่าง่ายๆยอมออกเรือนไปกับเถ้าแก่เจิ้งเสียโดยดีเถอะ” ซูหนี่เอ่ยสวนเข่อซิงกลับไป
“ให้ข้าตอบแทนคุณเช่นนี้ข้ารับไม่ไหวจริงๆ” เข่อซิงโต้ตอบอย่างอ่อนล้าเต็มที
“ฮึ เอาเถอะ ข้าจะไปบอกฮูหยินว่าเจ้ามันดื้อรั้น ไม่ยินยอมแต่งให้เถ้าแก่เจิ้งซึ่งเป็นเศรษฐีใหญ่ในเมืองนี้”
“ต่อให้เป็นเมียน้อยก็สุขสบายไปทั้งชาติ แต่เจ้ากลับโง่เง่าไร้สมองไม่สำนึกบุญคุณในความกรุณาของฮูหยิน” ซูหนี่กล่าวก่อนจะเดินกระทืบเท้าหันหลังกลับไปรายงานผู้เป็นนาย
‘โง่เง่า ไม่สำนึกบุญคุณงั้นหรือ ชีวิตข้าช่างน่าอดสูนัก เด็กกำพร้าถูกเก็บมาเลี้ยงเป็นเครื่องมือให้คนอื่นยกย่องเชิดชูสกุลอ้ายว่าใจบุญมีเมตตา”
“ต่อหน้าผู้คนภายนอกทำเป็นกรุณารับนางเป็นบุตรเป็นน้องบุญธรรมแต่ลับหลังกลับจิกใช้ ด่าทอ ทุบตีทรมานนางเยี่ยงทาส สถานะต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าสาวใช้คนสนิทอย่างซูหนี่ด้วยซ้ำไป’
เข่อซิงคิดอย่างรันทดท้อ เหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ
“อะไรนะ นังเข่อซิงมันยังไม่ยอมรับการแต่งงานอีกงั้นเหรอ ช่างดื้อด้านเสียจริง” ซูเม่ยเอ่ยกับผู้เป็นแม่หลังได้รับคำบอกเล่าจากซูหนี่
“สงสัยมันยังทนทรมานไม่พอสินะ” อ้ายฮูหยินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“นั่นสิเจ้าคะฮูหยิน ขนาดโดนโบยไปกว่ายี่สิบไม้แล้วยังไม่หลาบจำดื้อด้านอยู่อีก ช่างหนังหนาอดทนดีแท้” ซูหนี่กล่าว
“ท่านแม่ แบบนี้ให้ข้าไปเฆี่ยนตีมันเพิ่มดีหรือไม่เจ้าคะ เผื่อมันจะเจ็บปวดหลาบจำยอมแต่งงานโดยดี” ซูเม่ยเอ่ยด้วยสีหน้าแววตาร้ายกาจ
“เอาสิ แต่อย่าให้หนักมือนักนะเดี๋ยวจะหายไม่ทันเวลาสองเดือน” “ยามส่งตัวเจ้าสาวหากมีรอยตำหนิเถ้าแก่เจิ้งจะกล่าวโทษเอาได้”
“เจ้าค่ะ” ซูเม่ยรับคำมารดาก่อนจะตรงไปยังห้องเก็บฟืนเพื่อเฆี่ยนตีเข่อซิงให้สาแก่ใจ
เนื่องด้วยซูเม่ยคิดเกลียดชังและริษยารูปโฉมอันงดงามของเข่อซิงมาโดยตลอด
แม้นแต่บุรุษที่นางหลงรักอย่างจางอี้เฉินบุตรชายตุลาการศาลเมืองเจิ้นหนานซึ่งรู้จักกันมานานก็ยังชอบพอเข่อซิงมากกว่านาง ทำให้ความแค้นเคืองในใจนี้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น
บัดนี้พี่อี้เฉินของซูเม่ยเดินทางไปสอบจอหงวนและอยู่รับราชการในเมืองหลวงได้ราวสามปีกว่าแล้ว
แต่ซูเม่ยได้ยินว่าเขาจะเดินทางกลับมารับตำแหน่งรองตุลาการศาลยุติธรรมที่เมืองเจิ้นหนานภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
