Masukเมื่อปราณเดินลงมายังชั้นล่างของร้านทอง ซึ่งมีเหล่าบอดี้การ์ดร่างกำยำในชุดสูทสีดำยืนเฝ้าอยู่อย่างเคร่งขรึม เธอก็เตรียมจะเดินผ่านออกไปตามปกติ แต่ทว่า พี่เข้ม หัวหน้าบอดี้การ์ดที่ยืนอยู่หน้าประตู กลับก้าวเข้ามาขวางทางเธอไว้
ปราณชะงักไปนิดหน่อย ก่อนจะส่งยิ้มเจื่อน ๆ
“มีอะไรรึเปล่าคะพี่คนหล่อ”
พี่เข้มไม่ตอบ แต่กลับพยักหน้าให้ลูกน้องอีกสองคนเดินไปหยิบถุงกระดาษใบใหญ่หลายใบและกล่องสานอย่างประณีตออกมาจากเคาน์เตอร์ด้านใน
ปราณมองตาค้างเมื่อเห็นกองทัพขนมไทยมากมายถูกนำมาวางตรงหน้า
“คุณนายสั่งไว้” พี่เข้มเอ่ยเสียงเรียบตามสไตล์คนพูดน้อย “ให้เอาของทั้งหมดนี่ให้คุณปราณด้วย”
ปราณก้มลงดูในถุงและกล่องที่เปิดแง้มออก กลิ่นหอมของน้ำลอยดอกมะลิและควันเทียนโชยแตะจมูกทันที มีทั้ง ด้านในเต็มไปด้วยขนมไทยหลากหลายชนิด
ทั้งทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ที่เส้นละเอียดเหมือนไหม ขนมจ่ามงกุฎ ที่ปั้นอย่างวิจิตร ขนมเปียกปูนใบเตยสีเขียวสด ไปจนถึง ลูกชุบ ที่ปั้นเป็นรูปผลไม้จิ๋วน่ารักน่าเอ็นดู
“โห เยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ ปราณกินได้เป็นอาทิตย์เลยนะ” ปราณอุทานพลางหยิบลูกชุบรูปมะม่วงจิ๋วขึ้นมาดู “คุณนายสั่งมาจากเจ้าไหนเนี่ย สวยขนาดนี้”
“แม่ครัวชาววังที่บ้านคุณนายทำเองครับ” บอดี้การ์ดอีกคนเสริม “คุณนายกำชับว่า...ต้องส่งขนมทุกอย่างให้ถึงมือคุณปราณ”
ปราณเงยหน้าขึ้นมองไปยังบันไดชั้นสองที่มุ่งสู่ห้องทำงานของคุณนายร้านทอง รอยยิ้มกว้างค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กรับจ้างสาว
เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่ขนม แต่มันคือนิสัยที่แท้จริงของผู้หญิงคนนี้ ก่อนหน้านี้ปราณเคยได้ยินมาจากปากของชาวบ้านแถววัดหลายรายว่า คุณนายมธุสรคนนี้สุดแสนจะใจดี ขี้สงสาร แถมยังชอบช่วยเหลือผู้อื่น
สงสัยงานนี้ ปราณคงต้องพิสูจน์คำกล่าวที่ว่านั้นด้วยตัวเธอเองซะแล้ว
“ฝากไปบอกคุณนายด้วยนะคะ...ว่าปราณชอบมาก แต่ขนมพวกนี้หวานสู้ใบหน้าสวย ๆ ของคุณนายไม่ได้หรอกค่ะ”
พูดจบปราณก็หอบหิ้วถุงขนมพะรุงพะรังเดินออกจากร้านไปด้วยท่าทางอารมณ์ดี ทิ้งให้บอดี้การ์ดชุดดำยืนมองตามด้วยสายตาแปลก ๆ
ส่วนที่ชั้นสอง หลังม่านลูกไม้สีนวล มธุสรที่แอบยืนมองอยู่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะจิ๊ปากแก้เขินเมื่อเห็นปราณชูถุงขนมขึ้นโบกไปมาทางหน้าต่าง แถมยังส่งยิ้มกว้างให้เธอปิดท้าย ก่อนจะขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจแล้วขับออกไป
