Masukหลังจากกดส่งข้อความไปไม่ถึงสามนาที หน้าจอแท็บเล็ตที่วางอยู่ข้างกายก็สว่างวาบขึ้น มธุสรสะดุ้งสุดตัวจนเกือบจะปัดแก้วน้ำคริสตัลบนโต๊ะร่วงลงพื้น เธอรีบคว้าเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดูด้วยใจที่เต้นรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
[ปราณ : พรุ่งนี้เช้าหนูว่างค่ะ คุณน้าอยากจ้างหนูไปทำอะไรคะ หรือจะจ้างไปสวดมนต์แก้บนเรื่องที่หน้าทิ่มดินเมื่อวานดี]
มธุสรจิ๊ปากออกมาทันทีที่อ่านจบ ความรู้สึกเอ็นดูก่อนหน้านี้หายไปหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความหมั่นไส้ในความกะล่อนของอีกฝ่ายทันที
เด็กบ้า!! แซวไม่เลิกเลยนะ เดี๋ยวเหอะ
[มธุสร: หยุดเรียกฉันว่าคุณน้าสักที! แล้วก็ห้ามพูดเรื่องเมื่อวานอีก พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า มาพบฉันที่ร้านทองศรีรักษ์สวัสดิกุล สาขาใหญ่ ฉันมีงานด่วนจะให้เธอทำ]
[ปราณ: รับทราบค่ะคุณน้า (ขอเรียกแบบนี้นะคะ หนูว่าน่ารักดีออก) เดี๋ยวพรุ่งนี้ปราณจะไปสแตนด์บายรอหน้าร้านเลยค่ะ ฝันดีนะคะ]
มธุสรจ้องคำว่า ฝันดี บนหน้าจออยู่เนิ่นนาน ใบหน้าสวยเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เธอโยนแท็บเล็ตลงบนเตียงนุ่มแล้วซุกหน้าลงกับหมอน พลางถอนหายใจยาว
ฝันดีงั้นเหรอ...มาบอกฉันทำไมเล่า
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ร้านทองศรีรักษ์สวัสดิกุล สาขาใหญ่
ร้านทองขนาดใหญ่ใจกลางเมืองย่านเศรษฐกิจดูคึกคักตั้งแต่เปิดทำการ บอดี้การ์ดและพนักงานในชุดเครื่องแบบยืนประจำจุดอย่างแข็งขัน ทันทีที่ร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนและกางเกงยีนเข้ารูปก้าวเข้ามาในร้าน สายตาหลายคู่ก็จ้องมองอย่างสงสัย ปราณเดินยิ้มร่าเข้ามาพลางชูมือทักทายพี่เข้มที่ยืนเฝ้าประตูอยู่
“สวัสดีค่ะพี่ชายคนหล่อ หนูมาหาคุณน้า...อ้อ ไม่ใช่ค่ะ คุณนายมธุสรน่ะค่ะ”
พี่เข้มทำหน้าถมึงทึงตามหน้าที่ แต่ในใจกลับแอบงงว่าเด็กคนนี้ไปสนิทกับเจ้านายของเขาตั้งแต่ตอนไหน
“ชื่ออะไร”
“หนูชื่อปราณค่ะ”
“คุณนายรออยู่ที่ห้องทำงานด้านใน ตามมา”
ปราณพยักหน้าเบา ๆ ในใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้น การรับงานครั้งนี้ดูน่าสนใจกว่าครั้งไหน สาเหตุหลักก็เพราะ คนจ้างงานคือคนที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้า
และคุณนายมธุสรคงไม่รู้เลยว่า การจ้างงานเด็กอย่างปราณ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเกาะติดหนึบที่ยิ่งกว่ากาวตราตุ๊กแกเสียอีก
เพราะไม่ง่ายเหมือนกันที่คนอย่างปราณจะถูกใจอะไรสักอย่างมากขนาดนี้
