LOGINข้าริษยานาง…ใช่ ข้าเกลียดนาง…แน่นอนอยู่แล้ว หากเยี่ยอวี๋หนิงไม่ถือกำเนิดขึ้นมา อ้อมกอดของท่านแม่ รอยยิ้มของท่านพ่อ ปิ่นทองจากพี่ใหญ่ ตลอดจนความรักความเอ็นดูของคนทั้งจวน ย่อมต้องเป็นของข้า
View Moreบทนำ
ข้าริษยานาง…ใช่
ข้าเกลียดนาง…แน่นอนอยู่แล้ว
หากเยี่ยอวี๋หนิงไม่ถือกำเนิดขึ้นมา อ้อมกอดของท่านแม่ รอยยิ้มของท่านพ่อ ปิ่นทองจากพี่ใหญ่ ตลอดจนความรักความเอ็นดูของคนทั้งจวน ย่อมต้องเป็นของข้า
ข้าต่างหากคือธิดาคนโตของสกุลเยี่ย
ข้าต่างหากที่เกิดก่อนนาง
ก่อนอวี๋หนิงลืมตาดูโลก ท่านแม่เคยโอบข้าไว้ในอ้อมแขน ท่านพ่อเคยอุ้มข้าขึ้นนั่งบนตัก แม้แต่พี่ใหญ่ก็เคยจูงมือข้าเดินเล่นในสวน ทั้งยังกล่าวว่าจะปกป้องน้องสาวคนนี้ไปชั่วชีวิต
ทว่าหลังจากนางถือกำเนิดพร้อมคำทำนายว่าเป็นดาวนำโชค ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป
เมื่ออวี๋หนิงหัวเราะ คนทั้งจวนพลอยยินดี
เมื่อนางร้องไห้ ทุกคนพร้อมตามหาผู้กระทำผิด
กระทั่งยามนางทำถ้วยชาหล่นแตก มารดายังรีบคว้ามือของนางไปตรวจดูว่าถูกเศษกระเบื้องบาดหรือไม่
ส่วนข้า ต่อให้เลือดไหลเต็มฝ่ามือ สิ่งแรกที่พวกเขาถามกลับเป็น
“เจ้าไปก่อเรื่องใดมาอีก”
เช่นนั้นแล้ว ข้าจะไม่ริษยานางได้อย่างไร
เหตุใดอวี๋หนิงต้องเกิดมาแย่งทุกสิ่งซึ่งควรเป็นของข้าด้วย?
หากไม่มีนาง ข้าคงไม่ต้องยืนอยู่นอกวง มองคนทั้งครอบครัวห้อมล้อมสตรีเพียงผู้เดียวประหนึ่งนางเป็นดวงตะวัน ขณะที่ข้าค่อย ๆ กลายเป็นเพียงเงาดำซึ่งไม่มีผู้ใดต้องการ
แต่ความริษยาเป็นเพียงความริษยา
ความเกลียดชังอาจทำให้ข้าไม่อยากมองหน้านาง อาจทำให้วาจาของข้าคมกริบราวกับปลายมีด และอาจทำให้ข้าเคยนึกอยากให้นางหายไปจากชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน
ทว่าข้าไม่เคยคิดสังหารนาง
แต่จะโทษผู้ใดได้เล่า
ในเมื่อครั้งยังเยาว์ ข้าเคยกลั่นแกล้งอวี๋หนิงจริง
ข้าเคยซ่อนของเล่นของนาง เคยแย่งที่นั่งข้างมารดา เคยจงใจปัดขนมซึ่งพี่ใหญ่นำมาฝากนางตกพื้น และเคยเอ่ยถ้อยคำร้ายกาจใส่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เพียงเพราะอยากให้นางร้องไห้
ยามเห็นทุกคนรีบเข้าไปปลอบ ข้ากลับยืนมองอยู่ด้านข้างด้วยความสะใจ ทั้งที่กลางอกเจ็บปวดราวกับถูกคมเข็มทิ่มแทง
ข้าไม่ได้อยากเห็นน้ำตาของอวี๋หนิง