ดังนั้นนางจึงต้องกำจัดเข่อซิงออกไปให้พ้นทางเสียโดยเร็ว
“ไง..เข่อซิง เจ้ายังไม่ยอมรับการแต่งงานกับเถ้าแก่เจิ้งอีกงั้นรึ”
ซูเม่ยเปิดประตูเข้ามาในห้องเก็บฟืนแล้วเอ่ยถามเข่อซิงย้ำออกไป
“ข้าไม่ยินยอมเจ้าค่ะ” เข่อซิงตอบ
“ฮึ งั้นข้าก็ต้องสั่งสอนเจ้าให้หลาบจำ ทำตัวให้เชื่องยอมรับความจริงเสียหน่อยแล้ว” ซูเม่ยกล่าว
จากนั้นนางก็หันไปหยิบแส้หนังขึ้นมาฟาดตวัดลงไปบนร่างอันบอบบางและอ่อนแรงของเข่อซิงอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี
‘ขวับ เพี้ยะ ขวับ เพี้ยะ’ เสียงแส้หนังฟาดกระทบเนื้อเข่อซิงหลายครั้งหลายครา
ฟาดจนคนลงมือเริ่มอ่อนแรงจึงยอมหยุดมือไปเอง โดยที่ไม่มีเสียงร้องอ้อนวอนจากผู้ถูกกระทำเลยแม้นแต่น้อย
“ช่างดื้อด้านนักนะ ไม่อ้อนวอนร้องขอยอมรับโชคชะตา ถ้าเช่นนั้นก็นอนเน่าตายไม่มีอะไรกินในนี้ต่อไปเถอะ”
ซูเม่ยเอ่ยอย่างโหดเหี้ยม ก่อนจะเดินกลับออกไปด้วยความสะใจที่ได้ระบายอารมณ์ ทำร้ายคนที่นางเกลียดชังจนหนำใจแล้ว
‘ถึงตาย ข้าก็ไม่ยอมแต่งให้ตาแก่ตัณหากลับนั่นแน่’ เข่อซิงที่ร่างกายอ่อนล้าเต็มทีคิดอย่างอ่อนแรงและสิ้นหวัง
ความเจ็บปวดรุมเร้า แผลเก่าไม่ทันหายแผลใหม่ก็มาซ้ำ ทั้งยังไม่มีอะไรตกถึงท้องนางเลยแม้นแต่น้ำสักหยดมาเป็นเวลาสามวันสามคืนแล้ว
สุดท้ายร่างกายเข่อซิงทนไม่ไหวล้มฟุบลงไปนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นทั้งอย่างงั้น
ย่างเข้ายามเหม่า(05:00 – 07:00)ในฤดูสารทท้องฟ้ายังคงมืดมิด อากาศเหน็บหนาว ร่างของเข่อซิงที่นอนแน่นิ่งไปนานหลายชั่วยามค่อยๆขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวขึ้นมาอีกครั้ง
‘โอย ทำไมรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัว เจ็บแสบไปหมดแบบนี้นะ’ เข่อซิงคิด ก่อนจะพยายามลืมตาขึ้นมองไปโดยรอบด้วยสีหน้าท่าทางงุนงงสงสัย
เนื่องจากเข่อซิงในยามนี้หาใช่อ้ายเข่อซิงคนเดิมที่ถูกทำร้ายจนตายไปในโลกใบนี้ไม่
แต่นางกลับไปสตรีจากโลกอนาคตอีกหลายร้อยปีข้างหน้าซึ่งตายไปจากโลกก่อนแล้วมาถือกำเนิดใหม่ในร่างนี้ต่างหากล่ะ
‘ที่นี่ที่ไหนกัน ทำไมถึงมืดและหนาวเย็นแบบนี้ล่ะ’ เข่อซิงคิดในใจ
จากนั้นไม่นานจู่ๆก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมาเบื้องหน้าตามด้วยภาพเรื่องราวของสตรีนางหนึ่งนามว่าอ้ายเข่อซิงเด็กสาวกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง สุดท้ายถูกเก็บมาเป็นสาวใช้ในเรือนสกุลอ้าย
