LOGINย่าหยากินขนมเค้กรสชาติคุ้นลิ้น วัฒนธรรมช่วงนี้ส่งต่อถึงยุคปัจจุบันทำให้เธอรู้สึกราวกลับได้กลับบ้านอีกครั้ง แต่ก็นั้นแหละ ความจริงก็คือความจริง เธอยังติดอยู่ในช่วงปี ร.ศ.117 ห่างกันประมาณร้อยกว่าปี หญิงสาวยังอยากเดินเที่ยวต่อแต่ดูท่าทางแจ่มจะไม่ไหว ยังดีที่พกยาหม่องมาแก้วิงเวียน วันนี้ถือว่าได้มาเปิดหูเปิดตา วันหน้าต้องมาใหม่แน่นอน
“ฉันจะไปห้องสุขา ประเดี๋ยวเราก็กลับกันเลยนะคะ” ย่าหยาพูดหลังจากจัดการขนมตรงแล้วและสั่งขนนฝรั่งกลับบ้านด้วย
“ไม่อยากไปเที่ยวที่อื่นอีกหรือ?”
“อยากไปค่ะ แต่...วันหลังดีกว่า หรือว่าคุณสินธุ์ไม่อยากพาฉันมาแล้ว”
“ได้สิ เอาไว้วันหยุดของฉัน ฉันจะพาเธอไปเที่ยวเอง”
“สัญญานะ!” เธอยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้า อีกฝ่ายยิ้มขำไม่ยอมเกี่ยวก้อยด้วย
“ไม่ใช่เด็กไม่ต้องเกี่ยวก้อยก็ได้”
“แต่ว่า...ถ้าไม่เกี่ยวก้อยสัญญาก็แสดงว่าไม่รับคำสัญญาสิ”
“ไม่เชื่อใจฉันรึ”
เขาจ้องหน้าเธอนิ่งๆ ครู่หนึ่งย่าหยาพลันนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ใบหน้าหวานก็เห่อร้อนขึ้นมา เธอชักมือกลับแต่เขาเร็วกว่ายื่นมือไปเกี่ยวนิ้วก้อยของเธอ
“ฉันสัญญา”
ปลายนิ้วก้อยเกี่ยวกันเล็กน้อยแต่ราวกับเส้นด้ายที่มองไม่เห็นพันเกี่ยวเหนียวแน่น แม้เป็นระยะเวลาแสนสั้นแต่ราวกับทุกอย่างเหนี่ยวรั้งหัวใจสองดวงไว้ เขาปล่อยมือและเธอดังมือกลับพลางยกมือขึ้นแตะเรือนผมแก้เขินก่อนจะพยักหน้ากับแจ่มชวนกันไปห้องสุขา
เมื่อสองสาวต่างวัยจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ แจ่มก็อดหยอกเจ้านายไม่ได้
“ไม่ยักรู้ว่าคุณย่าหยาสนิทกับคุณสินธุ์”
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยแล้ว “มะ..ไม่..ไม่ได้สนิท เอ่อทุกคนก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”
“ไม่นะเจ้าค่ะ นอกจากคุณหลวงพิชัยกับคุณช้อยแล้ว แจ่มก็ไม่เคยเห็นคุณสินธุ์คุยเล่นหยอกล้อกับใคร
“เขาคงเอ็นดูฉันมั้ง?” ถ้าอยู่ในยุคของเธอ เธอจัดว่าเขาเป็นเพลย์บอยตัวพ่อได้เลยล่ะ มือไว จูบเร็ว ตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว
แจ่มได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไรอีกเพราะเกรงเจ้านายจะเขินอาย ให้เป็นแบบนี้นั้นแหละ ดีแล้ว
เมื่อย่าหยาเดินกลับมาก็เห็นมีคนมานั่งเพิ่ม เป็นชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับคุณสินธุ์ ราวกับรู้ว่าถูกมองจึงย้ายสายตามาทางเธอแล้วลุกขึ้นยืนก้มศีรษะให้เล็กน้อย แต่เธอยกมือไหว้
“Good afternoon”
“Good afternoon”
“หือ? คุณผู้หญิงพูดภาษาอังกฤษได้ด้วยรึ” ชายหนุ่มคนนั้นเลิกคิ้วเป็นเชิงถามแล้วหันมาทางสินธุ์ที่ดูแปลกใจไม่แพ้กัน
ย่าหยากลอกตาไปมาแล้วเอ่ยขึ้น “ฉันพูดซ้ำประโยคของคุณไงคะ”