ข้าเพียงอยากรู้ว่า หากนางร้องไห้เพราะข้า อย่างน้อยคนทั้งจวนจะยอมหันกลับมามองข้าบ้างหรือไม่
แม้สายตาเหล่านั้นจะเต็มไปด้วยความตำหนิ ก็ยังดีกว่ามองผ่านข้าราวกับไม่มีตัวตน
เด็กคนหนึ่งถูกแย่งความรักไป ย่อมไม่เข้าใจว่าควรเรียกร้องมันกลับคืนมาอย่างไร ข้าจึงใช้ความร้ายกาจ ใช้ถ้อยคำทิ่มแทง และใช้การกลั่นแกล้งเล็กน้อยเป็นหนทางดึงสายตาของบิดามารดากลับมา
ทว่ายิ่งข้ากลั่นแกล้งนาง ทุกคนก็ยิ่งรักนาง
ยิ่งข้าแสดงความไม่พอใจ พวกเขาก็ยิ่งปกป้องอวี๋หนิง
ท้ายที่สุด นางกลายเป็นบุตรสาวผู้แสนบริสุทธิ์ ส่วนข้ากลายเป็นพี่สาวใจร้ายซึ่งไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้
หลายปีผ่านไป ข้าไม่ได้ซ่อนของเล่นของนางอีก ไม่ได้แย่งที่นั่งข้างมารดา และไม่เคยยื่นมือไปทำร้ายนางก่อน
หากแต่แววริษยาในดวงตายามมองอวี๋หนิงกลับไม่เคยเลือนหาย
จะให้เลือนหายได้อย่างไร
ในเมื่อทุกครั้งที่เห็นมารดาปักปิ่นให้นาง ข้ายังจำได้ว่าตนไม่เคยได้รับสิ่งนั้น
ทุกครั้งที่เห็นพี่ใหญ่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้าเพื่อปกป้องนาง ข้ายังจำได้ว่าเขาเคยกล่าวถ้อยคำเดียวกันกับข้า
ทุกครั้งที่ท่านพ่อเอ่ยเรียก “หนิงเอ๋อร์” ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ข้ายังอดคิดไม่ได้ว่า เหตุใดเขาจึงไม่เคยเรียกข้าเช่นนั้นบ้าง
ความริษยาจึงหยั่งรากอยู่กลางใจ รัดพันแน่นขึ้นทุกปี ประหนึ่งเถาวัลย์ซึ่งไม่มีผู้ใดคิดตัดทิ้ง
ทุกคนมองเห็นมัน
อวี๋หนิงเองก็เห็น
ดังนั้นเมื่อเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับนาง ผู้ต้องสงสัยคนแรกจึงเป็นข้าเสมอ
เพราะครั้งหนึ่งข้าเคยซ่อนของเล่นของนาง พวกเขาจึงเชื่อว่าข้าทำลายของสำคัญของนางได้
เพราะครั้งหนึ่งข้าเคยทำให้นางร้องไห้ พวกเขาจึงเชื่อว่าข้าวางยาให้นางล้มป่วยได้
และเพราะข้าเคยกล่าวว่าเกลียดนาง พวกเขาจึงเชื่อว่าข้าสามารถผลักนางลงจากสะพานได้โดยไม่ลังเล
ข้าเคยทำผิด
เรื่องนั้นข้าไม่อาจปฏิเสธ
ทว่าความผิดในวัยเยาว์สมควรกลายเป็นโซ่ตรวน ผูกมัดข้าไว้กับความชั่วทุกอย่างไปชั่วชีวิตเชียวหรือ?
เพียงเพราะข้าริษยานาง จึงหมายความว่าทุกบาดแผลบนร่างนางต้องเกิดจากมือข้าหรือ?
เพียงเพราะข้าเคยนึกว่า หากอวี๋หนิงไม่เกิดมาก็คงดี จึงหมายความว่าข้าต้องการให้นางสิ้นใจหรือ?