ภายในห้องทำงานที่รายล้อมด้วยกระจกนิรภัยและตกแต่งอย่างหรูหรา มธุสรนั่งอยู่ในมาดเจ้าของอาณาจักรผู้เคร่งขรึม วันนี้เธออยู่ในชุดสูทสีขาวครีมดูภูมิฐาน ผมทรงรวบตึงทำให้ดูสง่าจนน่าเกรงขาม ทันทีที่ปราณก้าวเข้ามา มธุสรก็แสร้งก้มมองเอกสารในมือทำเป็นไม่สนใจ
“โห...คุณน้าคะ นี่ห้องทำงานหรือราชวังคะเนี่ย ยิ่งคุณน้านั่งที่เก้าอี้กำมะหยี่สีแดงตัวนั้น ยิ่งดูเหมือนนางพญาเลยนะคะ”
ปราณพูดพลางเดินสำรวจไปรอบ ๆ ห้องอย่างถือวิสาสะ สายตาของเธอดูตื่นเต้นกับทุกอย่างที่อยู่ในห้องนี้
มธุสรเงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบจ้องเขม็ง “ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น เธอมาสายไปสองนาทีนะ”
“โธ่...รถติดน่ะค่ะคุณน้า นี่ปราณรีบซิ่งมอเตอร์ไซค์มาสุดชีวิตเลยนะคะเนี่ย” ปราณทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามพลางส่งยิ้มตาหยีให้ “แล้วงานด่วนที่ว่าคืออะไรคะ คงไม่ใช่งานให้พาไปหาหมอหรอกนะคะ”
“นี่! ฉันยังไม่แก่ขนาดนั้น”
ปราณหัวเราะคิกคัก เห็นคนตรงหน้าถลึงตาใส่เธอก็ยิ่งชอบใจ
“โอเค ๆ ไม่แกล้งแล้ว คุณลูกค้ามีอะไรให้น้องปราณรับใช้คะ สั่งมาได้เลย”
มธุสรวางปากกาลงช้า ๆ เธอพยายามควบคุมจังหวะการหายใจไม่ให้ตื่นเต้นจนเกินไป ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ฉันเห็นในเพจเธอ...เธอรับจ้างดูแลสัตว์ป่วยและพาคนแก่ไปหาหมอใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ นอกจากรับจ้างทำบุญ หนูรับดูแลคนแก่กับสัตว์เลี้ยงด้วยค่ะ คุณน้าอยากให้หนูพาใครไปหาหมอเหรอคะ”
“เปล่าหรอก...” มธุสรเว้นจังหวะเล็กน้อย “พอดีบ้านสวนของฉันแถวชานเมือง มีสุนัขจรจัดแถวนั้นคลอดลูก ดูเหมือนมันจะป่วย ฉันยุ่งมาก ไม่มีเวลาไปดู เลยอยากจ้างเธอไปจัดการดูแลพวกมันให้หน่อย”
มธุสรโกหกคำโต ความจริงไม่มีสุนัขจรจัดที่ไหนป่วยหรอก เธอเพียงแค่ให้บอดี้การ์ดไปสืบข้อมูลของปราณมานิดหน่อย แล้วก็ได้รู้มาว่าปราณรักสัตว์มาก มธุสรจึงให้ลูกน้องไปรับสัตว์มาจากบ้านพักสัตว์เลี้ยง เพื่อที่...จะได้มีเรื่องคุยกับปราณมากขึ้น
“ได้เลยค่ะ งานถนัดหนูเลย” ปราณตอบอย่างกระตือรือร้น “แล้วคุณน้าจะไปกับหนูด้วยมั้ยคะ”
มธุสรส่ายหน้าทันที ราวกับเตรียมคำตอบของคำถามนี้ไว้แล้ว
“ฉันบอกแล้วไงว่ายุ่ง... แต่ฉันจะไปตรวจงานแน่ ถ้าเธอทำงานไม่เรียบร้อย ฉันจะรีวิวเพจเธอตามความจริง เธอได้เสียลูกค้ารายอื่นแน่”
“โห ขู่ซะด้วย” ปราณกอดอก นั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีสบาย ๆ สีหน้าของคนเด็กกว่าไม่ฉายแววความกังวลเลยสักนิด “แต่เชื่อเถอะค่ะ คุณน้าไม่มีทางได้หักคะแนนเพจหนูหรอก”
