Se connecter“เดินไหวหรือไม่ ถ้าไหวฉันจะพาไปตลาด”
“ไหว!” คราวนี้ย่าหยาร่าเริงขึ้นมาทันที เห็นรอยยิ้มขบขันของเขาแล้วก็แอบค้อนเข้าให้ ก็คิดเสียว่าได้มาทัศนะศึกษาก็แล้วกัน
หญิงสาวตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็น ทั้งรถยนต์ที่เคยเห็นในหนังสือภาพแต่เวลานี้รถยนต์เหล่านั้นแล่นได้จริง
“มีรถรางด้วยเจ้าค่ะ!” แจ่มเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย “ที่นี่เรียกว่าอะไรเจ้าคะคุณสินธุ์”
“ตลาดสำเพ็ง”
“สำเพ็ง” ย่าหยาทวนคำที่ได้ยินแล้วยิ้มรับ “ย่านการค้าของคนจีน”
“ถูกต้อง” สินธุ์ยิ้มแล้วพาหญิงสาวเดินไปตามถนน
แต่แจ่มยิ้มค้างเมื่อได้ยินคำว่าสำเพ็ง เคยได้ยินว่าเป็นซ่องมิใช่หรือ? แต่นี่มันก็ตลาดชัดๆ สองข้างทางมีร้านรวงมากมาย อัญมณีน้ำงาม เครื่องประดับของสตรี ผ้าแพรไหมเนื้อดี ย่าหยาเห็นคนขายขนมน้ำตาลปั้นก็หยุดยืนมองอย่างสนใจ เสียงหัวเราะหึหึทำให้หญิงสาวหันขวับตวัดตามองอย่างไม่พอใจ
“มีแต่เด็กๆ ที่อยากกินขนมน้ำตาลปั้น” สินธุ์หัวเราะในลำคอ
“แล้วมีกฎหมายห้ามคนอายุสิบเจ็ดกินขนมน้ำตาลปั้นไหมล่ะ” เธอทำปากยื่นใส่แล้วหันมามองขนมน้ำตาลปั้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่ขนมน้ำตาลปั้นรูปกระต่าย “เอาตัวนี้จ๊ะ”
มือเรียวเล็กคลำหากระเป๋าสตางค์อย่างลืมตัว แล้วก็นึกได้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในปีพ.ศ.2567 ไม่มีทั้งกระเป๋าสตางค์และสมาร์ทโฟนสำหรับแสกนจ่าย ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ย่อมมองเห็นทุกอย่างเขาเป็นฝ่ายชิงจ่ายเงินค่าขนมน้ำตาลปั้นให้เธอเสียเอง
“ขอบคุณค่ะ” อย่างไรเขาก็เป็นคนจ่ายจะไม่ขอบคุณก็ไม่ได้ ประเดี๋ยวจะถูกตำหนิไปถึงพี่ยี่สุ่น ย่าหยาได้ขนมน้ำตาลปั้นรูปกระต่ายน้อยมาก็อ้าปากกัดส่วนใบหูเรียวยาวของกระต่ายน้อย
“อื้ม อร่อยจัง”
“อร่อยมากหรือเจ้าคะ” แจ่มอดถามไม่ได้
“อ๊ะ! ลืมซื้อให้พี่แจ่ม” ย่าหยาพูดอย่างเพิ่งนึกได้ แต่แจ่มโบกมือไปมา เมื่อครู่กำลังจะจ่ายเงินให้เพราะคุณยี่สุ่นฝากเงินให้นางเป็นคนถือเพราะเกรงว่าคุณย่าหยาจะทำหล่นหายหรือถูกล้วงกระเป๋า แต่คุณสินธุ์กลับเร็วกว่าจ่ายเงินให้ก่อน ช่างดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ แค่เห็นคุณย่าหยากินก็อิ่มแล้ว”
