เข้าสู่ระบบทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก ทั้งมีนรดาและขวัญข้าวก็ก้าวออกไปยังโถงทางเดินหน้าห้องเลคเชอร์ชั้น 4 ของตึก C
ขวัญข้าวยังคงพูดไม่หยุดตามประสาคนตื่นเต้น แต่มีนรดากลับนิ่งเงียบลงเรื่อย ๆ บรรยากาศชั้นนี้แตกต่างจากข้างล่างโดยสิ้นเชิง สงบกว่า... แต่ก็รู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ซ่านมาอย่างประหลาด เมื่อทั้งคู่ผลักประตูห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่เข้าไปสายตาหลายคู่ก็หันมามองทันที ราวกับการมาถึงของพวกเธอคือจุดสนใจใหม่ของเช้านี้ แต่สิ่งที่ทำให้มีนรดาชะงักฝีเท้าคือ ชายหนุ่มตัวสูงเด่นใบหน้าหล่อคมที่นั่งอยู่กลางห้อง เขานั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เอนตัวในท่าทางสบาย ๆ หูฟังโอเวอร์เอียร์ยังสวมอยู่รอบคอ แววตาเรียบนิ่ง...ข้างเขามีเก้าอี้ว่างสองตัว ขวัญข้าวแสยะยิ้ม นี่หมอนี่ท่าจะชอบเพื่อนเธอจริงๆ แฮะ เขาเหลือบตามองสองสาวเพียงแวบเดียวเมื่อพวกเธอเดินเข้ามา เขาจ้องจิกแรงที่มีนรดาอีกแล้ว… ขวัญข้าวคิด และเมื่อเดินเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ ขวัญข้าวนั้นไม่พลาดเรื่องสัญญาณเล็ก ๆ ที่สายตาเขาส่งมา เขาไหวใบหน้าและมองลงที่เก้าอี้ข้างๆ ตัวเอง มีนรดาจ้องเขาเชิงคำถาม หรือว่าเขา… “นั่งสิบัดดี้” ทันทีที่ปากหยักหนาได้รูปเอ่ยบอกกัน คนที่กำลังยืนนิ่งค้างก็อึ้งกิมกี่ในทันที …นี่เขาเป็นบัดดี้เธอจริงๆ ด้วย แต่เดี๋ยวนะ จะไม่ให้เธอตามหาเขาเลยหรอ นี่เล่นเฉลยง่ายๆ แบบนี้เลยหรอ แล้วเดี๋ยวนะ แล้วเขารู้ได้ยังไงว่าเธอคือบัดดี้ “ขยับเข้าไปได้แล้วมีน ฉันจะได้นั่ง” เสียงขวัญข้าวกระเซ้าเพื่อนให้เข้าไปนั่งตรงกลาง เธอจะได้นั่งบ้าง “อ่ะ…เอ่อ...อื้ม…” ยัยมีนนะยัยมีนเป็นคนติดอ่างไปซะได้ มีนรดาขยับตัวอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เข้าไปนั่งกลางระหว่างชายหนุ่มกับเพื่อนสาว หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะระเบิด ดีนะที่ภายในห้องไม่ได้เงียบจนเกินไป ไม่งั้นมีหวังเขาได้ยินเสียงจังหวะหัวใจของเธอแน่ๆ แล้วยิ่งกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ จากตัวเขาลอยมากระทบจมูก กลิ่นหอมสะอาด เย็น และน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน ทำให้หญิงสาวยิ่งรู้สึกประหม่า “นี่นาย จำเราได้ใช่ป่ะ รถคันที่ชนกันเมื่อวาน” ขวัญข้าวเอ่ยโพล่งขึ้น “อื้ม…” เขาพยักหน้าและมองข้ามหญิงสาวที่นั่นตรงกลางอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตากัน