Mag-log inวารีเฝ้าหาคำตอบให้ตัวเองมาตลอดว่าทำไมเธอถึงไม่มีใครสักคนจริงจังสักที ทั้งที่เธอมีพร้อมทุกอย่าง แต่หัวใจมันกลับว่างเปล่า ที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าไม่เจอคนที่ถูกใจ แต่หัวใจมันเหมือน.เฝ้ารอใครบางคนอยู่ตลอดเวลา
view more"What kind of rubbish is this?"
Nagulat ang lahat matapos marinig ang sigaw ni Mr. Tan.
"I didn't pay you to give me this kind of work! Go away!"
Kaagad namang umalis ang empleyado sa opisina ni Mr. Tan.
"You'll be fired if you can't satisfy me!" sigaw ni Travis mula sa kaniyang opisina na paniguradong maririnig ng lahat.
"May sayad ba si Mr. Tan ngayon? Kausapin mo nga dahil pitong tao na ang tinanggal niya ngayon." reklamo ng empleyado sa kadadating lang na secretary nito, si Chad Biazon.
"May pinagdadaanan lang si Mr. Tan kaya ibuhos niyo lahat ng lakas niyo sa trabaho."
Hindi sumagot ang empleyado kaya nagpatuloy na lang si Chad sa opisina ni Travis at laking gulat niya nang makita ang mga nakakalat na papel sa sahig at basag na figurine sa lamesa nito.
Hinanap ni Chad si Travis at agad itong nilapitan matapos niyang makitang nakaupo ito sa pinakasulok ng opisina pero bago pa man siya makalapit dito ay may figurine na lumipad papunta sa kaniya.
"Get out!" sigaw ni Travis at ipinagbabato ang lahat ng bagay na kaniyang mahawakan.
"Hindi naman talaga ako pupunta dito kung hindi lang sana sa papel na 'to." saad ni Chad pero wala pa ring pake si Travis.
"Nakipagkita si Luigi kay Matt para bayaran ang utang niya sa kompanya at ang perang ginamit niya ay ang perang ideneposito mo sa proyektong hindi natuloy seven years ago." dagdag ni Chad at napadilat naman ng mata si Travis.
Agad na iniabot ni Chad ang mga papeles at iilang litrato na nagpapatunay sa impormasyong kaniyang nakuha.
Seryoso ang mukha ni Travis habang tinitingan isa-isa ang nasabing impormasyon at nagpatuloy naman si Chad sa pagsasalita.
"Lahat ng perang nakuha niya ay ibinibigay niya sa girlfriend niyang si Alie at lahat ng kaganapang ito ay nalaman ni Allyson bago pa man nagkaroon ng live press conference at si Almira Lopez ay nasa kritikal na kalagayan."
Naibagsak ni Travis ang mga papeles matapos marinig ang pangalan ni Allyson.
"Kung nandito ka para linisin ang pangalan ni Allyson, makakaalis ka na." saad nito at bumalik sa kaninang puwesto.
Napabuga naman ng hangin si Chad dahil sa inasta ng kaibigan.
"Hindi ako nandito para linisin ang kalat ng kahit kanino Travis. Nandito ako para sabihin sa'yo na gamitin mo ng tama ang utak mo." saad ni Chad pero wala pa ring kibo si Travis.
"Hindi mo ba napapansin na tila may sumisira sa relasyon niyo?"
Napabuga ng hangin si Travis at tiningnan siya ng seryoso.
"Hanapin mo si Luigi at alamin mo ang puno't dulo ng lahat ng 'to at isama mo na rin ang ginawa niyang abortion seven years ago. Aayusin ko ang problema ng pamilya ko." utos ni Travis na agad namang sinunod ni Chad.
"Hindi ko alam kung ano ang pakay mo Allyson pero sinisiguro ko na hindi mo'ko maiisahan." saad ni Travis sa kaniyang utak.