“จะอิ่มได้อย่างไร” ย่าหย่าย่นจมูกแล้วก็พูดขึ้น “ประเดี๋ยวถ้าเจอขนมฝรั่งเราซื้อไปฝากคุณช้อยกับพี่ยี่สุ่นกันนะ”
ขนมไทยฝีมือแม่ครัวที่เรือนทำได้อร่อยเลิศรสอยู่แล้ว แต่ขนมฝรั่งคงไม่เคยได้กินกันมั้ง? หาพวกขนมปังขนมอบไปฝากดีกว่า
“ดีเจ้าค่ะ”
เพราะคนเริ่มหนาตาและหญิงสาวเอาแต่มองสิ่งของตามร้านรวงต่างๆ สินธุ์จึงต้องคอยเดินประกบกันไม่ให้ใครมาชนร่างเล็กได้ เขาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเธอพูดจาฉะฉานไม่ตะกุกตะกัก แม้ประโยคการพูดจะฟังแปร่งหูอยู่บ้างแต่ก็สื่อสารกันเข้าใจ ดูเหมือนเธอจะสนใจทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวไม่กลัวที่จะถาม ผิดกับยามที่อยู่บ้านลิบลับ เขาก้มมองริมฝีปากช่างเจรจาที่อ้าปากกัดขนมน้ำตาลปั้นซึ่งทำให้ริมฝีปากของเธอเป็นมันวาว จู่ๆ เขาก็นึกถึงรสชาติหวานล้ำจากริมฝีปากสาวทำให้เขาเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ย่าหยาเผอิญหันมาเห็นเข้าก็เอ่ยปากถาม
“หิวน้ำเหรอ? เรา..เราหาร้านน้ำชาหรือร้านน้ำดื่มดีไหม” ย่าหยาไม่แน่ใจว่ายุคนนี้เรียก ‘คาเฟ่’ ว่าอะไร
พอได้ยินว่า ‘น้ำชา’ แจ่มก็ผลันคิดถึง ‘โรงน้ำชา’ ทำให้สีหน้ากระอักกระอ่วน เห็นทีว่ากลับเรือนแล้วคงต้องสอนเรื่องที่ไม่ควรพูดอย่างนี้
“มีร้านน้ำชาไม่ไกลนี่” ผู้คนพลุกพล่านเขาเกรงว่าจะผลัดหลงจึงคว้ามือเรียวเล็กมาจับไว้ “ประเดี๋ยวหลงทางกันจะหาลำบาก”
“เช่นนั้นก็จับมือพี่แจ่มด้วย เดี๋ยวพี่แจ่มหลงทาง”
“แจ่มไม่หลงทางเจ้าค่ะ อิชั้นจะเดินตามติดไม่ห่างเจ้าค่ะ” แจ่มรีบพูดขึ้นแอบยิ้มในใจ ออกมาข้างนอกอย่างนี้ดีเหลือเกิน คุณย่าหยาก็พูดจาคล่องขึ้นซ้ำคุณสินธุ์ยังดูแลใกล้ชิดทะนุถนอมอีกด้วย
สินธุ์พาย่าหยาและแจ่มมาที่ร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง เขามาที่บ่อยครั้งเพื่อดื่มชาและสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกับสหาย ในร้านเปิดเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง เขาเลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวนั่งซึ่งย่าหยาก็นั่งด้วยท่าทีเรียบร้อยสำรวมกิริยาในขณะที่แจ่ม กลายเป็นฝ่ายเงอะงะเสียเอง