โดยนายท่านทั้งหลายในเรือนหลังนี้ต่อหน้าผู้คนภายนอกกลับเอ่ยอ้างว่ารับนางมาเป็นบุตรีบุญธรรมด้วยความเมตตาสงสาร
ทว่าลับหลังผู้อื่นกลับเลี้ยงดูให้นางเติบโตขึ้นมาเป็นบ่าวรับใช้รองมือรองเท้าดีๆนี่เอง
‘อะไรกัน อย่าบอกนะว่านางมาเกิดใหม่เหมือนในนิยายหรือละครย้อนยุคยอดนิยม ที่นางเอกตายแล้วย้อนกลับมาเกิดใหม่ในยุคโบราณอะไรประมาณนั้นน่ะ’
เข่อซิงคิดอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่สภาพแวดล้อม เสื้อผ้าการแต่งกาย อาการบาดเจ็บต่างๆมันเหมือนกับภาพเรื่องราวของเด็กสาวนามว่าอ้ายเข่อซิงอายุ 16 ปีที่ได้เห็นก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
“อืม อาหารรสเลิศสมกับที่อาเหอและหมอหลวงฮั่วเอ่ยชื่นชมจริงๆ ทั้งยังแปลกประหลาดไม่เคยกินที่ใดมาก่อนด้วย”ฮ่องเต้จื่อหยางเอ่ยชื่นชม ทั้งบาร์บีคิว หม้อไฟสองน้ำซุป ซุปหมาล่าและซุปสมุนไพร กับเป็ดปักกิ่งที่เป็นอาหารแปลกตาไม่เคยกินที่ใดมาก่อน“ใช่เพคะฝ่าบาท อร่อยแปลกดีแท้”“เป็ดปักกิ่งอะไรนี่ก็มีวิธีการกินไม่เหมือนที่ใด ใช้แผ่นแป้งบางๆอ่อนนุ่มมาห่อกับหนังเป็ดกรุบกรอบทานเคียงกับแตงกวา ต้นหอม พริกสดและน้ำปรุงรสออกหวานแต่ไม่เลี่ยน ทั้งยังอร่อยเข้ากันได้ดี”ฉินฮองเฮาเอ่ยอย่างชื่นชอบเป็ดปักกิ่งไม่น้อย ตอนนี้นางเสวยแป้งห่อหนังเป็ดกรอบๆกับเครื่องเคียงไปหลายคำแล้ว“หม่อมฉันยินดีนักที่ทั้งสองพระองค์ชื่นชอบอาหารเหล่านี้เพคะ”ซือเหยาเอ่ยอย่างภูมิใจ“อาเหอ เจ้านับว่าโชคดีมากทีเดียวนะที่ได้พระชายามีฝีมือในการปรุงอาหารยอดเยี่ยมเช่นนี้”ฮ่องเต้จื่อหยางกล่าว พลางนึกย้อนไปถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่ฮุ่ยเหอถูกพิษเหรินหยาง ซึ่งแม้นจะรอดชีวิตมาได้แต่ร่างกายกลับได้รับผลกระทบตามมาไม่น้อยทั้งเบ
อี้ถงยังคงนิ่งอึ้งไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอันใดอีก เพราะได้รู้สถานะที่แท้จริงของซือเหยาซึ่งมีที่มาไม่ธรรมดาเลยสักนิดเป็นพระชายาชินอ๋องแล้วยังมีบรรดาศักดิ์เป็นท่านหญิงหนานผิงอีกทั้งยังมีครอบครัวเป็นสกุลแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นหยวน ที่แม้นแต่ฮ่องเต้ยังทรงต้องเกรงพระทัยอยู่หลายส่วน “แม่นางจิ่น หากท่านไม่มีธุระอันใดก็เชิญกลับไปเสียเถอะ ข้ากับท่านอ๋องจะพักผ่อน” ซือเหยาเอ่ยปากไล่อี้ถง “ใช่ แล้วอย่าเสนอหน้ามาให้ข้ากับพระชายาเห็นอีก ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าโหดร้ายไร้ความปรานีก็แล้วกัน”ฮุ่ยเหอเอ่ยเสียงเข้มนัยน์ตาดุดัน ทำเอาอี้ถงตัวสั่นงันงกขึ้นมาเลยทีเดียว ก่อนจะขอตัวลากลับออกไปอย่างรวดเร็ว “เฮ้อ ท่านนี่เสน่ห์แรงจริงๆนะเจ้าคะ เพิ่งมาถึงเมืองหลวงไม่ทันจะข้ามวันก็มีสตรีมาหาถึงตำหนัก ทั้งยังพูดจาให้ท่าอวดดีถึงเพียงนั้นด้วย” ซือเหยาก