ความริษยาที่มีต่อนางข้าไม่เคยคิดปิดบัง ดังนั้นก่อนข้าจะทันเอ่ยปฏิเสธ ทุกคนก็ตัดสินเรียบร้อยแล้ว
ข้าริษยานางจริง
ข้าเกลียดนางจริง
ข้าเคยกลั่นแกล้งนางจริง
แต่ครั้งนี้ ข้าไม่ได้ทำ…
ตอนพิเศษ 5 แสงดวงใหม่หิมะแรกโปรยลงเหนือนครหลวงอย่างแผ่วเบา ต่างจากพายุหิมะซึ่งเคยโหมกระหน่ำในปีก่อน ๆ คืนนี้เกล็ดหิมะร่วงลงช้า ๆ ราวกับฟ้าเองก็รอคอยด้วยใจเย็นเรือนหานอวี้สว่างไสวด้วยแสงตะเกียงตลอดคืนชิงหรานนอนอยู่บนเตียงมาตั้งแต่ยามพลบค่ำ ความเจ็บปวดมาเป็นระลอกถี่ขึ้นเรื่อย ๆ หมอผดุงครรภ์สองคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เสิ่นซื่อกับมู่เหล่าฟูเหรินนั่งรออยู่นอกห้อง มือกำลูกประคำแน่นมู่เฉิงเยียนเดินวนไปมาหน้าประตูมาเกือบสี่ชั่วยามแล้ว"นั่งลงเถิด เจ้าเดินจนพื้นจะเป็นร่องแล้ว" มู่เหล่าฟูเหรินกล่าว"ข้านั่งไม่ได้" เขาตอบเสียงแหบเสิ่นซื่อยิ้มเล็กน้อยแม้สีหน้ายังกังวล "ตอนเจ้าเกิด บิดาเจ้าก็เดินวนเช่นนี้ทั้งคืนเหมือนกัน สุดท้ายเกือบเป็นลมก่อนหมอจะออกมาบอกข่าวเสียอีก""ท่านพ่อเป็นลมด้วยหรือ" เฉิงเยียนหยุดเดินกะทันหัน"เกือบ" เสิ่นซื่อกล่าว "บุรุษทุกคนเป็นเช่นนี้เมื่อรอคนที่ตนรักคลอดบุตร ไม่มีสิ่งใดน่าอาย"จากภายในห้อง เสียงชิงหรานร้องครางดังขึ้นเป็นระยะ มู่เฉิงเยียนกำมือแน่นทุกครั้งที่ได้ยิน"ท่านช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือ" เขาถามหมอซึ่งเดินออกมาส่งน้ำร้อน"เรื่องนี้ต้องให้ฮูหยินน้อยใช้กำลังเองขอรับ
ตอนพิเศษ 4 น้องสาวผู้เลือกความรักเองดอกท้อบานสะพรั่งทั่วนครหลวงเป็นปีที่สอง ลมอุ่นพัดกลิ่นหอมจากสวนดอกไม้ทั่วเมือง จวนจิ้งอันโหวคึกคักด้วยการเตรียมงานมงคลอีกครั้ง หากครั้งนี้ไม่ใช่งานแต่งของชิงหราน หากเป็นงานแต่งของมู่หว่าน น้องสาวผู้เคยยิงธนูให้คนทั้งงานเห็นเมื่อหลายปีก่อนเรื่องราวเริ่มต้นเมื่อครึ่งปีก่อน ในงานแข่งขันยิงธนูซึ่งจัดขึ้นนอกเมือง มู่หว่านลงแข่งโดยไม่บอกครอบครัว จนกระทั่งชื่อของนางถูกประกาศเป็นผู้ชนะอันดับสองรองจากบุรุษหนุ่มคนหนึ่งเพียงเท่านั้นชายผู้นั้นชื่อหลิวจิ่งหยาง บุตรชายแม่ทัพหลิว ผู้เคยสอนขี่ม้าให้มู่เฉิงเยียนเมื่อวัยเยาว์แทนที่จะดูแคลนคู่แข่งซึ่งเป็นสตรี เขากลับเดินตรงมาขอดูคันธนูของมู่หว่านด้วยความสนใจแท้จริง"ท่านดึงสายธนูหนักถึงเพียงนี้ได้อย่างไร" เขาถาม แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม ไม่ใช่ความประหลาดใจแบบดูแคลนมู่หว่านซึ่งเคยชินกับสายตาเยาะเย้ยจากบุรุษหลายคนก่อนหน้านี้ ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบตามตรง"ฝึกมาตั้งแต่อายุแปดขวบ"หลังจากวันนั้น หลิวจิ่งหยางเริ่มส่งจดหมายมาถามถึงเทคนิคการยิงธนู ก่อนพัฒนาเป็นการพบปะพูดคุยเรื่องอื่น ๆ มู่หว่านเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบ ๆ น
