INICIAR SESIÓNหลายอาทิตย์ต่อมาภายในห้องนั่งเล่นสุดหรูของคอนโดมิเนียม พีรวิทย์เพิ่งก้าวออกจากห้องน้ำพร้อมหยาดน้ำที่เกาะพราวบนแผงอกกำยำ ทว่าบรรยากาศที่ควรจะรื่นรมย์กลับเย็นเยียบลงฉับพลัน เมื่อร่างระหงของมนต์นภายืนถือสมาร์ทโฟนของเขาค้างไว้ แววตาคู่สวยที่เคยอ่อนหวานบัดนี้เต็มไปด้วยเพลิงหึงที่พุ่งสูงลิ่ว
“พี่พีร์!!... เมื่อกี้โทรศัพท์พี่มีสายเรียกเข้านะคะ เห็นโทรมาหลายรอบมาก เหมือนจะชื่อโรสอะไรนี่แหละ... ใครเหรอคะ?” พีรวิทย์ถึงกับใจคอไม่ดี ไม่คิดว่ากรรมจะตามสนองเร็วขนาดนี้ สายตาจิกกัดของมนต์นภาทำให้เขารู้ซึ้งเลยว่า พายุหึงของมนต์นภานั้นรุนแรงกว่าพายุใดๆ ในโลก สมองของคาสโนวาหนุ่มรีบขุดมุกแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ขึ้นมาทันที
“น่าจะเป็นพนักงานในบริษัทละมั้งครับ สงสัยจะมีเรื่องด่วน เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ค่อยโทรกลับก็ได้” เขายิ้มแห้งๆ พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด แต่โทรศัพท์ในมือกลับดันทรยศขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ครืด... ครืด...ครืด... มันสั่นประท้วงขึ้นมาราวกับรู้ใจของมนต์นภาที่จ้องจับผิด บ้าฉิบ!..พีรวิทย์สบถในใจ พยายามจะเดินเลี่ยงไปหยิบโทรศัพท์เพื่อกดตัดสาย แต่มนต์นภากลับขวางทางไว้พร้อมกับส่งสายตาพิฆาตที่ทำเอาเขาสะดุ้ง
“รับสิคะ...” เธอเค่นเสียงสั่ง
“ทำไมพี่ไม่รับล่ะ หรือว่ามีอะไรเกินกว่าจะเป็นพนักงานในบริษัท”
“ช่างเถอะมนต์ เลยเวลาเลิกงานแล้ว พี่ไม่อยากคุยเรื่องงานตอนนี้” เขาเริ่มเหงื่อซึม
“ถ้าเป็นเรื่องงานจริง พี่ก็รับให้มนต์สบายใจหน่อยสิคะ...” คำท้าทายนั้นมาพร้อมกับใบหน้าที่เชิดขึ้นอย่างถือดี
“พี่พีร์มีอะไรปิดบังมนต์อยู่หรือเปล่าคะ?” เธอเลิกคิ้วถามขณะเดินตามเขากดดันทุกฝีก้าว
“ไม่มีจ้ะ ไม่มีจริงๆ” เสียงเขาสูงจนผิดปกติ
“งั้นก็รับเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่รับ... ก็ไม่ต้องมาคุยกันอีก!”
คำขาดนั้นทำให้พีรวิทย์หน้าจ๋อยลงทันตา เขาไม่มีทางเลือกนอกจากกดรับสายด้วยนิ้วที่สั่นเทา
“รับก็ได้จ้ะ...”
