เข้าสู่ระบบ“ว๊ายยยยยยย!!”
เสียงของมีนรดาดังลั่น พร้อมกับเสียง โคร่มมม!! ที่สะเทือนไปทั้งรถ โคร่มมม!! “ว่าแล้ววว…” เสียงขวัญข้าวบ่นพึมพำในลำคอเมื่อชนเข้าอย่างจังกับรถสปอร์ตคันหนึ่งตรงวงเวียนใหญ่หน้ามหาลัย คนขับไม่ได้เหวอ แต่ตกใจนิดหน่อย แล้วรีบเปิดประตูลงมา ทันทีที่ขวัญข้าวเห็นใครบางคนก็นิ่งอึ้งไปเลย คือเขา... หล่อชะมัด ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตพับแขนสีเทาเข้ม กางเกงขายาวเรียบเนี้ยบ ผมสีน้ำตาลเข้มเซตแบบไม่ตั้งใจ กับความสูงที่แบบว่า โอ้แม่เจ้า…สูงมากกกก อย่างกับดาราจีน ใบหน้าเฉียบคมแฝงความเย็นชาอยู่หน่อยๆ ดวงตาคู่นั้นตวัดมองรถที่เพิ่งเฉี่ยวกัน...ก่อนจะหันมาสบตาหญิงสาวอีกคนที่กำลังเปิดประตูลงมาใหม่ ขวัญข้าวเดินไปดูข้างๆ รถก่อนทำหน้าเสีย มีหวังพ่อให้คนที่บ้านคอยมาตามรับตามส่งเธอแน่งานนี้ “โอ๊ยยยย! บ้าจริง! ฉันเบรกแล้วนะ ทำไมนายไม่ชะลอเลยล่ะเนี่ย!” เธอแหวจิกเขาเบาๆ “คุณขับเร็วไปหน่อยนะครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ “….” “ก็ทางมันโล่งอะ” ขวัญข้าวว่าอย่างหัวเสียเล็ก ๆ ชายหนุ่มปรายตามองขวัญข้าวด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะเบือนกลับมาสบตากับหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้กว่าใกล้จนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของเธอ หญิงสาวตัวเล็ก ผิวขาวจัด ริมฝีปากเม้มแน่น สายตาเหมือนจะหลบ แต่กลับกล้าสบตาเขาอย่างดื้อรั้นอยู่ลึก ๆ มือทั้งสองของเธอจิกบีบกันแน่น แน่นจนซีดขาวราวกับไก่ต้ม เธอกลัวเหรอ... หรือแค่ประหม่า…เขาคิด เขาเผลอจ้องเธออยู่นาน นานพอให้เจ้าตัวสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อหันไปประสานกับสายตาคมของเขาอีกครั้ง “คุณ...โอเคมั้ย?” เขาถามเบา ๆ ไม่ใช่กับขวัญข้าว แต่กับเธอนั่นแหละ…มีนรดา หญิงสาวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ข่ะ...ค่ะ ฉัน…โอเคค่ะ” เธอตอบน้ำเสียงตะกุกตะกัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตื่นเต้นที่เห็นคนตัวสูงใบหน้าหล่อ หรือว่ายังตกใจกับสถานการณ์เมื่อครู่กันแน่ เขาหันมาถามเจ้าตอต้นเรื่องด้วยน้ำเสียงเย็นเรียบอีกตามเคย “คุณจะเรียกประกันเอง หรือจะให้ผมจัดการให้?” เขาถามเจ้าของรถด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม ขวัญข้าวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “คุณเรียกก็ได้ค่ะ” เธอตอบโล่งพร้อมถอนลมหายใจ “งั้น...