LOGIN"แล้วทำไมพี่ไม่ยกให้เขาเซ้งร้านต่อไปเลยล่ะคะ?" อาภาถามด้วยความสงสัย
"เคยถามแล้ว แต่เขาก็คงเหมือนพี่นั่นแหละ... อยากอยู่เงียบๆ สงบๆ ไปวันๆ มั้ง"
"แล้วพี่รู้ได้ยังไงคะว่าเขาชงเป็น" อาภาขมวดคิ้วสงสัย
"ก็..สองเดือนก่อนพี่ต้องทิ้งร้าน พาเจ้าเจื๋อไปหาหมอที่โรง’บาลสัตว์แบบด่วนๆ ตั้งหลายชั่วโมง ทีแรกแค่ฝากให้ติมาช่วยเก็บของปิดร้านให้ แต่พอพี่กลับมา ปรากฏว่าเขายืนชงขายให้ทั้งวันเลยจ้ะ รู้มั้ยวันนั้นขายดีอย่างกับแจกฟรี ไม่รู้พวกสาวออฟฟิศราชการ หรือนักศึกษาแถวนี้รู้ข่าวจากไหน แห่กันมาแน่นร้านเชียว" พี่ต่ายเล่าพร้อมรอยยิ้ม
"ขนาดนั้นเลย..."
"แถมยังไม่ยอมรับเงินสักบาทด้วยนะ พี่จะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ก็ไม่ยอมท่าเดียว"
อาภาได้แต่นั่งครุ่นคิดเงียบๆ ความล้มเหลวและทรัพย์สินที่กำลังจะถูกยึดลอยกลับเข้ามาในหัว ในช่วงเวลาเคว้งคว้างสิ้นไร้ไม้ตอก หล่อนคงต้องหาอะไรทำสักอย่างจริงๆ แต่ก่อนจะคิดไปถึงเรื่องนั้น ไหนๆก็ได้ยินชื่อนายสันติวนไปวนมาหล่อนก็ต้องขอถามเรื่องที่ยังคาใจอยู่เสียเลย
"ตกลงป้ามาลี คนที่ทำสัญญาเช่าบ้านหนู แกอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่าคะ" อาภารีบถามสิ่งที่คาใจออกไปทันที
"อ๋อ... เปล่าหรอกจ้ะ แกไม่ได้อยู่ ไม่เคยมาอยู่เลยด้วยซ้ำ" พี่ต่ายสั่นหัวเบาๆ ก่อนจะอธิบายด้วยรอยยิ้ม
"แต่นานๆ แกจะแวะมาที อารมณ์คนแก่ห่วงหลานนั่นแหละ หอบสารพัดของกิน ข้าวสารอาหารแห้งมาส่งให้คราวละเยอะๆ เนี่ย... ไม้ดอกตรงระเบียงบ้านติตรงนั้น ป้าแกก็เป็นคนหอบมาวางมาปลูกไว้ให้ทั้งนั้น"
ฟังจบ อาภาก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาในอก อย่างน้อย 'ป้ามาลี' ผู้มีชื่ออยู่ในเอกสารสัญญาเช่าก็มีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่ชื่อผีหรือขบวนการมิจฉาชีพที่ไหน หล่อนจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ
เมื่อมื้ออาหารอันแสนสุขจบลงอาภาช่วยเจ้าบ้านเก็บกวาดล้างถ้วยชามก่อนจะขอตัวกลับพร้อมนิยายพ็อกเก็ตบุคสองสามเล่มติดไม้ติดมือมาด้วย
ทันทีที่ก้าวสู่ประตูบ้านตัวเอง ความเงียบเชียบและความคิดวนลูปซ้ำๆก็โอบล้อมอาภาไว้อีกครั้ง หล่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง ภาพความพังพินาศในหัวเริ่มฉายซ้ำราวกับม้วนเทปที่ถอยหลังไม่ได้