“แล้วก็... เปิดลำโพงด้วยค่ะ”
เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล พีรวิทย์อยากจะวาร์ปหนีไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด เขาจำใจกดปุ่มเปิดลำโพงตามคำสั่ง และยังไม่ทันที่เขาจะอ้าปาก เสียงออดอ้อนระคนตัดพ้อของปลายสายก็ดังสนั่นไปทั่วห้อง
“ฮัลโหล พีร์ขาาาา... ทำไมพีร์ไม่รับสายโรสเลยล่ะคะช่วงนี้ โรสคิดถึงพีร์จะแย่อยู่แล้วนะคะ”
พีรวิทย์หน้าซีดเผือดทันที เขาหันไปมองมนต์นภาที่จ้องอยู่ตรงหน้า
“เอ่อ... พอดีช่วงนี้ผมยุ่งๆ น่ะครับคุณโรส มีธุระอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่มีแค่นี้นะครับ ผมยุ่งอยู่” เขาพยายามตัดบทแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น
“เดี๋ยวสิคะพีร์! ทำไมต้องพูดจาห่างเหินกับโรสแบบนี้ล่ะคะ” ปลายสายยังคงพร่ำเพ้อ พีรวิทย์จึงรีบโยนขี้กระเด็นทันที
“ผมว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะโรส ผมคิดว่าคุณจะเข้าใจสิ่งที่ผมบอกไปเสียอีก” เขาแสร้งทำเป็นเนียนว่าเลิกรากันไปแล้ว
“โธ่พีร์ขา... ก็โรสคิดถึงนี่คะ หลายวันมานี้พีร์ไม่มาหาโรสเลย ที่คอนโดโรสเหง๊าเหงา”
ติ๊ด!..ติ๊ด!..ติ๊ด!...พีรวิทย์รีบกดตัดสายและปิดเครื่องหนีทันทีราวกับมันเป็นระเบิดเวลา เขามองหน้ามนต์นภาที่บัดนี้ยืนกอดอกคาดโทษเขาอย่างหนักหน่วง
“ปิดทำไมล่ะคะ... ทำไมไม่คุยต่อให้จบ”
“มนต์... คือเขาคุยไม่รู้เรื่อง พี่ยอมรับว่าคนนี้พี่เลิกไปนานแล้วจริงๆ ไม่เชื่อถามคุณแม่พี่ก็ได้จ้ะ!” เขาละล่ำละลักอธิบาย
“ไหนพี่บอกว่า... โสด ไงคะ?”
“โรสกับพี่เค้าเลิกกันแล้วจริงๆ จ้ะ” เขาพยายามใช้มุกน่าสงสาร แต่ดูเหมือนมนต์นภาจะไม่หลงกลง่ายๆ
“งั้นเหรอคะ... มนต์ว่าพรุ่งนี้พี่พีร์แวะไปหาเธอสักหน่อยดีไหมเดี๋ยวเธอจะเฉาตายเสียก่อน!”
พูดจบ มนต์นภาก็สะบัดหน้าแล้วเดินกระแทกเท้าปังๆ เข้าห้องนอนไป พีรวิทย์รีบวิ่งตามไปติดๆ แต่เสียงของการล็อกประตูก็ดังสวนมา ทำให้เขาต้องหยุดอยู่หน้าห้องด้วยใบหน้าที่จืดสนิท
“มนต์! เปิดประตูให้พี่ก่อน มนต์!”
พีรวิทย์ได้แต่ยืนถอนหายใจยาวหน้าห้องนอนตัวเอง ค่ำคืนที่หวังจะแสนหวานกลับกลายเป็นสมรภูมิรบไปเสียได้ เขาเพิ่งเข้าใจซึ้งในวันนี้เองว่า... เอาเธอมาเก็บไว้ใกล้ตัวแบบนี้ มันเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเขาจนน่วมไปทั้งตัวจริงๆ!
“มนต์... มนต์จ๋า ฟังพี่ก่อน ใจเย็นๆ สิครับ เปิดประตูให้พี่หน่อยนะคนดี”
เสียงเคาะประตูรัวๆ มาพร้อมกับน้ำเสียงอ้อนวอนที่ดังลอดเข้ามาไม่ขาดสาย มนต์นภายืนกำหมัดแน่นอยู่หลังบานประตู ความโกรธระคนน้อยใจมันจุกอยู่ที่อก จนสุดท้ายความรำคาญก็เอาชนะความเงียบ เธอตัดสินใจกระชากประตูเปิดออกอย่างแรงจนคนข้างนอกเกือบหน้าคะมำ
“มนต์... ฟังพี่นะ พี่กับโรสเราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วจริงๆ!” พีรวิทย์รีบชิงพูดก่อนที่ประตูจะปิดลงอีกรอบ
“นั่นมันก็เรื่องของพี่! จะไปเป็นอะไรกันมนต์ก็ไม่สนหรอก!”