ขอไลน์ไว้ติดต่อหน่อย พอดีผมมีธุระต้องไป” เขาพูดพลางปรายตามอง ‘มีนรดา’ อีกครั้ง ดวงตาคมเข้มนั่นสบตาเธอราวกับจะจับจ้องบางอย่างไว้ “เอาไลน์คุณมา เดี๋ยวฉันสแกน” ขวัญข้าวแทรกขึ้นพลางยื่นมือไปทำท่าขอโทรศัพท์จากเขา เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดคิวอาร์โค้ดและยื่นมือถือให้เธอ แต่พอขวัญข้าวควานหาโทรศัพท์ตัวเอง...แบตเจ้ากรรมก็ดับพอดี “อะไรวะ แบตหมดเฉย...มีน แกเอาโทรศัพท์แกแอดไว้หน่อยสิ” มีนรดาชะงักเล็กน้อย มือเธอสั่นน้อย ๆ แต่ก็คว้านหาโทรศัพท์ในกระเป๋าผ้า หยิบมาเปิดโปรแกรมไลน์ของตัวเองก่อนจะยื่นมันออกไปให้เขา เขายื่นมือถือเข้ามาใกล้ มีนรดายื่นโทรศัพท์ขึ้นสแกน พร้อมเสียง ติ๊ง เบา ๆ ชื่อไลน์ของเขาปรากฏขึ้นชัดเจน “Time” เธอเผลอสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาช้อนมองเขาอย่างไม่ตั้งใจ เขาเองก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะกดบันทึก แล้วแกล้งก้มลงทำเป็นอ่านข้อความที่โชว์บนจอ “Mean…” เขาอ่านชื่อนั้น คล้ายกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน ...และใช่ เขานึกถึงชื่อจากโปรแกรมสุ่มจับบัดดี้เมื่อเช้านี้ ตอนนั้นเขาไม่ได้เข้าร่วมนิเทศแต่เขาก็รู้ได้เพราะเสียงเตือนสุ่มจับบัดดี้ดังขึ้น ‘มีน มีนรดา’ นามสกุลอะไรสักอย่าง เขาจำไม่ได้ ‘คณะนิเทศอินเตอร์’ “CAI” ‘เฟรชชี่ ปี 1’ เขามองหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง ชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยม รองเท้าผ้าใบขาวสะอาด ไม่มีโลโก้คณะติดอยู่ที่หน้าอกเสื้อเพราะเธอถอดเข็มกลัดออก แต่สายตาเขาก็สแกนทุกจุดแล้ว ใจเขาเริ่มปะติดปะต่อได้ทีละนิด แต่กลับไม่ถามอะไร “งั้นผมขอตัวนะครับ เดี๋ยวมีอะไรจะทักหาคุณแล้วกัน...คุณมีน” เขาเน้นชื่อนั้น “ค่ะ…” มีนรดาตอบเขาเสียงเบา พลางหลบตาใจโหวงไหวแปลกๆ เมื่อรถยนต์สปอร์ตสีดำด้านคันหรูขับไกลออกไป ขวัญข้าวก็พ่นลมหายใจอย่างโล่งอก “โอ้ยยย….หล่อลากไส้แม่เอ๊ย!” ขวัญข้าวเอาสองมือมากุมหัวใจตัวเองทำท่าทางเหมือนจะล้ม “แต่เขาจ้องจิกแกเป็นพิเศษน้าามีน เอ…หรือว่าหมอนั่นแอบชอบคนสวยของฉันเข้าให้แล้วล่ะเนี่ย” ขวัญข้าวพูดด้วยรอยยิ้มทำสีหน้าเคลิ้มฝัน “บ้า…ไม่หรอก” มีนรดาว่าเสียงสั่น พร้อมยังจับแขนเพื่อนหมุนไปหมุนมาเช็กว่าขวัญข้าวเจ็บตรงไหน “แต่เอะใจมั้ย? เมื่อกี้เขาถาม แก นะว่าโอเคมั้ย ไม่ได้ถามฉันเลยอะ” “ฉันว่า…ความสวยของแกคงไปสะดุดตาไอ้พ่อหนุ่มรถสปอร์ตดำด้านนั้นเข้าแล้วแหงๆ” “เลิกเป็นแม่สื่อได้แล้วมั้ยขวัญ” มีนรดาว่าให้ก่อนจะพูดกับเพื่อนสาวต่อ “อืมม…แต่ในไลน์เขาชื่อ ‘Time’ อ่ะ…ฉันไม่รู้ว่าจะใช่บัดดี้ฉันไหมนะ แต่ฉันไม่คุ้นหน้าเลย เหมือนไม่เห็นคนนี้ที่คณะด้วยนะ อาจจะไม่ใช่เขาหรอก” เธอคิดว่าอาจจะไม่ใช่ เพราะวันนี้ก็ไม่เห็นเขาตอนนิเทศ … เสียงฝนเริ่มโปรยลงมาบาง ๆ จากหน้าต่างบานเล็กของหอพัก มีนรดานั่งกอดเข่าบนเตียงขนาด 3.5 ฟุต ผ้าห่มสีเทาอ่อนคลุมถึงกลางอก มืออีกข้างถือโทรศัพท์แทบจะชิดใบหน้า หน้าจอเปิดค้างที่แชตไลน์ ด้านบนขึ้นชื่อว่า "Time" พร้อมภาพโปรไฟล์ที่มืดสนิท เขาตั้งโปรไฟล์แปลกๆ เธอมองจอนิ่ง ๆ อย่างครุ่นคิด ใช่เขารึเปล่านะ... หรือแค่บังเอิญชื่อคล้ายกัน? ปลายนิ้วเลื่อนขึ้นเล็กน้อยเพื่ออ่านข้อความก่อนหน้า ยังไม่มีอะไรเลย นอกจากประวัติการเพิ่มเพื่อนเงียบ ๆ เมื่อตอนช่วงเย็น ข้อความที่ขวัญข้าวพูดทิ้งไว้ยังดังก้องอยู่ในหัว “แต่เขาจ้องจิกแกเป็นพิเศษน้าามีน…” ริมฝีปากเธอเม้มเข้าหากันเบานิดหน่อย สายฝนข้างนอกดูเหมือนจะตกแรงขึ้น เสียงฝนกระทบกันสาด ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายก่อนจะผล็อยหลับไปจนถึงเช้า … มหวิทยาลับ MRU เสียงเจื้อยแจ้วของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยดังไปทั่วบริเวณ โดยเฉพาะใกล้ตึก C ขวัญข้าวเดินจูงแขนมีนรดาตามปกติ มืออีกข้างถือชานมไข่มุกพร้อมจ้อไม่หยุด “วันนี้ขอให้ฉันเจอบัดดี้ก่อนเถอะ… ฉันจะอ้อนจนได้พาไปเลี้ยงไอติมเลยคอยดู” “แล้วถุงแป้งเขาทักมาไหม?” มีนรดาถามยิ้มน้อย ๆ “ยังเลย และฉันก็ยังไม่ได้ทักถุงแป้งไปเหมือนกัน แค่แอดไลน์กันไว้เฉยๆ น่ะ” ทั้งสองเดินคุยกันหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะได้ยินเสียง… “กรี๊ดดดดดด!!!” “เขามาแล้ววววววว!!!” “โอ๊ยยย หัวใจจะวาย ทำไมวันนี้เขาหล่อขนาดนี้!!” เสียงแหลม ๆ และเสียงวิ่งจ้อกแจ้กของกลุ่มสาว ๆ ทำให้ทั้งมีนรดาและขวัญข้าวหยุดชะงักและหันไปมองที่มาของต้นตอของเสียงพร้อมกัน “เกิดอะไรขึ้นอะ?” ขวัญข้าวหยุดชะงัก “ไม่รู้สิขวัญ” ทั้งสองพยายามเขย่งตัวมองเหนือกลุ่มนักศึกษาที่มุงกันอยู่ตรงหน้า ก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำพอดีตัว กางเกงสแลคเข้ารูป รองเท้าหนังเรียบหรู ...เขาเดินเข้ามาช้า ๆ ในขณะที่หูยังสวมหูฟังโอเวอร์เอียร์สีดำด้านยี่ห้อดี แม้จะไม่มีเสียงเพลงใด ๆ เปิดอยู่ แต่เจ้าตัวก็ยังคงใส่มันเหมือนเป็นความเคยชิน และเพื่อหลีกเลี่ยงบทสนทนาจากสาวๆ เขามักจะเป็นแบบนี้มานานแล้ว เพราะขนาดอยู่ไฮสคูลที่ลอนดอน พวกสาวๆ ที่นั่นก็ไม่ต่างจากสาวๆ ที่ไทยเลย มักตอแยจนน่ารำคาญ ผมสีน้ำตาลเข้มของเขาตัดกับผิวขาวนวลอย่างมีเสน่ห์สายตาคมกริบไม่ได้มองใครโดยเฉพาะ เขาเดินตรงไปยังห้องเลคเชอร์ที่ตึก C ก่อนจะกดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 4 ขวัญข้าวหันมาสบตากันกับอีกคนที่มีท่าทางเหวอๆ “หล่อออออ ว่าแต่!! ทำไมเขาต้องไปชั้นเดียวกันกับพวกเราด้วยนี่สิ” ก่อนที่ขวัญข้าวจะชะงักกับคำพูดของตัวเองอีกครั้ง “บัดดี้!!” เธอหันมองมีนรดาก่อนว่าต่อ “อย่าบอกนะ นายทามม์อะไรนั่นคือบัดดี้เธอน่ะมีน” อย่าเชียวน๊าา ไม่งั้นอีแม่จะกรี๊ดในใจ เอาให้ดังลั่นฮอล์ไปเลย ไม่นานพวกเธอก็เข้าไปในลิฟต์และก็กดที่ชั้นสี่ “ฉันก็ไม่แน่ใจอ่ะขวัญ” แต่ถ้าใช่จริงๆ เราจะกล้าเข้าไปทักเขาไหมนะ หล่อดูดีขนาดนั้น แต่ก็เหมือนขวัญข้าวจะได้ยินสิ่งที่เธอคิด “แกก็ถามเขาออกไปตรงๆ เลยสิ จะมาอายอะไร นี่เราเรียนนิเทศการแสดงนะ ถ้าแค่นี้กลัว แล้ว ปี 2-3-4 ที่ต้องแคสหน้ากล้องส่งงานอาจารย์ แกจะเข้าบทเลิฟซีนกับเขาได้หรอยัยมีน” พูดแล้วเธอก้หลุดขำท่าทางอึกอักของเพื่อนออกมา แต่ยังไม่ทันที่คนหน้าแดงจะได้เอ่ยตอบ ประตูลิฟต์ก็มาหยุดที่ชั้นสี่พอดี ติ๊ง … …ความรักของคนเราไม่เคยเป็นเรื่องง่าย…ยิ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีมากกว่าคนสองคน มันยิ่งซับซ้อนและเปราะบาง พวกเขาทั้งสามต่างรู้ดีว่า ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ทุกวันจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจบางครั้งก็มีงอน มีน้อยใจ มีคำถามว่า…ใครรักใครมากกว่า หรือใครอาจเริ่มห่างไปโดยไม่รู้ตัว แต่ทุกครั้งที่เกิดรอยร้าว พวกเขาก็จับมือกันไว้แน่นขึ้นอีกครั้ง และเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน พวกเขาผ่านช่วงวัยรุ่นอันร้อนแรง และยังคงรักษาความผูกพันนั้นไว้ แม้ไฟรักจะไม่พลุ่งพล่านเหมือนวันแรก ๆ…แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยจางหายไป นั่นคือ ความรู้สึกว่า ‘เรายังเลือกกันอยู่’ ทุกวัน พวกเขายังคงเลือกที่จะใช้ชีวิตด้วยกันอย่างไม่ลังเลและในที่สุด ทั้ง รศ.ดร.กัลยาณี และ ศ.ดร.เรวัตร ก็ยอมรับผู้หญิงคนนั้นได้…ผู้หญิงที่ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก “มีนรดา” ที่ลูกชายทั้งสองคนต่างรักนักรักหนา ไม่ใช่เพราะเธอสวยหรือฉลาดล้ำเลิศ แต่เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อความรักเธอไม่เคยแยกพวกเขาออกจากกัน แต่กลับยินดีประคองหัวใจทั้งสองไว้ด้วยความเข้าใจและอ่อนโยนช่วงบ่ายวันจันทร์ที่บริษัทTAKORN MEDIA GROUPเสียงประชุมออนไลน์เพิ่งจบลงใน
นี่ก็ผ่านมาสามปีแล้วทุกคนต่างมีหน้าที่การงานที่ดี โดยที่มีนรดาก็มาทำงานเป็นผู้จัดการดารา ภายใต้บริษัทของ ธามนาธร ส่วนธีปกรณ์ก็เข้ามาดูแลเรื่องระบบซอฟต์แวร์วงจรไฟฟ้าอย่างเต็มระบบที่ไทย ตอนนี้ รศ.ดร.