จิ๊...ยัยเด็กคนนี้ ได้ใจใหญ่แล้วนะ
ปราณขับรถกลับไปยังบ้านเช่าหลังเล็กของเธอด้วยหัวใจพองโต แน่นอนว่าเธอชอบขนมที่คุณนายให้มา แต่ก็อดขำไม่ได้เมื่อคิดว่า
เจอกันครั้งแรก ของฝากคือขนมไทย
สมกับเป็นคุณนายผู้ใจบุญวัยสี่สิบหกจริง ๆ สงสัยหลังจากนี้คงอดกินพวกเบเกอรี มาการอง หรือขนมวัยรุ่นแล้วล่ะปราณ ทำใจไว้ล่วงหน้าเลย
บ่ายวันนั้น ณ บ้านสวนชานเมือง
บรรยากาศแดดร่มลมตก ทำให้บ้านสวนของมธุสรดูร่มรื่นกว่าที่คิด ปราณกำลังนั่งขลุกอยู่บนพื้นหญ้ากับลูกหมาสามสี่ตัวที่ดูสุขภาพดีเกินกว่าจะเป็นหมาจร (ซึ่งปราณเองก็แอบสงสัย) เธอวุ่นอยู่กับการเช็ดตัวและป้อนอาหารเม็ดเกรดพรีเมียมที่วางรออยู่แล้วอย่างดี
ส่วนทางด้านของมธุสรก็เฝ้ารอข้อความจากคนเด็กกว่าด้วยใจจดจ่อ เมื่อได้ยินเสียงเตือนข้อความ เธอก็รีบคว้ามือถือมากดดูทันที
แล้วก็คลี่ยิ้มมุมปากออกมาอย่างไม่รู้ตัว
[ปราณ : เด็กๆ กินอิ่มแล้ว นอนหลับปุ๋ยเลย ส่วนหนูก็กำลังจะละลายเพราะอากาศร้อนค่ะ แฮ่!]
ส่งรูปเซลฟีตัวเองทำหน้าทะเล้นคู่กับลูกหมา
มธุสรถึงกับหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ รอยยิ้มของปราณในรูปนั้นมันช่างดูสดใสและอบอุ่นจนเธออยากจะไปนั่งอยู่ตรงนั้นด้วย
แล้วความคิดของเธอก็ไวกว่าแสง มธุสรรีบต่อสายตรงหาบอดี้การ์ดของเธอทันที
“เข้ม...เตรียมรถ ฉันจะไปตรวจงานที่บ้านสวน”
“แต่คุณนายมีนัดคุยงานกับลูกค้าตอนบ่ายสามนะครับ”
“เลื่อนไป! บอกว่าฉันปวดหัวกะทันหัน อยากพักผ่อน” มธุสรสั่งเสียงเข้ม พลางรีบคว้ากระเป๋าถือเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น รถยุโรปคันหรูก็มาจอดที่หน้าบ้านสวน มธุสรก้าวลงจากรถด้วยชุดเดรสสีฟ้าอ่อนดูสบายตา เธอพยายามปรับสีหน้าให้ดูราบเรียบเหมือนเดิมเมื่อเห็นปราณวิ่งหน้าตั้งมาต้อนรับ
“อ้าวคุณน้า ไหนบอกว่ายุ่งไงคะ มาตรวจงานเร็วเกินคาดนะเนี่ย” ปราณทักทายพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก
“ฉัน...ฉันแค่ผ่านมาแถวนี้พอดี เลยแวะมาดูว่าเงินที่เสียไปมันคุ้มค่าไหม” มธุสรพูดพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะสะดุดที่ใบหน้าแดงก่ำของปราณเพราะความร้อน “โอ๊ย! ทำไมเธอหน้าแดงแบบนั้น แดดมันร้อนก็รู้จักหลบสิ ยัยเด็กบื้อ”
มธุสรหันไปหาบอดี้การ์ด “พี่เข้ม ไปเอาพัดลมเคลื่อนที่ในรถมา แล้วก็เอาน้ำส้มคั้นสดที่สั่งไว้มาให้เด็กนี่ด้วย”
