Masukนวัชนั่งรอไม่นาน ทับทิมก็เดินมายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าบ้านของเขา แล้วตะโกนเรียกเขาด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก
“เฮียวัชคะ หนูเองค่ะ”
ชายหนุ่มเดินออกมา พยักหน้าเป็นเชิงให้เธอเข้ามาในบ้าน “เข้ามาสิ”
ทับทิมถอดรองเท้าแล้วเดินเข้าบ้าน นวัชจึงชี้ไปที่โซฟาตัวยาวหน้าโทรทัศน์ “นั่งสิ”
เขานั่งบนโซฟาเดี่ยว เมื่อเห็นทับทิมนั่งลงดีแล้ว เขาจึงถามเข้าเรื่องทันที “อยากทำงานหรือเรา”
“อยากทำค่ะ ตอนนี้หนูปิดเทอม อยู่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำก็เลยอยากหาเงินไว้ใช้” เธอตอบฉะฉาน ไม่ได้มีท่าทีเคอะเขิน หรือประหม่าแม้แต่น้อย
“ทำอะไรได้บ้างล่ะ” เขาอยากรู้ขอบเขตความสามารถของเธอ เพราะงานในบ่อปลา จะว่าหนักก็หนัก จะว่าเบาก็เบา เขาจะได้จัดสรรให้ถูกว่าทับทิมควรไปทำจุดไหน
“เอ่อ...จริง ๆ แล้วเฮียจะให้หนูทำอะไรหนูก็ทำได้ทั้งนั้นนะคะ บอกตามตรงว่าหนูเองก็ไม่รู้ว่างานที่บ่อแสนบุศย์มีอะไรบ้าง แต่ตอนอยู่หอ หนูเลิกเรียนก็จะไปทำงานที่ร้านก๋วยเตี๋ยวค่ะ ทำทุกอย่างเลยตั้งแต่ลวกเส้นไปจนถึงล้างจานและเก็บร้าน”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเชื่องช้า อธิบายตรงนี้ ไม่สู้พาเธอไปเห็นด้วยตาดีกว่าว่าที่นั่นต้องทำอะไรกันบ้าง คิดได้ดังนั้นจึงบอกเธอว่า “งั้นลองไปดูที่บ่อปลาไหมล่ะ จะได้รู้ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง เราเองก็จะได้ดูด้วยว่าไหวหรือไม่ไหว”
ทับทิมพยักหน้ารัวพร้อมกับคลี่ยิ้มกว้าง “ดีค่ะดี งั้นหนูขอไปเอาจักรยานที่บ้านก่อนนะคะ”
“จะกลับไปเอาทำไมเล่า ก็ไปกับเฮียนี่แหละ เฮียจะไปที่นั่นพอดี” พูดจบเขาจึงลุกขึ้น เดินไปหยิบกุญแจรถจากลิ้นชักตู้ข้างโทรทัศน์ หันไปมองทับทิม เห็นเธอเดินออกไปยืนรออยู่หน้าประตูบ้านแล้ว
เขามีรถสองคัน เป็นรถเอสยูวีหนึ่งคันกับรถกระบะอีกหนึ่งคัน เวลาไปบ่อปลาเขาจะขับแต่รถกระบะเสมอ เผื่อว่าต้องบรรทุกของกลับมาที่บ้าน ส่วนรถเอสยูวีนั้น เขาจะใช้ขับไปทำธุระต่าง ๆ ทั้งติดต่อคุยงาน หรือขับเข้ากรุงเทพฯ
นวัชเดินนำทับทิมไปยังรถกระบะที่จอดอยู่ในเต็นท์ผ้าใบ เขากดปลดล็อกรถแล้วขึ้นไปนั่ง แต่กลับไม่เห็นทับทิมเปิดประตูขึ้นมานั่งสักที จึงมองหาไปรอบ ๆ แต่แล้วเขาก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อเห็นเจ้าตัวปีนขึ้นไปนั่งอยู่ท้ายกระบะเรียบร้อยแล้ว
ชายหนุ่มลงจากรถ พูดกลั้วหัวเราะกับเธอว่า “จะไปนั่งทำไมตรงนั้น เข้ามานั่งในรถสิ”
“นั่งได้หรือคะ หนูเกรงใจเฮีย หนูนั่งตรงนี้ก็ได้ค่ะ ลมเย็นดี” เธอยิ้มจนตาโค้ง ดวงหน้าอ่อนเยาว์กับดวงตาใสซื่อภายใต้แสงอาทิตย์ร้อนแรงของยามเที่ยง ทำให้เขาเห็นแล้วอดเอ็นดูกับความเจียมเนื้อเจียมตัวของเธอไม่ได้