“โธ่... จริงๆ นะครับมนต์ ก่อนหน้านี้พี่เคยคบกับเขาจริง แต่มันจบไปตั้งนานแล้ว จู่ๆ เขาก็โทรมาหาพี่เอง พี่สาบานได้ว่าพี่ไม่ได้ติดต่อเขาไปก่อนเลยนะจ๊ะ”
ชายหนุ่มรีบแทรกตัวและใช้ไหล่ดันประตูเอาไว้ไม่ให้เธอปิดได้ มนต์นภาเห็นท่าทางกะล่อนที่พยายามจะเอาตัวรอดก็ยิ่งโมโห เธอหันไปคว้าหมอนใบโตบนเตียงแล้วขว้างใส่หน้าเขาเต็มแรง
ตุ๊บ!!!
หมอนใบใหญ่ปะทะเข้าที่หน้าของพีรวิทย์อย่างจัง แต่เขากลับคว้ามันไว้ได้ทันท่วงทีพร้อมกับทำหน้าตายิ้มแห้งๆ ส่งมาให้
“คนมักง่าย! เห็นแก่ตัวที่สุด!” เธอตวาดใส่ด้วยน้ำตาที่เริ่มคลอหน่วย
“แล้วแบบนี้มนต์จะไว้ใจพี่ได้ยังไง พี่พีร์ก็คงเห็นมนต์เป็นแค่ของเล่นชิ้นใหม่ที่ไม่ต่างจากผู้หญิงพวกนั้นใช่ไหมคะ พอเบื่อแล้วก็แค่โยนทิ้งไปหาคนอื่น!”
“ไม่ใช่นะครับ! มนต์ไม่เหมือนผู้หญิงพวกนั้นเลยสักนิด” น้ำเสียงของพีรวิทย์เปลี่ยนเป็นจริงจัง ดวงตาคมกริบสบประสานกับดวงตากลมโตอย่างหนักแน่น
“หึ! ไม่เหมือนยังไงไม่ทราบ?” เธอเลิกคิ้วถามพลางแค่นยิ้มเยาะ
“กับคนอื่น... พี่อาจจะแค่สนุกชั่วครั้งชั่วคราว แต่กับมนต์ พี่อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยจริงๆ พี่อยากดูแล อยากเห็นมนต์มีความสุขในทุกๆ วัน พี่อยากให้มนต์เป็นแม่ของลูกพี่นะครับ... มนต์ต้องเชื่อใจพี่นะ”
คำว่าแม่ของลูกทำเอาหัวใจของหญิงสาวสั่นสะท้านไปวูบหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับความผิดที่เขาเพิ่งก่อยังไงมันก็ทดแทนกันไม่ได้อยู่ดี
“งั้นก็ดีค่ะ! แต่คืนนี้เชิญพี่ไปนอนข้างนอกห้องพิสูจน์ความจริงใจไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าพิสูจน์ได้เมื่อไหร่... มนต์จะให้พี่กลับมานอนด้วยกันอีกครั้ง!”
“โธ่... มนต์จ๋า อย่าใจร้ายกับพี่นักเลยนะ” พีรวิทย์รีบทิ้งหมอนแล้วยื่นมือหมายจะโอบกอดร่างบางเพื่อใช้ไม้ตายเดิมออดอ้อน
“หยุด!!!” มนต์นภาชี้หน้าสั่งเสียงเฉียบ
“ครั้งนี้มนต์เอาจริง ถ้าพี่พีร์ไม่ทำตามที่มนต์บอก ก็แสดงว่าคำพูดที่บอกว่าจริงใจเมื่อกี้... มันก็แค่เรื่องโกหก!”