ตอนนี้คนตัวเล็กแทบจะหดตัวมุดโต๊ะเลคเชอร์หนี ก็ระยะประชิดขนาดนี้ แล้วใบหน้าเขา ก็เข้ามาใกล้เธอซะขนาดนั้น ใบหน้าเขาเกลี้ยงเกลาสะอาดมาก ทำเอาคนแอบมองแทบอกจะแตก… แล้วเราต้องพูดอะไรกับเขาไหมนะ ต้องถามอะไรไหมนะ ในขณะที่มีนรดากำลังครุ่นคิด ขวัญข้าวก็ถามขึ้นซะก่อน “ทามม์ นายชื่อทามม์ใช่มะ?” เขาหลับตาช้าๆ พยักหน้าก่อนตอบ “อืมม…ใช่” “นายรู้ได้ไงว่ายัยมีนเป็นบัดดี้นายอ่ะ” ทีนี้คนตัวสูงถึงกับหลุดขำ “ก็โปรแกรมสุ่มจับบัดดี้ไง” “ห๊ะ!!” ขวัญข้าวแทบไม่อยากจะเชื่อหู คือมันก็ต้องไปตามหาบัดดี้ด้วยตนเองอีกไหมอ่ะ แล้วนายนี่รู้ได้ไง อย่าบอกนะแค่แอดไลน์ก็รู้เลย แต่คำตอบที่ได้ฟังทำเอาขวัญข้าวอึ้งไปกันใหญ่ “สัญชาตญาณน่ะ…” เขาหัวเราะหึในลำคอ “สัญชาตญาณเรามันบอกว่างั้น” คนได้ฟังถึงกับลอบมองกัน เธอเผลอจ้องตาเขาครู่หนึ่งแล้วก็เผลอเลื่อนสายตาหลุบมองต่ำลงมาเรื่อยๆ จนมาหยุดค้างที่ริมฝีปากหยักหนาสวยได้รูปของเขา ทำไมมันดูดีขนาดนี้นะ เธอบ้าไปแล้วยัยมีน และเมื่อเธอหันไปสบตาเขาอีกครั้ง ก็พบว่าเขาก็มองริมฝีปากของเธอเช่นกัน ก่อนที่มันจะเลื่อนขึ้นมาประสานสายตากันอีกรอบอย่างไม่ค่อยปกติสักเท่าไหร่ “นายรู้ตั้งแต่แรกแล้วใช่มั้ยว่าเราคือบัดดี้?” เสียงของมีนรดาดังขึ้นเบา ๆ ระหว่างที่ห้องเลคเชอร์ยังคงเต็มไปด้วยเสียงกุกกักเตรียมเรียน ธามาธรหันมามองเธอด้วยสายตานิ่ง ๆ แล้ว...ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “รู้สิ ก็ชื่อเล่นมีน ตึก C มีแค่มีนเดียว” เขาตอบเรียบ ๆ น้ำเสียงนิ่งชวนเคลิ้ม ทั้งที่ในใจจริงกำลังขำตัวเองที่แอบใช้ “ระบบดูชื่อ” จากโปรแกรมหลังบ้านของมหาลัย อย่างคนขี้โกงหน้าตาย… “ดีจังเลยนะมีบัดดี้แบบไม่ต้องหา” ขวัญข้าว เอ่ยแซวอย่างติดตลก ขณะวางกระเป๋าและเตรียมจดเลคเชอร์ ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรต่อ เสียงใส ๆ ก็แทรกเข้ามาด้านหลังของคนทั้งสาม “บัดดี้ เราขอนั่งด้วยคนสิ~” ถุงแป้ง อรจิรา หญิงสาวผมลอนนุ่มในชุดนักศึกษาที่ดูพรีเมียมเกินมาตรฐาน ใบหน้าแต่งมาอย่างละมุนแต่เฉี่ยวคม เธอยิ้มหวานขณะขยับเข้ามาใกล้แถวของคนตัวสูงอย่างมีจริต “ว้าว…มาแล้วหรอถบัดดี้” ขวัญข้าวพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ถุงแป้งหัวเราะตาม แต่สายตากลับ “เลย” ไปมองอีกคนที่นั่งข้าง ๆ ชายหนุ่มที่เธอพยายามเข้าหาอยู่เงียบ ๆ มาตลอดแม้เขาจะไม่เคยตอบโต้ หรือแม้แต่ยิ้มให้เลยสักครั้ง แต่การได้เห็นเขาใกล้ขนาดนี้…ก็ยังทำให้หัวใจเต้นแรงอยู่ดี “นายจำฉันได้มั้ย เราเจอกันบ่อยๆ” (เธออยากพูดแบบนั้น...