INICIAR SESIÓN“หูเจียน”
“ขอรับท่านไป๋เสวี่ย”
“บอกบิดาเจ้าว่าคนเช่นนี้เก็บเอาไว้ไม่ได้ ส่วนนี่เป็น
เหล่าชาวบ้านที่มามุงดูพอเห็นว่าคนที่เข้าร่วมการคัดเลือกได้รับโอสถล้ำค่ามาเป็นของตอบแทน พวกเขาต่างก็ทำได้แค่เพียงมองตามอย่างอิจฉาและผิดหวัง หากพวกเขาเข้าร่วมการคัดเลือก ไม่แน่ว่าอาจจะได้รับโอสถล้ำค่ามาไว้ในครอบครองก็ได้ผู้อาวุโสบางคนที่เตรียมจะลงโทษบุตรหลานที่ขัดคำสั่งของตนและแอบมาลงชื่อเข้าร่วมการคัดเลือก ต่างก็กลืนคำพูดลงคอจนหมดสิ้น ก็ผู้ใดใช้ให้ไป๋เสวี่ยมอบโอสถล้ำค่ามากเช่นนี้ให้กับพวกเขากันเล่าได้รับของตอบแทนเช่นนี้ แล้วพวกเขาจะกล้าพูดคำใดได้อีกและเมื่อการคัดเลือกจบลง ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับเรือนตน แต่ก็ยังมีคนที่ยังคงรั้งอยู่ เพื่อดูว่าไป๋เสวี่ยจะทำสิ่งใดกับคนที่นางได้คัดเลือกไปไป๋เสวี่ยมองหน้าคนทั้งสี่สิบเก้าที่นางคัดเลือกมา คนที่แก่ที่สุดคือชายชราที่กล้าถามคำถามกับไป๋เสวี่ยผู้นั้นส่วนคนที่เด็กที่สุดมีอายุเพียงห้าปีและไร้ซึ่งพลัง คาดว่าเด็กคนนี้คงจะพึ่งผ่านวันเกิดมาได้ไม่นาน“จื่อซู่มอบแผ่นป้าย”“ขอรับคุณหนู” เมื่อได้ยินคำสั่ง จื่อซู่ก็เรียกเอาแผ่นป้ายออกมาจากแหวนมิติทั้งสี่สิบเก้าอันและนำไปมอบให้กับผู้ที่ผ่านการคัดเ
“หูเจียน”“ขอรับท่านไป๋เสวี่ย”“บอกบิดาเจ้าว่าคนเช่นนี้เก็บเอาไว้ไม่ได้ ส่วนนี่เป็นประกาศจับจากทางหอคุมกฎดินแดนศักดิ์สิทธิ์”“ขอรับ” หูเจียนมองดูใบประกาศจับในมือของไป๋เสวี่ยและพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองถิงฟงอย่างแค้นเคืองเขาไม่ได้รับรู้เรื่องราวในอดีตที่ถิงฟงเคยกระทำ แต่แค่เพียงเรื่องที่ไป๋เสวี่ยกล่าวออกมา มันก็มากพอที่จะทำให้เขารู้สึกอยากจะสังหารคนผู้นี้ด้วยมือของตนเองแล้วและแน่นอนว่าไม่ใช่แค่หูเจียนเท่านั้นที่รู้สึกเช่นนี้ เพราะทุกคนที่ได้ยินเรื่องชั่ว ๆ ที่ถิงฟงเคยกระทำจากปากของไป๋เสวี่ย พวกเขาต่างก็อยากจะสังหารคนผู้นี้กันทั้งสิ้นทุกคนเชื่อในสิ่งที่ไป๋เสวี่ยพูด เชื่อว่าเรื่องที่นางเล่าเป็นความจริง เพราะนางมีหลักฐานที่ชัดเจน ที่มากกว่านั้นคือสีหน้าและแววตาของนาง ความรู้สึกที่ไป๋เสวี่ยแสดงออกมาล้วนแล้วแต่จริงใจยามที่นางมองหน้าพวกเขาต่างไม่มีท่าทีรังเกียจเหยียดหยาม ทั้ง ๆ ที่ไป๋เสวี่ยเป็นถึงผู้ใช้โอสถ แต่สายตาที่นางใช้มองพวกเขาที่เป็นคนชนชั้นต่ำกลับไม่ได้ดูถูกดูแคลนเพราะเป็นแบบนี้จึงเชื่อไป๋เสวี่ยมากกว่าถิงฟง!“หูเจียน