“อ้อ!” เขาหัวเราะ “ผมชื่อมงคลเป็นเพื่อนกับสินธุ์ เธอชื่อย่าหยาสินะ”
“ค่ะ” เธอก้มศีรษะรับแล้วปรายตามองทางสินธุ์เล็กน้อย เขาลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปผลักไหล่เพื่อนเบาๆ
“ไปๆ อย่ามาวุ่นวาย”
“เรื่องดีๆ แบบนี้จะเอาไปเล่าถวายพระองค์ท่าน ท่านเป็นห่วงว่านายสินธุ์ของเราจะไม่เข้าใกล้สตรีเสียแล้ว”
พนักงานในร้านนำกล่องขนมมาให้จึงยุติบทสนทนาได้ ย่าหยาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเรื่องที่พวกเขาพูดหยอกล้อกัน จู่ๆ ก็เกิดเสียงร้องวุ่นวายในร้านขึ้นเรียกสายตาของทุกคนให้หันไปมองรวมทั้งย่าหยา
“คนนั้น...เป็นอะไรไปรึ” แจ่มก็อดมองไม่ได้
หญิงสาวขยับเท้าเดินเข้าไปใกล้ เห็นเด็กน้อยผมสีทองสุกปลั่งสำลักอาหารจนหน้าเริ่มเปลี่ยนสีคล้ำ สตรีในชุดกระโปรงสุ่มพูดภาษาต่างชาติรัวๆ คล้ายขอความช่วยเหลือ แต่ดูท่าไม่มีใครกล้าช่วย ย่าหยากัดริมฝีปากแน่นแล้วสาวเท้าเข้าไปหยุดด้านหลังเด็กชายวัยราวสิบสองขวบ ใช้สองมือโอบจากด้านหลัง
งอตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ใช้มือซ้ายกำหมัดและมือขวากำรอบมือซ้ายรัดและกระตุกที่ท้องใต้ลิ้นปี่ เพราะเด็กชายตัวเล็กกว่าเธอทำให้ทำท่าได้สะดวก เธอทำซ้ำอยู่สองครั้งก้อนลูกอมก็หลุดออกมาทางปาก ทำให้เด็กชายหายใจได้โล่งขึ้น สีหน้าค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
“thank you! thank you very much!”
ย่าหยายืนดูจนมั่นใจว่าเด็กชายดีขึ้นแล้วจึงยิ้มบางๆ แล้วหมุนตัวเดินออกมาท่ามกลางสายตาของคนในร้านรวมทั้งสินธุ์และเพื่อนของเขา ชายหนุ่มจ้องมองอย่างประหลาดใจและเอ่ยถามทันทีที่เธอเดินมาใกล้
“รู้วิธีช่วยคนเช่นนั้นมาจากที่ใดรึ” เป็นมงคลที่ชิงถามขึ้นมาก่อน
“อ่านเจอในหนังสือ...ค่ะ” เธอพูดหน้าตาเฉย “ไม่รู้ว่าจะใช้ได้จริง โชคดีเหลือเกิน”
“หนังสือเล่มใดรึ”
ย่าหยาไม่คิดว่าจะโดนซักถามมากกว่าขนาดนี้จึงปรายตาบุ้ยปากไปทางชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่
“หนังสือที่คุณสินธุ์ให้ยืมอ่านค่ะ”
หนังสือสามเล่มนั้นจะมีเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร สินธุ์ไม่ได้พูดออกไปแต่พยักหน้าเป็นเชิงบอกให้เดินทางกลับได้แล้ว หญิงสาวเป็นฝ่ายประคองกล่องขนมเอง เธออยากให้พี่ยี่สุ่นได้กินของอร่อยแปลกๆ ดูบ้าง แม้เธอจะเป็นลูกคนเดียวใช้ชีวิตไร้พี่-น้อง แต่เมื่อได้รับความรักความเอาใจใส่จากยี่สุ่นก็รู้สึกรักและเคารพจากใจจริง กว่าจะกลับมาถึงเรือนก็เกือบบ่ายสามโมงไปแล้ว ย่าหยาเข้าไปไหว้คุณช้อยแล้วขอตัวกลับเรือน แจ่มทำท่าจะเดินไปส่งแต่ย่าหยาห้ามไว้ก่อน
“อยู่ดูแลพี่ยี่สุ่นเถอะจ๊ะ ฉันกลับเรือนเองได้” หญิงสาวยิ้มกว้างแล้วเดินกลับเรือนของตน วันนี้ได้ออกไปผจญภัยจนรู้สึกอ่อนเพลียอยากงีบหลับสักหน่อย
“นี่”
“ว้าย!”