ปราณยืนอึ้ง มองบอดี้การ์ดร่างยักษ์ที่รีบวิ่งไปยกพัดลมและกระติกน้ำแข็งมาวางให้เธอราวกับเธอเป็นแขกวีไอพี
“คุณน้าทำอะไรคะเนี่ย หนูหน้าแดงเพราะตากแดดมันเรื่องปกติค่ะ คุณน้าจะหอบพัดลมมาทำไมเนี่ย”
ปราณแอบเหวอเล็กน้อยกับการกระทำของมธุสร เธอรู้ว่าคุณนายเป็นคนใจดี แต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้
“ฉันแค่ไม่อยากให้คนงานของฉันเป็นลมตายในบ้านฉันเฉย ๆ” มธุสรสะบัดหน้าหนีแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ม้านั่งใต้ร่มไม้
ปราณหัวเราะเบา ๆ เดินตามไปนั่งลงบนพื้นหญ้าข้าง ๆ เก้าอี้ของมธุสร เธอหยิบน้ำส้มขึ้นมาดื่มพลางมองหน้าคุณนายที่แสร้งทำเป็นดูบรรยากาศรอบตัว
“คุณน้าใจดีอย่างที่เค้าบอกกันจริง ๆ ด้วย”
ปราณเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับแฝงความรู้สึกบางอย่างไว้ในนั้น
มธุสรชะงัก นิ้วที่กำลังเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ตหยุดนิ่ง เธอเหลือบมองเด็กสาวที่นั่งยิ้มอยู่ข้างเท้าของเธอ แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านใบไม้ลงมากระทบใบหน้าของปราณ ทำให้มธุสรรู้สึกว่าเรื่องราวหนัก ๆ ในใจที่เธอแบกมาตลอดชีวิต กลับเบาบางลงไป เพียงแค่ได้เห็นความสดใสตรงหน้า
แค่ได้อยู่กับเจ้าเด็กคนนี้...
“ปราณ...” มธุสรเรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆ น้ำเสียงหวานนุ่มกว่าปกติ
“คะ?” ปราณเงยหน้ามองคนข้าง ๆ
“ทำไม...เธอถึงเลือกทำงานรับจ้างแบบนี้ล่ะ ทั้งที่เธอออกจะเก่ง น่าจะหางานที่สบายกว่านี้ได้”
ปราณเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยทะเล้นเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“เหตุผลของหนูไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรหรอกค่ะ หนูแค่ชอบเห็นคนอื่นยิ้ม โดยเฉพาะคนที่โดดเดี่ยว หรือแม้แต่สัตว์ หนูว่ามันก็มีหัวใจเหมือนกัน ใคร ๆ ก็อยากได้รับการดูแลกันทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหนก็ตาม”
ปราณเงยหน้าขึ้นสบตามธุสร “คุณน้าก็ด้วยนะคะ หนูอยากเห็นคุณน้ายิ้มบ่อย ๆ รอยยิ้มคุณน้าสวยมากเลย”
มธุสรนิ่งค้าง หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เธอรีบยกพัดขึ้นมาปิดใบหน้าครึ่งล่างเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่กำลังจะกลั้นไว้ไม่อยู่
“พูดจาเลอะเทอะ! งานของเธอเสร็จรึยัง รีบไปจัดการเลย ล้างกรงให้สะอาดด้วย”
“แหม เขินแล้วรีบไล่เลยนะ แต่คุณน้าสวยจริง ๆ นะคะ”
“ปราณ!!”
