Masukบทส่งท้ายสองเดือนต่อมา...เสียงร้องจ้าของเด็กทารกแรกเกิดดังก้องไปทั่วห้องคลอดของโรงพยาบาลเอกชน เรียกน้ำตาแห่งความปีติให้ไหลรินออกจากหางตาของคุณแม่มือใหม่ อารายานอนหอบเหนื่อยอยู่บนเตียง โดยมีธนสิทธิ์ยืนจับมือและจุมพิตหน้าผากเธอไม่ห่าง"ขอบคุณครับอารายา... ขอบคุณที่อดทนเพื่อลูกของเรา" นายหัวหนุ่มร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร เมื่อพยาบาลนำห่อผ้าสีขาวที่บรรจุสายเลือดของเขามาวางแนบชิดกับอกของภรรยาเด็กชายตัวน้อยผิวขาวอมชมพู หน้าตาจิ้มลิ้มแต่กลับมีเค้าโครงคิ้วเข้มและจมูกโด่งรั้นถอดแบบผู้เป็นพ่อมาไม่ผิดเพี้ยน คุณปกรณ์ที่รออยู่หน้าห้องรีบวิ่งเข้ามาดูหลานชายคนแรกด้วยความเห่อขั้นสุด รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของครอบครัวดังกังวาน เติมเต็มภาพความฝันที่เคยขาดหายให้สมบูรณ์แบบในที่สุดห้าปีต่อมา...แสงแดดยามเย็นสาดส่องลงบนหาดทรายหลังคฤหาสน์ ภาพของเด็กชายตัวน้อยวัยสี่ขวบเศษกำลังวิ่งไล่จับปูเปรี้ยวอย่างสนุกสนาน โดยมีคุณตาปกรณ์คอยวิ่งตามดูแลไม่ห่าง เสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยแว่วมาตามสายลมห่างออกไปไม่ไกล ภายใต้ร่มเงาของทิวสน นายหัวธนสิทธิ์กำลังนั่งโอบเอวภรรยาสาวอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ อารายาเอนศีรษะซบกับไหล่กว้างข
อารายามองดูผู้ชายที่แข็งแกร่งดุจหินผากำลังคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนเธอ หัวใจของหญิงสาวอ่อนยวบลงอย่างง่ายดาย เธอหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลริน ความทรงจำในอดีตอาจจะเริ่มต้นด้วยความผิดพลาดและน่าตกใจ... แต่เธอก็เลือกที่จะเงียบและมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไป ทำไมเธอจะต้องจมปลักอยู่กับความผิดพลาดในอดีต ในเมื่อปัจจุบันผู้ชายคนนี้ได้พิสูจน์ให้เธอเห็นแล้วว่า เขารักและพร้อมจะปกป้องเธอด้วยชีวิต เพราะตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่เขารักเธอ และได้ดูแลเธออย่างดี และอะไรก็ไม่สำคัญเท่า เธอรักเขา ใช่... เธอรักเขารักนายหัวธนสิทธิ์ ผู้ชายจอมเผด็จการแต่แสนจะอบอุ่นคนนี้จนหมดหัวใจไปแล้ว! มือเล็กที่ถูกกุมไว้ค่อยๆ พลิกกลับมาสอดประสานกับนิ้วมือหยาบกร้านของชายหนุ่ม อารายาออกแรงดึงเบาๆ เพื่อให้เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตา"นายหัวจอมบงการ... คนใจร้ายที่ฉวยโอกาสกับคนเมา" เธอแกล้งต่อว่าด้วยน้ำเสียงสั่นๆ แต่แววตากลับทอประกายอ่อนโยน ธนสิทธิ์ใจหายวาบ คิดว่าเธอปฏิเสธ "อารายา... ผม...""คนใจร้ายที่ไหนกัน... ที่ยอมกระโดดเอาตัวบังกระสุนปืนเพื่อปกป้องเมียกับลูกของตัวเอง" เธอยิ้มทั้งน้ำตา มืออีกข้างเอื้อมไปเกลี่ยคราบน้ำตาบนใบหน้าคร้ามคมของ สามีอย