“ถวายบังคมหนานชินอ๋องเพคะ” อี้ถงรีบตรงรี่เข้ามาทันทีที่เห็นฮุ่ยเหอก้าวมายังโถงรับรองของตำหนักโดยนางไม่คิดสนใจผู้ที่ยืนเคียงข้างเขาอย่างซือเหยาแม้นแต่น้อย ทำให้ซือเหยาอดมองพิจารณาอี้ถงด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ระหว่างทางเดินเข้ามายังห้องโถงเจียหลินก็ทำหน้าที่บอกเล่าที่มาที่ไปของจิ่นอี้ถงให้ซือเหยาได้รู้คร่าวๆแล้ว ทำให้นางค่อนข้างมั่นใจว่าสตรีผู้นี้คงไม่ได้มาดีเป็นแน่“แม่นางจิ่น ไม่ทราบว่าท่านมาที่นี่ด้วยเหตุอันใดกัน” ฮุ่ยเหอถามน้ำเสียงราบเรียบติดจะเย็นชาตามปกติที่เขามักใช้พูดคุยกับอี้ถงก่อนหน้านี้ ทำให้นางใจเสียไปเล็กน้อย“โธ่ท่านอ๋องเพคะ พวกเราไม่ได้พบกันนานกว่าครึ่งปีแล้ว พอได้ข่าวจากท่านพ่อว่าท่านอ๋องทรงเสด็จกลับมาเมืองหลวง หม่อมฉันตื่นเต้นยินดีและอยากมาพบท่านอ๋องเพราะคิดถึงท่านมากอย่างไรล่ะเพคะ”อี้ถงเอ่ยอย่างไม่อายปากทั้งยังมีท่าทีระริกระรี้ผิดกับคำพูดที่ว่าไม่ได้คิดเกินเลยอะไรกับฮุ่ยเหอแล้วดังเช่นที่บอกแก่ฉินฮองเฮาลิบลับ“บังอาจ เจ้าช่างไร้ยางอายนัก นอกจากไม่ทำการคารวะทักทายพระชายาข้าแล้วยังมีหน้
หลังซือเหยาแต่งงานกับฮุ่ยเหอได้ราวสามเดือนก็มีพระราชสารจากฮ่องเต้เรียกตัวชินอ๋องและพระชายาให้ไปเข้าเฝ้า เนื่องจากฝ่าบาททรงไม่ได้พบเจอหน้าพระอนุชานานแล้วที่สำคัญยังทรงต้องการพบเจอน้องสะใภ้ซึ่งสามารถมัดใจชินอ๋องผู้ไม่เคยสนใจสตรีใดมาก่อนหน้านี้ได้นั่นเอง “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่” ฮุ่ยเหอเอ่ยทำการคารวะฮ่องเต้พระเชษฐาร่วมอุทรมารดาเดียวกันด้วยความเคารพ “ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท”ซือเหยาเอ่ยถวายบังคมอย่างนอบน้อมเช่นกัน “เชิญพวกเจ้าตามสบายเถอะ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอันใดมากมาย ที่ข้าเรียกตัวพวกเจ้าสองสามีภรรยาขึ้นมายังเมืองหลวงนี้ เพียงแค่ต้องการพบหน้าครอบครัวญาติสนิทก็เท่านั้น”“เหยาเอ๋อ..เจ้าเองก็เรียกข้าว่าพี่เช่นเดียวกันกับอาเหอเถอะนะ” ฮ่องเต้จื่อหยางทรงตรัสอย่างเป็นกันเองและมีเมตตาต่อซือเหยายิ่งนัก












Rebyu