LOGINนางถูกลอกให้รัก เพราะโง่เขลาจึงแต่งงานผิดคน แต่พอรู้ความจริงนางก็เลือกจะถอยออกมา ท่านไม่รักไม่เป็นอันใด ขอเพียงท่านย่าให้หม่อมฉันก็พอ ปี้หลัวผู้นี้มีศักดิ์ศรี "ในเมื่อเจ้าแต่งให้เปิ่นหวางแล้ว ยามเป็นคนก็เป็นของหลี่เฟิ่งหาน เมื่อตายก็เป็นผีของเปิ่นหวาง หากเจ้ากล้าหนี จงรู้ไว้ถึงเจ้าลงนรกเปิ่นหวางก็จะตามไป"
View Moreกลางฤดูฝน รัชศกหลี่เฉิงตี้ปีที่สาม เมฆฝนเคลื่อนตัวลอยต่ำ ปกคลุมทั่วแคว้นเหลียงโจว เมืองรองแห่งของแผ่นดินต้าฉู่ ตั้งแต่ต้นยามอู่จนล่วงเข้าสู่ปลายยามซวี ในที่สุดสายฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก จนงานเลี้ยงฉลองสมรสของเซียวอ๋องกับพระชายาเอกต้องเลิกราก่อนกำหนดถึงสองชั่วยาม
บัดนี้ ภายในห้องหอซึ่งประดับประดาด้วยโคมแดงและผ้าแพรสีมงคล มีสตรีนางหนึ่งนั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม้จันทร์แดง แผ่นไม้สลักลวดลายกิเลนอันวิจิตรบรรจงแน่นอนว่านางย่อมเป็นเจ้าสาว หรือก็คือพระชายาเอกของเซียวอ๋องอยู่แล้ว
นางมีนามว่า จ้าวปี้หลัว ปีนี้อายุสิบห้าปี เพิ่งปักปิ่นได้สามเดือน ก็ถูกหรงไทเฮาพระทานรสให้ ปี้หลัวผู้นี้เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพเฮยหลงที่ปกป้องแดนเหนือของต้าฉู่มายี่สิบปี นามของท่านต้าเจียงวินคือ จ้าวเหยียนหง กับฮูหยินเอก หรั่นจิ่งเซียง ซึ่งจากไปหลังคลอดนางได้เพียงหนึ่งปี และนางยังมีพี่ชายคนโต นามท่านแม่ทัพน้อย จ้าวเจียงเหล่ย ผู้องอาจที่เกิดจากมารดาคนเดียวกัน
ราตรีนี้จ้าวปี้หลัวสวมอาภรณ์เจ้าสาวเต็มยศตามราชพิธีแห่งแคว้นต้าฉู่ อาภรณ์สีแดงชาดขับให้ผิวพรรณของนางดูผ่องยิ่งขึ้น บนศีรษะประดับมงกุฎหงส์ทองคำระยิบระยับ งดงามสมฐานะพระชายาเอกของเซียวอ๋อง
ทว่าดวงหน้าภายใต้เครื่องประดับอันหรูหรากลับมิได้มีความยินดีแม้แต่น้อย แม้แต่ความตื่นเต้นของเจ้าสาวในคืนเข้าหอ ก็มิอาจมองเห็นได้จากดวงตาดอกท้อคู่นั้น
ตรงกันข้าม...
จ้าวปี้หลัวในยามนี้ที่ปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกด้วยตนเองกำลังนั่งเท้าคาง ทอดสายตามองโต๊ะอาหารมงคลเบื้องหน้าด้วยแววตาเจ็บปวด ขอบตาของนางแดงก่ำ หากกลับไม่มีน้ำตาสักหยดออกมาให้เห็น
คงเพราะในยามนี้ น้ำตาเหล่านั้นอาจกำลังไหลย้อนกลับเข้าไปท่วมอยู่ภายในหัวใจแล้วก็เป็นได้จคงไม่ไหลให้เจ้าของได้ขายหน้า
ภาพบนโต๊ะที่มีสุรามงคลสองจอก ขนมมงคล ผลไม้เชื่อม และอาหารเลิศรสสารพัดชนิด ทุกอย่างล้วนจัดวางอย่างประณีต สมฐานะของน้องชายคนที่ห้าของฮ่องเต้ หลี่เฟิ่งหยาง
แต่จนบัดนี้กลับยังไม่มีผู้ใดแตะต้องทั้งอาหารและสุรามงคลนี้แม้เพียงคำเดียว ทั้งที่เลยฤกษ์เข้าหอมาแล้วกว่าครึ่งชั่วยามแล้วดดยแท้ สาเหตุก็เป็นเพราะ เจ้าบ่าวจากไปแล้ว
มิผิด...