“ร้องอะไร”
“คุณสินธุ์มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ฉันเดินตามเธอมานะสิ” เขาหมวดคิ้ว ตัวเขาก็ไม่เล็กทำไมเธอไม่รู้ตัว “ฉันเดินมาส่ง”
“เรือนของฉันกับคุณสินธุ์อยู่คนละทางกัน ไม่ต้องมาส่งก็ได้แล้วนี่ก็กลางวันไม่มีอะไรน่ากลัวเสียหน่อย น่ากลัวที่สุดก็...”
“อะไร?” เขาสาวเท้าเข้าไปใกล้ หญิงสาวผงะถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว ในเรือนไม่มีใครอยู่ทำให้ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร
“เมื่อครู่เธอว่าอะไรน่ากลัวที่สุด” เขาได้ยินชัดแต่อยากได้คำตอบที่ชัดเจน
“ก็...ก็..คุณสินธุ์ไงคะ” เธอเชิดหน้าใส่ แต่เขากลับยื่นหน้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน
“ฉันว่าเธอน่ากลัวมากกว่า เพราะฉันจำได้ว่าหนังสือที่ให้ยืมไปไม่มีเรื่องช่วยคนสำลักอาหาร”
หญิงสาวเม้มปากครุ่นคิดก่อนเอ่ยออกไป
“คุณหลวงกับคุณช้อยอนุญาตให้อ่านหนังสือในห้องหนังสือได้ ฉันจำไม่ได้ว่าอ่านจากเล่มไหน”
“แต่จำวิธีการการได้”
“ช่วยคนได้สำคัญกว่าไม่ใช่เหรอ”
พูดถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าเขาจะสืบสาวเอาเรื่องให้ได้ เธอจะสารภาพแล้วนะว่าเป็นวิญญาณมาจากอนาคต! สินธุ์มองแววตาสุกใสจริงใจแล้วก็ขยับตัวถอยห่าง หากอยู่ใกล้นานไปกว่านี้คงได้จูบเธออีกเป็นแน่ “ได้ยินว่าฝึกคัดตัวหนังสือด้วย” “ค่ะ คุณช้อยสอน” “อย่าไปรบกวนคุณช้อยมาก สุขภาพไม่ค่อยดีนัก” เขาปรามเบาๆ แล้วหรี่ตามอง “ฉันจะสอนให้เอง” “คะ?” “ได้ยินชัดแล้วนี่” “คุณสินธุ์ไปทำงานไม่ใช่เหรอคะ จะเอาเวลาที่ไหนมาสอนฉัน” “ฉันกลับบ้านทุกวัน เลิกงานแล้วฉันจะมาสอนเอง” เห็นสีหน้างงุนงงแล้วเขาก็ยิ้มขำ “วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเริ่มเรียน” ย่าหยามองร่างสูงหมุนตัวออกไปแล้ว เธอยืนงงจนแน่ใจว่าเขาไม่กลับเข้ามาอีกก็โคลงศีรษะไปมา เขาทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าเธอต้องเห็นหน้าเขาทุกวันสินะ คุณสินธุ์นี่เป็นผู้ชายที่น่ากลัว ใจร้าย ชอบแกล้งเธอจริงๆ มิน่าเล่า ใครๆ ก็กลัวคุณสินธุ์กันทั้งนั้น หญิงสาวเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอน บอกตัวเองว่าไม่ควรนอนหลับช่วงบ่ายสาม เพราะจะทำให้กลางคืนหลับไม่สนิท แต่เพราะค
ย่าหยากินขนมเค้กรสชาติคุ้นลิ้น วัฒนธรรมช่วงนี้ส่งต่อถึงยุคปัจจุบันทำให้เธอรู้สึกราวกลับได้กลับบ้านอีกครั้ง แต่ก็นั้นแหละ ความจริงก็คือความจริง เธอยังติดอยู่ในช่วงปี ร.ศ.117 ห่างกันประมาณร้อยกว่าปี หญิงสาวยังอยากเดินเที่ยวต่อแต่ดูท่าทางแจ่มจะไม่ไหว ยังดีที่พกยาหม่องมาแก้วิงเวียน วันนี้ถือว่าได้มาเปิดหูเปิดตา วันหน้าต้องมาใหม่แน่นอน “ฉันจะไปห้องสุขา ประเดี๋ยวเราก็กลับกันเลยนะคะ” ย่าหยาพูดหลังจากจัดการขนมตรงแล้วและสั่งขนนฝรั่งกลับบ้านด้วย “ไม่อยากไปเที่ยวที่อื่นอีกหรือ?” “อยากไปค่ะ แต่...