Masukตลอดชีวิตของมธุสร เธอเชื่อมาตลอดว่า ความเงียบสงบคือสิ่งเดียวที่เธอต้องการ ทว่าตอนนี้มันกลับกลายเป็นความอึดอัดที่แทรกอยู่ทุกขณะที่เธอหายใจเข้าออก
พุท...โธ
พุท...โธ
พุท...โธ
“โอ๊ย เด็กบ้า!!”
ดวงตาคู่สวยเปิดกว้างในทันทีเมื่อการพยายามทำสมาธิไม่เป็นผล นับตั้งแต่เหตุการณ์โทรศัพท์ในเช้าวันนั้น มธุสรตัดสินใจ ตัดไฟแต่ต้นลม อย่างเด็ดขาด เธอออกคำสั่งเฉียบขาดกับพนักงานที่ร้านทองและบอดี้การ์ดทุกคนว่า หาก เด็กคนนั้นมาหา ให้บอกไปว่าเธอไม่สะดวกพบ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม
ทว่า... ปราณไม่ใช่เด็กที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ
สามวันที่ผ่านมา มธุสรได้รับรายงานจากเข้มว่าปราณไปดักรอที่ร้านทองทุกเช้าพร้อมขนมหรือกาแฟ และเมื่อไม่พบ เธอจะไปนั่งรอที่ม้านั่งหินอ่อนหน้าคฤหาสน์จนค่ำมืด
อย่างวันนี้ก็เช่นกัน...มธุสรแอบมองผ่านม่านหน้าต่างชั้นบน เห็นร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนนั่งตบยุงอยู่ใต้แสงไฟถนน เธอไม่เข้าใจการกระทำของปราณเลยสักนิด ทั้งที่ควรจะจบกันไป เพราะเธอบอกชัดว่าไม่ต้องการจ้างงานแล้ว และไม่สะดวกเจอ แต่เหมือนยิ่งหนี อีกฝ่ายก็ยิ่งวิ่งเข้าหา
สายตาของหญิงสาววัยเลขสี่เต็มไปด้วยความสงสารและปนเปกับความสับสนบางอย่าง แต่แผลเป็นจากอดีตก็เตือนสติให้เธอเบือนหน้าหนี
อย่าใจอ่อนเด็ดขาดนะสร บนโลกนี้ใครจะรักเธอได้เท่าตัวเธอเอง...ความรักแบบคู่รักมีจริงที่ไหนกัน
จนกระทั่งเย็นวันศุกร์ รถโรลส์-รอยซ์สีดำขลับแล่นเข้ามาจอดในอาณาเขตคฤหาสน์ศรีรักษ์สวัสดิกุล มธุสรก้าวลงจากรถด้วยความเหนื่อยล้าจากการประชุมกับพนักงาน แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้เธอต้องหยุดเท้ากึกจนบอดี้การ์ดเกือบเดินชนแผ่นหลัง
ภาพเบื้องหน้าคือบุคคลที่เธอพยายามหลบหน้ามาตลอดเป็นอาทิตย์ ทว่าวันนี้ไม่ได้มารอหน้าบ้าน แต่เข้ามาอยู่ในบ้านบริเวณสนามหญ้า และในมือกำลังถือสายยางรดน้ำต้นไม้ โดยมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ นั่นก็คือ คุณหญิงรัศมี ผู้เป็นแม่ของมธุสร ที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ทั้งสองคนหัวเราะกันอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานานแรมปี
“นั่นแหละจ้ะหนูปราณ รดตรงโคนต้นกุหลาบเยอะหน่อยนะลูก พันธุ์นี้เขากินน้ำเก่ง” คุณหญิงแม่เอ่ยด้วยรอยยิ้มละไม
“ได้เลยค่ะคุณแม่ ปราณจัดให้แบบชุ่มฉ่ำเลยค่ะ สวนดอกไม้บ้านคุณแม่เนี่ยร่มรื่นที่สุดเลยนะคะ ปราณรดน้ำเพลินจนไม่อยากกลับเลยค่ะ”
มธุสรยืนนิ่งอึ้ง ก่อนจะรีบก้าวเท้าเข้าไปหาทันที
“คุณแม่คะ จะกลับมาทำไมไม่บอกสรคะ จะได้ให้คนไปรับ แล้วเธอ...เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง!”