ความไว้ใจอย่างมืดบอดแท้ๆ ที่ทำร้ายหล่อนจนกระอักเลือด... วันที่หล่อนยินยอมเซ็นชื่อเป็นผู้ค้ำประกันส่วนบุคคลเพื่อกู้เงินกู้ยืมก้อนโตมาขยายกิจการ ตามคำหว่านล้อมของ ‘ภัทรดนัย’ อดีตคนรักที่บอกว่าจะสร้างอนาคตไปด้วยกันทว่าลับหลัง หล่อนกลับเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ถูกสูบเลือดสูบเนื้อ ชายคนที่เคยบอกว่ารักหล่อนหมดหัวใจ แอบยักยอกไซฟอนเงินสดเกือบทั้งหมดออกจากบัญชีบริษัทผ่านสัญญาลวงโลก ถ่ายโอนทรัพย์สินไปประเคนให้บริษัทใหม่ที่เขาร่วมตั้งขึ้นกับหุ้นส่วนอีกคน ที่ซ้ำร้ายและตบหน้าหล่อนอย่างแรงยิ่งกว่านั้น... หญิงสาวผู้เป็นหุ้นส่วนบริษัทไม่นั้นไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็น ‘ลินท์ศศิกานต์’ เพื่อนสนิทที่เป็นหนึ่งในสามหุ้นส่วนบริษัทของหล่อนเอง เกมสองรุมหนึ่งที่ผูกลวงไว้อย่างแยบยล ทำให้เสียงส่วนใหญ่ในกระดานบริหารตกไปอยู่ในมือของคนทรยศทั้งคู่ พวกเขาผนึกกำลังกดดันและรวมหัวกันปอกลอกบริษัทจนเหลือเพียงเปลือก ก่อนจะสะบัดตูดหนีไปเสพสุขบนกองเงินที่ปล้นไป
ทิ้งไว้เพียงบริษัทเน่าๆ ที่ไร้สภาพคล่อง และกองหนี้สินมหึมาที่มีชื่อของ ‘อาภา’ ผูกติดอยู่คนเดียวเต็มประตู ในสายตาของกฎหมาย หล่อนคือผู้รับผิดชอบทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว... และอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หมายศาลฟ้องล้มละลายก็คงเดินทางไปถึงที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ย้ำเตือนว่าชีวิตผู้บริหารที่เคยรุ่งโรจน์ ได้จบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
สี่เดือนต่อมา... สายฝนยามบ่ายกระหน่ำสายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทว่าอาภากลับยังไม่อยากปิดร้าน หล่อนขนเสื่อขนหมอน ปูนอนรับลมเย็นๆ อยู่ตรงระเบียงบ้านพี่ต่าย ข้างกายมีกองหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเล่มโตที่ขนมาจากในบ้าน โดยมี เจ้าเจื๋อ นอนขดตัวอยู่ใกล้ๆ อย่างคุ้นเคย หลังจากที่มันเคยซึมๆไปพักใหญ่ ในช่วงแรกๆ ที่เขตต์นทีหายตัวไป แม้ทุกวันนี้มันยังคงแวะเวียนไปเดินวนเวียนที่บ้านหลังนั้นอยู่ทุกวัน แต่ดูเหมือนระเบียงบ้านของหล่อนจะกลายเป็น ‘รังหลัก’ แห่งใหม่ของมันไปเสียแล้ว อาภาเริ่มคุ้นชินและตกหลุมรักชีวิตอันแสนเรียบง่ายเช่นนี้... ในแต่ละวัน หากไม่นับช่วงเวลาที่ต้องกดรับออเดอร์กาแฟ หล่อนแทบไม่ได้แตะต้องโทรศัพท์มือถือ ไม่ได้ไถฟีดอ่านข่าวเครียดๆรอบโลกหรือ ดราม่าไร้สาระ ข่าวปลอม ข่าวแชร์มาตั้งแต่ชาติปางไหนจากบรรดาครีเอเตอร์มือสมัครเล่นที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองอีกเลย หล่อนพบความสุขกับการพาตัวจมตัวเองลงไปในกองนิยาย การ์ตูนเล่มเก่า หรือแม้กระทั่งหนังสือเรื่องย่อละครฉบับเล่มละ 25 บาทในยุค 90 ถึงต้นยุค 2000 ละครหลายเรื่องเป็นชื่อที่ไม่เคยผ่านตาและหล่อนไม่เคยดูมาก่อน บางครั้งพี่ต่ายทิ้งบ
