Masukทับทิมพยายามโทรศัพท์หาบิดากับแม่เลี้ยงตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่ว่าจะกดโทร. ไปกี่ครั้งก็ไม่เคยติด ราวกับว่าทั้งคู่ปิดเครื่องไว้เพื่อไม่ให้ใครติดต่อได้ หญิงสาวถอนหายใจแผ่วขณะวางโทรศัพท์มือถือไว้ข้างตัว แล้วเอนหลังพิงไปกับพนักโซฟา เงยหน้ามองพัดลมติดเพดานอันแสนเก่าคร่ำคร่าที่กำลังหมุนเพื่อคลายความร้อน
เจ้าถุงทองเดินต้วมเตี้ยมเข้ามาหาหญิงสาว มันพยายามกระโดดขึ้นมานั่งบนโซฟา แต่พลาดเป้าจึงทำให้ตัวไถลลงพื้น กระนั้นมันยังไม่ละความพยายาม ลองกระโดดขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันสามารถขึ้นมายืนบนโซฟาได้อย่างมั่นคง
“เก่งมากถุงทอง” ทับทิมยิ้มพลางยื่นมือไปลูบหัวเกาคางมัน แมวน้อยก็เอาหัวถูไถมือของเธออย่างออดอ้อน
“ยังติดต่อพ่อกับแม่ไม่ได้เลยถุงทอง จะทำยังไงดี อาทิตย์หน้าต้องจ่ายค่าหน่วยกิตแล้วด้วย”
ทับทิมยิ่งคิดยิ่งกลัดกลุ้ม ค่าหอพักกับค่าหน่วยกิตของตนนั้นบิดาจะเป็นคนรับผิดชอบ แต่ก็ใช่ว่าท่านจะมีเงินมาให้เธอได้ทุกครั้ง ดังนั้นหญิงสาวจึงต้องทำงานพาร์ตไทม์ในร้านก๋วยเตี๋ยวข้างมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเปิดตั้งแต่แปดนาฬิกาไปจนถึงสามทุ่ม แต่เธอไปทำงานตอนสิบหกนาฬิกาจนกระทั่งร้านปิด ได้ค่าแรงวันละสองร้อยบาทเพราะทำแค่ไม่กี่ชั่วโมง
ในแต่ละวัน ทับทิมพยายามกินอยู่อย่างประหยัด เพราะต้องเก็บเงินไว้จ่ายค่าหอพัก ส่วนค่าหน่วยกิตนั้นเธอจะบอกบิดาไว้แต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ท่านเตรียมเงิน ซึ่งบางเทอมท่านก็ไม่มีให้ แต่โชคดีที่เธอยังพอมีเงินเก็บในบัญชีบ้างจึงพอถูไถไปได้
ทว่า ช่วงนี้เธอไม่ได้ทำงานที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแล้ว เพราะร้านปิดตัวลงเนื่องจากขาดทุนต่อเนื่องหลายเดือน เงินที่ทับทิมเก็บหอมรอมริบไว้ก็ต้องนำไปจ่ายค่าเช่าหอพัก ตอนนี้ปิดเทอม เธอจึงกลับมาอยู่บ้าน อย่างน้อยก็ประหยัดค่ากินอยู่
“เฮ้อ...ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ คงต้องคืนห้องเพื่อเอาเงินค่าประกันล่วงหน้าไปจ่ายค่าหน่วยกิตก่อน แต่ถ้าคืนห้องไปแล้วฉันจะไปอยู่ที่ไหนล่ะถุงทอง จะไปขออาศัยกับเพื่อนก็เกรงใจเขาอีก...พ่อนะพ่อ ทำไมต้องปิดเครื่องด้วยนะ”
เธอไม่ต้องเดาก็รู้ ที่บิดากับแม่เลี้ยงพากันปิดโทรศัพท์เงียบหายไปทั้งคู่แบบนี้ ย่อมหมายความว่ากำลังหนีเจ้าหนี้แน่นอน เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจนชาชินเสียแล้ว
ทับทิมก้มลงมองเจ้าถุงทองที่ฟุบนอนอยู่ข้างตัว เธอลูบหัวมันอย่างแผ่วเบาพลางเอ่ยว่า
“ถ้าคืนนี้พ่อกับแม่ยังติดต่อไม่ได้ หรือยังไม่กลับมา แกค่อยขึ้นมานอนกับฉันที่ห้องนะถุงทอง จะได้ไม่ต้องถูกขังในสุ่มไก่”