เมื่อมธุสรแยกเขี้ยว ปราณก็รีบลุกทันที แล้วก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากของคนเด็กกว่าที่สะท้อนไปทั้งบ้านสวน
มธุสรเองก็เผลอยิ้มตามอย่างไม่รู้ตัว บ้านหลังนี้เคยเงียบเหงา เงียบจนเธอแทบไม่อยากย่างกรายมาบ่อยนัก แต่เพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ปราณเข้ามาที่นี่ ทุกอย่างรอบตัวกลับดูสดใสขึ้นทันตา
กาลเวลาคือสายน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับ แต่มันทำหน้าที่ขัดเกลาให้ความรักที่เคยร้อนแรงและเต็มไปด้วยการพิสูจน์ กลายเป็นความผูกพันที่นิ่งสงบและมั่นคงดั่งขุนเขายี่สิบปีผ่านไป...บ้านสวน ที่เคยเป็นเพียงที่พักใจในวันว่าง ตอนนี้ได้กลายเป็นบ้านหลังหลักที่บรรจุความทรงจำนับหมื่นแสนของคนสองคนไว้ ดอกเดซี่สีขาวบริสุทธิ์ยังคงเบ่งบานเต็มทุ่งหลังบ้าน เพราะมันได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าของบ้านทั้งสองคนที่ผลัดกันรดน้ำพรวนดินมาตลอดสองทศวรรษปราณในวัย 46 ปี ตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวร่างสูงโปร่งที่ชอบทำบุญและช่วยเหลือสัตว์อีกต่อไป ตอนนี้เธอคือผู้บริหารสาวมาดสุขุมผู้ดูแลร้านทองของมธุสร และประธานมูลนิธิเดซี่ช่วยเหลือสัตว์ ที่ขยายสาขาไปทั่วประเทศวันนี้ปราณสวมชุดสูทสีเข้มคัตติ้งเนี้ยบ ใบหน้าที่เคยสดใสถูกแต่งแต้มด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์และความมั่นใจ ทว่าเมื่อก้าวเท้าพ้นประตูรถตู้หรูที่แล่นเข้าสู่เขตบ้านสวน ท่าทางที่ดูเคร่งขรึมเหล่านั้นกลับละลายหายไปในทันที“พี่สรคะ...ปราณกลับมาแล้วค่ะ”เสียงเรียกนั้นยังคงสดใสไม่ต่างจากวันแรกที่เธอทักทายคุณนายมธุสร ปราณรีบเดินมุ่งหน้าไปยังระเบียงไม้หน้าบ้าน ที่ซึ่ง มธุสรในวั
“พี่สรคะ...นี่มันเกินไปรึเปล่าคะ”ปราณยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าทางเข้าพิเศษของอาคารผู้โดยสารส่วนบุคคล (Private Jet Terminal) ในเช้ามืดวันพฤหัสบดี เธออยู่ในชุดเดินทางที่ดูเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมง ผิดกับมธุสรที่ก้าวลงจากรถตู้หรูในชุดเดรสยาวผ้าไหมเนื้อละเอียดสีครีม สวมแว่นกันแดดแบรนด์เนม และมีพนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบยืนรอรับกระเป๋าอยู่ถึงสี่คน“ไม่เกินไปหรอกค่ะเด็กดี พี่บอกแล้วไงว่าทริปนี้พี่จะพาหนูไปเปิดหูเปิดตา แล้วคนที่เป็นแฟนกับคุณนายมธุสร จะให้ไปเบียดกับใครบนเครื่องบินพาณิชย์ได้ยังไงกัน” มธุสรเอ่ยกลั้วหัวเราะพลางยื่นแขนให้เด็กสาวกุมปราณมองไปยังเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลำเล็กที่จอดตระหง่านอยู่บนรันเวย์ส่วนตัว ตัวเครื่องสีขาวสะอาดตัดด้วยแถบสีทองอร่ามที่มีสัญลักษณ์เล็ก ๆ ของตระกูลมธุสรติดอยู่ นี่คือการให้ที่ปราณไม่เคยคาดคิดมาก่อน จากเด็กสาวที่เคยนั่งแต่รถทัวร์ไปทำบุญตามวัดต่างจังหวัด วันนี้เธอกำลังจะได้เหินฟ้าสู่ฮ่องกงด้วยเครื่องบินเหมาลำที่มีเพียงเธอและมธุสรเท่านั้นภายในเครื่องบินเจ็ตถูกตกแต่งราวกับห้องนั่งเล่นสุดหรูในโรงแรมห้าดาว เบาะหนังแท้ปรับนอนได้หนึ่งร้อยแปดสิบองศา พร้อมเชฟส่วนตัวท