เซียวอ๋องออกจากห้องหอไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเสียด้วยซ้ำ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วจะเอาอันใดมาร่วมผูกผมและดื่มสุรามงคล?
ก่อนหน้านี้ บุรุษผู้เป็นพระสวามีของนางเพียงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าจ้าวปี้หลัว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างยิ่งว่า
‘สุนัขในค่ายซีเหมินของเปิ่นหวางไม่สบาย เปิ่นหวางต้องรีบไปดู’
กล่าวจบ เขาก็จากไปทันที ไม่แม้แต่จะรีรอหรือหันกลับมามองนางก่อนจากไป ทิ้งเจ้าสาวพระราชทานจากหรงไทเฮาเช่นนาง ให้นั่งเป็นใบ้อยู่บนเตียงหอเพียงลำพังเช่นนั้นนานร่วมครึ่งเค่อ
จ้าวปี้หลัวยังจำได้ดีว่า ตนเองได้แต่นั่งจ้องประตูที่ปิดลงตรงหน้า ด้วยความรู้สึกทั้งแตกสลายและขมขื่น ไหนเล่า...
ทั้งหรงไทเฮา ผู้เป็นมารดาเลี้ยงของเขา กับซ่งไทเฟย ผู้เป็นมารดาแท้ ๆ ของเซียวอ๋อง ต่างบอกกับนางมิใช่หรือว่า หลี่เฟิ่งหาน แอบรักนางมานานถึงหนึ่งปีเต็ม แล้วเหตุใดในราตรีเข้าหอ เขากลับเห็นสุนัขทรงเลี้ยงสำคัญกว่านางที่เขารักไปได้
นี่มันไม่ประหลาดเกินไปหน่อยหรือ?
“รักเช่นไรกันรักหรือเขาชิงชังข้ากันแน่จึงทำเช่นนี้”
จ้าวปี้หลัวที่ยอมทิ้งบ้าน แต่งงานมาไกลจากมหานครฉางเล่อ เมืองหลวงอันรุ่งเรืองของต้าฉู่ถึงเจ็ดร้อยหลี่ กลับต้องมาถูกพระสวามีทอดทิ้งให้อยู่เฝ้าห้องหอ ขณะที่เขาไปดูแลสุนัขป่วย เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็ได้แต่ยิ้มสมเพชตนเอง
“คุณหนูหก”
เสียงเรียกดังขึ้นจากนอกประตูห้องหอ ผู้ที่เอ่ยเรียกคือ ถังเหลียน สาวใช้กึ่งองครักษ์ที่บิดาและพี่ชายคนโตมอบให้ติดตามมาเป็นสินเดิมเจ้าสาว เพื่อรับใช้และคอยคุ้มภัยให้จ้าวปี้หลัว
“ให้นางเข้ามา เป่ยม่อ”
“เจ้าค่ะ”
เป่ยม่อเองก็เป็นสาวใช้กึ่งองครักษ์เช่นเดียวกับถังเหลียน ทั้งสองนางเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ สมกับที่ติดตามกองทัพมาตั้งแต่อายุเพียงสามขวบ ผิดกับ เมี่ยวอิ๋งที่เก่งเพียงานฝีมือกับดูแลคุณหนูหกเท่านั้น
ไม่นาน ถังเหลียนก็เข้ามาในห้อง ก่อนคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นนาย ส่วน เมี่ยวอิ๋งกับม่อเป่ย ถอยไปยืนอยู่ข้างประตูอย่างรู้ความว่าต้องระวังคนของตำหนักเหวินหยาง
“ได้ความว่าอย่างไร?”
จ้าวปี้หลัวเอ่ยถามขึ้นอย่างร้อนใจ หลังจากเซียวอ๋องจากไปและหายตกตะลึงนางก็เรียกใช้ถังเหลียนไปสืบข่าวทันที
คุณหนูหกแห่งจวนจ้าว หรือบัดนี้ตามบันทึกในราชวงศ์ นางคือ พระชายาจ้าว ภรรยาเอกของเซียวอ๋อง และนายหญิงคนใหม่แห่งตำหนักเหวินหยาง มิใช่คนโง่ตรงกันข้ามนางเติบโตในกองทัพย่อมรู้ว่าต้องจัดการอย่างไรในเหตุการณ์คืนนี้
“สุนัขทรงเลี้ยงตัวนั้นของเซียวอ๋องได้มาจากอดีตคนรักของพระองค์เพคะ”ถังเหลียนที่หายไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามกลับมารายงานนายหญิงอย่างแม่นยำ
“สุนัขของอดีตคนรักเช่นนั้นหรือ?”