เขตต์นทีเดินตรงมาหาอาภาพร้อมกับหอบกล่องลังใบโตอย่างระมัดระวัง ภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยกระป๋องอาหารแมวแบบเปียก ขนมแมวเลีย ถุงมือเช็ดตัว ตลอดจนยาหยอดและยาพ่นสารพัดชนิด ชายหนุ่มวางกล่องลงตรงหน้าหล่อน นัยน์ตาคู่คมแฝงความห่วงใยและอาลัยอาวรณ์ไว้อย่างปิดไม่มิด “หลังๆ มานี้เจ้าเจื๋อมันติดผมมาก จนไม่ยอมกลับไปหาพี่ต่ายเลย... หรือต่อให้กลับไป ก็แค่ไปเดินวนไม่กี่รอบ มันก็ชอบเดินข้ามถนนกลับมาหาผมอีก” เขาระบายยิ้มบางๆ ก่อนจะสบตาหล่อน “ถ้าช่วงที่ผมไม่อยู่ แล้วมันแวะมาป่วนแถวนี้... ผมฝากคุณช่วยให้ข้าว ให้ขนมมันด้วยนะ” “คุณจะไปนานแค่ไหนคะ” อาภาเอ่ยถาม น้ำเสียงและหัวใจเริ่มวูบโหวง สัญชาตญาณร้องบอกว่าการเดินทางครั้งนี้ของเขาจะไม่เหมือนทุกครั้ง “ไม่รู้สิ... อาจจะหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน” “ค่ะ...” “เจื๋อมันกินวันละสามมื้อนะ แต่มื้อละแค่นิดเดียว สองช้อนกินข้าวนิดๆ ก็น่าจะอิ่มแล้ว” เขาพยายามกำชับรายละเอียดกลบความเงียบที่เริ่มเข้าปกคลุม “แล้ว...ระหว่างนี้ คุณจะกลับมาเยี่ยมมันที่นี่บ้างไหม” หญิงสาวเค้นเสียงถาม นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่กักเก็บไว
‘อุ๊ย... เริ่มตื่นเต้นขึ้นแล้วสิ’ อาภาที่แนบหูฟังอยู่ข้างนอกขมวดคิ้ว ความสับสนในความสัมพันธ์ซับซ้อนนี้ทำให้หล่อนงงงวย แต่ยิ่งฟังกลับยิ่งลุ้นจนลืมความเศร้าไปเสียสนิท “ฉันไม่เคยบอกว่าจะไม่รับสิ่งที่ควรเป็นของฉัน...” เขตต์นทีเอื้อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงดุดันและเยือกเย็น “ฉันจะรับไว้แน่ แต่ต้องไม่มีเธอเข้ามาเสวยสุขร่วมกับฉันแม้แต่อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ถ้าเขาเห็นว่าฉันมีสายเลือดของเขาจริง เขาก็ต้องยกให้ฉันทั้งหมด ไม่ใช่แบ่งมาให้คนนอกอย่างเธอ!” “ไอ้เก็ท! ไอ้สารเลว!” ลิต้าสติหลุด “ธาตุแท้ของแกมันก็โลภ คิดการใหญ่จะเอาทุกอย่างเหมือนแม่แกไม่มีผิด! แล้วเป็นไง... สุดท้ายก็โดนเขี่ยทิ้งให้ตกอับเป็นอีนังบ้านนอก...” เขตต์นทีสาวเท้าเข้าหาหล่อนทันทีด้วยสายตาคุกคาม ทว่าหนนี้ลิต้ากลับชักอาวุธปืนสั้นในกระเป๋าออกมา เล็งตรงมายังอกของเขาอย่างรวดเร็ว! ทว่าชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะชะงักเท้า หรือมีแววตระหนกแม้แต่น้อย เขายังคงก้าวเข้าไปหาลำกล้องปืนนั้นด้วยรอยยิ้มหยัน “นึกว่าฉันกลัวเหรอ... ยิงสิ ยิงเลย เอาเลย! แล้วเธอจะได้นอนเน่าอยู่ในคุกพร้อมกันหลายคดี” “แก...