ค่ำคืนที่บ้านสวนวันนี้เงียบสงบกว่าปกติ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ขับขานสลับกับเสียงลมพัดใบไม้ไหว มธุสรนั่งทิ้งตัวอยู่ตรงระเบียงไม้หน้าบ้าน ในมือมีแก้วชาร้อนที่เริ่มจางความร้อนไปนานแล้ว สายตาของเธอเหม่อมองไปยังแปลงดอกเดซี่ที่ตอนนี้ดูพร่ามัวภายใต้แสงจันทร์แม้ภายนอกจะดูนิ่งสงบ แต่ภายในใจของมธุสรกลับกำลังเผชิญกับพายุลูกเล็ก ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงเย็น เหตุการณ์ที่ร้านทองในวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวลูกค้ารุ่นราวคราวเดียวกับปราณคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายปราณที่แวะไปรับเธอที่ร้าน ทั้งคู่คุยกันอย่างถูกคอด้วยภาษาและหัวข้อที่มธุสรเข้าไม่ถึง เสียงหัวเราะที่ดูสดใสและเป็นธรรมชาติของปราณในตอนนั้น ทำให้มธุสรรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น คนนอกอย่างประหลาดความต่างของอายุที่เธอเคยบอกว่าไม่ใช่อุปสรรค ตอนนี้มันเริ่มกลับมาหลอกหลอนเธอในรูปแบบของความไม่มั่นใจ“พี่สรคะ มานั่งทำไมตรงนี้คนเดียวคะเนี่ย ยุงกัดหมดแล้วนะ”เสียงใส ๆ ของปราณดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอุ่น ๆ ของผ้าห่มผืนบางที่ถูกนำมาคลุมลงบนไหล่ มธุสรสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ“พี่แค่อยากรับลมน่ะค่ะ ปราณล้างจานเสร็จแล้วเหรอคะ” มธุส
บรรยากาศยามบ่ายที่บ้านสวนวันนี้ดูจะวุ่นวายกว่าปกติเล็กน้อย แต่มันไม่ใช่ความวุ่นวายจากเสียงเห่าของเจ้าสี่ขาหรือเสียงของคนงานที่มาเก็บผลไม้ในสวนหากแต่เป็นความวุ่นวายละเมียดละไมที่เกิดขึ้นภายในห้องครัวต่างหาก มธุสรในชุดผ้ากันเปื้อนสีครีมกำลังยืนอยู่หน้าหม้อทองเหลืองใบย่อม กลิ่นหอมหวานของถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งสุกที่กำลังถูกกวนกับน้ำกะทิและน้ำตาลทรายควันฉุยไปทั่วบริเวณมธุสรใช้ไม้พายกวนถั่วอย่างใจเย็น เธอทำแบบนี้ซ้ำ ๆ มาเกือบชั่วโมงแล้ว เหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราวอยู่ตามไรผม แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มละไมอยู่ตลอดเวลา ภาพความทรงจำครั้งเก่าสมัยที่ทั้งคู่ยังอยู่ที่วัดป่าทางภาคใต้ ย้อนกลับมาในหัว“งั้นถ้ากลับไปกรุงเทพแล้ว ปราณขอชิมฝีมือของพี่หน่อยได้มั้ยคะ ถือเป็นรางวัลที่ปราณตามมาดูแลพี่ถึงที่นี่เลย...นะคะ น้า”“ฉันไม่รับปาก...เพราะฉันไม่ได้ขอร้องให้เธอตามมาที่นี่สักหน่อย เธออยากมาเอง ช่วยไม่ได้”วันนั้นมธุสรจำได้ว่าเธอแสร้งทำเป็นบอกปัดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ตามสไตล์คุณนายจอมหยิ่ง แต่ความจริงคือมธุสรจดบันทึกคำขอนั้นลงในใจเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วินาทีนั้น และรอคอยโอกาสที่จะได้ทำให้เด็กแสบชิมฝีมือเธออย่างจริ