ปี้หลัวพึมพำด้วยเสียงแหบแห้ง คาดไม่ถึงเลยว่าแท้จริงแล้วหลี่เฟิ่งหานเคยมีคนรักมาก่อน
“เป็นผู้ใด?” เงียบอยู่ครู่หนึ่งนางจึงเอ่ยถามต่อทันที เพราะมั่นใจว่าถังเหลียนย่อมสืบเรื่องมาแล้วเป็นแน่
“คือซูกุ้ยเฟยเพคะ คุณหนู” และไม่ผิดไปจากที่ปี้หลัวคิด ถังเหลียนผู้นี้ทำงานรอบคอบเสมอ
“ซูกุ้ยเฟย?”
จ้าวปี้หลัวขมวดคิ้ว พยายามทบทวนว่าเป็นผู้ใด และนางรู้จักหรือไม่เพราะหลังมารดาจากไปนางก็ติดตามบิดาไปประจำการที่เจียงเป่ยตั้งแต่อายุเพียงขวบเศษ เพิ่งกลับมาเมืองหลวงเมื่อสองปีก่อน จึงยังไม่ค่อยรู้จักคุณหนูจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงมากนัก
“พูดมาให้ละเอียด”
“เพคะ”
จากนั้นถังเหลียนจึงเล่าตามที่ตนไปสืบรู้มาจากคนในตำหนักเหวินหยาง ซึ่งติดตามเซียวอ๋องมาจากเมืองหลวงเมื่อสามปีก่อนหลังถูกแต่งแต่งจากองค์ชายห้าเป็นเซียวอ๋อง
เมื่อสี่ปีก่อน อดีตฮ่องเต้หลี่หมิงเต๋อเพิ่งเสด็จสวรรคต โดยยังมิได้แต่งตั้งรัชทายาท ทว่ากลับมิได้เกิดเหตุยุ่งยากขึ้น เพราะในเวลานั้นมีองค์ชายเพียงสองพระองค์คือองค์ชายรอง หลี่เฟิ่งหยาง ผู้ประสูติจากหรงฮองเฮา
และองค์ชายห้า หลี่เฟิ่งหาน ผู้ประสูติจากพระสนมซ่งกุ้ยเฟย ส่วนที่เหลือล้วนเป็นองค์หญิง แน่นอนว่า ผู้ที่เหมาะสมและคู่ควรจะสืบราชบัลลังก์ปกครองต้าฉู่ย่อมเป็นองค์ชายรองหลี่เฟิ่งหยาง ขณะที่องค์ชายห้าในเวลานั้นก็สนับสนุนพระเชษฐาเป็นอย่างดี
หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว วังหลังย่อมต้องรับสตรีเข้ามา ฮ่องเต้ย่อมต้องรีบมีพระสนม เพื่อมิให้ราชวงศ์ขาดซึ่งสายเลือดมังกร พอเสร็จสิ้นพิธีฝังพระศพของอดีตฮองเต้ในอีกหนึ่งปีต่อมาที่สุสานหลวง กรมพิธีการจึงจัดการคัดเลือกคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ขึ้นทันที
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ...
หญิงคนรักขององค์ชายห้า คุณหนูรองแห่งตระกูลฟาง ซูหว่านโหรว ในวัยสิบเจ็ดปี กลับทอดทิ้งชายคนรัก แล้วเข้าวังเพื่อคัดเลือกเป็นพระสนมด้วย!
“แต่ก่อนจะเข้าวัง ซูหว่านโหรวได้มอบลูกสุนัขขาวขนหนาจากแดนหิมะให้กับเซียวอ๋องหนึ่งตัวเพคะ”
จ้าวปี้หลัวฟังมาถึงตรงนี้ ต่อให้นางจะโง่เขลาและไร้เดียงสาเพียงใด ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ตนคงถูกทั้งหรงไทเฮากับซ่งไทเฟยหลอกตุ๋นจนเปื่อยเป็นไก่เสียแล้ว หลี่เฟิ่งหานจะแอบรักนางมานานถึงหนึ่งปีเต็มได้อย่างไร?