“ไม่เป็นไร ลงมาเถอะ มานั่งตากแอร์เย็น ๆ ในรถดีกว่า นั่งข้างหลังแดดมันร้อน เฮียจะได้มีเพื่อนคุยด้วย” เขาตะล่อมให้ทับทิมมานั่งคู่กับเขาข้างหน้า เขาไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่างที่จะให้ลูกจ้างไปนั่งท้ายกระบะทั้งที่ข้างหน้าก็ยังมีที่นั่งว่างอยู่ อีกทั้งหากคนอื่นเห็นเขา จะมองเขาเป็นคนยังไง ตัวเองนั่งตากแอร์สบายอยู่ในรถ แต่ให้เด็กสาวคนหนึ่งทนร้อนตากแดดอยู่ท้ายกระบะ
“ก็ได้ค่ะ” ในที่สุดทับทิมก็ยอมรับปาก เธอลุกขึ้นทำท่าจะปีนลงโดยที่ไม่คิดเอาฝาท้ายกระบะลง นวัชไม่วางใจ กลัวหญิงสาวจะพลัดตกลงมาจึงรีบเดินไปตรงนั้น ทว่าเขาเพิ่งเดินไปถึง ทับทิมก็สะดุดขาตัวเองตอนจะเหยียบที่วางเท้าเสียแล้ว
“ว้าย!” หญิงสาวร้องลั่นด้วยความตกใจ แต่นวัชก็ไวพอที่จะปรี่เข้าไปรับตัวเธอไว้ได้ทันก่อนที่ร่างของเธอจะกระแทกพื้น
และไม่รู้ว่าชายหนุ่มเองก็เสียหลักหรืออย่างไร เพราะหลังจากที่กางแขนรับเธอเอาไว้ ตัวเขาก็ล้มลงกับพื้นไปด้วยโดยมีร่างอรชรนอนหงายทับอยู่บนตัวเขา!
แง้ว!
เสียงร้องของลูกแมวตัวน้อยดังลอดมา ดูท่ามันคงตกใจเช่นกัน จึงดิ้นขลุกขลักพยายามจะออกมาจากกระเป๋าผ้าของทับทิม จนในที่สุดก็ออกมาสำเร็จ เจ้าถุงทองรีบวิ่งไปยืนห่าง ๆ ทันที
หญิงสาวไม่ทันได้คิดว่าตอนนี้ตนเองนั่งทับนวัชอยู่ และมือของเขาก็กอดเอวเธอไว้อยู่เช่นกัน ด้วยเพราะมัวแต่ห่วงลูกแมว ทับทิมจึงรีบลุกขึ้นเดินไปหาเจ้าถุงทอง แต่ยิ่งเข้าใกล้มันก็ยิ่งวิ่งหนีจนหญิงสาวเริ่มหน้าเสีย
“ถุงทอง! มาหาแม่เร็ว ไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีอะไรแล้ว มาเร็ว เมี้ยว ๆ”
นวัชมองคนที่สนใจแต่ลูกแมว แต่ไม่สนใจคนที่อุตส่าห์เอาตัวไปรับแรงกระแทกให้แล้วได้แต่อ่อนใจ เขาลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินเศษหญ้าออกจากตัวพลางเอ่ยว่า
“อย่าเพิ่งเข้าไปหามัน ยืนอยู่กับที่แล้วเรียกมันมาก็พอ มีอาหารหรือขนมอะไรติดมือมาบ้างรึเปล่า จะได้ล่อมันมาได้”
ทับทิมหันมามองหน้าเขา เธอส่ายหน้า พูดว่า “หนูไม่ได้เอาอะไรมาเลยค่ะ เพราะตอนแรกคิดว่าแค่มาคุยเรื่องงานเฉย ๆ”
นวัชลอบถอนหายใจแผ่วขณะมองร่างเล็กจ้อยของลูกแมวตัวน้อยที่ยืนห่างออกไป มันมองพวกเขาอย่างลังเล แต่ท่าทางของมันก็คล้ายว่าพร้อมพุ่งตัววิ่งหนีหายเข้าป่ารกด้านหลังไปทันทีเช่นกัน เขาจึงไม่กล้าเดินเข้าไปตะครุบตัวมัน เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียก็ไม่มีทางจับมันได้แน่
ทันใดนั้น ชายหนุ่มจำได้ว่าในรถมีเชือกฟางสีแดงอยู่ เขาจึงเดินไปหยิบมาทั้งม้วน ชูขึ้นระดับอกแล้วปล่อยชายเชือกให้ยาว จากนั้นกระตุกเบา ๆ ให้เชือกปัดไปมาเพื่อดึงความสนใจของเจ้าแมวน้อย
เป็นไปตามคาด เจ้าถุงทองจ้องเขม็งที่เชือก ทั้งยังส่ายหน้ามองตามอีกด้วย