มธุสรเหวี่ยงสีหน้าดุ ๆ ไปยังบุคคลที่ยืนอยู่ข้างกายแม่ของเธอทันที ปราณหน้าซีดเผือด รอยยิ้มที่เคยปรากฏบนใบหน้าก่อนหน้านี้หายไปราวกับสั่งได้
ส่วนคุณหญิงรัศมีก็หันมามองลูกสาวด้วยสายตาตกใจเล็กน้อย ก่อนจะตามมาด้วยรอยยิ้มกว้าง
“สร ลูกเป็นอะไรเนี่ย ใจเย็น ๆ ก่อน แม่แค่คิดถึงกับข้าวที่ประเทศไทยก็เลยกลับมาพักผ่อนสักสองอาทิตย์น่ะจ้ะ”
“ขอโทษค่ะคุณแม่ที่หงุดหงิด วันนี้สรเหนื่อย เข้าบ้านกันเถอะค่ะ สรจะให้แม่บ้านทำมื้อเย็นให้นะคะ”
มธุสรไม่ได้หันกลับไปมองปราณอีก ทว่าเมื่อเธอไม่เอ่ยถึงอีกฝ่าย คุณหญิงรัศมีก็เอ่ยขึ้นแทน
“แล้วน้องปราณล่ะลูก ชวนน้องกินข้าวบ้านเราด้วยสิ น้องบอกว่าเป็นคนสนิทของลูกไม่ใช่เหรอ ดูสิเนี่ย มารอลูกเป็นชั่วโมงแล้วนะ แถมยังช่วยรดน้ำต้นไม้อีก”
“คนสนิท?” มธุสรทวนคำพลางจ้องหน้าปราณเขม็ง
ปราณยิ้มแหยๆ พลางวางสายยางลง
“สวัสดีค่ะคุณน้า คือปราณมารอเจอคุณน้า แล้วก็เห็นว่าคุณแม่ท่านกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ ก็เลยขออนุญาตเข้ามาช่วยน่ะค่ะ”
มธุสรถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พยายามควบคุมอารมณ์ความหงุดหงิดไว้ในใจ เธอรู้ดีว่าแม่ตัวเองนั้นนิสัยเป็นอย่างไร ทั้งใจดีและเชื่อทุกอย่างกับคำพูดของคนอื่น ไม่เคยระแวดระวังหรือไม่ไว้ใจใครเลย
ไม่แปลกที่จะเชื่อคำพูดของปราณ
“ไปคุยกับฉันตรงโน้นเลยมา!”
มธุสรคว้าข้อมือปราณแล้วลากกึ่งจูงไปยังมุมม้านั่งใต้ต้นหูกวางที่ห่างออกไปจากระยะหูของคุณหญิงแม่
เมื่ออยู่กันตามลำพัง มธุสรกอดอกปั้นหน้านิ่งขรึมที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เธอทำแบบนี้ทำไม เข้ามาตีสนิทคุณแม่ฉันทำไม แล้วยังมารอเจอฉันทุกวัน ต้องการอะไรกันแน่”
ปราณมองใบหน้าสวยสง่าที่บัดนี้เต็มไปด้วยความระแวดระวัง แววตาที่เคยสดใสของเด็กสาวหม่นหมองลงเล็กน้อย
“หนูไม่ได้ตีสนิทเพื่อหวังอะไรนะคะคุณน้า หนูแค่อยากเจอคุณน้าจริงๆ หนูไปรอที่ร้านพี่บอดี้การ์ดก็บอกว่าคุณน้ายุ่ง มาที่บ้านเขาก็บอกว่าไม่สะดวก หนูเลยสงสัยว่า หนูทำอะไรผิดรึเปล่าคะ ทำไมคุณน้าต้องหลบหน้าหนูด้วย คุณน้าหนีหนูทำไม”
“ฉันไม่ได้หนี และเธอก็ไม่ได้ทำอะไรผิด” มธุสรตอบเสียงแข็ง แต่ดวงตากลับวูบไหว
“ฉันแค่ยุ่งงาน”
“ยุ่งขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
