Masuk
“ยะถา วาริวะหา ปูรา...”
มธุสร ศรีรักษ์สวัสดิกุล นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนอาสนะในชุดผ้าไหมสีนวล ใบหน้าสวยสง่าที่ล้อมรอบด้วยออร่าแห่งความสงบทำให้เธอเหมือนรูปปั้นที่จับต้องไม่ได้ ในวัยสี่สิบหกปี เธอยังคงดูสาวสะพรั่งและเพอร์เฟกต์ในทุกกระเบียดนิ้ว จนใครต่อใครต่างยกย่องว่าเธอคือ นางฟ้านักบุญ ผู้ปล่อยวางต่อทางโลก
แต่ความจริง... ในหัวของมธุสรกำลังไฟลุก!
พระอาจารย์คะ...สวดช้าไปแล้วค่ะ สรเริ่มเมื่อยขา
แล้วนั่นบอดี้การ์ดฉัน ยืนบิดขี้เกียจเหรอ? เสียบุคลิกตระกูลฉันหมด กลับไปจะหักเงินเดือนให้ดู!’
มธุสรจิ๊ปากเบา ๆ ในลำคอ แววตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดชั่วครู่ก่อนจะรีบปรับมาเป็นยิ้มละมุนเมื่อมีโยมข้าง ๆ หันมามอง เธอเกลียดความไม่เป็นระเบียบ เกลียดคนชักช้า และเกลียดอะไรก็ตามที่ไม่ได้ดั่งใจที่สุด!
เมื่อสวดจบ มธุสรลุกขึ้นอย่างสง่างาม เดินออกไปด้านนอกศาลาวัดเพื่อจะนำน้ำที่กรวดแล้วไปเทใต้โคนไม้ แต่เดินออกจากศาลาไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงของใครบางคนที่กำลังวิ่งตรงมายังบริเวณที่เธอยืนอยู่ก็ดังขึ้น
“ขอทางหน่อยค่า หลบไปค่า สังฆทานพรีเมียมถังใหญ่มาแล้วค่า ว๊ายยยยยย เฮ้ย ๆ ๆ”
โครมมมม!
เด็กสาวหน้าทะเล้นพุ่งชนแผ่นหลังมธุสรเข้าเต็มแรง คุณนายร้านทองผู้สูงศักดิ์เสียหลักหน้าทิ่มลงกับพื้นหญ้าเปียก ๆ ต่อหน้าบอดี้การ์ดและชาวบ้านนับสิบ!
“โอ๊ย... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!”
มธุสรคำรามเบา ๆ ในลำคอ เลือดขึ้นหน้าจนหน้าแดงก่ำ เธออยากจะหันไปวีนใส่ยัยเด็กนี่ให้รู้แล้วรู้รอด แต่สายตาคนรอบข้างทำให้เธอต้องรีบพยุงตัวขึ้นแล้วปั้นหน้ายิ้มที่ดูเหมือนจะกัดฟันยิ้มมากกว่า
“โอ๊ยยย...คุณน้า! หนูขอโทษค่ะ พอดีถังมันหนักมากเลย คุณน้าเจ็บตรงไหนมั้ยคะ”
เจ้าของประโยคคำถามคือหญิงสาววัยยี่สิบหกปี ส่วนสูงหนึ่งร้อยห้าสิบห้า ตัดผมสั้นประบ่า ตาหยีแก้มกลม ใครเห็นเป็นต้องเอ็นดู แต่อาจจะไม่ใช่กับคุณนายมธุสร เพราะตอนนี้ความหงุดหงิดในใจของเธอกำลังเพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปราณ รีบเข้ามาช่วยเช็ดเศษหญ้าออกจากชุดผ้าไหมราคาแพง แล้วก็หน้าเจื่อนเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าบนชุดเต็มไปด้วยเศษหญ้าและดินชื้น
“แหม ชุดสวยนะคะเนี่ย แต่เปื้อนดินนิดเดียวเอง ไม่เป็นไรเนอะคุณน้าเนอะ”
มธุสรกำลังจะอ้าปากพ่นคำด่าใส่เด็กสาวตรงหน้า แต่เมื่อหันซ้ายหันขวาเห็นว่ามีสายตาของชาวบ้านหลายคู่กำลังมองมาที่เธอ เจ้าตัวก็ต้องกลับมาวางท่าทีสงบเช่นเดิม ก่อนจะแสร้งยิ้มกว้าง