แต่เขากลับทำหน้าเฉย ๆ ราวกับจำไม่ได้) “งั้นฉันขอนั่งตรงนี้เลยนะ~” ถุงแป้งขยับตัวนั่งลงด้านหลังธามนาธรอย่างพอดิบพอดี พร้อมโปรยยิ้มไปทั่วอย่างเป็นมิตร แต่ไม่ได้รับความสนใจจากเขาแม้แต่น้อย ชายหนุ่มแค่หันกลับมามองสมุดตรงหน้า…ก่อนจะกระซิบกับมีนรดาเบา ๆ “เราลืมเอาปากกาโน๊ตมา มีนโน๊ตเผื่อเราด้วยนะ แล้วส่งไฟล์ให้เราด้วย” น้ำเสียงนั้นไม่ดัง แต่ก็ชัดเจนพอจะทำให้มีนรดาหันหน้าหนี…ซ่อนแก้มร้อน ๆ แดง ๆ ของตัวเองไว้แทบไม่ทัน “อ้อ…อื้ม…ได้สิ” คนตัวสูงรู้สึกร้อนวูบวาบ ไม่เป็นตัวเองเมื่ออยู่ใกล้กัน อาจารย์รายวิชาก็สอนไปตามปกติ เขาก็พยายามพิมพ์โน๊ตเท่าที่จะพิมพืได้ แต่พ่อคนมากเล่ห์เพทุบายแบบเขามีหรือที่จะไม่เข้าใกล้กัน เขาถามหัวข้อเกี่ยวกับรูปแบบและประเภทของสื่อ “หัวข้อนี้เราตามไม่ทัน… ขอมีนลอกหน่อย” น้ำเสียงเขายังเรียบนิ่ง แต่ดวงตา…กลับไม่ธรรมดา มันมีแววบางอย่างที่เธอไม่กล้ามองตรง ๆ มีนรดาขยับไอแพดมาใกล้เขาอย่างเงียบ ๆ แล้วในตอนนั้นเอง…ปลายนิ้วของเขา...แตะเข้ากับหญิงสาวเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่มันไม่ได้ "บังเอิญ" ขนาดนั้นหรอก เพราะคนเจ้าเล่ห์แอบส่งยิ้มมุมปากเบา ๆ เขาจงใจ!! เธอสะดุ้งเล็กน้อย แต่ยังพยายามตั้งใจจดสิ่งที่อาจารย์พูดอยู่หน้าห้อง “เป็นบ้าอะไรไปนะยัยมีน…” หัวใจเธอเต้นแรงเหมือนกลองชุดในวงโยฯ มือก็จับสไตลัสแน่นจนเหงื่อออก นี่ถ้าไม่มีเสียงอาจารย์ในห้องนะ… เขาคงได้ยินเสียงหัวใจของเธอดังโครมครามแน่ๆ ด้านหลัง… สายตาหลายคู่เริ่มเหลือบมองกัน โดยเฉพาะจากถุงแป้ง ที่นั่งหลังธามนาธรอยู่แค่เอื้อม เธอเห็นหมดทุกอาการ ทั้งการขยับเข้าใกล้ ทั้งการยิ้มเจ้าเล่ห์ ทั้งแววตาของเขาที่มองหญิงสาวข้าง ๆ ด้วยความสนใจอย่างไม่คิดจะปิดบัง “นังเด็กทุน…ก็แค่เด็กทุน” ถุงแป้งกัดฟันแน่นในใจ “เอาหน่า อย่างน้อยบ้านเราก็พอจะสนิทกับนายหล่อนี่มากกว่า…” ถุงแป้งพยายามคิดเข้าข้างตัวเอง ฝั่งขวัญข้าวเอง ก็ได้แต่นั่งยิ้มกรุ้มกริ่มแบบแม่ยก “โอ๊ยยยยย แม่จะไม่ทน มีนเอ๊ย…บัดดี้แกมันลุกแรงมาก” เธอสะกิดมีนรดาเบา ๆ แกล้งทำเป็นถามเรื่องเนื้อหา แต่จริง ๆ อยากจิ๊กรอยยิ้มเขิน ๆ จากเพื่อนให้ได้เต็มสองตา และมันได้ผล เพราะมีนรดายิ้มเจื่อน หน้าแดงระเรื่อจนเห็นได้ชัด ในหัวก็ยังวนเวียนกับเสียงเรียกนุ่มทุ้มเมื่อครู่ “เออนี่นายทามม์ คือว่ารถเราอ่ะที่นายชนไปเมื่อวาน วันนี้เข้าอู่ แล้วน่าจะได้จอดยาว งั้นเที่ยงขอติดรถไปกินข้าวด้วยสิ” ขวัญข้าวว่า เข้าทางเขาพอดีไหมล่ะพ่อ ไอ้พ่อเจ้าประคุณลุนโชครีบตอบตกลงอย่างไว “ได้สิ ฟู้ดคอร์ดที่นี่ก็ไกลเอาเรื่อง” “แต่คณะเราก็มีศูนย์อาหารนิ่ขวัญ” โอ้ย อีแม่อยากจะเบิ้ดกะโหลกยัยบื้อเสียจริง “ที่นี่เห็นว่าไม่อร่อยเท่าฟู้ดคอร์ดของมหาลัยนะมีน” พูดพลางหันมาขยิบตาใส่เพื่อนปริบๆ “งั้นเราไปด้วยสิขวัญ” เสียงบัดดี้จากด้านหลังเอ่ยแทรกขึ้น ทำเอาคนสูงกว่า 195 เซนติเมตรแอบไม่พอใจ ทำไมเขาจะไม่รู้จักยัยถุงแป้งอะไรนี่กันล่ะ “ก็ไปสิ ไปกันหลายคนสนุกดีออก” ขวัญข้าวพูด เพราะเธอจะได้มีเพื่อนคุย อีกอย่างจะได้ให้สองคนนั้นสนิทสนมกันมากขึ้นหน่อย ไม่นานนักสามสาวกับหนึ่งหนุ่มก็พากันลงไปด้านล่าง ก่อนจะมาถึงรถสปอร์ตคันหรูของคนตัวใหญ่ โดยที่สามสาวหันมองตากันอย่างนึกขำ “รถนาย…นั่งได้สองคนเนี่ยนะ” ขวัญข้าวเอ่ยขำๆ “งั้น…” ขวัญข้าวทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะพูด แต่แล้วถุงแป้งก็พูดแทรกขึ้นซะก่อน “งั้นพวกเราจะนั่งรถรางของมหาลัย นายก็ขับไปรอพวกเราที่นั่นเลยแล้วกัน” ที่เสนอตัวเพราะไม่อยากให้ยัยบัดดี้อะไรของเขานั่นได้นั่งข้างไปด้วย “งั้นก็นั่งรถรางไปกันหมดนี่แหละ” ปากหยักหนาเอ่ยบอก ทำเอาขวัญข้าวแทบขำ ‘นายนี่มันร้าย ลุกแรงเป็นบ้า’ “โอเคๆ งั้นนายขึ้นไปก่อนเลยทามม์” ขวัญข้าวจัดแจงเรื่องที่นั่ง “เอ้ายัยมีน ยังจะทำหน้าเหวออยู่อีก เข้าไปสิ” ขวัญข้าวทำหน้ายื่นเพื่อให้เพื่อนตัวเล็กเขยิบเข้าไปนั่งใกล้เขา แต่ก็ถูกอรจิราเข้าไปแทรกซะก่อน คนตัวสูงหันมองอรจิราอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะพูดเสียงเข้มว่า … “ตรงนี้ที่ของมีน บัดดี้ฉัน” เขาเอ่ยหน้าตึง จนในที่สุดถุงแป้งก็อดแหวใส่คนที่ทำมึนตึงใส่กันไม่ได้ “นี่นายจะแกล้งจำฉันไม่ได้ไปอีกนานมั้ยทามม์” ทีนี้เล่นเอาสองสาวหันมองตากัน อย่าบอกนะว่าพวกเขา… ขวัญข้าวจึงตัดสินใจโพล่งขึ้นถาม “นี่พวกนาย…รู้จักกัน?” อรจิราแค่นยิ้ม “ใช่!! พวกเรารู้จักกัน ก็พ่อของทามม์เป็นถึงเจ้าของมหาลัยที่นี่ และพ่อฉันก็เป็นรองคณะอธิการบดีที่นี่ เราเลยเคยเจอกันบ่อยๆ น่ะ” เธอเฉลย หมดแล้วหมดกัน ยัยนี่จะมาพูดเรื่องส่วนตัวของเขาทำไม มันทำให้คนตัวสูงไม่ชอบใจเป็นอย่างมาก ตรงกันข้ามกับอีกคน ที่ปกติเธอก็ตัวเล็กอยู่แล้ว แล้วยิ่งรู้สถานะของอีกฝ่าย เธอยิ่งเหมือนตัวเองตัวเล็กตัวน้อยเข้าไปใหญ่ เขาคือลูกชายของคนที่สนับสนุนเธอเองสินะ มีนรดาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่จู่ ๆ ก็เอ่อล้นขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอเบือนหน้ามองออกนอกหน้าต่างรถราง ปล่อยให้เสียงหัวเราะและบทสนทนารอบข้างไหลผ่านหูอย่างไร้ความหมาย “คนอย่างเขา...