ชายหนุ่มชะงักทันที มือที่กำลังจะเอื้อมไปกอดค้างเติ่งกลางอากาศ เขาถอนหายใจยาวอย่างคนยอมจำนน “โอเคครับ... พี่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าพี่รักและจริงใจกับมนต์แค่ไหน แต่มนต์อย่าโกรธพี่นานนักเลยนะ พี่ใจจะขาดตายอยู่แล้ว”
“ก็ได้ค่ะ แต่คืนนี้... เชิญ!” เธอชี้นิ้วเรียวไปที่โซฟาตัวยาวในห้องรับแขกอย่างไม่ใยดี
พีรวิทย์มองตามนิ้วนั้นแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไหล่หนาห่อเหี่ยวลงทันตา
“ก็ได้จ้ะ... แต่ถ้าพรุ่งนี้พี่พิสูจน์ได้ว่าพี่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับโรสเค้าแล้ว พี่ขอกลับมานอนบนเตียงนี้กับมนต์นะจ๊ะ”
เขาพยายามต่อรองด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ หวังเรียกคะแนนสงสาร แต่มนต์นภากลับทำใจแข็งสะบัดหน้าหนีไม่ยอมสบตาคู่ที่แสนอ้อนวอนนั่น พีรวิทย์จึงต้องจำใจลากเท้าเดินถือหมอนหนึ่งใบออกไปที่โซฟาอย่างโดดเดี่ยว
ปัง!..เสียงปิดประตูห้องนอนที่ดังตามหลังมา ประหนึ่งเสียงประกาศชัยชนะของมนต์นภา ทิ้งให้คาสโนวาจอมเจ้าเล่ห์ต้องนอนขดตัวบนโซฟาที่แสนเหน็บหนาว... และบทลงโทษนี้ดูท่าจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
พีรวิทย์ก้าวขึ้นจากอ่างอาบน้ำอย่างสง่างามหยาดน้ำเกาะพราวตามแผงอกกำยำ เขาเดินตรงเข้าไปหาภรรยาสาวก่อนจะวาดแขนโอบรัดเอวบางให้เข้ามาแนบชิดกับกายผู้เป็นสามีร่งที่ยังคงร้อนผ่าว“ไปนั่งที่ขอบอ่างดีกว่าครับ เดี๋ยวพี่สระผมให้เอง”“สัญญานะคะว่าจะสระผมอย่างเดียว... จะไม่ทำอะไรมนต์ในห้องน้ำ” หญิงสาวเอ่ยดักคอพร้อมช้อนสายตาอ้อนวอน พีรวิทย์คลี่ยิ้มเอ็นดูพร้อมก้มลงจุมพิตหน้าผากมนเป็นการยืนยัน“สัญญาครับ”เมื่อจัดการชำระล้างร่างกายจนสะอาดสะอ้าน พีรวิทย์ก็อุ้มร่างนุ่มนิ่มมาวางลงบนเตียงกว้างอย่างเบามือ เขาหยิบไดร์เป่าผมมาบรรจงเป่าให้เธออย่างใจเย็น กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูผสมกับกลิ่นกายสาวทำเอาชายหนุ่มแทบเคลิ้ม“ถ้าผมยังไม่แห้งสนิทก็ห้ามนอนเด็ดขาดนะ เดี๋ยวที่นอนจะเปียกชื้นเอาได้”“แน่ะ! จะเอาคืนใช่ไหมคะ” มนต์นภาหันมาเลิกคิ้วถามอย่างรู้ทัน“เปล้า!!...” เขาตอบเสียงสูงพลางทำหน้าซื่อ“จริงเหร่ออออ!!...” หญิงสาวลากเสียงยาวอย่างไม่เชื่อถือ“อื้อ... ก็คืนแรกที่เรานอนด้วยกัน มนต์ก็พูดกับพี่แบบนี้”“พี่รู้นะว่าตอนนั้นมนต์น่ะเป็นห่วงพี่ กลัวพี่จะเป็นหวัด”“เปล่าซะหน่อย มนต์กลัวหมอนเปียกต่างหากล่ะ” เธอเชิดหน้าตอบอย่า
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกึกก้องสะท้อนผนังห้องเช่าคับแคบ ผสานกับเสียงครวญครางที่แทบไม่เป็นภาษา พริมโรสถูกจองจำอยู่กลางสมรภูมิสวาทที่ร้อนแรงและป่าเถื่อนที่สุดในชีวิต กิตที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังอาศัยจังหวะที่เธออ้าปากครางกระเส่า ดันแท่งเนื้อร้อนผ่าวโถมเข้าสู่ช่องทางรักที่บอบบางอย่างหนักหน่วงในคราเดียว“โอ๊ยยย! พี่... เจ็บ! มันเข้าได้ยังไง... โอ้ยยย! อื๊ออออ!”หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวจนหน้าหงายส่ายไปมาด้วยความทรมานปนเสียวซ่าน ร่างกายของเธอสั่นสะท้านราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อความแข็งแกร่งมหาศาลจากชายสองคนสอดประสานเข้าหากันภายในร่างกายของเธอพร้อมกันจนอัดแน่นไปทุกอณูกิตใช้มือหนาขยุ้มเข้าที่กลุ่มผมสลวย กระชากร่างบางให้แอ่นรับแรงกระแทกจากด้านหลังอย่างดุดัน ในขณะที่ชัยซึ่งยืนค้ำอยู่ด้านหน้าก็โถมกายสวนกลับเข้ามาอย่างไม่ลดละ ทุกจังหวะที่พวกเขาสอดประสาน พริมโรสรู้สึกเหมือนร่างกายถูกเติมเต็มจนล้นปรี่ ความรู้สึกคับแน่นจนแทบฉีกขาดในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความกระสันอยากที่รุนแรงอย่างไม่อาจต้านทาน“อาาา!!!...อร๊ายยย!”พริมโรสจำใจยอมรับพายุสวาทที่โหมกระหน่ำจากทั้งสองทางอย่างลืมอาย ผิวขาวเนียนละเอียดอาบไปด้วยห
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...เสียงเคาะประตูยามค่ำคืนทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวราวกับกลองรบ ภายในห้องเช่าแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและควันบุหรี่จางๆ หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง “หวังว่าคงไม่ใช่ตำรวจนะ” มือเรียวผลักประตูออกเพียงน้อยนิด แต่แล้วดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง“พี่กิต! พี่ชัย!!!...” พริมโรสพึมพำเสียงสั่น ภาพตรงหน้าคือชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองคนที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดวิ่นเปรอะเปื้อนฝุ่นและหยาดเหงื่อ กลิ่นกายที่โชกไปด้วยเหงื่อปะทะเข้าจมูกเธออย่างจัง“เปิดประตูให้สิโรส! จะยืนเซ่ออยู่ทำไม เดี๋ยวตำรวจก็ได้แห่มาลากคอหรอก!” กิตพี่คนโตสบถด้วยความโมโหพลางใช้ร่างดันประตูแล้วแทรกกายเข้ามา ตามด้วยชัยที่หอบหายใจอย่างหนักจนต้องทรุดลงนั่งกับ“พวกพี่หนีตำรวจมาเหรอ” “ก็ใช่น่ะสิ” “เอาค่าจ้างที่เหลือมา” น้ำเสียงสั่นเทาด้วยความอาฆาต “ค่าจ้างอะไร พวกพี่ทำงานไม่สำเร็จนะ” พริมโรสแย้ง ชัยเงยหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น นัยน์ตาแดงก่ำและเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ค้างคาจากการหนีตาย“พวกพี่เกือบโดนเป่าหัวกระจุย! แต่เธอกลับหนีเอาตัวรอดคนเดียว แถมเงินก็ไม่จ่าย มันจะไม่เอาเปรียบกันหน่อยเหรอ” กิตก
พีรวิทย์โน้มกายลงทาบทับร่างอวบอิ่มของแฟนสาว ความปรารถนาที่กักขังไว้ภายในจวนจะระเบิดออกมาผ่านสายตาคมที่เต็มไปด้วยเพลิงราคะอันเร่าร้อน เขาจ้องมองใบหน้าหวานราวกับจะกลืนกินมนต์นภาเข้าไปทั้งตัว“เรามาซ้อมเข้าห้องหอกันมั้ยที่รัก... ” น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าอย่างปิดไม่มิด“มนต์ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะคะ... อย่ามาหลอกกันซะให้ยากเลย”“งั้นพี่บอกตรงๆ เลยก็ได้... คืนนี้พี่อดใจไม่ไหวแล้วจริงๆ ขอพี่สักครั้งเถอะนะ” เขาขยับกายเข้าหาจนสัมผัสได้ถึงไอออนร้อนระอุ มือน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงพยายามดันอกแกร่งเอาไว้ แต่มันกลับเหมือนการเชื้อเชิญ เมื่อผิวเนื้อที่บดเบียดกันทำให้เธอกลับเป็นฝ่ายสั่นสะท้านเสียเอง พีรวิทย์ซุกไซ้จมูกโด่งลงกับซอกคอหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมหวานยิ่งกว่ามวลบุปผชาติ“มนต์จ๋า... พี่ขอนะที่รัก น้องชายของพี่มันปวดไปหมดแล้ว”“พี่พีร์!!!!... แต่มนต์เพิ่งโดนต่อยท้องมานะคะ พี่ยังจะทำเรื่องอย่างว่ากับมนต์อีกแล้วเหรอ” เธอประท้วงเสียงแผ่ว พยายามยกความเจ็บป่วยมาอ้าง“มนต์ยังเจ็บอยู่เหรอ งั้นเดี๋ยวไปเอายามาทายาให้นะ” พีรวิทย์ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นห่วงใย ก่อนจะลุกไปหยิบยาแก้ฟกช้ำ“ไหน....ให้พี่ดูหน