กัลยาณี ยอมพ่ายแพ้ต่อเด็กทั้งสาม พวกเขาจัดการตัวเองได้ดี แม้จะไปไหนด้วยกันสามคน แต่ก็ไม่เคยมีข่าวอะไรเสียๆ หายๆ ออกมาเสียงนาฬิกาบนผนังห้องประชุมชั้น 38 ของบริษัท AK Group ดังติ๊ก…ติ๊ก…อย่างเป็นจังหวะมีนรดาในชุดสูทลำลองเรียบหรู นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างบอสใหญ่ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเขาคือเจ้าพ่อธุรกิจบันเทิงหน้าใหม่มาแรงแห่งยุค ‘ธามนาธร อัครไพศาลกุล'ข้าง ๆ เธออีกคนก็ไม่ใช่ใครอื่น ‘ธีปกรณ์ อัครไพศาลกุล' วิศวกรหนุ่มสุดเนิร์ดที่กำลังเป็นหัวหน้าฝ่ายระบบเทคโนโลยีไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ของบริษัทในเครือทั้งสามนั่งอยู่เคียงกัน เหมือนเป็นทีมทำงานธรรมดา…หากแต่ใครจะรู้ ว่าเมื่อม่านทำงานปิดลง และประตูบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกนี้ถูกปิดสนิท…พวกเขาคืออีก “เวอร์ชันหนึ่ง” ที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็น“เลิกงานแล้วไปกินกันมั้ย?”ธามนาธรเอนตัวเข้ามากระซิบเบา ๆ ข้างใบหูเธอ ขณะที่มือก็วางบนต้นขาเนียนใต้โต๊ะประชุม มีนรด
หลังจากความอึดอัดผ่านพ้นไป ทั้งสามต่างโล่งใจมากขึ้น ตอนแรกที่กะว่าจะพากันออกไปฉลองที่ร้านไหนสักแห่ง สุดท้ายก็ฉลองกันที่เพนต์เฮาส์ของสองแฝด เพราะที่นั่นมีความเป็นส่วนตัวสูง และอีกอย่างจะได้ทำอะไรประเจิดประเจ้อได้ตามใจ สองพ่อครัวจำเป็น และหนึ่งผู้ช่วยสาวสวยต่างพากันทำอาหารอย่างขะมักเขม้นกลิ่นหอมของเนยกระทะร้อนลอยอบอวลไปทั่วห้องเสียงหั่นผักกรอบ ๆ ดังเคล้ากับเสียงหัวเราะเบา ๆ จากสามคนที่ยืนล้อมเคาน์เตอร์ครัวมีนรดายืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองร่างสูงเธอสวมเสื้อเชิ้ตผู้ชายตัวใหญ่ที่ยืมมาใส่แทนผ้ากันเปื้อน ผมถูกรวบลวก ๆ ไว้ด้านหลัง ขณะที่กำลังหั่นแครอทอย่างตั้งใจ แต่ดูเหมือนสมาธิของเธอจะโดนรบกวนทุกสามวินาที...จุ๊บ!“อ๊ะ...”เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อโดนข้างแก้ม คนที่ยืนอยู่ข้างขวา ธีปกรณ์หอมเธอเบา ๆ แล้วก็รีบยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“เหมือนจะซอยเก่งขึ้นนะ...” เขากระซิบใกล้ใบหู คำว่าซอยเก่งขึ้นที่เขาจงใจพูด ทำเธอขนลุกซู่“แกล้งกันเหรอ...” เธอบ่นอุบเบา ๆ แต่ก็ยังยิ้มไม่หุบยังไม่ทันหันไปไหน อีกฝั่งก็เริ่ม… มือหนาของธามนาธรยื่นมาช่วยจับมือเธอให้มั่นช่วยหั่น ก่อนจะก้มลงหอมผมเธอเบาๆฟอด ...“อยากกิ