จะมามองคนธรรมดาอย่างเราได้ยังไง” เธอเผลอคิดในใจ น้ำเสียงในความคิดของตัวเองยังเจือความเศร้าและเจ็บแปลบอย่างห้ามไม่อยู่ เขาก็แค่บัดดี้ และที่ทำดีกับเธอเพราะเธอคือบัดดี้ของเขา บ้าไปแล้วป่ะยัยมีน คิดอะไรของแกเนี่ยความรักของคนเราไม่เคยเป็นเรื่องง่าย…ยิ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีมากกว่าคนสองคน มันยิ่งซับซ้อนและเปราะบาง พวกเขาทั้งสามต่างรู้ดีว่า ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ทุกวันจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจบางครั้งก็มีงอน มีน้อยใจ มีคำถามว่า…ใครรักใครมากกว่า หรือใครอาจเริ่มห่างไปโดยไม่รู้ตัว แต่ทุกครั้งที่เกิดรอยร้าว พวกเขาก็จับมือกันไว้แน่นขึ้นอีกครั้ง และเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน พวกเขาผ่านช่วงวัยรุ่นอันร้อนแรง และยังคงรักษาความผูกพันนั้นไว้ แม้ไฟรักจะไม่พลุ่งพล่านเหมือนวันแรก ๆ…แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยจางหายไป นั่นคือ ความรู้สึกว่า ‘เรายังเลือกกันอยู่’ ทุกวัน พวกเขายังคงเลือกที่จะใช้ชีวิตด้วยกันอย่างไม่ลังเลและในที่สุด ทั้ง รศ.ดร.กัลยาณี และ ศ.ดร.เรวัตร ก็ยอมรับผู้หญิงคนนั้นได้…ผู้หญิงที่ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก “มีนรดา” ที่ลูกชายทั้งสองคนต่างรักนักรักหนา ไม่ใช่เพราะเธอสวยหรือฉลาดล้ำเลิศ แต่เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อความรักเธอไม่เคยแยกพวกเขาออกจากกัน แต่กลับยินดีประคองหัวใจทั้งสองไว้ด้วยความเข้าใจและอ่อนโยนช่วงบ่ายวันจันทร์ที่บริษัทTAKORN MEDIA GROUPเสียงประชุมออนไลน์เพิ่งจบลงใน
นี่ก็ผ่านมาสามปีแล้วทุกคนต่างมีหน้าที่การงานที่ดี โดยที่มีนรดาก็มาทำงานเป็นผู้จัดการดารา ภายใต้บริษัทของ ธามนาธร ส่วนธีปกรณ์ก็เข้ามาดูแลเรื่องระบบซอฟต์แวร์วงจรไฟฟ้าอย่างเต็มระบบที่ไทย ตอนนี้ รศ.ดร.กัลยาณี ยอมพ่ายแพ้ต่อเด็กทั้งสาม พวกเขาจัดการตัวเองได้ดี แม้จะไปไหนด้วยกันสามคน แต่ก็ไม่เคยมีข่าวอะไรเสียๆ หายๆ ออกมาเสียงนาฬิกาบนผนังห้องประชุมชั้น 38 ของบริษัท AK Group ดังติ๊ก…ติ๊ก…อย่างเป็นจังหวะมีนรดาในชุดสูทลำลองเรียบหรู นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างบอสใหญ่ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเขาคือเจ้าพ่อธุรกิจบันเทิงหน้าใหม่มาแรงแห่งยุค ‘ธามนาธร อัครไพศาลกุล'ข้าง ๆ เธออีกคนก็ไม่ใช่ใครอื่น ‘ธีปกรณ์ อัครไพศาลกุล' วิศวกรหนุ่มสุดเนิร์ดที่กำลังเป็นหัวหน้าฝ่ายระบบเทคโนโลยีไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ของบริษัทในเครือทั้งสามนั่งอยู่เคียงกัน เหมือนเป็นทีมทำงานธรรมดา…หากแต่ใครจะรู้ ว่าเมื่อม่านทำงานปิดลง และประตูบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกนี้ถูกปิดสนิท…พวกเขาคืออีก “เวอร์ชันหนึ่ง” ที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็น“เลิกงานแล้วไปกินกันมั้ย?”ธามนาธรเอนตัวเข้ามากระซิบเบา ๆ ข้างใบหูเธอ ขณะที่มือก็วางบนต้นขาเนียนใต้โต๊ะประชุม มีนรด
หลังจากความอึดอัดผ่านพ้นไป ทั้งสามต่างโล่งใจมากขึ้น ตอนแรกที่กะว่าจะพากันออกไปฉลองที่ร้านไหนสักแห่ง สุดท้ายก็ฉลองกันที่เพนต์เฮาส์ของสองแฝด เพราะที่นั่นมีความเป็นส่วนตัวสูง และอีกอย่างจะได้ทำอะไรประเจิดประเจ้อได้ตามใจ สองพ่อครัวจำเป็น และหนึ่งผู้ช่วยสาวสวยต่างพากันทำอาหารอย่างขะมักเขม้นกลิ่นหอมของเนยกระทะร้อนลอยอบอวลไปทั่วห้องเสียงหั่นผักกรอบ ๆ ดังเคล้ากับเสียงหัวเราะเบา ๆ จากสามคนที่ยืนล้อมเคาน์เตอร์ครัวมีนรดายืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองร่างสูงเธอสวมเสื้อเชิ้ตผู้ชายตัวใหญ่ที่ยืมมาใส่แทนผ้ากันเปื้อน ผมถูกรวบลวก ๆ ไว้ด้านหลัง ขณะที่กำลังหั่นแครอทอย่างตั้งใจ แต่ดูเหมือนสมาธิของเธอจะโดนรบกวนทุกสามวินาที...จุ๊บ!“อ๊ะ...”เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อโดนข้างแก้ม คนที่ยืนอยู่ข้างขวา ธีปกรณ์หอมเธอเบา ๆ แล้วก็รีบยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“เหมือนจะซอยเก่งขึ้นนะ...” เขากระซิบใกล้ใบหู คำว่าซอยเก่งขึ้นที่เขาจงใจพูด ทำเธอขนลุกซู่“แกล้งกันเหรอ...” เธอบ่นอุบเบา ๆ แต่ก็ยังยิ้มไม่หุบยังไม่ทันหันไปไหน อีกฝั่งก็เริ่ม… มือหนาของธามนาธรยื่นมาช่วยจับมือเธอให้มั่นช่วยหั่น ก่อนจะก้มลงหอมผมเธอเบาๆฟอด ...“อยากกิ
“แม่ครับ...”ธามนาธรพูดเสียงนิ่ง“ผมรักมีน”“ผมเองก็รักเธอ”ธีปกรณ์พูดต่อในทันที“โอ้ยฉันอยากจะเป็นลม” กัลยาณีถึงกับเข่าแทบทรุดคำพูดของสองหนุ่มทำให้มีนรดาถึงกับนิ่งอึ้ง มือเล็กของเธอบีบเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงเหมือนกำลังถูกบีบจากทุกทิศ เธอจ้องมองแค่โต๊ะไม้โอ๊คตรงหน้า ไม่กล้าสบตาใคร...แม้แต่เขาสองคนที่เพิ่งเอ่ยคำนั้นออกมารศ.ดร.กัลยาณี ถอนหายใจยาว เธอพิงตัวเล็กน้อยกับพนักเก้าอี้ แววตาไม่ใช่ความโกรธ แต่คือความผิดหวัง...ปนความหวาดกลัวของคนเป็นแม่ ก็มันมีที่ไหนกันที่ลูกชายจะชอบผู้หญิงคนเดียวกัน และกำลังช่วยกันเถียงแทนเธอ“พวกลูกยังเด็กเกินไป ทามม์ ไทป์”“พวกลูกอาจยังแยกไม่ออก...