บ่ายวันเสาร์ที่ร้านทองของมธุสร บรรยากาศยังคงคึกคักไปด้วยลูกค้าที่แวะเวียนมาเลือกซื้อเครื่องประดับล้ำค่า แต่ภายในห้องรับรองส่วนตัวที่ตกแต่งด้วยผนังบุกำมะหยี่สีแดงตัดกับขอบทองเหลืองอร่าม กลับมีความเงียบสงบที่ปกคลุมคนสองคนเอาไว้มธุสรในชุดสูทสีเบจดูภูมิฐานกำลังนั่งจิบชาสายตาเหม่อมองไปยังตู้กระจกที่โชว์คอลเลกชันแหวนเพชรน้ำงามที่สุดของร้าน“คนดีขา” มธุสรเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ขณะที่ปราณกำลังสนใจอยู่กับเจ้าสุนัขในแท็บเล็ตที่สถานพักพิงส่งรูปมาอัปเดต“คะที่รัก?” ปราณเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มตาหยีเหมือนทุกครั้ง“หนู...อยากแต่งงานมั้ยคะ?”คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ปราณชะงักไปครู่หนึ่ง เธอวางแท็บเล็ตลงแล้วขยับเข้าไปใกล้คนรัก พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมสวยที่ตอนนี้ดูมีความกังวลปนคาดหวัง ปราณนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ“ถามจริงหรือถามเล่นคะเนี่ย?”“ตอบมาเถอะค่ะ” มธุสรยิ้มเอ็นดู“อืม...ปราณไม่เคยคิดเรื่องงานแต่งงานเลยค่ะพี่สร สำหรับปราณ พิธีรีตองพวกนั้นมันก็แค่ฉากหน้า ปราณไม่ได้ต้องการให้คนทั้งโลกมารับรู้หรือมาโห่ร้องยินดีในงานที่ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อความหรูหราแค่ไม่
ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองหลวง วัดป่าดาราภิรมย์ ยังคงเป็นพื้นที่สีเขียวที่ให้ความสงบทางใจอย่างประหลาด มธุสรดับเครื่องยนต์รถเก๋งสีดำที่หน้าซุ้มประตูวัดพลางมองออกไปข้างนอกด้วยหัวใจที่พองโต วันนี้เธอกลับมาที่นี่อีกครั้งในสถานะที่ต่างออกไปจากวันแรกโดยสิ้นเชิง ปราณเปิดประตูฝั่งข้างคนขับก้าวลงจากรถด้วยท่าทางที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในชุดเชิ้ตสีขาวสะอาดตา เธอหันมายิ้มให้มธุสรพลางยื่นมือมาให้กุม“ไปค่ะพี่สร ไหว้พระทำบุญกัน”“ไปจ้ะ”ทั้งคู่เดินจูงมือกันเข้าไปในศาลาไม้หลังเดิมที่คุ้นเคยมธุสรและปราณเข้าไปกราบพระอาจารย์เจ้าอาวาส ท่านเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มอย่างเมตตา“ไม่แวะมานานเลยนะโยมสร เจ้าปราณก็ด้วย แล้วไปไงมาไงวันนี้ถึงได้มาด้วยกันล่ะ”มธุสรและปราณก้มกราบพระอาจารย์พร้อมกันสามครั้งด้วยกิริยาที่อ่อนน้อม ก่อนที่มธุสรจะเป็นฝ่ายขยับเข้าไปใกล้แล้วพนมมือพร้อมด้วยใบหน้าที่มีความสุขที่สุดเท่าที่พระอาจารย์เคยเห็นมา“ที่ผ่านมา สรต้องขอบพระคุณพระอาจารย์มากนะคะที่ช่วยเป็นที่พึ่งทางใจให้สรมาตลอด จนกระทั่งวันที่สรได้เจอเด็กคนนี้...” มธุสรเหลือบมองคนข้างกายด้วยแววตาซึ้งใจ“ตอนนี้สรกับปราณ เราสองคนตัดสินใจที่จ