เข็มนาฬิกาบนผนังหน้าห้องฉุกเฉินเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทุกวินาทีที่ผ่านไป เปรียบเสมือนการถูกมีดกรีดลงบนหัวใจของคนที่รอคอย นายหัวธนสิทธิ์นั่งประสานมือ ก้มหน้านิ่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติก เสื้อเชิ้ตของเขาหลุดลุ่ยและเปรอะเปื้อนไปด้วยคเม็ดทราย แต่ชายหนุ่มไม่สนใจภาพลักษณ์ของตนเองแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือผู้หญิงและสายเลือดที่กำลังต่อสู้เพื่อชีวิตอยู่หลังประตูบานนั้นคุณปกรณ์เดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้อง ริมฝีปากพึมพำสวดมนต์ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ลูกสาวและหลานตัวน้อยปลอดภัยเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ราวๆ สองชั่วโมงเธอก็ได้สติ ประตูห้องฉุกเฉินถูกผลักเปิดออกพร้อมกับร่างของหมอวิทยาที่เดินถอดหน้ากากอนามัยออกมาด้วยใบหน้าที่ดูผ่อนคลายลง ธนสิทธิ์และคุณปกรณ์รีบพุ่งตัวเข้าไปหาแทบจะพร้อมกัน"ไอ้วิทย์! เมียกับลูกกูเป็นยังไงบ้าง!" ธนสิทธิ์เขย่าแขนเพื่อนรักเสียงสั่น หมอวิทยาระบายยิ้มบางๆ ตบไหล่เพื่อนเพื่อเรียกสติ"ใจเย็นๆ ไอ้สิทธิ์ ปลอดภัยแล้ว ทั้งแม่ทั้งลูกปลอดภัยดี... อาการช็อกที่เกิดขึ้นมาจาก ความเครียดและสภาวะทางจิตใจที่ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง แต่โชคดีที่ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงครรภ์ ตอนนี้พยาบาลก
“อารายา!!!”เสียงคำรามก้องของนายหัวธนสิทธิ์ดังกึกก้องแหวกความมืดมิดและเสียงคลื่นลม ร่างสูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามพุ่งพรวดออกจากหลังโขดหินราวกับเสือดำที่กระโจนตะครุบเหยื่อ ความเร็วและแรงโทสะที่แผ่ซ่านออกมาทำให้บรรยากาศรอบชายหาดเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิมแอนนาที่กำลังสะใจกับผลงานของตนเองสะดุ้งสุดตัว หล่อนหันขวับไปตามเสียงเรียก ดวงตาที่กรีดอายไลเนอร์เฉี่ยวคมเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงเมื่อเห็นชายหนุ่มที่ตนหมายปองกำลังวิ่งตรงเข้ามาด้วยแววตาที่พร้อมจะฆ่าคนได้!“ธะ... ธนสิทธิ์! คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!” แอนนาละล่ำละลัก ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก แผนการที่คิดว่าสมบูรณ์แบบพังทลายลงในพริบตาเมื่อไฟสปอร์ตไลท์จากเรือหางยาวของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลอยลำอยู่สาดส่องเข้ามาที่ชายหาดจนสว่างจ้า“หยุด! นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทิ้งอาวุธและยอมมอบตัวซะ!” เสียงประกาศกร้าวจากโทรโข่งดังขึ้นรอบทิศทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบนับสิบนายปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด กระชับอาวุธปืนเล็งตรงมาที่ผู้หญิงชุดดำเพียงคนเดียว แอนนาหันซ้ายหันขวาราวกับหนูติดจั่น เมื่อเห็นคุณปกรณ์เดินตามหลังธนสิทธิ์ออกมาด้วยสีหน้าโกรธแค้น หล่อนก็ร
เสียงเกลียวคลื่นม้วนตัวกระทบฝั่งทรายดังครืนครั่น แข่งกับเสียงหัวใจของอารายาที่เต้นกระหน่ำอยู่ภายในอก หญิงสาวก้าวเท้าลงบนผืนทรายที่เปียกชื้นและเย็นเฉียบ เธอหรี่ตาต้านกระแสลม พยายามเพ่งมองร่างของผู้หญิงที่ยืนรออยู่เบื้องหน้า“คุณแอนนา” อารายาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเจือความหวาดหวั่น ขณะก้าวเข้าไปใกล้จนห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว หญิงสาวในชุดหนังสีดำรัดรูปค่อยๆ หันกลับมา แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบใบหน้า เผยให้เห็นรอยยิ้มเยือกเย็นและแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างปิดไม่มิด มันไม่ใช่แววตาของเพื่อนรักที่แสนดีอย่างที่หล่อนเคยแสดงละครให้ดูในห้องทำงานของนายหัวธนสิทธิ์อีกต่อไป“มาแล้วเหรอนังตัวดี” แอนนาตวาดเสียงแข็ง น้ำเสียงดุดันและหยาบคายนั้นทำเอาคนฟังถึงกับสะดุ้งเฮือก อารายาถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ สองมือยกขึ้นกุมหน้าท้องนูนป่องของตัวเองไว้แน่น เพื่อปกป้องลูกน้อย “อะไรกันค่ะคุณแอน” เธอถามเสียงสั่น ความรู้สึกสังหรณ์ใจอันเลวร้ายตีตื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอ“ฮ่าๆๆๆ ...อะไรงันเหรอนังโง่ แกนี่มันโง่ซ้ำซากเสียจริงๆ” แอนนาระเบิดเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ก้าวสามขุมเข้าหาหญิงสาวที่กำลังตื่นตระหนก
ความเงียบสงบของคฤหาสน์ริมทะเลในยามค่ำคืนดูวังเวงผิดปกติ อารายาเดินกอด อกตัวเองแน่นหลังจากฝืนทานอาหารเย็นไปได้เพียงนิดเดียว ทานข้าวเสร็จกำลังจะขึ้นข้างบนป้าสุก็วิ่งมาหน้าตาตื่น หญิงสูงวัยที่ปกติมักจะใจเย็นและยิ้มแย้มเสมอ บัดนี้กลับมีสีหน้าตื่นตระหนก เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก“คุณผู้หญิงๆ ค่ะ คุณผู้หญิงอยู่คนเดียวได้ไหมคะ” ป้าสุละล่ำละลักถามเสียงสั่น สองมือจับท่อนแขนของอารายาไว้แน่นราวกับคนเสียขวัญ อารายาขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ“เกิดอะไรขึ้นคะป้าสุ ทำไมถึงหน้าตาตื่นขนาดนี้”“ป้ากับตาโพธิ์ต้องรีบไปโรงพยาบาลค่ะ พี่สาวป้าไม่รู้เป็นอะไร อยู่ๆ ก็หมดสติไปค่ะ” หญิงสูงวัยอธิบายด้วยน้ำเสียงร้อนรน น้ำตาคลอเบ้า หญิงสาวผู้มีความอ่อนโยนเป็นทุนเดิมรีบพยักหน้ารับทันที แม้ในใจจะรู้สึกโล่งอกที่จู่ๆ ทางก็สะดวกขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน“อยู่ได้ค่ะ...ป้ากับลุงโพรีบไปเถอะ ฉันกำลังจะขึ้นบนบ้าน” เธอเอ่ยอนุญาตอย่างรวดเร็วและแสดงความเห็นใจ“เรื่องทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ขอให้พี่สาวของป้าปลอดภัยค่ะ”“ค่ะๆๆ” ป้าสุรับคำรัวๆ ก่อนจะรีบหันหลังวิ่งออกไปทางประตูหลังบ้าน เพียงไม่กี่นาทีต่อมา รถกระบะลุงโพธิ์แล่นมาจอด ป้าสุร