ทับทิมหลับตาลง คิดในใจว่ากลับมาอยู่บ้านช่วงปิดเทอมคราวนี้ ไม่รู้ว่าจะมีงานให้ทำหรือไม่ เพราะทุกทีที่ปิดเทอม เธอจะหางานทำตามร้านอาหารที่ไม่ห่างจากหอพัก เพื่อเก็บเงินไว้เป็นค่าเช่า และค่ากินอยู่ในแต่ละวัน จะว่าไป ตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทับทิมก็แทบไม่ได้กลับมาบ้านหลังนี้ นอกเสียจากมีเรื่องจำเป็น หรือโอกาสพิเศษจริง ๆ จึงกลับมา
แต่ปิดเทอมครั้งนี้ ที่นั่นไม่มีงานให้เธอทำเลย ร้านอาหาร ร้านขายของหลายร้านต้องปิดตัวลงเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำ หลายร้านก็ลดลูกจ้างลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย สุดท้ายทับทิมจึงต้องกลับมาอยู่บ้านของตน
เธอไม่กล้าคาดหวังเรื่องเงินจากบิดากับแม่เลี้ยงอีกแล้ว ด้วยรู้ดีว่าทั้งคู่ไม่ได้ทำงานเป็นหลักแหล่ง หลายปีมานี้รายได้ที่ใช้จ่ายในบ้านล้วนเป็นเงินที่มาจากการพนันทั้งสิ้น โชคดีที่บ้านและที่ดินผืนนี้ไม่ได้เช่าเขาอยู่ เพราะที่นี่เป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ย่าที่เหลือทิ้งไว้ให้บิดาของเธอ
พลันนั้นใบหน้าขาวตี๋ ท่าทางดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีของใครบางคนก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด หญิงสาวลืมตาขึ้นทันทีพร้อมกับเด้งตัวนั่งหลังตรง
“จริงสิ! เฮียวัชไง ไปของานทำที่บ่อปลาแสนบุศย์ก็ได้นี่นา” เธอจำได้ เมื่อคืนเขาพูดเองว่าถ้ามีเรื่องอะไรก็โทรศัพท์หาเขาได้โดยไม่ต้องเกรงใจ เพราะฉะนั้น เธอคงต้องขอรบกวนเขาเรื่องนี้เสียแล้ว
อย่างไม่รอช้า ทับทิมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทร. ออกไปยังเบอร์ที่นวัชบันทึกเอาไว้ให้ทันที
รอสายไม่นานนัก เขาก็กดรับสาย แต่ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือไม่ น้ำเสียงของเขาฟังดูรีบร้อน และตื่นตระหนกอยู่บ้าง ทำให้เธอรู้สึกผิดไม่น้อยเพราะคิดว่าตอนนี้เฮียวัชน่าจะกำลังงานยุ่งอยู่
“ฮัลโหล มีเรื่องอะไรรึเปล่าทับทิม”
“เอ่อ...คือ คือว่า ตอนนี้หนูปิดเทอม อยากจะหางานทำ หนูขอไปทำงานที่บ่อปลาของเฮียได้ไหมคะ” ทับทิมกลั้นใจพูดจบในรวดเดียว ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ทำเอาเธอใจเสียไม่น้อยเพราะกลัวเขาจะปฏิเสธ แต่แล้วเขาก็ถามว่า
“อายุเท่าไรน่ะเรา”
“หนูยี่สิบแล้วค่ะ ดูบัตรประชาชนของหนูได้เลย หนูเรียนปีสามแล้วนะคะ” เขาคงคิดว่าเธอเป็นผู้เยาว์กระมัง เมื่อวานที่เจอกันครั้งแรก เธอสวมเสื้อยืดตัวใหญ่กับกางเกงขายาว ผมเผ้าก็ไม่ได้หวี คงดูเป็นเด็กกะโปโลในสายตาของเขา
นวัชเงียบไปอีกแล้ว ทับทิมกำลังจะเอ่ยปากเรียก ชายหนุ่มก็พูดขึ้นเสียก่อน
“มาคุยกันก่อนดีกว่า ตอนนี้เฮียอยู่ที่บ้าน เรามาหาเฮียที่บ้านละกัน”
“ได้ค่ะ!” เธอรับปากด้วยความดีใจ แต่เมื่อสายตาหันไปเห็นเจ้าถุงทองจึงถามเขาว่า
“หนูขอพาถุงทองไปด้วยนะคะ ไม่กล้าให้มันอยู่บ้านตัวเดียว”