หลังจากแต่งงานกันมาได้สองปี ตอนนี้ทั้งวารีและมุกดาก็มีความสุขดีตามประสาคู่ชีวิตทั่วไปที่ช่วยกันทำงานและดูแลกิจการ ส่วนเรื่องของการมีลูกนั้น ทั้งคู่ไม่ได้คิดเรื่องนี้ เพราะวารีเองก็อายุ39ปีแล้ว ส่วนมุกดาปีนี้ก็33 หากจะใช้วิธีทางการแพทย์เพื่อให้ได้มาซึ่งการมีลูกก็อาจจะเสี่ยงในหลาย ๆ อย่าง ทั้งคู่เลยไม่ได้คิดเรื่องนี้ แต่ใครจะคิดว่าจู่ ๆ ฟ้าจะส่งเด็กน้อยสองคนมาให้ วันนี้วารีและมุกดาพากันมาบริจาคของเล่นและสิ่งของต่าง ๆ ให้กับสถานสงเคราะห์บ้านเด็กกำพร้า ซึ่งทั้งคู่แวะมาที่นี่กันบ่อย บางครั้งก็แวะมาเล่านิทาน ร้องเพลง ทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ และทุกครั้งที่จะกลับ มักจะมีสายตาละห้อยของเด็ก ๆ มองพวกเธอเสมอทำให้มุกดาอดคิดถึงลูกจันทร์น้องสาวของเธอไม่ได้ หากวันนั้นแม่ของเธอไม่รับลูกจันทร์มาเลี้ยง ไม่รู้ว่าตอนนี้ชีวิตของน้องสาวตัวเองจะเป็นยังไงบ้าง หากมีโอกาส มุกดาก็อยากจะช่วยเหลือเด็กที่นี่ได้มากกว่านี้“ทำหน้าเศร้าอีกแล้วนะคะ”วารีเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่เดินอยู่ข้างกันหม่นหมองลงทันทีในตอนที่กำลังจะกลับ“น้องสงสารเด็ก ๆ ที่นี่ค่ะ ใจนึงก็อยากช่วย อีกใจก็รู้ว่าเราคงไม่มีกำล
สนามบินต่างประเทศในเช้าตรู่เต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจากนักท่องเที่ยว แต่วารีกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด มือที่กุมมือมุกดาไว้แน่น ๆ คือคำยืนยันว่าการเดินทางไปดูงานต่างประเทศครั้งนี้ เธอไม่ได้เดินทางเพียงคนเดียวอีกต่อไป การเดินทางมาโตเกียวครั้งนี้ คนที่ดูจะตื่นเต้นกว่าคือมุกดา และเป็นฝ่ายจัดกระเป๋าเตรียมทุกอย่างให้วารีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้จะแต่งงานกันมานานแล้ว แต่เรื่องของความรักและการเอาใจใส่กันยังคงเป็นสิ่งที่ทั้งคู่เติมเต็มให้กันเสมอ“พี่วาคะ น้องได้ยินมาว่า ร้านเครื่องประดับในโตเกียวนี่ขึ้นชื่อเรื่องดีไซน์ที่เอามุกมาประยุกต์แบบโมเดิร์นเลยนะคะ” มุกดาหันมาพูดอย่างตื่นเต้น ขณะที่ทั้งคู่รอแท็กซี่ที่หน้าโรงแรมวารีพยักหน้า ดวงตาหวานฉ่ำมองคนข้างกาย “เดี๋ยวก็ได้เห็นค่ะ พี่เองก็อยากดูว่าเขาเอาแนวคิดธรรมชาติมาใส่ในเครื่องประดับยังไงบ้าง จะได้กลับไปพัฒนาไลน์ของเราเพิ่ม”ทริปนี้วารีตั้งใจพามุกดามาด้วย เพราะอยากให้เห็นกระบวนการด้านศิลป์และการตลาดจากทั่วโลก ไม่ใช่แค่เรื่องอนุรักษ์หรือการผลิตเพียงอย่างเดียว มุกดาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย เพราะนี่คือครั้งแรกที่เธอได้มาดูนิทรรศการเครื่องประดับหอ
เสียงคลื่นซัดเบา ๆ อยู่ไม่ห่างจากเวทีไม้ไผ่ที่จัดวางกลางลานหญ้าของฟาร์มวารี เส้นไฟดวงเล็กวิบวับถูกขึงข้ามเหนือหัวผู้คน บรรยากาศค่ำคืนโรแมนติกอบอวลด้วยกลิ่นอาหารทะเลสด ๆ และเสียงหัวเราะของผู้ที่มาร่วมงานโต๊ะยาวที่จัดเรียงหน้าฟาร์มเต็มไปด้วยอาหารพื้นบ้านอย่างหอยทอด ข้าวเหนียวปิ้ง ปลาย่าง และของหวานแบบไทย ๆ ที่แม่ ๆ ป้า ๆ แถวนั้นตั้งใจทำมาจากบ้านตัวเอง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘วันสำคัญของสองสาวเจ้าของฟาร์ม’“บรรยากาศดีจนฉันอยากแต่งงานอีกรอบเลย” คิรินเอ่ยพลางยกแก้วน้ำมะพร้าวขึ้นจิบ หันไปมองวิวาห์ที่นั่งอยู่ข้างกันแล้วส่งยิ้มหวานวิวาห์หันไปทางเวทีกลาง พูดเสียงเบาเหมือนกำลังคิดตาม “วารีดูอ่อนโยนขึ้นเยอะเลยเนอะตอนอยู่กับมุก ไม่น่าเชื่อเลยว่าทั้งคู่จะวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง”“นั่นสิ ไม่น่าเชื่อว่าเด็กที่ชื่อมุกดา คนที่เคยทำให้เพื่อนเราร้องไห้จนแทบจะขาดใจตาย ทำให้คนที่เคยเหมือนหินก้อนเบ้อเริ่ม กลายเป็นขนมโมจิได้ เห็นหน้าวารีเมื่อกี้มั้ย เหมือนลูกแมวเลย” คิรินหัวเราะเบา ๆบนเวทีไม้ไผ่ มุกดาในชุดไทยผสมลูกไม้ประยุกต์สีครีมอ่อน ยืนจับมือกับวารีที่อยู่ข้างกัน ทั้งสองคนยิ้มเขินนิด ๆ ขณะท
งานแต่งงานของวารีกับมุกดาในวันนี้ จะเรียกงานแต่งก็อาจจะไม่ถูกซะทีเดียว เพราะบรรยากาศมันเหมือนการรวมพลเลี้ยงคนในหมู่บ้านมากกว่า วารีไม่คิดเลยว่าแม่ของเธอจะเชิญคนทั้งหมู่บ้านขนาดนี้ บรรยากาศในวันนี้จึงเต็มไปด้วยเสียงเฮฮาและรอยยิ้ม ทำเอาเจ้าสาวทั้งสองคนมีรอยยิ้มสดใส หน้าตาเปล่งปลั่ง มีออร่าตลอดเวลาที่คอยต้อนรับแขกในงาน และความตั้งใจของทั้งวารีและมุกดา ที่อยากให้งานเป็นไปด้วยความเรียบง่าย พิธีวันนี้จึงไม่ได้เคร่งครัดมากนัก มีเพียงการผูกข้อไม้ข้อมือ สวมแหวน และงานเลี้ยงขอบคุณแขกที่มาร่วมงานก็เท่านั้น และสิ่งที่เซอร์ไพรซ์ในงานแต่งวันนี้คือการที่ลูกจันทร์พาใครบางคนมาร่วมงานแต่งของพี่สาวเธอด้วย นั่นก็คือคุณพาขวัญ บุคคลที่ย่างกรายเข้ามาในงานแล้วโดนจับจ้องด้วยสายตาทุกคู่ พาขวัญ อัครเมธากุล เจ้าของมูลนิธิพาขวัญ ผู้ทำประโยชน์ให้กับสังคมมากมาย อีกทั้งยังก่อตั้งมูลนิธิเพื่อให้เงินทุนการศึกษาแก่เด็กยากไร้และเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ ลูกสาวนักการเมืองตำแหน่งใหญ่ นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเธอ ว่ากันว่า เธอไม่ชอบงานสังคม เธอหาตัวจับยาก ไม่ค่อยมีใครได้เห็นเธอไปไหนมา
เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือที่ดังขึ้นในตอนตีห้า ทำเอาวารีรีบควานหาต้นตอของเสียงแล้วกดปิดมันอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าคนที่นอนอยู่ข้างกันจะตื่น หลังจากปิดเสียงรบกวนแล้ว เธอพลิกตัวหันมามองใบหน้าของมุกดาพร้อมกับรอยยิ้มที่เปื้อนใบหน้าตลอดเวลา สายตาที่มีแต่ความคลั่งรักจ้องมองคนน้องแทบไม่กะพริบตา ยิ่
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา คำกล่าวนี้ไม่เกินจริง เมื่อนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน ทุกคนต่างก็ต้องแยกย้าย พนักงานในฟาร์มช่วยกันเก็บของและเคลียร์สถานที่จนเสร็จเรียบร้อย ทุกคนแยกกันไปเข้านอน ลูกจันทร์เองก็กลับบ้านไปกับชาวบ้านที่ทำงานในฟาร์มซึ่งบ้านอยู่ใกล้กัน เหลือแค่มุกดาที่ยังอยู่ที่ฟาร์ม นั่นก็เพราะมีใครบ
วารีใจแป้วไม่น้อยเมื่อได้ยินคำพูดของมุกดาที่ส่งกลับมาแบบนั้น แต่เธอก็ยังทำใจดีสู้เสือ เพราะเริ่มมั่นใจแล้วว่า การที่อีกฝ่ายมองเธอด้วยสายตาแบบนี้ แปลว่ากำลังมีเรื่องขุ่นเคืองบางอย่าง “คืนนี้ขอนอนด้วยนะคะ” วารีถามกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม “ไม่ค่ะ บ้านตัวเองก็มี โฮมสเตย์ก็มีต
ในส่วนของงานวันนี้ ไม่ใช่แค่วารีที่มีประชุมกับชาวบ้าน แต่มุกดาเองก็รับหน้าที่เป็นวิทยากรจำเป็นเพื่อให้ความรู้แก่กลุ่มนักศึกษาที่มาศึกษาดูงานที่วารีฟาร์ม นั่นหมายความว่าต่างฝ่ายต่างมีงานที่ต้องทำคนละหน้าที่ เมื่อนาฬิกาบอกเวลาเก้าโมงตรง วารีในชุดเสื้อเชิ้ตสวมทับด้วยเสื้อคลุมทำงานสีเข้ม เดินแ