“แม่ครับ...”ธามนาธรพูดเสียงนิ่ง“ผมรักมีน”“ผมเองก็รักเธอ”ธีปกรณ์พูดต่อในทันที“โอ้ยฉันอยากจะเป็นลม” กัลยาณีถึงกับเข่าแทบทรุดคำพูดของสองหนุ่มทำให้มีนรดาถึงกับนิ่งอึ้ง มือเล็กของเธอบีบเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงเหมือนกำลังถูกบีบจากทุกทิศ เธอจ้องมองแค่โต๊ะไม้โอ๊คตรงหน้า ไม่กล้าสบตาใคร...แม้แต่เขาสองคนที่เพิ่งเอ่ยคำนั้นออกมารศ.ดร.กัลยาณี ถอนหายใจยาว เธอพิงตัวเล็กน้อยกับพนักเก้าอี้ แววตาไม่ใช่ความโกรธ แต่คือความผิดหวัง...ปนความหวาดกลัวของคนเป็นแม่ ก็มันมีที่ไหนกันที่ลูกชายจะชอบผู้หญิงคนเดียวกัน และกำลังช่วยกันเถียงแทนเธอ“พวกลูกยังเด็กเกินไป ทามม์ ไทป์”“พวกลูกอาจยังแยกไม่ออก...ระหว่างความรัก กับความใคร่” น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดุ ไม่ได้เข้ม แต่นั่นกลับยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งกว่าที่เคย“อีกอย่าง...” เธอพูดต่อ“วัยหนุ่มสาว...ความรู้สึกมักซับซ้อน รุนแรง แล้วก็เปราะบาง” “บางครั้งสิ่งที่คิดว่าใช่ มันอาจจะไม่ใช่เลยก็ได้”ธามนาธรขมวดคิ้วเล็กน้อยธีปกรณ์กำมือแน่นมีนรดาเม้มปากแน่น ก่อนจะหลุบตาต่ำ“ฉันไม่ได้เกลียดหนูนะมีน แค่อยากให้หนูลองคิดในมุมของความเป็นจริง”“ฉันรู้...หนูเ
ข่าวลือเป็นเหมือนควัน…มันลอยไปเร็วกว่าเสียง และตอนนี้ควันที่ชื่อว่า “เรื่องลูกชายเจ้าของมหาวิทยาลัยกับเด็กทุนสาวน้อย” กำลังลอยถึงกรุงเทพฯแล้วห้องทำงานขนาดใหญ่ในบ้านทรงไทยประยุกต์กลางเมืองหลวง เงียบสงัดจนได้ยินเสียงนาฬิกาดิจิตอลทำงานศ.ดร.เรวัตร นั่งไขว้ขาอยู่ตรงปลายโต๊ะ กระดาษแฟ้มสีเทาถูกวางไว้เบื้องหน้า ข้างในเต็มไปด้วยภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นภาพจากกล้องซูมไกล รายละเอียดคมชัดพอจะเห็นรอยยิ้มระหว่าง มีนรดา ธามนาธร และธีปกรณ์...รวมถึงภาพที่ “ผู้เป็นพ่อมองแล้วแทบคลั่ง” ชายสูงวัยหยิบภาพขึ้นดูเงียบ ๆ แล้วหันไปมองชายคนสนิทที่รายงานอยู่“แน่ใจนะว่าไม่ใช่หนูถุงแป้งกับหนูไอรดา?”เสียงของ ศ.ดร.เรวัตร ยังคงนิ่งเย็น แต่น้ำเสียงใต้คำถามนั้นคือความเคลือบแคลงปนไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดเลขาส่วนตัวพยักหน้าอย่างมั่นใจ“ครับ ไม่ใช่แน่นอน ภาพนี้ถ่ายตอนตีหนึ่งจากรีสอร์ต”“มีผู้หญิงสองคนครับที่คุณทามม์กับคุณไทป์หิ้วปีกไป แต่ภาพอีกชุดที่ได้จากกล้องฝั่งขวาของรีสอร์ตนั้น...”เขาหยิบภาพอีกใบจากแฟ้มมาวางลงตรงหน้า“...คุณทามม์กับคุณไทป์พาผู้หญิงเข้าไปในห้องด้วยกันแค่คนเดียวครับ”เสียงในห้องเงียบลงทันที ราวกับอากาศเย็น
แสงแดดอ่อน ๆ สาดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องพักหรูริมดอย บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงสายลมจากด้านนอกที่ยังคงมีหมอกหนา กับเสียงหายใจของทั้งสามที่ประสานกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่มีนรดาเพิ่งขยับตัวเล็กน้อยก็รู้สึกได้ทันทีถึงสัมผัสหนัก ๆ ที่โอบอยู่ทั้งสองข้าง แขนแกร่งของธีปกรณ์ยังคงกอดเอวเธอไว้แน่น