ปราณก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนมธุสรได้กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเด็กสาว “ยุ่งจนไม่ไปทำบุญที่วัดเลยเหรอคะ หนูไปรอเจอคุณน้าที่วัดทุกวันเลยนะ ไปนั่งรอตรงอาสนะที่คุณน้าชอบนั่ง ไปเดินดูต้นไม้ต้นเดิมที่คนสวยๆ ชอบไปยืนกรวดน้ำ แต่หนูก็ไม่เจอใครเลย”
มธุสรเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาซะดื้อ ๆ
“เธอไปรอฉันทำไม ฉันไม่เคยบอกให้ไปรอ อีกอย่าง การจ้างงานของเธอมันจบลงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเรามันคือผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างเท่านั้น”
ปราณขยับเข้าไปใกล้คนตรงหน้าอีกหนึ่งก้าว แววตาของคนเด็กกว่าเต็มไปด้วยความตั้งใจจริง
“คุณน้าอาจจะคิดแบบนั้น แต่หนูไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ ตั้งแต่วันแรกที่หนูเดินชนคุณน้า หัวใจของหนูมันก็เต้นแปลก ๆ แล้วยิ่งตอนที่คุณน้ามาจ้างงาน หนูดีใจมากค่ะ หนูอยากเจอคุณน้าทุกวันเลยนะคะ หนูไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครเลย แล้วจู่ ๆ คุณน้าก็มาหายไปซะดื้อ ๆ ตั้งใจหลบหน้าหนู หนูก็อยากรู้เหตุผลไม่ได้เหรอคะ หรือถ้าหนูทำไม่ดีตรงไหนก็บอกหนูสิคะ หนูจะปรับปรุงตัว”
“หยุดพูดได้แล้ว!!”
มธุสรสวนกลับด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติ ร่างกายของเธอสั่นเทาเล็กน้อย คำพูดของปราณที่ว่า ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใคร อยากเจอทุกวัน มันเหมือนลูกศรที่พุ่งตรงเข้าปักกลางแผลเป็นที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของมธุสร
ภาพในอดีตซ้อนทับเข้ามาในสมองอย่างรวดเร็ว
‘สรจ๋า...ทิพย์ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครเลยนะ ทิพย์อยากเจอสรทุกวันเลย ทิพย์ไม่ต้องการใครอีกแล้ว บนโลกนี้สรคือผู้หญิงที่ทิพย์รักมากที่สุดเลยนะ สรอยู่กับทิพย์ไปนาน ๆ นะ’
เสียงของหญิงสาวคนที่เธอเคยรักสุดหัวใจ คนที่เธอคบหามานานถึงสิบปี คนที่เธอเกือบจะฝากชีวิตไว้ด้วย แต่สุดท้ายเค้าก็ใช้คำหวานเหล่านั้นหลอกล่อให้เธอตายใจ เพื่อแอบนอกใจเธอไปหาผู้หญิงคนอื่น และสูบเงินทองของเธอที่ตั้งใจเก็บออมมาตลอดไปจนเกือบหมดสิ้น
“เลิกพูดอะไรไร้สาระได้แล้วปราณ”
มธุสรเอ่ยเสียงสั่นพร่า แววตาของเธอเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความหวาดระแวงและชิงชังภาพในอดีต
“พวกเด็กๆ ก็แบบนี้...พ่นคำหวานออกมาง่ายๆ เพื่อหวังจะให้ผู้ใหญ่ใจอ่อน แล้วสุดท้ายเธอก็จะหวังอะไรที่มากกว่านั้นใช่ไหมล่ะ เงินทอง ชื่อเสียง หรือเธออยากได้อย่างอื่น?”