“เดี๋ยวพอมันเดินมาเล่นกับเชือกแล้ว รีบอุ้มมันไว้เลยนะ แต่ตอนนี้ยืนเฉย ๆ ไปก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวมันจะวิ่งหนีไป” เขาพูดเบา ๆ กับทับทิม เธอพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
และเมื่อแมวน้อยค่อย ๆ เดินเข้ามาติดกับ ขณะที่มันกำลังยืนสองขาเพื่อเล่นกับเชือกอยู่นั้น ทับทิมก็ก้มลงคว้าตัวมันไว้อย่างรวดเร็ว
“จับได้แล้ว! แหม เผลอไม่ได้เลยนะแกเนี่ย” ทับทิมยื่นหน้าเข้าไปจะเอาจมูกถูกับจมูกของมัน แต่กลับถูกมันใช้เท้ายันหน้าเอาไว้ นวัชเห็นภาพนี้ก็อดขำไม่ได้
“ไป ขึ้นรถเถอะ จะได้รีบไปที่บ่อปลากัน” เขาเอ่ยพลางใช้มือปัดเศษดินตามขากางเกงไปด้วย แต่พอเงยหน้าขึ้นมองทับทิมก็เห็นเธอทำตาโต เขาจึงเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม
“เมื่อกี้...หนูล้มทับเฮียหรือคะ” เจ้าตัวถามเขาหน้าตาเฉย จนเขาไม่รู้จะขำหรือจะอะไรดี
“ก็ใช่น่ะสิ! นี่ไม่รู้ตัวเลยรึไง”
หญิงสาวยกมือไหว้เขาทั้งที่อุ้มแมวอยู่ “หนูขอโทษค่ะเฮีย หนูไม่ได้ตั้งใจ เดี๋ยวหนูช่วยปัดให้นะ”
ทับทิมรีบเก็บแมวใส่กระเป๋าแล้วเดินเข้ามาหาเขา จากนั้นก็ลงมือช่วยปัดเศษดินเศษหญ้าตามตัวให้เขาทันที
นวัชจะห้ามก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะมือข้างหนึ่งของเธอวางอยู่ใต้เข็มขัดของเขา อีกข้างก็ปัด ๆ ตบ ๆ อยู่แถว ๆ ก้นเขาราวกับลืมไปแล้วว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่อายุสามสิบกว่าปี ไม่ใช่เด็กตัวเล็ก ๆ
เฮ้ย! มะ…มือ ต่ำเกินไปแล้ว!
ชายหนุ่มรีบจับมือเธอเอาไว้ไม่ให้เผลอซุกซนไปมากกว่านี้ จากนั้นก็รีบดันหลังให้หญิงสาวไปขึ้นรถ
“ไม่ต้องปัดแล้ว รีบไปขึ้นรถเถอะ” เขาเดินไปทางฝั่งคนขับทันที เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถแล้วจึงสตาร์ตรถ ไม่นานนักทับทิมก็ขึ้นมานั่งที่เบาะด้านข้าง เมื่อปิดประตูดีแล้ว รถจึงค่อย ๆ เคลื่อนที่ออกไป
หญิงสาวหลับตาเม้มปากแน่น เพื่อสะกดกลั้นเสียงครวญครางที่อาจเล็ดรอดออกจากปาก ไม่ว่าเขาจะปรนเปรอทำรักให้เธอกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เธอก็ยังรู้สึกขัดเขินเกินกว่าจะเงยหน้าสบตากับเขาได้ยิ่งร่างกายของเธอตอบรับกับปลายลิ้นของเขาอย่างน่าอาย สะโพกแอ่นขึ้น บดส่ายหมุนวนราวกับเร่งเร้าให้เขาส่งเธอให้ฝั่งโดยไว“ใจเย็นสิครับ” เสียงสั่นพร่ากระซิบแผ่วอยู่ตรงจุดอ่อนไหว ร่างอรชรสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีบางสิ่งค่อย ๆ แทรกเข้าไปในร่องรักอย่างเชื่องช้า และหมุนวนไปมาอยู่ในนั้นเขาถอนนิ้วออกแล้วดันเข้าไปใหม่ เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าสลับกันไป จากหนึ่งนิ้วเพิ่มเป็นสองนิ้วราวกับต้องการให้เธอค่อย ๆ เปิดรับ และคุ้นชินกับบางอย่างที่ใหญ่โตกว่านั้น โดยที่ปาก และลิ้นยังคงจดจ่ออยู่กับกลีบดอกไม้และปลายยอดของเกสรไม่ยอมผละห่าง“อ๊ะเฮีย!”ทับทิมครางกระเส่าเมื่อความรู้สึกที่คุ้นเคยเริ่มพุ่งสูงขึ้น ชายหนุ่มเห็นสัญญาณที่หญิงสาวส่งให้