“ก็ดี ถ้าเธอมั่นใจในผลงานของตัวเอง” มธุสรปั้นหน้านิ่ง ทั้งที่ในใจเตรียมชุดลำลองสำหรับไปตรวจงานไว้ในรถเรียบร้อยแล้ว “อ้อ แล้วนี่...ค่าจ้างล่วงหน้า”
มธุสรเลื่อนซองจดหมายสีขาวหนาปึกไปให้ ปราณเปิดออกดูก็ต้องตาค้าง เมื่อเห็นปึกธนบัตรสีเทาจำนวนมากเกินกว่าค่าจ้างทั่วไปหลายเท่าตัว
“โหยคุณน้า อะไรกันคะเนี่ย”
สายตาของปราณเต็มไปด้วยความงุนงงอย่างใสซื่อ เธอไม่ได้ดูตื่นเต้นกับจำนวนเงินมากมายในซอง สายตากลับเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจมากกว่า
“ค่าจ้างของเธอไง ฉันจ่ายให้เลย”
“ค่าจ้างน่ะรู้ค่ะ แต่งานของปราณมีเรท และปราณก็ไม่ได้คิดแพงขนาดนี้หรอกค่ะ”
“แล้วเธอคิดเท่าไหร่”
ปราณลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินวนรอบห้องทำงานของมธุสร สายตามองดูรูปภาพวาดปลาคาร์ปที่ติดไว้ข้างฝาผนัง สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีสบาย ๆ
“เรทงานของปราณ รับจ้างทำบุญครั้งละห้าร้อย รับจ้างดูแลคนแก่ ชั่วโมงละหนึ่งถึงสามร้อย ส่วนรับจ้างดูแลสัตว์เลี้ยง ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของงานค่ะ ถ้าต้องค้างคืนเป็นเพื่อนน้องหมาน้องแมว กรณีเจ้าของไม่อยู่บ้าน คิดคืนละห้าร้อยบาท ถ้าสัตว์เลี้ยงเยอะก็บวกเพิ่มค่ะ คุณน้าจะให้ปราณดูแลแบบไหนคะ”
มธุสรมีสีหน้าเลิ่กลั่ก เธอไม่ได้เตรียมคำตอบเรื่องนี้ไว้ เพราะไม่คิดว่าปราณจะทำงานจริงจังขนาดนี้
“ว่าไงคะคุณน้า อยากให้ปราณดูแลแบบไหน”
คนเด็กกว่าเดินกลับมาหยุดหน้าโต๊ะทำงานของมธุสร สายตาที่ส่งมานั้นต่างจากครั้งแรกที่เจอกันอย่างสิ้นเชิง เพราะดูเหมือนว่า แววตาของคนตรงหน้าที่มธุสรกำลังสบสายตาอยู่ตอนนี้ ฉายแววเปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับจะบอกบางอย่าง
“ดูแลแบบ...เอ่อ แบบ”
มธุสรมองซ้ายมองขวา พยายามคิดหาเหตุผลที่ดูเป็นไปได้ จนในที่สุดเธอก็โพล่งออกไป “ดูแลแบบรายงานทุกชั่วโมง!”
“หืม” ปราณเลิกคิ้วพร้อมกับคลี่ยิ้มมุมปาก “ทุกชั่วโมงเลยเหรอคะ?”
“อื้ม ฉันบอกแบบไหนก็แบบนั้นแหละ ทำอะไร ที่ไหน ก็รายงานให้ฉันรู้ นี่คือรายละเอียดงานที่ฉันต้องการเพิ่ม เธอคิดเท่าไหร่ล่ะ”
ปราณไม่ตอบ เธอเพียงแค่เปิดซองใส่เงินดูอีกครั้ง แล้วหยิบธนบัตรสีเทาออกมาสามใบ
“สามพันก็เกินพอแล้วค่ะ ที่เหลือคุณน้าเก็บไว้ทำบุญกับวัดวาเถอะ คุณน้าชอบทำบุญกับวัดนี่คะ”
“ฉันจะทำกับใคร เท่าไหร่ มันก็เรื่องของฉัน”
“โอเค้...แต่กับปราณน่ะ แค่นี้พอค่ะ”
ปราณมองซองเงินสลับกับใบหน้าสวยของคุณนายร้านทอง ก่อนจะเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ว่าแต่ ไอการรายงานทุกชั่วโมงเนี่ย มันเหมือน...”