ระหว่างความรัก กับความใคร่” น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดุ ไม่ได้เข้ม แต่นั่นกลับยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งกว่าที่เคย“อีกอย่าง...” เธอพูดต่อ“วัยหนุ่มสาว...ความรู้สึกมักซับซ้อน รุนแรง แล้วก็เปราะบาง” “บางครั้งสิ่งที่คิดว่าใช่ มันอาจจะไม่ใช่เลยก็ได้”ธามนาธรขมวดคิ้วเล็กน้อยธีปกรณ์กำมือแน่นมีนรดาเม้มปากแน่น ก่อนจะหลุบตาต่ำ“ฉันไม่ได้เกลียดหนูนะมีน แค่อยากให้หนูลองคิดในมุมของความเป็นจริง”“ฉันรู้...หนูเ
ข่าวลือเป็นเหมือนควัน…มันลอยไปเร็วกว่าเสียง และตอนนี้ควันที่ชื่อว่า “เรื่องลูกชายเจ้าของมหาวิทยาลัยกับเด็กทุนสาวน้อย” กำลังลอยถึงกรุงเทพฯแล้วห้องทำงานขนาดใหญ่ในบ้านทรงไทยประยุกต์กลางเมืองหลวง เงียบสงัดจนได้ยินเสียงนาฬิกาดิจิตอลทำงานศ.ดร.เรวัตร นั่งไขว้ขาอยู่ตรงปลายโต๊ะ กระดาษแฟ้มสีเทาถูกวางไว้เบื้องหน้า ข้างในเต็มไปด้วยภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นภาพจากกล้องซูมไกล รายละเอียดคมชัดพอจะเห็นรอยยิ้มระหว่าง มีนรดา ธามนาธร และธีปกรณ์...รวมถึงภาพที่ “ผู้เป็นพ่อมองแล้วแทบคลั่ง” ชายสูงวัยหยิบภาพขึ้นดูเงียบ ๆ แล้วหันไปมองชายคนสนิทที่รายงานอยู่“แน่ใจนะว่าไม่ใช่หนูถุงแป้งกับหนูไอรดา?”เสียงของ ศ.ดร.เรวัตร ยังคงนิ่งเย็น แต่น้ำเสียงใต้คำถามนั้นคือความเคลือบแคลงปนไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดเลขาส่วนตัวพยักหน้าอย่างมั่นใจ“ครับ ไม่ใช่แน่นอน ภาพนี้ถ่ายตอนตีหนึ่งจากรีสอร์ต”“มีผู้หญิงสองคนครับที่คุณทามม์กับคุณไทป์หิ้วปีกไป แต่ภาพอีกชุดที่ได้จากกล้องฝั่งขวาของรีสอร์ตนั้น...”เขาหยิบภาพอีกใบจากแฟ้มมาวางลงตรงหน้า“...คุณทามม์กับคุณไทป์พาผู้หญิงเข้าไปในห้องด้วยกันแค่คนเดียวครับ”เสียงในห้องเงียบลงทันที ราวกับอากาศเย็น
แสงแดดอ่อน ๆ สาดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องพักหรูริมดอย บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงสายลมจากด้านนอกที่ยังคงมีหมอกหนา กับเสียงหายใจของทั้งสามที่ประสานกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่มีนรดาเพิ่งขยับตัวเล็กน้อยก็รู้สึกได้ทันทีถึงสัมผัสหนัก ๆ ที่โอบอยู่ทั้งสองข้าง แขนแกร่งของธีปกรณ์ยังคงกอดเอวเธอไว้แน่น ส่วนธามนาธรก็ซุกใบหน้าอยู่ที่ซอกคอเธอ พร้อมมือหนาที่พาดอยู่เหนือหน้าอกด้านหนึ่งอย่างเจ้าของตัวจริง แล้วก็พานนึกไปถึงเรื่องเมื่อคืน เธอเมา