ส่วนธามนาธรก็ซุกใบหน้าอยู่ที่ซอกคอเธอ พร้อมมือหนาที่พาดอยู่เหนือหน้าอกด้านหนึ่งอย่างเจ้าของตัวจริง แล้วก็พานนึกไปถึงเรื่องเมื่อคืน เธอเมา เธอเมาแหละ แต่ก็มีสติมากพอที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร พอนึกมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกใบหน้าร้อนเห่อขึ้นมา ‘จะมาอายอะไรกันตอนนี้ห๊ะยัยมีน’ขาทั้งสองข้างยังเมื่อยล้าจากกิจกรรมที่ยาวนานจนถึงตีห้า ร่างกายเปลือยเปล่าของเธอแนบชิดกับผิวกายอุ่นร้อนของทั้งสองอย่างแนบแน่น ในขณะที่เอวข้างขวารู้สึกเหมือนมีแท่งอุ่นร้อนบดเบียดจนแน่น และในขณะที่หน้าขาอีกฝั่งก็เหมือนจะถูกเจ้าแท่งหนาร้อนทิ่มแทงบดเบียดไม่ต่างกัน คนคิดลามกยิ่งหน้าเห่อร้อนไปกันใหญ่เธอขยับตัวช้า ๆ พยายามจะลุกขึ้นโดยไม่ปลุกใคร... แต่พอผละออกเบา ๆ ก็มีเสียงงัวเงียตามมา“จะไปไหน…” เสียงทุ้มของธีปกรณ์ยังติดงัวเงีย“กลับห้อง...เดี๋ยว
ธีปกรณ์ไม่ได้ไปอังกฤษอย่างที่แพลนเอาไว้ เพราะ ศ.ดร.เรวัตร รู้ทุกเรื่องและก็เป็นห่วงความรู้สึกลูกชายคนเล็ก ธีปกรณ์เป็น introvert ที่เข้าข่ายเสี่ยงเป็นซึมเศร้าได้สูง ด้วยความที่มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแค่สองคน ผู้เป็นพ่อจึงพยายามแนะนำลูกสาวของคนในแวดวงให้ทั้งสองแฝดได้รู้จักพวกเขาห่างกันกับมีนรดาได้สัก
หลังจากบทสนทนาที่เงียบงันราวโลกหยุดหมุน ธีปกรณ์ก็วางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเหลือบตามองหญิงสาว ก่อนจะก้าวออกจากห้องไปเงียบ ๆ“นั่นนายจะไปไหน?” เธอหันมองตามไม่มีคำตอบใดตอบกลับมา เมื่อเขาไม่พูดอะไรเธอแค่มองแผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินหายออกไปจนลับตาห้องทั้งห้องกลับมาเงียบงันอีก
ห้องทั้งห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงกล่องปฐมพยาบาลที่ถูกเปิดออก กับเสียงลมหายใจสะอื้นเบา ๆ ของหญิงสาวที่ยังไม่สามารถทำใจรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มีนรดานั่งลงข้าง ๆ ชายหนุ่มที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เลือดที่มุมปากยังคงซึมออกเล็กน้อย เธอเอื้อมมือไปแตะสำลีชุบน้ำเกลือเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ซับเลือดออกจากผิวเขาโ
“ไปกับเรา”“ไปไหนทามม์”“เดี๋ยวก็รู้”“แต่เรามีเรียนนะ และวันนี้พวกเราก็ต้องเสนอหัวข้อสำคัญแล้วด้วย”เขาไม่พูด ไม่ฟัง และไม่สนใจ ตอนนี้ความหึงหวงมันบดบังตาเขาไปเสียหมด มิน่าล่ะไอ้ไทป์ถึงมีอาการแปลกๆ นี่มันแอบชอบเธอด้วยใช่มั้ยวะ แล้วระหว่างที่เขาไม่ได้สติ ไอ้ไทป์มันทำอะไรเธอไปบ้าง ความโมโหเริ่มพลุ่ง