“ไม่เป็นไรจ้า ไม่เป็นไรเลย ไม่เป็นไร...สักนิด”
น้ำเสียงที่ลอดไรฟันออกมานั้น ทำเอาปราณหลุดขำ มองแว็บเดียวเธอก็พอจะรู้แล้วว่า ประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาเมื่อครู่ ไม่มีความจริงใจอยู่เลยแม้แต่น้อย
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ใช่มั้ยคะ คุณน้านี่ช่างใจดี๊ ใจดีนะคะ” ปราณเย้าแหย่เสียงสูง ยิ่งทำให้มธุสรหงุดหงิดมากกว่าเดิม
มธุสรหันมองรอบตัวอีกครั้ง เห็นว่าชาวบ้านบางคนยังคงจับจ้องมาที่ทั้งคู่ เธอจึงก้าวเข้าไปหาปราณอีกสองก้าวแล้วเอ่ยช้า ๆ กระซิบด้วยน้ำเสียงเบาที่สุด
“เธอรู้มั้ย ชุดนี้เป็นผ้าไหมสั่งตัด เป็นไหมหายากที่ฉันสั่งทำพิเศษ มันจะไม่เป็นไรได้ยังไง!”
มธุสรเผลอหลุดอาการหงุดหงิดออกมา แววตาดุจับจ้องไปที่เด็กสาวตรงหน้า
“อุ๊ย...ตายจริง หนูไม่รู้เลยค่ะ อย่าทำหน้าดุสิคะ หนูไม่ได้ตั้งใจ แต่ดุแบบนี้น่ารักดีนะคะ เหมือนแมวที่บ้านหนูเลย เวลาโกรธแล้วหูแดง ๆ”
ปราณยิ้มร่าจนตาปิด รอยยิ้มใสซื่อนั้นทำให้โทสะของมธุสรชะงักไปครู่หนึ่ง
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่มธุสรไม่มีโอกาสได้มองรอยยิ้มของใครชัด ๆ ยิ่งในระยะใกล้จนเห็นรูขุมขนแบบนี้ บวกกับภาพตรงหน้าที่แสงอาทิตย์ส่องกระทบใบหน้าของคนเด็กกว่า ยิ่งทำให้อีกฝ่ายดูสดใสมากยิ่งขึ้น
เป็นเด็กที่รอยยิ้มสดใสดีจัง...
“ฉันไม่ใช่แมว แล้วฉันก็ไม่ได้เป็นน้าเธอด้วย ว่าแต่เธอเป็นใคร มาวัดที่นี่บ่อยเหรอ ทำไมฉันไม่เคยเห็นหน้า”
“หนูชื่อปราณค่ะ รับจ้างทำบุญและรับจ้างทุกอย่างแล้วแต่จะจ้างเลยค่ะ อ้อ หนูรับจ้างดูแลคนแก่ด้วยนะคะ จะให้พาไปหาหมอหรือพาไปไหนบอกได้เลย คุณน้าสนใจใช้บริการมั้ยคะ”
“นี่! ฉันยังไม่แก่ขนาดนั้น และถ้าถึงวันนั้น ฉันไม่จำเป็นต้องใช้บริการเด็กอย่างเธอหรอก”
มธุสรสะบัดหน้าหนีแล้วเดินจากไปในทันที ส่วนปราณก็เอาแต่มองแผ่นหลังของอีกฝ่ายและการก้าวเดินแต่ละก้าวที่เยื้องย่างอย่างกับนางสาวไทย
ไม่ใช่แมวเหรอคะคุณนาย ขี้วีนแบบนี้เค้าเรียกแมวแก่ชัด ๆ เลยนะคะ แต่ก็น่ารักดี ยิ่งดุยิ่งชอบจังเลย
กาลเวลาคือสายน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับ แต่มันทำหน้าที่ขัดเกลาให้ความรักที่เคยร้อนแรงและเต็มไปด้วยการพิสูจน์ กลายเป็นความผูกพันที่นิ่งสงบและมั่นคงดั่งขุนเขายี่สิบปีผ่านไป...