วันหลังดีกว่า หรือว่าคุณสินธุ์ไม่อยากพาฉันมาแล้ว” “ได้สิ เอาไว้วันหยุดของฉัน ฉันจะพาเธอไปเที่ยวเอง” “สัญญานะ!” เธอยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้า อีกฝ่ายยิ้มขำไม่ยอมเกี่ยวก้อยด้วย “ไม่ใช่เด็กไม่ต้องเกี่ยวก้อยก็ได้” “แต่ว่า...ถ้าไม่เกี่ยวก้อยสัญญาก็แสดงว่าไม่รับคำสัญญาสิ” “ไม่เชื่อใจฉันรึ” เขาจ้องหน้าเธอนิ่งๆ ครู่หนึ่งย่าหยาพลันนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ใบหน้าหวานก็เห่อร้อนขึ้นมา เธอชักมือกลับแต่
“เดินไหวหรือไม่ ถ้าไหวฉันจะพาไปตลาด” “ไหว!” คราวนี้ย่าหยาร่าเริงขึ้นมาทันที เห็นรอยยิ้มขบขันของเขาแล้วก็แอบค้อนเข้าให้ ก็คิดเสียว่าได้มาทัศนะศึกษาก็แล้วกัน หญิงสาวตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็น ทั้งรถยนต์ที่เคยเห็นในหนังสือภาพแต่เวลานี้รถยนต์เหล่านั้นแล่นได้จริง “มีรถรางด้วยเจ้าค่ะ!” แจ่มเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย “ที่นี่เรียกว่าอะไรเจ้าคะคุณสินธุ์” “ตลาดสำเพ็ง” “สำเพ็ง” ย่าหยาทวนคำที่ได้ยินแล้วยิ้มรับ “ย่านการค้าของคนจีน” “ถูกต้อง” สินธุ์ยิ้มแล้วพาหญิงสาวเดินไปตามถนนแต่แจ่มยิ้มค้างเมื่อได้ยินคำว่าสำเพ็ง เคยได้ยินว่าเป็นซ่องมิใช่หรือ? แต่นี่มันก็ตลาดชัดๆ สองข้างทางมีร้านรวงมากมาย อัญมณีน้ำงาม เครื่องประดับของสตรี ผ้าแพรไหมเนื้อดี ย่าหยาเห็นคนขายขนมน้ำตาลปั้นก็หยุดยืนมองอย่างสนใจ เสียงหัวเราะหึหึทำให้หญิงสาวหันขวับตวัดตามองอย่างไม่พอใจ“มีแต่เด็กๆ ที่อยากกินขนมน้ำตาลปั้น” สินธุ์หัวเราะในลำคอ“แล้วมีกฎหมายห้ามคนอายุสิบเจ็ดกินขนมน้ำตาลปั้นไหมล่ะ” เธอทำปากยื่นใส่แล้วหันมามองขนมน้ำตาลปั้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่ขนมน้ำตาลปั้นร
“ขอบพระคุณคุณช้อยมากเจ้าค่ะ” ยี่สุนยกมือไหว้ทำให้ย่าหยายกมือไหว้ตาม เช้านี้ทั้งสองมารับประทานอาหารเช้าที่เรือนคุณหลวง พูดคุยกันไปมาคุณช้อยได้ยินว่าย่าหยามีเสื้อผ้ามาไม่กี่ชุด รูปร่างก็เริ่มเปลี่ยนโตเป็นสาวคุณช้อยจึงพาย่าหยาไปลองเสื้อผ้าเก่าๆ ของคุณช้อยเอง ย่าหยาเองก็ไม่คิดว่าเสื้อผ้าที่คุณช้อยยกให้จะเป็นชุดสวยๆงามๆ ขนาดนี้ แล้วก็ไม่คิดว่าจะมาเจอคุณสินธุ์เข้าพอดี ยิ่งเห็นสายตาตกตะลึงยิ่งทำให้เธออยากอวดให้เขาเห็นว่าเธอก็สวยเหมือนกัน“รับประทานมาแล้วขอรับพี่ช้อย” สินธุ์ตอบแล้วแอบเห็นรอยยิ้มเยาะที่มุมปากของย่าหยา ไม่น่าเลย นี่เธอคงเห็นเขามองตาค้างกระมังถึงได้ยิ้มได้ใจเสียขนาดนั้น “แต่องค์ทรงเครื่องขนาดนี้จะไปไหนหรือ?”“สติไม่ดีอย่างนี้จะออกไปไหนได้” วาดพึมพำเสียงเบาแต่จงใจให้ยี่สุ่นได้ยิน แม้ยี่สุ่นได้ยินแต่กลับฝืนยิ้มออกมา อย่าว่าแต่น้องสาวไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาเลย เธอเองก็ไม่เคยไปที่ใดเช่นกัน แจ่มที่ได้ยินชัดจะอ้าปากโต้เถียงแต่ยี่สุ่นปรามด้วยสายตาไว้ก่อน อย่างไรวาดก็เป็นคนสนิทของคุณช้อย เธอไม่อยากลวงเกินคนของคุณช้อยเข้าให้ แล้วจะยิ่งผิดใจกันเสียเปล่า“วาดอย่าพูดเช่นนั้นสิ” คุณช้อ