“เหมือนอะไร?” มธุสรหันไปถลึงตาใส่
“เหมือนคนเป็นแฟนกันเลยนะคะ”
“นี่!” คนอายุมากกว่าหน้าแดงก่ำ “แฟนบ้าแฟนบออะไร อย่างเธอน่ะ เป็นลูกฉันยังได้”
ปราณคลี่ยิ้มมุมปากกว้างกว่าเดิม ทิ้งสะโพกพิงกับขอบโต๊ะทำงานของมธุสร มือข้างหนึ่งเท้าลงบนโต๊ะ เอนตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างตั้งใจ
“แล้วใครบอกคุณน้าว่าปราณอยากเป็นลูกล่ะคะ”
“ปราณ!” มธุสรเลือดขึ้นหน้าจนแก้มแดงแจ๋ “พูดจาให้มันมีสัมมาคารวะบ้าง หมดธุระของเธอแล้ว ออกไปเลย ฉันจะทำงาน”
“โอเคค่ะโอเค ไปก็ได้ แล้วจะรายงานทุกความเคลื่อนไหวเลยนะคะ คุณน้า...คนสวย”
“ปราณ!!”
ยิ่งได้ยินคำชมและท่าทีลอยหน้าลอยตาของปราณ มธุสรก็ยิ่งรู้สึกถึงความร้อนผ่าวของแก้มทั้งสองข้าง เธอรีบดันหลังคนเด็กกว่าออกไปจากห้องทำงาน แล้วปิดประตูทันที
คนสวยบ้าบออะไร ฉันจะเลขห้าอยู่แล้ว เพ้อเจ้อ
กาลเวลาคือสายน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับ แต่มันทำหน้าที่ขัดเกลาให้ความรักที่เคยร้อนแรงและเต็มไปด้วยการพิสูจน์ กลายเป็นความผูกพันที่นิ่งสงบและมั่นคงดั่งขุนเขายี่สิบปีผ่านไป...บ้านสวน ที่เคยเป็นเพียงที่พักใจในวันว่าง ตอนนี้ได้กลายเป็นบ้านหลังหลักที่บรรจุความทรงจำนับหมื่นแสนของคนสองคนไว้ ดอกเดซี่สีขาวบริสุทธิ์ยังคงเบ่งบานเต็มทุ่งหลังบ้าน เพราะมันได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าของบ้านทั้งสองคนที่ผลัดกันรดน้ำพรวนดินมาตลอดสองทศวรรษปราณในวัย 46 ปี ตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวร่างสูงโปร่งที่ชอบทำบุญและช่วยเหลือสัตว์อีกต่อไป ตอนนี้เธอคือผู้บริหารสาวมาดสุขุมผู้ดูแลร้านทองของมธุสร และประธานมูลนิธิเดซี่ช่วยเหลือสัตว์ ที่ขยายสาขาไปทั่วประเทศวันนี้ปราณสวมชุดสูทสีเข้มคัตติ้งเนี้ยบ ใบหน้าที่เคยสดใสถูกแต่งแต้มด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์และความมั่นใจ ทว่าเมื่อก้าวเท้าพ้นประตูรถตู้หรูที่แล่นเข้าสู่เขตบ้านสวน ท่าทางที่ดูเคร่งขรึมเหล่านั้นกลับละลายหายไปในทันที“พี่สรคะ...ปราณกลับมาแล้วค่ะ”เสียงเรียกนั้นยังคงสดใสไม่ต่างจากวันแรกที่เธอทักทายคุณนายมธุสร ปราณรีบเดินมุ่งหน้าไปยังระเบียงไม้หน้าบ้าน ที่ซึ่ง มธุสรในวั
“พี่สรคะ...นี่มันเกินไปรึเปล่าคะ”ปราณยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าทางเข้าพิเศษของอาคารผู้โดยสารส่วนบุคคล (Private Jet Terminal) ในเช้ามืดวันพฤหัสบดี เธออยู่ในชุดเดินทางที่ดูเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมง ผิดกับมธุสรที่ก้าวลงจากรถตู้หรูในชุดเดรสยาวผ้าไหมเนื้อละเอียดสีครีม สวมแว่นกันแดดแบรนด์เนม และมีพนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบยืนรอรับกระเป๋าอยู่ถึงสี่คน“ไม่เกินไปหรอกค่ะเด็กดี พี่บอกแล้วไงว่าทริปนี้พี่จะพาหนูไปเปิดหูเปิดตา แล้วคนที่เป็นแฟนกับคุณนายมธุสร จะให้ไปเบียดกับใครบนเครื่องบินพาณิชย์ได้ยังไงกัน” มธุสรเอ่ยกลั้วหัวเราะพลางยื่นแขนให้เด็กสาวกุมปราณมองไปยังเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลำเล็กที่จอดตระหง่านอยู่บนรันเวย์ส่วนตัว