ปราณอึ้งไปกับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนของคุณนายมธุสร แววตาคู่นั้นมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ก็พยายามกลบด้วยใบหน้าราบเรียบและน้ำเสียงมั่นคง
“คุณน้า... หนูเปล่านะคะ”
“พอแล้ว ฉันไม่อยากฟัง”
มธุสรเชิดหน้าขึ้น พยายามเรียกมาดนางพญากลับคืนมาเพื่อปกปิดความอ่อนแอ
“กลับไปเถอะปราณ อย่าให้ฉันต้องสั่งบอดี้การ์ดลากเธอออกไปจากบ้านฉันเลย”
มธุสรหันหลังกลับและเดินเข้าบ้านไปโดยไม่หันไปมองอีกฝ่ายแม้แต่นิดเดียว และเมื่อกลับเข้าไปในบ้านก็เจอสายตาของผู้เป็นแม่ที่จ้องมองมาอย่างจับผิด
“สร มีอะไรรึเปล่าลูก แล้วน้องปราณล่ะ ไม่ชวนน้องมาทานข้าวกับเราล่ะ แม่ครัวทำอาหารเสร็จแล้ว”
มธุสรกวาดสายตามองจานอาหารหลากสีสันบนโต๊ะด้วยสายตาเลื่อนลอย ก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ
“เธอกลับไปแล้วค่ะ มื้อนี้เราทานกันสองคนนะคะแม่ แล้วสรก็มีเรื่องอยากคุยกับแม่ด้วยค่ะ”
มธุสรเดินไปยังโต๊ะอาหาร เลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออก มือคู่สวยวางประสานกันบนตัก บ่งบอกว่าเธอไม่ได้สนใจอาหารบนโต๊ะเลยสักนิด
“มีอะไรรึเปล่าสร ทำไมวันนี้ลูกดูเครียดจังเลย”
“แม่คะ สรมีเรื่องอยากให้แม่ช่วยค่ะ”
กาลเวลาคือสายน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับ แต่มันทำหน้าที่ขัดเกลาให้ความรักที่เคยร้อนแรงและเต็มไปด้วยการพิสูจน์ กลายเป็นความผูกพันที่นิ่งสงบและมั่นคงดั่งขุนเขายี่สิบปีผ่านไป...บ้านสวน ที่เคยเป็นเพียงที่พักใจในวันว่าง ตอนนี้ได้กลายเป็นบ้านหลังหลักที่บรรจุความทรงจำนับหมื่นแสนของคนสองคนไว้ ดอกเดซี่สีขาวบริสุทธิ์ยังคงเบ่งบานเต็มทุ่งหลังบ้าน เพราะมันได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าของบ้านทั้งสองคนที่ผลัดกันรดน้ำพรวนดินมาตลอดสองทศวรรษปราณในวัย 46 ปี ตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวร่างสูงโปร่งที่ชอบทำบุญและช่วยเหลือสัตว์อีกต่อไป ตอนนี้เธอคือผู้บริหารสาวมาดสุขุมผู้ดูแลร้านทองของมธุสร และประธานมูลนิธิเดซี่ช่วยเหลือสัตว์ ที่ขยายสาขาไปทั่วประเทศวันนี้ปราณสวมชุดสูทสีเข้มคัตติ้งเนี้ยบ ใบหน้าที่เคยสดใสถูกแต่งแต้มด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์และความมั่นใจ ทว่าเมื่อก้าวเท้าพ้นประตูรถตู้หรูที่แล่นเข้าสู่เขตบ้านสวน ท่าทางที่ดูเคร่งขรึมเหล่านั้นกลับละลายหายไปในทันที“พี่สรคะ...ปราณกลับมาแล้วค่ะ”เสียงเรียกนั้นยังคงสดใสไม่ต่างจากวันแรกที่เธอทักทายคุณนายมธุสร ปราณรีบเดินมุ่งหน้าไปยังระเบียงไม้หน้าบ้าน ที่ซึ่ง มธุสรในวั
“พี่สรคะ...นี่มันเกินไปรึเปล่าคะ”ปราณยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าทางเข้าพิเศษของอาคารผู้โดยสารส่วนบุคคล (Private Jet Terminal) ในเช้ามืดวันพฤหัสบดี เธออยู่ในชุดเดินทางที่ดูเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมง ผิดกับมธุสรที่ก้าวลงจากรถตู้หรูในชุดเดรสยาวผ้าไหมเนื้อละเอียดสีครีม สวมแว่นกันแดดแบรนด์เนม และมีพนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบยืนรอรับกระเป๋าอยู่ถึงสี่คน“ไม่เกินไปหรอกค่ะเด็กดี