บ้านสวน ที่เคยเป็นเพียงที่พักใจในวันว่าง ตอนนี้ได้กลายเป็นบ้านหลังหลักที่บรรจุความทรงจำนับหมื่นแสนของคนสองคนไว้ ดอกเดซี่สีขาวบริสุทธิ์ยังคงเบ่งบานเต็มทุ่งหลังบ้าน เพราะมันได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าของบ้านทั้งสองคนที่ผลัดกันรดน้ำพรวนดินมาตลอดสองทศวรรษปราณในวัย 46 ปี ตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวร่างสูงโปร่งที่ชอบทำบุญและช่วยเหลือสัตว์อีกต่อไป ตอนนี้เธอคือผู้บริหารสาวมาดสุขุมผู้ดูแลร้านทองของมธุสร และประธานมูลนิธิเดซี่ช่วยเหลือสัตว์ ที่ขยายสาขาไปทั่วประเทศวันนี้ปราณสวมชุดสูทสีเข้มคัตติ้งเนี้ยบ ใบหน้าที่เคยสดใสถูกแต่งแต้มด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์และความมั่นใจ ทว่าเมื่อก้าวเท้าพ้นประตูรถตู้หรูที่แล่นเข้าสู่เขตบ้านสวน ท่าทางที่ดูเคร่งขรึมเหล่านั้นกลับละลายหายไปในทันที“พี่สรคะ...ปราณกลับมาแล้วค่ะ”เสียงเรียกนั้นยังคงสดใสไม่ต่างจากวันแรกที่เธอทักทายคุณนายมธุสร ปราณรีบเดินมุ่งหน้าไปยังระเบียงไม้หน้าบ้าน ที่ซึ่ง มธุสรในวั
“พี่สรคะ...นี่มันเกินไปรึเปล่าคะ”ปราณยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าทางเข้าพิเศษของอาคารผู้โดยสารส่วนบุคคล (Private Jet Terminal) ในเช้ามืดวันพฤหัสบดี เธออยู่ในชุดเดินทางที่ดูเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมง ผิดกับมธุสรที่ก้าวลงจากรถตู้หรูในชุดเดรสยาวผ้าไหมเนื้อละเอียดสีครีม สวมแว่นกันแดดแบรนด์เนม และมีพนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบยืนรอรับกระเป๋าอยู่ถึงสี่คน“ไม่เกินไปหรอกค่ะเด็กดี พี่บอกแล้วไงว่าทริปนี้พี่จะพาหนูไปเปิดหูเปิดตา แล้วคนที่เป็นแฟนกับคุณนายมธุสร จะให้ไปเบียดกับใครบนเครื่องบินพาณิชย์ได้ยังไงกัน” มธุสรเอ่ยกลั้วหัวเราะพลางยื่นแขนให้เด็กสาวกุมปราณมองไปยังเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลำเล็กที่จอดตระหง่านอยู่บนรันเวย์ส่วนตัว ตัวเครื่องสีขาวสะอาดตัดด้วยแถบสีทองอร่ามที่มีสัญลักษณ์เล็ก ๆ ของตระกูลมธุสรติดอยู่ นี่คือการให้ที่ปราณไม่เคยคาดคิดมาก่อน จากเด็กสาวที่เคยนั่งแต่รถทัวร์ไปทำบุญตามวัดต่างจังหวัด วันนี้เธอกำลังจะได้เหินฟ้าสู่ฮ่องกงด้วยเครื่องบินเหมาลำที่มีเพียงเธอและมธุสรเท่านั้นภายในเครื่องบินเจ็ตถูกตกแต่งราวกับห้องนั่งเล่นสุดหรูในโรงแรมห้าดาว เบาะหนังแท้ปรับนอนได้หนึ่งร้อยแปดสิบองศา พร้อมเชฟส่วนตัวท