“ฉัน...” “หาย...หายใจ...ไม่ออก” เธอต่อว่าเขา อยากทำมากกว่า แต่บางทีการแกล้งตัวทำโง่ๆ อาจจะดีกว่า แค่จูบยังไม่ได้เสียตัวสักหน่อย! “ฉันขอโทษ...” เขาพูดเสียงเบาอย่างไม่เคยทำกับหญิงใดมาก่อน “กลัวหรือไม่” “อื้ม” เธอพยักหน้าแรงๆ “เจ็บ” “คราวหน้าจะไม่ทำให้เจ็บอีก” ‘หา! ยังจะมีครั้งหน้าอีกเหรอ!’ ย่าหยาส่ายหน้ารัวๆ “ไม่เอาแล้ว!” คราวนี้ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ เขาเงี่ยหูฟังดูเหมือนบ่าวในเรือนมาแอบพลอดรักกันยังไม่จบศึกง่ายๆ เขาก้มมองคนตัวเล็กที่ขมวดคิ้วยุ่งเหยิง คงทั้งกลัวทั้งตกใจ “จะ...จะขึ้นเรือน” “ฉันไปส่ง” “กะ...กลับ...กลับเองได้” เพราะเขาคลายวงแขนออกแล้วทำให้เธอก้มตัวรอดใต้รักแร้ของเขาออกมา แต่เดินได้ก้าวเดียวแข้งขาที่ยังไม่แรงก็พาให้ตัวเซไปมา สินธุ์เห็นแล้วก็หมุนตัวไปช้อนร่างเล็กอุ้มขึ้นมาทันที “คุณสินธุ์!” “อย่าเสียงดัง ประเดี๋ยวก็ตื่นกันทั้งเรือน” เขาขู่แต่กลับยิ้มละไม ทำให้คนตัวเล็กหยุดดิ้นรนและยอมอยู่นิ่งๆให้เขาอุ้มไปส่งจนใกล้ถ
หญิงสาวพยายามอ่านหนังสือเหล่านี้ แรกทีเดียวเธอก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก การใช้คำ การสะกดคำ การเรียบเรียงประโยคมันต่างจากในยุคปัจจุบันอยู่มาก แต่เมื่ออ่านไปสักครึ่งเล่ม เริ่มทำความคุ้นชินกับภาษาไทยสมัยก่อน เธอก็ทำความเข้าใจได้ ถ้ายังหาทางกลับบ้านในยุคปัจจุบันไม่ได้ เธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้อยู่ในยุคนี้ให้ได้ ย่าหยาบอกกับตัวเองอย่างนั้น ถือว่าชีวิตของ “ย่าหยา” ไม่ถือว่าลำบากอะไรนัก แม้ว่าครอบครัวเดิมของเธอไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็มีสวนผลไม้และไร่นาปล่อยให้เช่าทำกิน พอมีรายได้เข้ามืออยู่บ้าง พี่ยี่สุ่นแม้ไม่ได้เรียนหนังสือแต่ก็พออ่านออกเขียนได้ เธอจึงคิดหาช่องทางให้ตัวเอง อยู่ในปีพ.ศ.2567 เธอเป็นนักเขียน แม้จะไม่โด่งดังแต่ก็มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ ถ้าเธอจะเป็นนักเขียนในยุคนี้จะได้ไหมนะ คนยุคนี้เขาอ่านอะไรกัน เธอเองก็ไม่ได้ช่ำชองเรื่องประวัติศาสตร์เอาเสียด้วยสิ เป็นนางเอกนิยายเรื่องอื่นเขามีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ใช่ความรู้กู้บ้านกู้เมืองได้ แต่เธอนะ ความรู้น้อยนิด ไอ้ที่เรียนมาก็ส่งคืนครูบาอาจารย์ไปหมดแล้ว อ้อ! ได้ภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศสเพราะเป็นเด็กสายศิลป์ภาษาและพ่อเลี้ยงเป็นชาวอเ