พี่บอกแล้วไงว่าทริปนี้พี่จะพาหนูไปเปิดหูเปิดตา แล้วคนที่เป็นแฟนกับคุณนายมธุสร จะให้ไปเบียดกับใครบนเครื่องบินพาณิชย์ได้ยังไงกัน” มธุสรเอ่ยกลั้วหัวเราะพลางยื่นแขนให้เด็กสาวกุมปราณมองไปยังเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลำเล็กที่จอดตระหง่านอยู่บนรันเวย์ส่วนตัว ตัวเครื่องสีขาวสะอาดตัดด้วยแถบสีทองอร่ามที่มีสัญลักษณ์เล็ก ๆ ของตระกูลมธุสรติดอยู่ นี่คือการให้ที่ปราณไม่เคยคาดคิดมาก่อน จากเด็กสาวที่เคยนั่งแต่รถทัวร์ไปทำบุญตามวัดต่างจังหวัด วันนี้เธอกำลังจะได้เหินฟ้าสู่ฮ่องกงด้วยเครื่องบินเหมาลำที่มีเพียงเธอและมธุสรเท่านั้นภายในเครื่องบินเจ็ตถูกตกแต่งราวกับห้องนั่งเล่นสุดหรูในโรงแรมห้าดาว เบาะหนังแท้ปรับนอนได้หนึ่งร้อยแปดสิบองศา พร้อมเชฟส่วนตัวท
ค่ำคืนที่บ้านสวนวันนี้เงียบสงบกว่าปกติ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ขับขานสลับกับเสียงลมพัดใบไม้ไหว มธุสรนั่งทิ้งตัวอยู่ตรงระเบียงไม้หน้าบ้าน ในมือมีแก้วชาร้อนที่เริ่มจางความร้อนไปนานแล้ว สายตาของเธอเหม่อมองไปยังแปลงดอกเดซี่ที่ตอนนี้ดูพร่ามัวภายใต้แสงจันทร์แม้ภายนอกจะดูนิ่งสงบ แต่ภายในใจของมธุสรกลับกำลังเผชิญกับพายุลูกเล็ก ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงเย็น เหตุการณ์ที่ร้านทองในวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวลูกค้ารุ่นราวคราวเดียวกับปราณคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายปราณที่แวะไปรับเธอที่ร้าน ทั้งคู่คุยกันอย่างถูกคอด้วยภาษาและหัวข้อที่มธุสรเข้าไม่ถึง เสียงหัวเราะที่ดูสดใสและเป็นธรรมชาติของปราณในตอนนั้น ทำให้มธุสรรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น คนนอกอย่างประหลาดความต่างของอายุที่เธอเคยบอกว่าไม่ใช่อุปสรรค ตอนนี้มันเริ่มกลับมาหลอกหลอนเธอในรูปแบบของความไม่มั่นใจ“พี่สรคะ มานั่งทำไมตรงนี้คนเดียวคะเนี่ย ยุงกัดหมดแล้วนะ”เสียงใส ๆ ของปราณดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอุ่น ๆ ของผ้าห่มผืนบางที่ถูกนำมาคลุมลงบนไหล่ มธุสรสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ“พี่แค่อยากรับลมน่ะค่ะ ปราณล้างจานเสร็จแล้วเหรอคะ” มธุส
บรรยากาศยามบ่ายที่บ้านสวนวันนี้ดูจะวุ่นวายกว่าปกติเล็กน้อย แต่มันไม่ใช่ความวุ่นวายจากเสียงเห่าของเจ้าสี่ขาหรือเสียงของคนงานที่มาเก็บผลไม้ในสวนหากแต่เป็นความวุ่นวายละเมียดละไมที่เกิดขึ้นภายในห้องครัวต่างหาก มธุสรในชุดผ้ากันเปื้อนสีครีมกำลังยืนอยู่หน้าหม้อทองเหลืองใบย่อม กลิ่นหอมหวานของถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งสุกที่กำลังถูกกวนกับน้ำกะทิและน้ำตาลทรายควันฉุยไปทั่วบริเวณมธุสรใช้ไม้พายกวนถั่วอย่างใจเย็น เธอทำแบบนี้ซ้ำ ๆ มาเกือบชั่วโมงแล้ว เหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราวอยู่ตามไรผม แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มละไมอยู่ตลอดเวลา ภาพความทรงจำครั้งเก่าสมัยที่ทั้งคู่ยังอยู่ที่วัดป่าทางภาคใต้ ย้อนกลับมาในหัว“งั้นถ้ากลับไปกรุงเทพแล้ว ปราณขอชิมฝีมือของพี่หน่อยได้มั้ยคะ ถือเป็นรางวัลที่ปราณตามมาดูแลพี่ถึงที่นี่เลย...นะคะ น้า”“ฉันไม่รับปาก...เพราะฉันไม่ได้ขอร้องให้เธอตามมาที่นี่สักหน่อย เธออยากมาเอง ช่วยไม่ได้”วันนั้นมธุสรจำได้ว่าเธอแสร้งทำเป็นบอกปัดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ตามสไตล์คุณนายจอมหยิ่ง แต่ความจริงคือมธุสรจดบันทึกคำขอนั้นลงในใจเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วินาทีนั้น และรอคอยโอกาสที่จะได้ทำให้เด็กแสบชิมฝีมือเธออย่างจริ