เพราะเขาน่าจะหลบซ่อนตัวมากกว่าจะออกไปเปิดเผยตัวตนให้ต้องถูกตามจับ จนต้องหนีหัวซุกหัวซุนอีกครั้ง หรือถิงฟงต้องการใช้นางเป็นโล่กำบังกัน?หึ สิ้นคิด“หากข้าเป็นคนของขุมอำนาจ เจ้าคงจะตายไปแล้วล่ะ...ถิงฟง” ไป๋เสวี่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและปรายตามองบุรุษเบื้องหน้าเพียงเล็กน้อย ราวกับว่าเขาไม่มีค่าให้นางต้องสนทนาด้วย“!” ถิงฟงมองไป๋เสวี่ยอย่างตื่นตระหนก เพราะไม่คิดว่าไป๋เสวี่ยจะรู้จักตน“ตกใจรึ หรือว่าเจ้าไม่คิดว่าข้าจะรู้จักเจ้า?”“เจ้า เจ้า”“ใบประกาศจับของเจ้ากระจายไปทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ความชั่วช้าสามานย์ของเจ้านั้นยาวเหยียดเสียจนเขียนบรรยายออกมาไม่หมด แต่ความชั่วของเจ้าที่เด่นชัดที่สุดสำหรับข้าไม่ใช่เรื่องที่เจ้าร่วมมือกับขุมอำนาจเพื่อปล้นชิงข้าวของผู้อื่น จนทำให้ผู้ใช้โอสถคนนั้นต้องตายไป”“แต่เป็นการที่เจ้าจับเด็กบริสุทธิ์หลายคนที่อ่อนแอ ไร้หนทางสู้และไร้ซึ่งพลังเอาไว้ และบังคับให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเลวร้ายพวกนั้น”“ภายใต้ชื่อของโรงเตี๊ยมวิมานราตรี มีเด็กกี่คนที่ต้องจบชีวิตลงที่นั่นกันถิงฟง แล้วเช่นนี
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ” ชายชราพยักหน้ารับ เขาไม่กล้าถามให้มากความ แค่ถูกเลือกจากผู้ใช้โอสถก็ควรจะดีใจแล้วมิใช่หรือ แต่เหมือนกับว่าจะยังมีคนใจกล้ามากกว่าชายชราคนผู้นั้นไม่ถูกไป๋เสวี่ยเลือก จึงไม่พอใจเป็นอย่างมาก“เจ้ามันน่ารังเกียจ! ใช้พลังบังคับผู้ที่อ่อนแอและไร้หนทางสู้ เจ้าไม่ได้ต่างอันใดกับพวกขุมอำนาจชั่วนั่น! เจ้าเองก็เป็นคนของขุมอำนาจใช่หรือไม่!”ผู้ที่ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความคั่งแค้นคือถิงฟงถิงฟงเคยเป็นคนชนชั้นสูงมาก่อน ก่อนจะถูกขุมอำนาจทำลายจนตระกูลย่อยยับแต่ความจริงแล้วตัวของเขาเองก็มีส่วนผิด ถิงฟงร่วมมือกับขุมอำนาจวางแผนปล้นชิงโอสถจากผู้ใช้โอสถคนหนึ่งซึ่งมาพักอยู่ในโรงเตี๊ยมของเขา และผู้ใช้โอสถคนนั้นก็เป็นถึงผู้ใช้โอสถระดับจิตวิญญาณในการแย่งชิงโอสถมาจากผู้ใช้โอสถระดับจิตวิญญาณในครั้งนั้น ผู้ที่เขาร่วมมือด้วยได้ลงมือผิดพลาด นี่ทำให้ผู้ใช้โอสถผู้นั้นต้องดับสิ้นการที่ผู้ใช้โอสถถูกสังหารถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะผู้ใดก็รู้ว่าธาตุพิเศษนั้นหายากมากเพียงใด ยิ่งเป็นผู้ใช้โอสถระดับจิตวิญญาณที่มีจำนวนเพียงร้อยกว่าคนด้ว