ในเมื่อตลอดมา ภายในใจของหลี่เฟิ่งหานยังมีซูหว่านโหรวอยู่จนถึงวันนี้ ดูได้จากระหว่างสตรีที่เซียวอ๋องเพิ่งเข้าพิธีสมรสด้วยในคืนนี้ กับสุนัขที่อดีตหญิงคนรักมอบให้ไว้แทนตัวก่อนจากลา เมื่อมันล้มป่วย เขากลับเลือกทอดทิ้งนางเพื่อไปดูแลมัน
เพียงเท่านี้จ้าวปี้หลัวก็ถ่องแท้แล้วว่า หลี่เฟิ่งหานยังคงรักซูหว่านโหรวอย่างล้ำลึกเพียงใด คิดได้ดังนั้นนางก็รู้สึกอยากหัวเราเพราะช่างน่าขันนักที่นางไร้ค่ากว่าสุนัขตัวหนึ่งเสียอีก
ก่อนยามซวี่ราวหนึ่งเค่อ รถม้าส่วนพระองค์ของเซียวอ๋องเคลื่อนมาถึงหน้าศาลาว่าการ ก่อนชะลอความเร็วลงแล้วหยุดสนิทอยู่หน้าตำหนักรับรองที่ใช้จัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากเผ่าฮวาเฉิงเสียงดนตรีและเสียงพูดคุยจากด้านในลอยออกมาถึงด้านนอก ท่ามกลางแสงโคมที่แขวนเรียงรายไปตามทางเดินจนสว่างไสว เมื่อม่านรถม้าถูกเปิดออก หลี่เฟิ่งหานก็ก้าวลงไปก่อนร่างสูงในชุดสีม่วงเข้มยืนอยู่หน้ารถม้าครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปมองด้านในเพื่อรอพระชายาของตน แน่นอนว่าเขาไม่ชอบใจที่ต้องทำเช่นนี้แม้แต่น้อย แต่เพราะคืนนี้มีผู้คนมาร่วมงานมากมายเขาจึงจำต้องแสแสร้งแสดงงิ้วต่อหน้าผู้อื่น สวมบทบาทพระสวามีผู้รักใคร่พระชายาเอกของตนอย่างลึกซึ้ง ทั้งที่ความจริงภายในใจกลับมิได้มีความรู้สึกเช่นนั้นแม้แต่น้อยจ้าวปี้หลัวย่อมรู้ว่าตนเองต้องร่วมมือกับพระสวามีในนามของตน นางจึงก้าวลงจากรถม้าไม่ชักช้า ทันทีที่ทั้งสองปรากฏตัว ผู้คนที่อยู่บริเวณด้านหน้าตำหนักต่างพากันมองมาเป็นตาเดียวเซียวอ๋องแห่งเหลียงโจวเป็นบุรุษที่ผู้คนรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่พระชายาจ้าวกลับแตกต่างออกไป เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในเหลียงโจวเพิ่งมีโอกาสได้เห็นพระชายาจ้าวตัวจริงเป็นครั้ง
ต้นยามโย่วสองเค่อ รถม้าจากตำหนักเหวินหยางก็พร้อมจะเคลื่อนไปยังศาลาว่าการ หากเซียวอ๋องกลับยังมาไม่ถึง ทว่าจ้าวปี้หลัวมิได้ร้อนใจ นางยังคงนั่งรอพระสวามีอยู่ภายในรถม้าด้วยกิริยาสงบ ใบหน้างดงามมิได้เผยความหงุดหงิดออกมาแม้แต่น้อย ราวกับการรอคอยในครั้งนี้มิใช่เรื่องที่ทำให้นางรู้สึกร้อนใจแต่อย่างใด“ท่านอ๋องมาแล้วเพคะ พระชายา”เมี่ยวอิ๋งเห็นรถม้าส่วนพระองค์ของเซียวอ๋องเคลื่อนเข้ามาจอด จึงรีบร้องบอกนายสาวที่นั่งสำรวมอยู่ด้านในรถม้า“ข้าทราบแล้ว”จ้าวปี้หลัวตอบเพียงสามคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม มิได้แสดงความกระตือรือร้นหรือความไม่พอใจออกมาแม้แต่น้อยทางด้านหลี่เฟิ่งหาน เมื่อเห็นรถม้าของพระชายาจอดรออยู่ก่อนแล้ว เขาก็เพียงเหลือบมองไปทางนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับเว่ยจงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“เว่ยกงกง ไปแจ้งพระชายา ให้นางย้ายมานั่งรถม้าคันเดียวกับเปิ่นหวาง”ถึงแม้เขาจะมิได้อยากใกล้ชิดกับจ้าวปี้หลัวแม้แต่น้อย แต่ต่อหน้าคนนอกและแขกเหรื่อมากมาย หากสามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันกลับนั่งรถม้าคนละคัน ย่อมดูแปลกพิลึก และง่ายต่อการถูกผู้คนหยิบไปพูดต่อ ด้วยเหตุนี้หลี่เฟิ่งหานจึงจำต้องให