เธอเมาแหละ แต่ก็มีสติมากพอที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร พอนึกมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกใบหน้าร้อนเห่อขึ้นมา ‘จะมาอายอะไรกันตอนนี้ห๊ะยัยมีน’ขาทั้งสองข้างยังเมื่อยล้าจากกิจกรรมที่ยาวนานจนถึงตีห้า ร่างกายเปลือยเปล่าของเธอแนบชิดกับผิวกายอุ่นร้อนของทั้งสองอย่างแนบแน่น ในขณะที่เอวข้างขวารู้สึกเหมือนมีแท่งอุ่นร้อนบดเบียดจนแน่น และในขณะที่หน้าขาอีกฝั่งก็เหมือนจะถูกเจ้าแท่งหนาร้อนทิ่มแทงบดเบียดไม่ต่างกัน คนคิดลามกยิ่งหน้าเห่อร้อนไปกันใหญ่เธอขยับตัวช้า ๆ พยายามจะลุกขึ้นโดยไม่ปลุกใคร... แต่พอผละออกเบา ๆ ก็มีเสียงงัวเงียตามมา“จะไปไหน…” เสียงทุ้มของธีปกรณ์ยังติดงัวเงีย“กลับห้อง...เดี๋ยว
“อ๊ะ!!...ทามม์...” เธออุทานเสียงเบา แต่ไม่ได้ขัดขืนประตูบ้านพักอีกหลังถูกเปิดออกด้วยแรงผลักเบา ๆมีนรดายังมึน ๆ กับสถานการณ์ แต่หัวใจกลับเต้นแรงราวกับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ร่างบางในชุดเดรสที่รัดทรวดทรงถูกช้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว แขนแกร่งของธามนาธรอุ้มเธอไว้แน่น ขณะที่ธีปกรณ์เดินตามกันมาติด ๆ สายตาทั้งค
ธีปกรณ์ไม่ได้ไปอังกฤษอย่างที่แพลนเอาไว้ เพราะ ศ.ดร.เรวัตร รู้ทุกเรื่องและก็เป็นห่วงความรู้สึกลูกชายคนเล็ก ธีปกรณ์เป็น introvert ที่เข้าข่ายเสี่ยงเป็นซึมเศร้าได้สูง ด้วยความที่มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแค่สองคน ผู้เป็นพ่อจึงพยายามแนะนำลูกสาวของคนในแวดวงให้ทั้งสองแฝดได้รู้จักพวกเขาห่างกันกับมีนรดาได้สัก
หลังจากบทสนทนาที่เงียบงันราวโลกหยุดหมุน ธีปกรณ์ก็วางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเหลือบตามองหญิงสาว ก่อนจะก้าวออกจากห้องไปเงียบ ๆ“นั่นนายจะไปไหน?” เธอหันมองตามไม่มีคำตอบใดตอบกลับมา เมื่อเขาไม่พูดอะไรเธอแค่มองแผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินหายออกไปจนลับตาห้องทั้งห้องกลับมาเงียบงันอีก
ห้องทั้งห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงกล่องปฐมพยาบาลที่ถูกเปิดออก กับเสียงลมหายใจสะอื้นเบา ๆ ของหญิงสาวที่ยังไม่สามารถทำใจรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มีนรดานั่งลงข้าง ๆ ชายหนุ่มที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เลือดที่มุมปากยังคงซึมออกเล็กน้อย เธอเอื้อมมือไปแตะสำลีชุบน้ำเกลือเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ซับเลือดออกจากผิวเขาโ