“มนต์ชอบที่นี่หรือเปล่าจ๊ะ” พีรวิทย์เอ่ยถามพลางโอบร่างบางเข้าหาอ้อมอกกว้าง ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังเนียนนุ่มผ่านเนื้อผ้าชุดนอนเบาบางอย่างแสนรัก“ชอบสิคะ... แต่ชอบเจ้าของห้องมากกว่า” มนต์นภาช้อนสายตาขึ้นมองพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เลียนแบบมาจากคนตรงหน้าไม่มีผิดเพี้ยน“อืม... พูดแบบนี้สงสัยพี่ต้องให้รางวัลสักหน่อยแล้ว” ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาหมายจะประทับจูบ ทว่าหญิงสาวกลับเบี่ยงหลบพร้อมทำท่าหาววอด“มนต์ยังไม่รับตอนนี้ได้ไหมคะ ขอนอนก่อน... ง้วงง่วง!!!”“จะรีบง่วงไปไหน... หืม?” พีรวิทย์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะหยิบรีโมตยื่นให้เธอ “ดูหนังกับพี่ก่อนไหม มนต์เลือกเลยว่าอยากดูเรื่องอะไร”หญิงสาวกดรีโมตไปที่ช่องภาพยนตร์รักโรแมนติก พีรวิทย์แสร้งทำเป็นเอนศีรษะลงบนบ่าเล็ก มือน้อยๆ ช่วยจัดท่าทางให้เขานอนสบายขึ้นจนเธอนึกขำในใจว่าคนชวนดูหนังกลับมาชิงหลับเสียเอง ภาพยนต์ดำเนินไปท่ามกลางความเงียบ ทว่าจังหวะที่หนังถึงฉากตื่นเต้น มนต์นภาก็อุทานลั่นด้วยความตกใจ“ว้าย!” ร่างหนาที่แกล้งหลับรวบกอดเธอไว้ในทันที แผ่นหลังบางแนบชิดกับอกแกร่งจนสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมา “ตกใจเหรอที่รัก”“คนเจ้าเล่ห์! ปล่อยมนต์
บรรยากาศภายในบ้านของมนต์นภาเต็มไปด้วยความห่วงใย หลังจากที่คุณเพ็ญศรีได้รับฟังเรื่องราวอันตรายที่ลูกสาวเพิ่งเผชิญมา หัวใจของผู้เป็นแม่ก็สั่นระรัวด้วยความตระหนก เธอจ้องมองรอยฟกช้ำเล็กน้อยบนตัวลูกสาวด้วยความสงสาร ก่อนจะหันไปสบตากับชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้าง“คืนนี้มนต์ไปนอนบ้านพี่พีร์เลยก็ได้นะลูก แม่เป็นห่วง... พรุ่งนี้จะขับรถไปทำงานคนเดียวแม่คงไม่สบายใจ” คุณเพ็ญศรีเอ่ยปากอนุญาตด้วยความเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตลูกสาวเธอไว้“ดีเลยครับคุณน้า ผมเองก็เป็นห่วงมนต์จนแทบไม่เป็นอันทำอะไรเหมือนกัน” พีรวิทย์รีบรับคำพลางฉีกยิ้มกว้าง แววตาคมกริบทอประกายวาววับขณะหันไปมองร่างบางที่ยืนอยู่ข้างๆมนต์นภาหันมาค้อนขวับให้ชายหนุ่มทันที เธอรู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าแสนดีที่แสดงต่อหน้าแม่เธอนั้น พีรวิทย์กำลังวางแผนรุกเธออย่างไรบ้างในค่ำคืนนี้ “น้าต้องขอบคุณที่พีร์ช่วยลูกสาวน้าไว้ได้ทันเวลาพอดี” คุณเพ็ญศรีกล่าวด้วยความซาบซึ้ง เธออาบน้ำร้อนมาก่อนทำไมจะดูไม่ออกว่าสายตาที่พีรวิทย์ใช้มองลูกสาวเธอนั้นมันเต็มไปด้วยความรักและเทิดทูนเพียงใดหลังมื้อค่ำจบลงระหว่างที่มนต์นภาเลี่ยงขึ้นไปจัดกระเป๋าด้านบน พีรวิทย์ก