ค่ำคืนที่บ้านสวนวันนี้เงียบสงบกว่าปกติ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ขับขานสลับกับเสียงลมพัดใบไม้ไหว มธุสรนั่งทิ้งตัวอยู่ตรงระเบียงไม้หน้าบ้าน ในมือมีแก้วชาร้อนที่เริ่มจางความร้อนไปนานแล้ว สายตาของเธอเหม่อมองไปยังแปลงดอกเดซี่ที่ตอนนี้ดูพร่ามัวภายใต้แสงจันทร์แม้ภายนอกจะดูนิ่งสงบ แต่ภายในใจของมธุสรกลับกำลังเผชิญกับพายุลูกเล็ก ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงเย็น เหตุการณ์ที่ร้านทองในวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวลูกค้ารุ่นราวคราวเดียวกับปราณคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายปราณที่แวะไปรับเธอที่ร้าน ทั้งคู่คุยกันอย่างถูกคอด้วยภาษาและหัวข้อที่มธุสรเข้าไม่ถึง เสียงหัวเราะที่ดูสดใสและเป็นธรรมชาติของปราณในตอนนั้น ทำให้มธุสรรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น คนนอกอย่างประหลาดความต่างของอายุที่เธอเคยบอกว่าไม่ใช่อุปสรรค ตอนนี้มันเริ่มกลับมาหลอกหลอนเธอในรูปแบบของความไม่มั่นใจ“พี่สรคะ มานั่งทำไมตรงนี้คนเดียวคะเนี่ย ยุงกัดหมดแล้วนะ”เสียงใส ๆ ของปราณดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอุ่น ๆ ของผ้าห่มผืนบางที่ถูกนำมาคลุมลงบนไหล่ มธุสรสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ“พี่แค่อยากรับลมน่ะค่ะ ปราณล้างจานเสร็จแล้วเหรอคะ” มธุส
บรรยากาศยามบ่ายที่บ้านสวนวันนี้ดูจะวุ่นวายกว่าปกติเล็กน้อย แต่มันไม่ใช่ความวุ่นวายจากเสียงเห่าของเจ้าสี่ขาหรือเสียงของคนงานที่มาเก็บผลไม้ในสวนหากแต่เป็นความวุ่นวายละเมียดละไมที่เกิดขึ้นภายในห้องครัวต่างหาก มธุสรในชุดผ้ากันเปื้อนสีครีมกำลังยืนอยู่หน้าหม้อทองเหลืองใบย่อม กลิ่นหอมหวานของถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งสุกที่กำลังถูกกวนกับน้ำกะทิและน้ำตาลทรายควันฉุยไปทั่วบริเวณมธุสรใช้ไม้พายกวนถั่วอย่างใจเย็น เธอทำแบบนี้ซ้ำ ๆ มาเกือบชั่วโมงแล้ว เหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราวอยู่ตามไรผม แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มละไมอยู่ตลอดเวลา ภาพความทรงจำครั้งเก่าสมัยที่ทั้งคู่ยังอยู่ที่วัดป่าทางภาคใต้ ย้อนกลับมาในหัว“งั้นถ้ากลับไปกรุงเทพแล้ว ปราณขอชิมฝีมือของพี่หน่อยได้มั้ยคะ ถือเป็นรางวัลที่ปราณตามมาดูแลพี่ถึงที่นี่เลย...นะคะ น้า”“ฉันไม่รับปาก...เพราะฉันไม่ได้ขอร้องให้เธอตามมาที่นี่สักหน่อย เธออยากมาเอง ช่วยไม่ได้”วันนั้นมธุสรจำได้ว่าเธอแสร้งทำเป็นบอกปัดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ตามสไตล์คุณนายจอมหยิ่ง แต่ความจริงคือมธุสรจดบันทึกคำขอนั้นลงในใจเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วินาทีนั้น และรอคอยโอกาสที่จะได้ทำให้เด็กแสบชิมฝีมือเธออย่างจริ