หูลี่ซงไม่มีหน้าที่ไปบังคับกะเกณฑ์ผู้ใด เพียงแต่ว่า หากจากไปแล้ว คงไม่อาจจะให้กลับมาที่เกาะสายลมได้อีกเป็นครั้งที่สอง ทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของคนในเกาะสายลมนั่นเองซึ่งไป๋เสวี่ยก็เข้าใจดีแต่นางคงจะพาทุกคนกลับไปไม่ได้ แม้ว่าเสี่ยวหงจะตัวใหญ่ แต่อย่างมากก็สามารถพาคนกลับไปได้แค่เพียงห้าสิบคนเท่านั้นไป๋เสวี่ยไม่อยากจะพึ่งพาเหยี่ยวเพลิงตัวอื่น แม้ว่าสัตว์วิญญาณจำนวนมากในมิติจิตจะเชื่อฟังคำสั่งของนาง แต่ไป๋เสวี่ยก็ไม่อยากจะใช้งานสัตว์ที่ไม่ใช่สัตว์ในพันธสัญญาอยู่ดี“ดี เช่นนั้นข้าเลือกเจ้า เจ้า...แล้วก็เจ้า”เมื่อได้ยินคำตอบจากทุกคนชัดเจน ไป๋เสวี่ยก็มองไปยังคนที่ตนเลือกตามสัญชาตญาณ ส่วนพวกที่มีนัยน์ตากลิ้งกลอกไม่น่าไว้ใจ ไป๋เสวี่ยตัดทิ้งไปเป็นกลุ่มแรก ๆ“ท่าน...เหตุใดจึงไม่ทดสอบพวกข้าเลยขอรับ?” ผู้เฒ่าคนหนึ่งถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งมากชายชราคนนี้ผอมแห้งจนหนังแทบจะติดกระดูก เรือนผมมีสีขาวโพลน เนื้อตัวมีรอยแผลเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัว ที่มากกว่านั้นคือเขายังมีท่าทางดูแก่ชรากว่าไป๋หลิงที่มีอายุราวร้อยปีเสียอีกและชายชราผู้
กลิ่นที่ชาวบ้านรับรู้ได้นี้ เป็นกลิ่นของสมุนไพรหลากหลายชนิดที่ไป๋เสวี่ยนำมาผสมกัน จนได้กลิ่นหอมตามที่ต้องการมันช่วยให้คนที่ได้กลิ่นรู้สึกผ่อนคลาย และกลิ่นนี้ก็เป็นกลิ่นเดียวกับถุงหอมใบเดิมที่ไป๋เสวี่ยได้มอบให้เหวินหรงไปแน่นอนว่าการมีกลิ่นเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใช้โอสถ เพียงแต่ว่าชาวบ้านต่างคิดไปเองก็เท่านั้น แต่อย่างไรพวกเขาก็คิดถูก เพราะคนที่เป็นผู้ใช้โอสถก็คือไป๋เสวี่ยจริง ๆ“ท่านไป๋เสวี่ย เชิญทางนี้ขอรับ” หูเจียนเป็นผู้นำทางไป๋เสวี่ยในครั้งนี้ไปยังลานหิน ส่วนหูลี่ซงและหูอี้เทียนล่วงหน้าไปดูความเรียบร้อยก่อนแล้วแม้ว่าหูลี่ซงจะมอบให้พ่อบ้านหลี่เป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่าง แต่เพื่อความแน่ใจและไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา หูลี่ซงจึงรีบไปตรวจสอบให้แน่ใจอีกรอบ“อืม” ไป๋เสวี่ยพยักหน้าแล้วเดินตามเพียงได้เห็นท่าทีของหูเจียน เหล่าชาวบ้านทั้งหลายที่มุงอยู่ก็ได้คำตอบที่แน่ชัดมากกว่าเดิมว่าเด็กหญิงชุดเหลืองก็คือผู้ใช้โอสถเมื่อพวกเขาได้คำตอบ ก็รีบส่งต่อสิ่งที่ได้รับรู้มาไปสู่อีกคน จนกระทั่งไป๋เสวี่ยเดินมาถึงที่ลานหิน เรื่องที่นางเป็นผู้ใช้โ