“ได้ พามาเถอะ แล้วก็มาทางปกตินะ ไม่ต้องลอดรั้วมา มาถึงก็เดินเข้ามาในบ้านเฮียได้เลย”
“ได้ค่ะเฮีย งั้นแค่นี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูไปหา”
ทับทิมกดวางสาย ลุกขึ้นหยิบกระเป๋าผ้ามาคาดไหล่ หลังจากตรวจดูของในนั้นว่ามีกระเป๋าสตางค์กับกุญแจบ้านอยู่ก่อนแล้ว จึงหย่อนโทรศัพท์ลงไป จากนั้นจับลูกแมวมาใส่ในกระเป๋าผ้าด้วยเช่นกัน
เจ้าถุงทองร้องโวยวาย พยายามตะเกียกตะกายจะออกจากกระเป๋า หญิงสาวจึงพูดกับมันว่า
“อยู่ในนี้ไปก่อน เดี๋ยวแม่พาไปหาลุงคนเมื่อคืนนี้ไง” แต่มันไม่ยอมฟัง จะปีนออกมาท่าเดียว สุดท้ายเธอจึงต้องเอามือซุกในกระเป๋าเพื่อคอยลูบตัวและเกาคอให้มัน เธอไม่อยากอุ้มมันเดินไปเพราะกลัวว่าหากมันดิ้นจนเธอเผลอทำหลุดมือ มันคงวิ่งซนไปไหนต่อไหนจนเธอหาไม่เจอเป็นแน่
ขณะเดียวกัน นวัชส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มมุมปากหลังวางสายจากทับทิม สี่คำสุดท้ายที่เขาได้ยินนั้น ทำให้รู้สึกเหมือนตนเป็นอาเสี่ยที่กำลังเลี้ยงอีหนูสักคนอย่างไรอย่างนั้น
“เดี๋ยวหนูไปหางั้นหรือ เฮ้อ...เด็กน้อยเอ๊ย”
นวัชคิดแล้วก็อดแปลกใจตนเองไม่ได้ ปกติเขาไม่ค่อยชอบยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่น แต่กับทับทิมนั้นเขากลับรู้สึกถูกชะตาด้วยอย่างน่าประหลาด อาจเพราะชีวิตของเธอคล้ายกับเขาเมื่อก่อนกระมัง โดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่ง มีพ่อก็เหมือนไม่มี เขาจึงรู้สึกสงสารเวทนาเธอเป็นพิเศษ
ยิ่งตอนนี้สองสามีภรรยานักพนันนั่นไม่สามารถติดต่อได้ นราเทพบอกเขาว่าอีกฝ่ายน่าจะกำลังหนีเจ้าหนี้อยู่ จึงทำตัวหายเข้ากลีบเมฆไป และถ้าสุชาติกับอรดีหาเงินมาได้เมื่อไร เวลานั้นจึงค่อยโผล่หัวมา
และการที่ทับทิมมาของานเขาทำ ย่อมหมายความว่าเธอไม่มีเงินใช้จ่าย
หญิงสาวหลับตาเม้มปากแน่น เพื่อสะกดกลั้นเสียงครวญครางที่อาจเล็ดรอดออกจากปาก ไม่ว่าเขาจะปรนเปรอทำรักให้เธอกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เธอก็ยังรู้สึกขัดเขินเกินกว่าจะเงยหน้าสบตากับเขาได้ยิ่งร่างกายของเธอตอบรับกับปลายลิ้นของเขาอย่างน่าอาย สะโพกแอ่นขึ้น บดส่ายหมุนวนราวกับเร่งเร้าให้เขาส่งเธอให้ฝั่งโดยไว“ใจเย็นสิครับ” เสียงสั่นพร่ากระซิบแผ่วอยู่ตรงจุดอ่อนไหว ร่างอรชรสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีบางสิ่งค่อย ๆ แทรกเข้าไปในร่องรักอย่างเชื่องช้า และหมุนวนไปมาอยู่ในนั้นเขาถอนนิ้วออกแล้วดันเข้าไปใหม่ เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าสลับกันไป จากหนึ่งนิ้วเพิ่มเป็นสองนิ้วราวกับต้องการให้เธอค่อย ๆ เปิดรับ และคุ้นชินกับบางอย่างที่ใหญ่โตกว่านั้น โดยที่ปาก และลิ้นยังคงจดจ่ออยู่กับกลีบดอกไม้และปลายยอดของเกสรไม่ยอมผละห่าง“อ๊ะเฮีย!”ทับทิมครางกระเส่าเมื่อความรู้สึกที่คุ้นเคยเริ่มพุ่งสูงขึ้น ชายหนุ่มเห็นสัญญาณที่หญิงสาวส่งให้