ตัวเครื่องสีขาวสะอาดตัดด้วยแถบสีทองอร่ามที่มีสัญลักษณ์เล็ก ๆ ของตระกูลมธุสรติดอยู่ นี่คือการให้ที่ปราณไม่เคยคาดคิดมาก่อน จากเด็กสาวที่เคยนั่งแต่รถทัวร์ไปทำบุญตามวัดต่างจังหวัด วันนี้เธอกำลังจะได้เหินฟ้าสู่ฮ่องกงด้วยเครื่องบินเหมาลำที่มีเพียงเธอและมธุสรเท่านั้นภายในเครื่องบินเจ็ตถูกตกแต่งราวกับห้องนั่งเล่นสุดหรูในโรงแรมห้าดาว เบาะหนังแท้ปรับนอนได้หนึ่งร้อยแปดสิบองศา พร้อมเชฟส่วนตัวท
ค่ำคืนที่บ้านสวนวันนี้เงียบสงบกว่าปกติ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ขับขานสลับกับเสียงลมพัดใบไม้ไหว มธุสรนั่งทิ้งตัวอยู่ตรงระเบียงไม้หน้าบ้าน ในมือมีแก้วชาร้อนที่เริ่มจางความร้อนไปนานแล้ว สายตาของเธอเหม่อมองไปยังแปลงดอกเดซี่ที่ตอนนี้ดูพร่ามัวภายใต้แสงจันทร์แม้ภายนอกจะดูนิ่งสงบ แต่ภายในใจของมธุสรกลับกำลังเผชิญกับพายุลูกเล็ก ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงเย็น เหตุการณ์ที่ร้านทองในวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวลูกค้ารุ่นราวคราวเดียวกับปราณคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายปราณที่แวะไปรับเธอที่ร้าน ทั้งคู่คุยกันอย่างถูกคอด้วยภาษาและหัวข้อที่มธุสรเข้าไม่ถึง เสียงหัวเราะที่ดูสดใสและเป็นธรรมชาติของปราณในตอนนั้น ทำให้มธุสรรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น คนนอกอย่างประหลาดความต่างของอายุที่เธอเคยบอกว่าไม่ใช่อุปสรรค ตอนนี้มันเริ่มกลับมาหลอกหลอนเธอในรูปแบบของความไม่มั่นใจ“พี่สรคะ มานั่งทำไมตรงนี้คนเดียวคะเนี่ย ยุงกัดหมดแล้วนะ”เสียงใส ๆ ของปราณดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอุ่น ๆ ของผ้าห่มผืนบางที่ถูกนำมาคลุมลงบนไหล่ มธุสรสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ“พี่แค่อยากรับลมน่ะค่ะ ปราณล้างจานเสร็จแล้วเหรอคะ” มธุส
บรรยากาศยามบ่ายที่บ้านสวนวันนี้ดูจะวุ่นวายกว่าปกติเล็กน้อย แต่มันไม่ใช่ความวุ่นวายจากเสียงเห่าของเจ้าสี่ขาหรือเสียงของคนงานที่มาเก็บผลไม้ในสวนหากแต่เป็นความวุ่นวายละเมียดละไมที่เกิดขึ้นภายในห้องครัวต่างหาก มธุสรในชุดผ้ากันเปื้อนสีครีมกำลังยืนอยู่หน้าหม้อทองเหลืองใบย่อม กลิ่นหอมหวานของถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งสุกที่กำลังถูกกวนกับน้ำกะทิและน้ำตาลทรายควันฉุยไปทั่วบริเวณมธุสรใช้ไม้พายกวนถั่วอย่างใจเย็น เธอทำแบบนี้ซ้ำ ๆ มาเกือบชั่วโมงแล้ว เหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราวอยู่ตามไรผม แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มละไมอยู่ตลอดเวลา ภาพความทรงจำครั้งเก่าสมัยที่ทั้งคู่ยังอยู่ที่วัดป่าทางภาคใต้ ย้อนกลับมาในหัว“งั้นถ้ากลับไปกรุงเทพแล้ว ปราณขอชิมฝีมือของพี่หน่อยได้มั้ยคะ ถือเป็นรางวัลที่ปราณตามมาดูแลพี่ถึงที่นี่เลย...นะคะ น้า”“ฉันไม่รับปาก...เพราะฉันไม่ได้ขอร้องให้เธอตามมาที่นี่สักหน่อย เธออยากมาเอง ช่วยไม่ได้”วันนั้นมธุสรจำได้ว่าเธอแสร้งทำเป็นบอกปัดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ตามสไตล์คุณนายจอมหยิ่ง แต่ความจริงคือมธุสรจดบันทึกคำขอนั้นลงในใจเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วินาทีนั้น และรอคอยโอกาสที่จะได้ทำให้เด็กแสบชิมฝีมือเธออย่างจริ