บ่ายวันเสาร์ที่ร้านทองของมธุสร บรรยากาศยังคงคึกคักไปด้วยลูกค้าที่แวะเวียนมาเลือกซื้อเครื่องประดับล้ำค่า แต่ภายในห้องรับรองส่วนตัวที่ตกแต่งด้วยผนังบุกำมะหยี่สีแดงตัดกับขอบทองเหลืองอร่าม กลับมีความเงียบสงบที่ปกคลุมคนสองคนเอาไว้มธุสรในชุดสูทสีเบจดูภูมิฐานกำลังนั่งจิบชาสายตาเหม่อมองไปยังตู้กระจกที่โชว์คอลเลกชันแหวนเพชรน้ำงามที่สุดของร้าน“คนดีขา” มธุสรเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ขณะที่ปราณกำลังสนใจอยู่กับเจ้าสุนัขในแท็บเล็ตที่สถานพักพิงส่งรูปมาอัปเดต“คะที่รัก?” ปราณเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มตาหยีเหมือนทุกครั้ง“หนู...อยากแต่งงานมั้ยคะ?”คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ปราณชะงักไปครู่หนึ่ง เธอวางแท็บเล็ตลงแล้วขยับเข้าไปใกล้คนรัก พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมสวยที่ตอนนี้ดูมีความกังวลปนคาดหวัง ปราณนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ“ถามจริงหรือถามเล่นคะเนี่ย?”“ตอบมาเถอะค่ะ” มธุสรยิ้มเอ็นดู“อืม...ปราณไม่เคยคิดเรื่องงานแต่งงานเลยค่ะพี่สร สำหรับปราณ พิธีรีตองพวกนั้นมันก็แค่ฉากหน้า ปราณไม่ได้ต้องการให้คนทั้งโลกมารับรู้หรือมาโห่ร้องยินดีในงานที่ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อความหรูหราแค่ไม่
ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองหลวง วัดป่าดาราภิรมย์ ยังคงเป็นพื้นที่สีเขียวที่ให้ความสงบทางใจอย่างประหลาด มธุสรดับเครื่องยนต์รถเก๋งสีดำที่หน้าซุ้มประตูวัดพลางมองออกไปข้างนอกด้วยหัวใจที่พองโต วันนี้เธอกลับมาที่นี่อีกครั้งในสถานะที่ต่างออกไปจากวันแรกโดยสิ้นเชิง ปราณเปิดประตูฝั่งข้างคนขับก้าวลงจากรถด้วยท่าทางที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในชุดเชิ้ตสีขาวสะอาดตา เธอหันมายิ้มให้มธุสรพลางยื่นมือมาให้กุม“ไปค่ะพี่สร ไหว้พระทำบุญกัน”“ไปจ้ะ”ทั้งคู่เดินจูงมือกันเข้าไปในศาลาไม้หลังเดิมที่คุ้นเคยมธุสรและปราณเข้าไปกราบพระอาจารย์เจ้าอาวาส ท่านเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มอย่างเมตตา“ไม่แวะมานานเลยนะโยมสร เจ้าปราณก็ด้วย แล้วไปไงมาไงวันนี้ถึงได้มาด้วยกันล่ะ”มธุสรและปราณก้มกราบพระอาจารย์พร้อมกันสามครั้งด้วยกิริยาที่อ่อนน้อม ก่อนที่มธุสรจะเป็นฝ่ายขยับเข้าไปใกล้แล้วพนมมือพร้อมด้วยใบหน้าที่มีความสุขที่สุดเท่าที่พระอาจารย์เคยเห็นมา“ที่ผ่านมา สรต้องขอบพระคุณพระอาจารย์มากนะคะที่ช่วยเป็นที่พึ่งทางใจให้สรมาตลอด จนกระทั่งวันที่สรได้เจอเด็กคนนี้...” มธุสรเหลือบมองคนข้างกายด้วยแววตาซึ้งใจ“ตอนนี้สรกับปราณ เราสองคนตัดสินใจที่จ