“อะไรกันเฮีย มาไหว้พวกเราทำไม” อรดียกมือรับไหว้แทบไม่ทัน“ผมจะมาขอทับทิมกับอาทั้งสองคนครับ ผมรักทับทิม คิดว่าพวกอาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมกับทับทิมคบกันอยู่ ก็เลยอยากขออนุญาตให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะตั้งแต่แรกผมเองก็ไม่เคยมีเจตนาจะปกปิดเรื่องนี้ ทุกคนต่างรับรู้ ผมคิดว่าผมเองก็ควรต้องมาบอกเรื่องนี้กับอาทั้งสองคนด้วยตัวเอง”นวัชหันไปยิ้มให้ทับทิมที่ลงมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเขาเช่นกัน“เห็นไหม หนูบอกแล้วว่าเฮียวัชน่ะ ใจดีกับหนูจะตาย แม่ไม่ต้องห่วงหรอก”ทับทิมเอ่ยปากเชียร์แฟนหนุ่มของตนเองเต็มที่ จนอรดีได้แต่อ่อนอกอ่อนใจ เพราะตั้งแต่เจ้าตัวสารภาพว่าคบอยู่กับนวัช ทับทิมก็หมั่นพูดแต่ความดี ความน่ารักของเขาให้บิดามารดาฟังอยู่เสมอสองสามีภรรยาหันมองหน้ากันแล้วได้แต่ยิ้ม เพราะการที่อีกฝ่ายมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพวกตนเพื่อขอคบกับบุตรสาวด้วยตนเอง ก็นับว่ามีความจริงใจในระดับหนึ่งแล้ว
วันนี้นวัชอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เพราะถูกทับทิมงอนใส่เรื่องที่ปิดบังว่าบิดานำบ้านกับที่ดินมาจำนองไว้ตอนยืมเงิน และตอนนี้ที่ดินกับบ้านหลังนั้นก็เป็นของเขาแล้วตามกฎหมาย เพราะเมื่อครู่ สุชาติเพิ่งมาเซ็นเอกสารการมอบที่ดินผืนนั้นให้ เสร็จเรียบร้อยก็พาลูกเมียออกจากบ้านไป โดยบอกว่าจะไปหาของอร่อย ๆ กินในตัวเมืองตามประสาพ่อแม่ลูกตอนสุชาติมาเซ็นเอกสาร เขายังไม่ได้บอกเรื่องที่ตนคบหากับทับทิม เพราะอยากดูท่าทีของอีกฝ่ายก่อนว่าคิดเห็นอย่างไร เพราะเขาเชื่อว่าสองสามีภรรยาจะต้องรู้เรื่องของเขากับบุตรสาวแล้วเป็นแน่และเป็นไปตามคาด เมื่อสุชาติบอกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ที่กรุงเทพฯ กับภรรยา โดยปล่อยให้ทับทิมอยู่กับเขาที่นี่ และแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่บุตรสาวมาคบกับเขา แถมยังบอกให้เขาดูแลเธอเหมือนลูกหลานคนหนึ่งอีกต่างหาก...เหลี่ยมจัดจริง ๆจะว่าไปแล้ว เขากับสุชาติก็เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่ต่างกัน ต่างคนต่างแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และรอดูว่าใครจะเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน
สุชาติกับบุษราคัมหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดไม่ถึงว่าจะต้องทำถึงขั้นนี้ แต่กระนั้น หญิงสาวก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าวิธีนี้ได้ผล“แต่คนส่วนใหญ่เห็นหน้าบุษจากข่าวหมดแล้วนี่คะ ต่อให้เปลี่ยนชื่อ คนก็คงจำหน้าได้อยู่ดี”“ก็ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าซะสิ จะมีอะไรยากกัน ถ้าพวกเธอตกลง ฉันก็จะให้คนไปจัดการให้...เอาเป็นว่าฉันให้เวลาพวกเธอตัดสินใจละกัน”เสี่ยกานต์เอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขก ปล่อยให้สองสามีภรรยาปรึกษาหารือกัน“ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าหรือ นั่นสินะ ทำไมบุษนึกไม่ถึงเรื่องนี้”“บุษอยากทำไหม ถ้าไม่อยากทำ พวกเราก็หลบไปอยู่ที่อื่นกันสักพัก รอให้เรื่องซาลงแล้วค่อยหางานทำกันก็ได้นะ”สุชาติตามใจภรรยา เพราะถ้าเธอจะเปลี่ยนเป็นอีกหน้าหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จัก อย่างไรเสียเธอก็ยังเป็นคู่ชีวิตของเขาวันยังค่ำ เธอจะสวยน้อยลงก็ช่างมัน ดีเสียอีก จะได้ไม่ต้
สิบสี่ปีก่อนสุชาติเลี้ยวรถเข้าจอดในบังกะโลราคาถูกแห่งหนึ่งช่วงกลางดึก เขามองผ่านกระจกไปตรงเคาน์เตอร์สำหรับติดต่อเข้าพัก เห็นเพียงพนักงานชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งสัปหงกอยู่จึงหันไปบอกกับภรรยาว่า“พี่จะไปติดต่อห้องก่อน บุษกับลูกรอในรถก่อนนะ”บุษราคัมพยักหน้าก่อนหลุบตามองบุตรสาววัยหกขวบที่กำลังนอนหลับตาพริ้มบนตักของตน น้ำตาที่เหือดแห้งไปเริ่มรื้นขึ้นปริ่มขอบตาอีกครั้ง“แม่ขอโทษนะลูก ที่ทำให้หนูต้องมาลำบากไปด้วย”เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่พวกตนสามคนพ่อแม่ลูกต้องระเหเร่ร่อนนอนตามบังกะโลหรือห้องพักราคาถูก สาเหตุเพราะต้องหนีตำรวจที่ตามหาตัวเธอไปรับโทษในคดีที่ก่อเอาไว้...เธอฆ่าคนตาย!วันที่เกิดเรื่อง หลังจากบุษราคัมใช้หินในห้องน้ำทุบศีรษะนักเลงคุมบ่อนคนหนึ่งที่ตั้งใจจะข่มขืนตนจนตาย ชายผู้นี้ ตนกับสามีต่างก็รู้จักดีเพราะเคยทำงานด้วยกันบนเรือสำราญเมื่อหลายปีก่อน
ทับทิมได้แต่นอนพลิกตัวไปมาเพราะไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เพราะสมองมันคอยแต่จะผุดภาพวาบหวามที่เพิ่งผ่านพ้นไปขึ้นมาอยู่เสมอ“เฮียบ้า!” มาหลอกให้ใจแตกจนได้ เพียงแค่คืนเดียว เขาก็สอนเธอถึงสองบทเรียนซ้อน!ออรัลเซ็กซ์...หญิงสาวเคยแต่ได้ยิน หรือได้เห็นภาพมา เพิ่งเคยได้สัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตนเองก็คราวนี้ความรู้สึกมันหวิวไหวเหมือนใจจะขาดรอน ๆ ยิ่งเขาปฏิบัติกับเธอด้วยความอ่อนโยน ถามไถ่อย่างเอาใจใส่ ทั้งยังทำตามที่รับปากไว้ คือไม่มีการล่วงล้ำสอดใส่หากเธอไม่เต็มใจ ทับทิมก็ยิ่งรู้สึกว่าตนกำลังตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ลึกล้ำลงไปทุกทีคราวนี้ใครจะเอาเชือกมาโยนไว้ปากหลุมเพื่อให้เธอปีนขึ้นมา เกรงว่าคงเป็นเธอเสียเองที่จุดไฟเผาเชือกนั้นทิ้งไปดูท่า เธอคงถูกเขาหลอกล่อจนทำให้ติดอกติดใจเสียแล้วกระมังบอกใครก็คงไม่มีใครเชื่อ ว่าคุณนวัช แสนบุศย์ เจ้านายผู้สุขุมนุ่มลึกของทุกคนนั้น แท้จริงแล้