“อะไรกันเฮีย มาไหว้พวกเราทำไม” อรดียกมือรับไหว้แทบไม่ทัน“ผมจะมาขอทับทิมกับอาทั้งสองคนครับ ผมรักทับทิม คิดว่าพวกอาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมกับทับทิมคบกันอยู่ ก็เลยอยากขออนุญาตให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะตั้งแต่แรกผมเองก็ไม่เคยมีเจตนาจะปกปิดเรื่องนี้ ทุกคนต่างรับรู้ ผมคิดว่าผมเองก็ควรต้องมาบอกเรื่องนี้กับอาทั้งสองคนด้วยตัวเอง”นวัชหันไปยิ้มให้ทับทิมที่ลงมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเขาเช่นกัน“เห็นไหม หนูบอกแล้วว่าเฮียวัชน่ะ ใจดีกับหนูจะตาย แม่ไม่ต้องห่วงหรอก”ทับทิมเอ่ยปากเชียร์แฟนหนุ่มของตนเองเต็มที่ จนอรดีได้แต่อ่อนอกอ่อนใจ เพราะตั้งแต่เจ้าตัวสารภาพว่าคบอยู่กับนวัช ทับทิมก็หมั่นพูดแต่ความดี ความน่ารักของเขาให้บิดามารดาฟังอยู่เสมอสองสามีภรรยาหันมองหน้ากันแล้วได้แต่ยิ้ม เพราะการที่อีกฝ่ายมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพวกตนเพื่อขอคบกับบุตรสาวด้วยตนเอง ก็นับว่ามีความจริงใจในระดับหนึ่งแล้ว
วันนี้นวัชอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เพราะถูกทับทิมงอนใส่เรื่องที่ปิดบังว่าบิดานำบ้านกับที่ดินมาจำนองไว้ตอนยืมเงิน และตอนนี้ที่ดินกับบ้านหลังนั้นก็เป็นของเขาแล้วตามกฎหมาย เพราะเมื่อครู่ สุชาติเพิ่งมาเซ็นเอกสารการมอบที่ดินผืนนั้นให้ เสร็จเรียบร้อยก็พาลูกเมียออกจากบ้านไป โดยบอกว่าจะไปหาของอร่อย ๆ กินในตัวเมืองตามประสาพ่อแม่ลูกตอนสุชาติมาเซ็นเอกสาร เขายังไม่ได้บอกเรื่องที่ตนคบหากับทับทิม เพราะอยากดูท่าทีของอีกฝ่ายก่อนว่าคิดเห็นอย่างไร เพราะเขาเชื่อว่าสองสามีภรรยาจะต้องรู้เรื่องของเขากับบุตรสาวแล้วเป็นแน่และเป็นไปตามคาด เมื่อสุชาติบอกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ที่กรุงเทพฯ กับภรรยา โดยปล่อยให้ทับทิมอยู่กับเขาที่นี่ และแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่บุตรสาวมาคบกับเขา แถมยังบอกให้เขาดูแลเธอเหมือนลูกหลานคนหนึ่งอีกต่างหาก...เหลี่ยมจัดจริง ๆจะว่าไปแล้ว เขากับสุชาติก็เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่ต่างกัน ต่างคนต่างแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และรอดูว่าใครจะเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน
สุชาติกับบุษราคัมหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดไม่ถึงว่าจะต้องทำถึงขั้นนี้ แต่กระนั้น หญิงสาวก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าวิธีนี้ได้ผล“แต่คนส่วนใหญ่เห็นหน้าบุษจากข่าวหมดแล้วนี่คะ ต่อให้เปลี่ยนชื่อ คนก็คงจำหน้าได้อยู่ดี”“ก็ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าซะสิ จะมีอะไรยากกัน ถ้าพวกเธอตกลง ฉันก็จะให้คนไปจัดการให้...เอาเป็นว่าฉันให้เวลาพวกเธอตัดสินใจละกัน”เสี่ยกานต์เอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขก ปล่อยให้สองสามีภรรยาปรึกษาหารือกัน“ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าหรือ นั่นสินะ ทำไมบุษนึกไม่ถึงเรื่องนี้”“บุษอยากทำไหม ถ้าไม่อยากทำ พวกเราก็หลบไปอยู่ที่อื่นกันสักพัก รอให้เรื่องซาลงแล้วค่อยหางานทำกันก็ได้นะ”สุชาติตามใจภรรยา เพราะถ้าเธอจะเปลี่ยนเป็นอีกหน้าหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จัก อย่างไรเสียเธอก็ยังเป็นคู่ชีวิตของเขาวันยังค่ำ เธอจะสวยน้อยลงก็ช่างมัน ดีเสียอีก จะได้ไม่ต้
สิบสี่ปีก่อนสุชาติเลี้ยวรถเข้าจอดในบังกะโลราคาถูกแห่งหนึ่งช่วงกลางดึก เขามองผ่านกระจกไปตรงเคาน์เตอร์สำหรับติดต่อเข้าพัก เห็นเพียงพนักงานชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งสัปหงกอยู่จึงหันไปบอกกับภรรยาว่า“พี่จะไปติดต่อห้องก่อน บุษกับลูกรอในรถก่อนนะ”บุษราคัมพยักหน้าก่อนหลุบตามองบุตรสาววัยหกขวบที่กำลังนอนหลับตาพริ้มบนตักของตน น้ำตาที่เหือดแห้งไปเริ่มรื้นขึ้นปริ่มขอบตาอีกครั้ง“แม่ขอโทษนะลูก ที่ทำให้หนูต้องมาลำบากไปด้วย”เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่พวกตนสามคนพ่อแม่ลูกต้องระเหเร่ร่อนนอนตามบังกะโลหรือห้องพักราคาถูก สาเหตุเพราะต้องหนีตำรวจที่ตามหาตัวเธอไปรับโทษในคดีที่ก่อเอาไว้...เธอฆ่าคนตาย!วันที่เกิดเรื่อง หลังจากบุษราคัมใช้หินในห้องน้ำทุบศีรษะนักเลงคุมบ่อนคนหนึ่งที่ตั้งใจจะข่มขืนตนจนตาย ชายผู้นี้ ตนกับสามีต่างก็รู้จักดีเพราะเคยทำงานด้วยกันบนเรือสำราญเมื่อหลายปีก่อน
ทับทิมได้แต่นอนพลิกตัวไปมาเพราะไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เพราะสมองมันคอยแต่จะผุดภาพวาบหวามที่เพิ่งผ่านพ้นไปขึ้นมาอยู่เสมอ“เฮียบ้า!” มาหลอกให้ใจแตกจนได้ เพียงแค่คืนเดียว เขาก็สอนเธอถึงสองบทเรียนซ้อน!ออรัลเซ็กซ์...หญิงสาวเคยแต่ได้ยิน หรือได้เห็นภาพมา เพิ่งเคยได้สัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตนเองก็คราวนี้ความรู้สึกมันหวิวไหวเหมือนใจจะขาดรอน ๆ ยิ่งเขาปฏิบัติกับเธอด้วยความอ่อนโยน ถามไถ่อย่างเอาใจใส่ ทั้งยังทำตามที่รับปากไว้ คือไม่มีการล่วงล้ำสอดใส่หากเธอไม่เต็มใจ ทับทิมก็ยิ่งรู้สึกว่าตนกำลังตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ลึกล้ำลงไปทุกทีคราวนี้ใครจะเอาเชือกมาโยนไว้ปากหลุมเพื่อให้เธอปีนขึ้นมา เกรงว่าคงเป็นเธอเสียเองที่จุดไฟเผาเชือกนั้นทิ้งไปดูท่า เธอคงถูกเขาหลอกล่อจนทำให้ติดอกติดใจเสียแล้วกระมังบอกใครก็คงไม่มีใครเชื่อ ว่าคุณนวัช แสนบุศย์ เจ้านายผู้สุขุมนุ่มลึกของทุกคนนั้น แท้จริงแล้