“ไม่ต้องเกร็งพี่แจ่ม คิดว่ามากินขนมนอกบ้าน” เธอตบหลังมืออีกฝ่ายแล้วส่งยิ้มกว้างให้สินธุ์ “มาบ่อยเหรอคะ”
“อืม” เขาพยักหน้ารับแล้วนั่งลง
“ที่นี่บรรยากาศดีนะคะ พาสาวมาออกเดตเหรอ”
“เหลวไหล” สินธุ์ทำตาดุใส่ “ไปจำเรื่องพรรค์นี้มาจากที่ใด”
ย่าหยายิ้มทะเล้นใส่ “อ่านเจอในหนังสือ”
เขาส่ายหน้าไปมา “มาดื่มน้ำชาแล้วก็คุยกับสหายที่นี่บ่อยๆ”
“ดีจัง” เธอยิ้ม “อ้อ!ที่นี่มีน้ำมะเน็ดหรือLemonadeไหมคะ ฉันอยากลองชิมสักครั้ง”
“น้ำอะไรนะเจ้าคะ” แจ่มถาม
“น้ำมะเน็ด น้ำมะนาวโซดา แต่ไม่ใช่มะนาวจริงๆหรอก”
สินธุ์เลิกคิ้วเล็กน้อยแต่สั่งเครื่องดื่มให้เธอมาลองชิม ส่วนเขาสั่งน้ำชามาดื่มเหมือนเคย ขวดแก้วรูปร่างแปลกตาสำหรับแจ่ม แต่ย่าหยามองด้วยรอยยิ้มนึกถึงน้ำอัดลมแบบขวดแก้วซึ่งไม่ค่อยเห็นแล้ว เธอลองจิบคำเล็กๆ ก่อนจะดื่มอีกหลายอึก ได้ดื่มน้ำอัดลมก็ช่วยคลายความคิดถึงบ้านในปีพ.ศ.2567ได้บ้าง แต่แจ่มกลับทำหน้าเหย่เก น้ำอะไรไม่รู้ ไม่เห็นอร่อยเลยสักนิด
“หิวไหม ฉันสั่งแซนวิชให้แล้วนะ”
“สั่งแล้วจะถามทำไม” เธอยิ้มขำ แล้วกวาดตามองไปรอบๆ ต่างคนต่างพูดคุยกันไม่ดังนักและแต่งกายทันสมัย เธอเพิ่งสังเกตว่าคุณสินธุ์ตัดผมสั้นรองทรงตามแบบฉบับนักเรียนนอก เขาดูง่ายๆ สบายๆ ไม่เหมือนคุณหลวงพิชัยที่เนี้ยบทุกตารางนิ้ว
“หน้าฉันมีอะไรติดรึ” เขาถามเมื่อเห็นดวงตาคู่สวยจ้องมองอย่างไม่เกรงมารยาท
“คุณสินธุ์ก็หน้าตาไม่เลว ไม่มีแฟนเอ่อ...คนรักหรือคะ”
“แค่กๆ” สินธุ์สำลักน้ำชากะทันหัน “ไปจำคำพูดพวกนี้มาจากไหน อะ อย่าบอกว่าอ่านมาจากในหนังสืออีกนะ”
“ก็ต้องจากในหนังสืออยู่แล้ว” ช่วยไม่ได้นะ เธอไม่มีข้ออ้างอะไรอีกแล้ว
“แก่แดด”
เขาต่อว่าไม่จริงจังนัก บางครั้งก็ดูไร้เดียงสา บางคราวคล้ายซ่อนเล่ห์พรายที่เขาไม่อาจคาดเดา พูดจาเหมือนรู้ดีเรื่องระหว่างชายหญิงแต่รสจูบไม่ประสีประสานั้นก็ย้ำว่าอ่อนด้อยเรื่องพรรค์นี้นัก.
พูดถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าเขาจะสืบสาวเอาเรื่องให้ได้ เธอจะสารภาพแล้วนะว่าเป็นวิญญาณมาจากอนาคต! สินธุ์มองแววตาสุกใสจริงใจแล้วก็ขยับตัวถอยห่าง หากอยู่ใกล้นานไปกว่านี้คงได้จูบเธออีกเป็นแน่ “ได้ยินว่าฝึกคัดตัวหนังสือด้วย” “ค่ะ คุณช้อยสอน” “อย่าไปรบกวนคุณช้อยมาก สุขภาพไม่ค่อยดีนัก” เขาปรามเบาๆ แล้วหรี่ตามอง “ฉันจะสอนให้เอง” “คะ?” “ได้ยินชัดแล้วนี่” “คุณสินธุ์ไปทำงานไม่ใช่เหรอคะ จะเอาเวลาที่ไหนมาสอนฉัน” “ฉันกลับบ้านทุกวัน เลิกงานแล้วฉันจะมาสอนเอง” เห็นสีหน้างงุนงงแล้วเขาก็ยิ้มขำ “วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเริ่มเรียน” ย่าหยามองร่างสูงหมุนตัวออกไปแล้ว เธอยืนงงจนแน่ใจว่าเขาไม่กลับเข้ามาอีกก็โคลงศีรษะไปมา เขาทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าเธอต้องเห็นหน้าเขาทุกวันสินะ คุณสินธุ์นี่เป็นผู้ชายที่น่ากลัว ใจร้าย ชอบแกล้งเธอจริงๆ มิน่าเล่า ใครๆ ก็กลัวคุณสินธุ์กันทั้งนั้น หญิงสาวเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอน บอกตัวเองว่าไม่ควรนอนหลับช่วงบ่ายสาม เพราะจะทำให้กลางคืนหลับไม่สนิท แต่เพราะค
ย่าหยากินขนมเค้กรสชาติคุ้นลิ้น วัฒนธรรมช่วงนี้ส่งต่อถึงยุคปัจจุบันทำให้เธอรู้สึกราวกลับได้กลับบ้านอีกครั้ง แต่ก็นั้นแหละ ความจริงก็คือความจริง เธอยังติดอยู่ในช่วงปี ร.ศ.117 ห่างกันประมาณร้อยกว่าปี หญิงสาวยังอยากเดินเที่ยวต่อแต่ดูท่าทางแจ่มจะไม่ไหว ยังดีที่พกยาหม่องมาแก้วิงเวียน วันนี้ถือว่าได้มาเปิดหูเปิดตา วันหน้าต้องมาใหม่แน่นอน “ฉันจะไปห้องสุขา ประเดี๋ยวเราก็กลับกันเลยนะคะ” ย่าหยาพูดหลังจากจัดการขนมตรงแล้วและสั่งขนนฝรั่งกลับบ้านด้วย “ไม่อยากไปเที่ยวที่อื่นอีกหรือ?” “อยากไปค่ะ แต่...วันหลังดีกว่า หรือว่าคุณสินธุ์ไม่อยากพาฉันมาแล้ว” “ได้สิ เอาไว้วันหยุดของฉัน ฉันจะพาเธอไปเที่ยวเอง” “สัญญานะ!” เธอยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้า อีกฝ่ายยิ้มขำไม่ยอมเกี่ยวก้อยด้วย “ไม่ใช่เด็กไม่ต้องเกี่ยวก้อยก็ได้” “แต่ว่า...ถ้าไม่เกี่ยวก้อยสัญญาก็แสดงว่าไม่รับคำสัญญาสิ” “ไม่เชื่อใจฉันรึ” เขาจ้องหน้าเธอนิ่งๆ ครู่หนึ่งย่าหยาพลันนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ใบหน้าหวานก็เห่อร้อนขึ้นมา เธอชักมือกลับแต่
“เดินไหวหรือไม่ ถ้าไหวฉันจะพาไปตลาด” “ไหว!” คราวนี้ย่าหยาร่าเริงขึ้นมาทันที เห็นรอยยิ้มขบขันของเขาแล้วก็แอบค้อนเข้าให้ ก็คิดเสียว่าได้มาทัศนะศึกษาก็แล้วกัน หญิงสาวตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็น ทั้งรถยนต์ที่เคยเห็นในหนังสือภาพแต่เวลานี้รถยนต์เหล่านั้นแล่นได้จริง “มีรถรางด้วยเจ้าค่ะ!” แจ่มเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย “ที่นี่เรียกว่าอะไรเจ้าคะคุณสินธุ์” “ตลาดสำเพ็ง” “สำเพ็ง” ย่าหยาทวนคำที่ได้ยินแล้วยิ้มรับ “ย่านการค้าของคนจีน” “ถูกต้อง” สินธุ์ยิ้มแล้วพาหญิงสาวเดินไปตามถนนแต่แจ่มยิ้มค้างเมื่อได้ยินคำว่าสำเพ็ง เคยได้ยินว่าเป็นซ่องมิใช่หรือ? แต่นี่มันก็ตลาดชัดๆ สองข้างทางมีร้านรวงมากมาย อัญมณีน้ำงาม เครื่องประดับของสตรี ผ้าแพรไหมเนื้อดี ย่าหยาเห็นคนขายขนมน้ำตาลปั้นก็หยุดยืนมองอย่างสนใจ เสียงหัวเราะหึหึทำให้หญิงสาวหันขวับตวัดตามองอย่างไม่พอใจ“มีแต่เด็กๆ ที่อยากกินขนมน้ำตาลปั้น” สินธุ์หัวเราะในลำคอ“แล้วมีกฎหมายห้ามคนอายุสิบเจ็ดกินขนมน้ำตาลปั้นไหมล่ะ” เธอทำปากยื่นใส่แล้วหันมามองขนมน้ำตาลปั้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่ขนมน้ำตาลปั้นร
“ขอบพระคุณคุณช้อยมากเจ้าค่ะ” ยี่สุนยกมือไหว้ทำให้ย่าหยายกมือไหว้ตาม เช้านี้ทั้งสองมารับประทานอาหารเช้าที่เรือนคุณหลวง พูดคุยกันไปมาคุณช้อยได้ยินว่าย่าหยามีเสื้อผ้ามาไม่กี่ชุด รูปร่างก็เริ่มเปลี่ยนโตเป็นสาวคุณช้อยจึงพาย่าหยาไปลองเสื้อผ้าเก่าๆ ของคุณช้อยเอง ย่าหยาเองก็ไม่คิดว่าเสื้อผ้าที่คุณช้อยยกให้จะเป็นชุดสวยๆงามๆ ขนาดนี้ แล้วก็ไม่คิดว่าจะมาเจอคุณสินธุ์เข้าพอดี ยิ่งเห็นสายตาตกตะลึงยิ่งทำให้เธออยากอวดให้เขาเห็นว่าเธอก็สวยเหมือนกัน“รับประทานมาแล้วขอรับพี่ช้อย” สินธุ์ตอบแล้วแอบเห็นรอยยิ้มเยาะที่มุมปากของย่าหยา ไม่น่าเลย นี่เธอคงเห็นเขามองตาค้างกระมังถึงได้ยิ้มได้ใจเสียขนาดนั้น “แต่องค์ทรงเครื่องขนาดนี้จะไปไหนหรือ?”“สติไม่ดีอย่างนี้จะออกไปไหนได้” วาดพึมพำเสียงเบาแต่จงใจให้ยี่สุ่นได้ยิน แม้ยี่สุ่นได้ยินแต่กลับฝืนยิ้มออกมา อย่าว่าแต่น้องสาวไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาเลย เธอเองก็ไม่เคยไปที่ใดเช่นกัน แจ่มที่ได้ยินชัดจะอ้าปากโต้เถียงแต่ยี่สุ่นปรามด้วยสายตาไว้ก่อน อย่างไรวาดก็เป็นคนสนิทของคุณช้อย เธอไม่อยากลวงเกินคนของคุณช้อยเข้าให้ แล้วจะยิ่งผิดใจกันเสียเปล่า“วาดอย่าพูดเช่นนั้นสิ” คุณช้อ