ขณะเดียวกัน ทางด้านเซียวอ๋อง หลังจากพิธีสมรสผ่านพ้นไป เขาก็แยกตัวมาปักหลักอยู่ที่เรือนพักของแม่ทัพใหญ่ภายในค่ายซีเหมินเป็นหลัก แม้แต่ตำหนักของตนเองเขาก็ไม่อยากกลับไป เพราะเหตุผลมีเพียงข้อเดียว เขาไม่อาจทนอยู่ร่วมเรือนกับสตรีที่เขาไม่เคยมีใจให้ ทั้งยังเป็นสตรีที่อาศัยอำนาจทางทหารของบิดาและพี่ชายบีบบังคับให้เขาต้องแต่งงานด้วยเขาไม่เคยต้องการแต่งงานกับจ้าวปี้หลัว แต่ในเมื่อหรงไทเฮาตัดสินพระทัยไปแล้วว่าเขาต้องแต่งกับคุณหนูหกจ้าว เขาจึงมิอาจขัดพระประสงค์และจำต้องยอมแต่งงานกับนางอย่างไม่มีทางเลือก ประการแรก สกุลจ้าวมีกำลังทหารอยู่ในมือมากที่สุด หากเขายืนกรานปฏิเสธ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวเขาเองอีกประการหนึ่ง เขาเป็นห่วงซูหว่านโหรว สตรีที่เขารักยังอยู่ในวังหลวง และอยู่ภายใต้อำนาจของหรงไทเฮา หากเขาดื้อดึงไม่ยอมแต่งงาน ใครจะรู้ว่าหรงไทเฮาจะทำสิ่งใดกับซูหว่านโหรวได้บ้าง สตรีที่ยืนอยู่ในวังหลังมานานหลายปี ย่อมมิใช่สตรีธรรมดาต่อให้ซูหว่านโหรวเลือกพี่ชายของเขาไปแล้ว เป็นสตรีของคนอื่นแต่เขายังรักนางไม่เปลี่ยนและถึงแม้ในยามนี้ซูหว่านโหรวจะกำลังตั้งครรภ์สายเลือดมังกรอยู่ แต่ในวังหลังของพี่ชายเขามีสตร
จากราตรีเข้าหออันแสนเจ็บปวดและอัปยศของจ้าวปี้หลัวล่วงเลยผ่านมาสองเดือนแล้ว แต่จนแล้วจนรอด ปี้หลัวก็ยังมิได้กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่ฉางเล่อตามธรรมเนียมของชาวจงหยวน เพราะพระสวามีอย่างเซียวอ๋องไม่ยอมพานางกลับไปสักคราทุกครั้งที่นางให้ถังเหลียนไปพบเขาที่ค่ายซีเหมินเพื่อถามเรื่องนี้ เขามักอ้างเช่นเดิมว่า ยังมีราชกิจทางการทหารที่ต้องจัดการมากให้รอไปก่อน“พระชายา จดหมายจากท่านแม่ทัพน้อยส่งมาอีกฉบับแล้วเพคะ”ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา จดหมายจากพี่ชายของนางส่งมาถึงหกฉบับแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดอ่าน จ้าวปี้หลัวก็พอจะเดาเนื้อความข้างในได้ คงหนีไม่พ้นการทวงถามว่า เมื่อใดนางจึงจะได้กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมสักครั้ง“เจ้าอ่านเถอะ ม่อเป่ย”หลังม่อเป่ยนำจดหมายจากคนของแม่ทัพน้อยจ้าวมาส่งให้พระชายาจ้าว นางก็เอ่ยให้อีกฝ่ายอ่านให้ฟังแทนขณะเดียวกัน เมี่ยวอิ๋งก็ยื่นถ้วยน้ำชาให้นาง จ้าวปี้หลัวรับมาถือไว้ ปัดไล่ความร้อนจากถ้วยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกขึ้นจิบอย่างเชื่องช้าจากนั้นจึงวางถ้วยชาลง หลับตารอฟังคนสนิทอ่านจดหมายด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าภายในใจของพระชายาจ้าวกลับมิได้สงบเช่นสีหน้าภายนอกแม้แต่น้อยม่อเป่ยคลี่จดหมายออก ก่อน

