ตอนพิเศษ 3 ปีใหม่ใต้ชายคาเดียวกันปลายฤดูหนาว รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบเอ็ด หิมะตกหนักที่สุดในรอบสิบปีปกคลุมนครหลวงจนขาวโพลนทั่วเมือง เสียงประทัดเริ่มดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ป้ายกระดาษแดงถูกแปะไว้ทุกประตูบ้าน กลิ่นอาหารมงคลลอยออกจากครัวทุกหลังคาเรือน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า คืนซึ่งครอบครัวทุกครัวเรือนจะรวมตัวกันกินอาหารมื้อใหญ่ที่สุดของปีจวนจิ้งอันโหวเต็มไปด้วยเสียงเอะอะตั้งแต่ยามเช้า บ่าวไพร่วิ่งขวักไขว่ทำความสะอาดครั้งใหญ่ ป้ายคำอวยพรใหม่ถูกแปะทับป้ายเก่า โคมแดงหลายร้อยดวงถูกแขวนเรียงตามระเบียงชิงหรานยืนอยู่กลางเรือนครัวใหญ่ ตรวจรายการอาหารมงคลซึ่งต้องมีครบทุกอย่างตามธรรมเนียม ปลาทั้งตัวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เหลือกินเหลือใช้ทุกปี เกี๊ยวทองหมายถึงเงินทองไหลมา ผักกาดขาวหมายถึงโชคลาภบริสุทธิ์"คุณหนู...ไม่ ฮูหยินน้อย" แม่ครัวใหญ่เปลี่ยนคำเรียกกลางประโยค "ปลาต้องเก็บไว้กินวันรุ่งขึ้นด้วยใช่ไหมเจ้าคะ เพื่อให้ปีนี้เหลือกินเหลือใช้""ถูกต้อง" ชิงหรานพยักหน้า นางเคยเห็นธรรมเนียมนี้มาตั้งแต่เด็ก แม้ไม่เคยได้นั่งร่วมโต๊ะอย่างเต็มใจนักยามเย็น ทุกคนมารวมกันที่โต๊ะกลมใหญ่กลางโถง มู่เหล่าฟ
ตอนพิเศษ 2 ดวงดาวคู่กลางฟากฟ้าท้องฟ้ายามค่ำใสกระจ่างผิดปกติ ไร้เมฆบดบังแม้แต่กลุ่มเดียว ดาวนับพันดวงส่องแสงเต็มฟากฟ้า สองดวงสว่างที่สุดลอยอยู่คนละฟากของทางช้างเผือกดาวทอผ้ากับดาวเลี้ยงวัว คืนนี้เป็นคืนเจ็ดเดือนเจ็ด คืนซึ่งตำนานเล่าว่านกกางเขนนับล้านจะบินมาต่อเป็นสะพานให้คู่รักทั้งสองได้พบกันเพียงหนึ่งครั้งในรอบปีร้านผ้าชิงหรานปิดร้านเร็วกว่าปกติหญิงคนงานทุกคนเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ ถือเข็มด้ายมารวมกันที่ลานกลาง ตามธรรมเนียมโบราณซึ่งสตรีจะร้อยด้ายผ่านรูเข็มเจ็ดรูใต้แสงจันทร์ ผู้ที่ร้อยผ่านครบก่อนถือว่าได้รับพรความชำนาญจากดาวทอผ้า"คุณหนูต้องร่วมด้วยเจ้าค่ะ" เฉียวซื่อยื่นเข็มให้ชิงหราน "ท่านคือคนที่สอนพวกเราทุกอย่าง สมควรได้พรมากที่สุด"ชิงหรานรับเข็มมาถือ "ข้าไม่เชื่อว่าพรจากดาวจะทำให้ฝีมือดีขึ้น""เช่นนั้นเหตุใดยังถืออยู่""เพราะสนุกดี" นางยอมรับตรง ๆ จนคนรอบข้างหัวเราะอาฝูซึ่งเวลานี้ช่วยดูแลบัญชีร้านผ้าเดินผ่านมาพร้อมโคมกระดาษ เขาโตขึ้นมากจนชิงหรานแทบจำเด็กชายผอมบางเมื่อสามปีก่อนไม่ได้"ฮูหยินน้อย" เขาค้อมกาย "ข้าทำโคมสำหรับคืนนี้เสร็จหมดแล้วครับ""ฝีมือเจ้าดีขึ้นมากนะ" ชิงหรานรับโคมม