บ่ายวันเสาร์ที่ร้านทองของมธุสร บรรยากาศยังคงคึกคักไปด้วยลูกค้าที่แวะเวียนมาเลือกซื้อเครื่องประดับล้ำค่า แต่ภายในห้องรับรองส่วนตัวที่ตกแต่งด้วยผนังบุกำมะหยี่สีแดงตัดกับขอบทองเหลืองอร่าม กลับมีความเงียบสงบที่ปกคลุมคนสองคนเอาไว้มธุสรในชุดสูทสีเบจดูภูมิฐานกำลังนั่งจิบชาสายตาเหม่อมองไปยังตู้กระจกที่โชว์คอลเลกชันแหวนเพชรน้ำงามที่สุดของร้าน“คนดีขา” มธุสรเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ขณะที่ปราณกำลังสนใจอยู่กับเจ้าสุนัขในแท็บเล็ตที่สถานพักพิงส่งรูปมาอัปเดต“คะที่รัก?” ปราณเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มตาหยีเหมือนทุกครั้ง“หนู...อยากแต่งงานมั้ยคะ?”คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ปราณชะงักไปครู่หนึ่ง เธอวางแท็บเล็ตลงแล้วขยับเข้าไปใกล้คนรัก พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมสวยที่ตอนนี้ดูมีความกังวลปนคาดหวัง ปราณนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ“ถามจริงหรือถามเล่นคะเนี่ย?”“ตอบมาเถอะค่ะ” มธุสรยิ้มเอ็นดู“อืม...ปราณไม่เคยคิดเรื่องงานแต่งงานเลยค่ะพี่สร สำหรับปราณ พิธีรีตองพวกนั้นมันก็แค่ฉากหน้า ปราณไม่ได้ต้องการให้คนทั้งโลกมารับรู้หรือมาโห่ร้องยินดีในงานที่ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อความหรูหราแค่ไม่
ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองหลวง วัดป่าดาราภิรมย์ ยังคงเป็นพื้นที่สีเขียวที่ให้ความสงบทางใจอย่างประหลาด มธุสรดับเครื่องยนต์รถเก๋งสีดำที่หน้าซุ้มประตูวัดพลางมองออกไปข้างนอกด้วยหัวใจที่พองโต วันนี้เธอกลับมาที่นี่อีกครั้งในสถานะที่ต่างออกไปจากวันแรกโดยสิ้นเชิง ปราณเปิดประตูฝั่งข้างคนขับก้าวลงจากรถด้วยท่าทางที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในชุดเชิ้ตสีขาวสะอาดตา เธอหันมายิ้มให้มธุสรพลางยื่นมือมาให้กุม“ไปค่ะพี่สร ไหว้พระทำบุญกัน”“ไปจ้ะ”ทั้งคู่เดินจูงมือกันเข้าไปในศาลาไม้หลังเดิมที่คุ้นเคยมธุสรและปราณเข้าไปกราบพระอาจารย์เจ้าอาวาส ท่านเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มอย่างเมตตา“ไม่แวะมานานเลยนะโยมสร เจ้าปราณก็ด้วย แล้วไปไงมาไงวันนี้ถึงได้มาด้วยกันล่ะ”มธุสรและปราณก้มกราบพระอาจารย์พร้อมกันสามครั้งด้วยกิริยาที่อ่อนน้อม ก่อนที่มธุสรจะเป็นฝ่ายขยับเข้าไปใกล้แล้วพนมมือพร้อมด้วยใบหน้าที่มีความสุขที่สุดเท่าที่พระอาจารย์เคยเห็นมา“ที่ผ่านมา สรต้องขอบพระคุณพระอาจารย์มากนะคะที่ช่วยเป็นที่พึ่งทางใจให้สรมาตลอด จนกระทั่งวันที่สรได้เจอเด็กคนนี้...” มธุสรเหลือบมองคนข้างกายด้วยแววตาซึ้งใจ“ตอนนี้สรกับปราณ เราสองคนตัดสินใจที่จ

![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