“ฉัน...” “หาย...หายใจ...ไม่ออก” เธอต่อว่าเขา อยากทำมากกว่า แต่บางทีการแกล้งตัวทำโง่ๆ อาจจะดีกว่า แค่จูบยังไม่ได้เสียตัวสักหน่อย! “ฉันขอโทษ...” เขาพูดเสียงเบาอย่างไม่เคยทำกับหญิงใดมาก่อน “กลัวหรือไม่” “อื้ม” เธอพยักหน้าแรงๆ “เจ็บ” “คราวหน้าจะไม่ทำให้เจ็บอีก” ‘หา! ยังจะมีครั้งหน้าอีกเหรอ!’ ย่าหยาส่ายหน้ารัวๆ “ไม่เอาแล้ว!” คราวนี้ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ เขาเงี่ยหูฟังดูเหมือนบ่าวในเรือนมาแอบพลอดรักกันยังไม่จบศึกง่ายๆ เขาก้มมองคนตัวเล็กที่ขมวดคิ้วยุ่งเหยิง คงทั้งกลัวทั้งตกใจ “จะ...จะขึ้นเรือน” “ฉันไปส่ง” “กะ...กลับ...กลับเองได้” เพราะเขาคลายวงแขนออกแล้วทำให้เธอก้มตัวรอดใต้รักแร้ของเขาออกมา แต่เดินได้ก้าวเดียวแข้งขาที่ยังไม่แรงก็พาให้ตัวเซไปมา สินธุ์เห็นแล้วก็หมุนตัวไปช้อนร่างเล็กอุ้มขึ้นมาทันที “คุณสินธุ์!” “อย่าเสียงดัง ประเดี๋ยวก็ตื่นกันทั้งเรือน” เขาขู่แต่กลับยิ้มละไม ทำให้คนตัวเล็กหยุดดิ้นรนและยอมอยู่นิ่งๆให้เขาอุ้มไปส่งจนใกล้ถ
หญิงสาวพยายามอ่านหนังสือเหล่านี้ แรกทีเดียวเธอก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก การใช้คำ การสะกดคำ การเรียบเรียงประโยคมันต่างจากในยุคปัจจุบันอยู่มาก แต่เมื่ออ่านไปสักครึ่งเล่ม เริ่มทำความคุ้นชินกับภาษาไทยสมัยก่อน เธอก็ทำความเข้าใจได้ ถ้ายังหาทางกลับบ้านในยุคปัจจุบันไม่ได้ เธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้อยู่ในยุคนี้ให้ได้ ย่าหยาบอกกับตัวเองอย่างนั้น ถือว่าชีวิตของ “ย่าหยา” ไม่ถือว่าลำบากอะไรนัก แม้ว่าครอบครัวเดิมของเธอไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็มีสวนผลไม้และไร่นาปล่อยให้เช่าทำกิน พอมีรายได้เข้ามืออยู่บ้าง พี่ยี่สุ่นแม้ไม่ได้เรียนหนังสือแต่ก็พออ่านออกเขียนได้ เธอจึงคิดหาช่องทางให้ตัวเอง อยู่ในปีพ.ศ.2567 เธอเป็นนักเขียน แม้จะไม่โด่งดังแต่ก็มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ ถ้าเธอจะเป็นนักเขียนในยุคนี้จะได้ไหมนะ คนยุคนี้เขาอ่านอะไรกัน เธอเองก็ไม่ได้ช่ำชองเรื่องประวัติศาสตร์เอาเสียด้วยสิ เป็นนางเอกนิยายเรื่องอื่นเขามีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ใช่ความรู้กู้บ้านกู้เมืองได้ แต่เธอนะ ความรู้น้อยนิด ไอ้ที่เรียนมาก็ส่งคืนครูบาอาจารย์ไปหมดแล้ว อ้อ! ได้ภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศสเพราะเป็นเด็กสายศิลป์ภาษาและพ่อเลี้ยงเป็นชาวอเ