บ่ายวันเสาร์ที่ร้านทองของมธุสร บรรยากาศยังคงคึกคักไปด้วยลูกค้าที่แวะเวียนมาเลือกซื้อเครื่องประดับล้ำค่า แต่ภายในห้องรับรองส่วนตัวที่ตกแต่งด้วยผนังบุกำมะหยี่สีแดงตัดกับขอบทองเหลืองอร่าม กลับมีความเงียบสงบที่ปกคลุมคนสองคนเอาไว้มธุสรในชุดสูทสีเบจดูภูมิฐานกำลังนั่งจิบชาสายตาเหม่อมองไปยังตู้กระจกที่โชว์คอลเลกชันแหวนเพชรน้ำงามที่สุดของร้าน“คนดีขา” มธุสรเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ขณะที่ปราณกำลังสนใจอยู่กับเจ้าสุนัขในแท็บเล็ตที่สถานพักพิงส่งรูปมาอัปเดต“คะที่รัก?” ปราณเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มตาหยีเหมือนทุกครั้ง“หนู...อยากแต่งงานมั้ยคะ?”คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ปราณชะงักไปครู่หนึ่ง เธอวางแท็บเล็ตลงแล้วขยับเข้าไปใกล้คนรัก พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมสวยที่ตอนนี้ดูมีความกังวลปนคาดหวัง ปราณนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ“ถามจริงหรือถามเล่นคะเนี่ย?”“ตอบมาเถอะค่ะ” มธุสรยิ้มเอ็นดู“อืม...ปราณไม่เคยคิดเรื่องงานแต่งงานเลยค่ะพี่สร สำหรับปราณ พิธีรีตองพวกนั้นมันก็แค่ฉากหน้า ปราณไม่ได้ต้องการให้คนทั้งโลกมารับรู้หรือมาโห่ร้องยินดีในงานที่ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อความหรูหราแค่ไม่
ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองหลวง วัดป่าดาราภิรมย์ ยังคงเป็นพื้นที่สีเขียวที่ให้ความสงบทางใจอย่างประหลาด มธุสรดับเครื่องยนต์รถเก๋งสีดำที่หน้าซุ้มประตูวัดพลางมองออกไปข้างนอกด้วยหัวใจที่พองโต วันนี้เธอกลับมาที่นี่อีกครั้งในสถานะที่ต่างออกไปจากวันแรกโดยสิ้นเชิง ปราณเปิดประตูฝั่งข้างคนขับก้าวลงจากรถด้วยท่าทางที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในชุดเชิ้ตสีขาวสะอาดตา เธอหันมายิ้มให้มธุสรพลางยื่นมือมาให้กุม“ไปค่ะพี่สร ไหว้พระทำบุญกัน”“ไปจ้ะ”ทั้งคู่เดินจูงมือกันเข้าไปในศาลาไม้หลังเดิมที่คุ้นเคยมธุสรและปราณเข้าไปกราบพระอาจารย์เจ้าอาวาส ท่านเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มอย่างเมตตา“ไม่แวะมานานเลยนะโยมสร เจ้าปราณก็ด้วย แล้วไปไงมาไงวันนี้ถึงได้มาด้วยกันล่ะ”มธุสรและปราณก้มกราบพระอาจารย์พร้อมกันสามครั้งด้วยกิริยาที่อ่อนน้อม ก่อนที่มธุสรจะเป็นฝ่ายขยับเข้าไปใกล้แล้วพนมมือพร้อมด้วยใบหน้าที่มีความสุขที่สุดเท่าที่พระอาจารย์เคยเห็นมา“ที่ผ่านมา สรต้องขอบพระคุณพระอาจารย์มากนะคะที่ช่วยเป็นที่พึ่งทางใจให้สรมาตลอด จนกระทั่งวันที่สรได้เจอเด็กคนนี้...” มธุสรเหลือบมองคนข้างกายด้วยแววตาซึ้งใจ“ตอนนี้สรกับปราณ เราสองคนตัดสินใจที่จ