แดดยามบ่ายแผดแสงจัดจ้าเมื่ออาภาขับรถกลับมาถึงบ้าน หลังจากออกไปจัดการธุระที่ธนาคารและแวะจับจ่ายข้าวของเครื่องใช้ในเมืองมาตลอดทั้งช่วงเช้า หล่อนเดินยกของขึ้นบ้านอย่างไม่เร่งรีบนนัก ทว่ายังไม่ทันจะได้พักผ่อนให้หายเหนื่อย สายตากลับพลันสะดุดเข้ากับเงาร่างของยานพาหนะคันหนึ่งที่เคลื่อนเข้ามาจอดตรงบริเวณทางเข้าบ้านของเขตต์นที หญิงสาวร่างเพรียวระหงก้าวลงมาจากรถอย่างมีท่วงท่า หล่อนดูสง่างามและมีภูมิฐาน... แต่ไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมที่เคยปรากฏตัวเมื่อวันที่หล่อนปรึกษาเขาเรื่องที่ถูกโกง ความสงสัยฉายวูบขึ้นมาในหัวใจของอาภา หรือว่าหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้คือ ‘รวินปรียา’... ผู้หญิงที่มีชื่อปรากฏหราอยู่บนใบสำคัญการแต่งงานฉบับนั้น? สัญชาตญาณความอยากรู้แปรเปลี่ยนให้หล่อนนึกสวมบทบาทเป็น ‘มนุษย์ป้า(จอมจุ้น)ข้างบ้าน’ ขึ้นมาในทันที อาภาค่อยๆ ย่องดอดเข้าไปใกล้บริเวณเขตบ้านของชายหนุ่มอย่างเงียบเชียบ หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักตุ่มๆ ต่อมๆ ด้วยความตื่นเต้นและหวาดหวั่น ลึกๆ แล้ว หล่อนแอบสบถบอกตัวเองในใจว่า... หากเดินไปเห็นเขาสองคนกำลังออดอ้อนพลอดรักกันอยู่จริงก็คงจะดีไม่น้อย เพราะอย่างน้อยที
แสงแดดยามเช้าที่เริ่มสาดแสงแรงขึ้น ลอดผ่านม่านเข้ามาปะทะดวงตา ทำให้เขตต์นทีต้องค่อยๆ เคลื่อนเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก ความปวดจี๊ดบริเวณขมับพุ่งปราดเข้าเล่นงานทันทีที่พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง ร่างกายหนักอึ้งชาไปทั้งแถบจากผลพวงของแอลกอฮอล์ที่โหมดื่มเข้าไปเมื่อคืน เขายกมือขึ้นคลึงขมับ พลางกวาดสายตามองไปรอบห้องพักที่เงียบสงบ ความทรงจำอันพร่ามัวค่อยๆ ฉายซ้ำขึ้นมาในหัว... เขาจำได้ลางๆ ถึงสัมผัสอันอ่อนโยน น้ำเสียงห่วงใย และใบหน้าของอาภาที่เข้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ‘อาภามาที่นี่จริงๆ หรือเราแค่เมาจนฝันไปกันแน่วะ?’ ชายหนุ่มเค้นถามตัวเองในใจด้วยความสับสน ทว่าจานชามและคราบเครื่องดื่มที่ถูกจัดเก็บไปจนราบเรียบกลับยิ่งทำให้เขาแน่ใจว่าเรื่องเมื่อคืนไม่ใช่แค่ภาพหลอน เขตต์นทีสะบัดหัวไล่ความมึนงง พลางก้าวลงจากเตียงตรงเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟันอย่างเร่งรีบ เขาพยายามตั้งสติ ก่อนจะเปิดประตูออกจากบ้าน มุ่งหน้าตรงไปยังร้านกาแฟเพื่อไปเก็บหนี้ค่าสอนบาริสต้า เป็นกาแฟหนึ่งแก้วยามสาย ตามที่เคยทำมาตลอด เขาตั้งใจดำเนินชีวิตไปตามกิจวัตรเดิมๆ ราวกับไร้ซึ่งเรื่องรา
ในที่สุดความอุ่นงวดของน้ำเมาและความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานก็เอาชนะร่างกายของเขตต์นที ชายหนุ่มเอนกายล้มตัวลงนอนหมดแรงอยู่ข้างๆ อาภา หญิงสาวกุลีกุจอเอี้ยวตัวไปคว้าหมอนอิงใกล้มือมาหมายจะแทรกดันรองศีรษะให้เขานอนได้สบายขึ้น ทว่ามือใหญ่ที่ร้อนผ่าวด้วยฤทธิ์สุรากลับเอื้อมมาจับมือหล่อนไว้แผ่วเบา เขตต์นทีปรือตามองหล่อนด้วยสายตาเชื่อมเยิ้มและเว้าวอน ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ “ขอผม... หนุนตักคุณไม่ได้เหรอ” อาภานิ่งชะงักไปชั่วครู่ หัวใจกระตุกเกร็ง ก่อนจะแกล้งทำเสียงแข็งเลื่อนหมอนดันไปแทนที่ พลางเอ่ยดักคอ “คงไม่ได้หรอก... เพราะนายแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว จะมาทำออดอ้อนแบบนี้กับฉัน หรือกับผู้หญิงคนไหนอีกไม่ได้ทั้งนั้น” คำตอบนั้นทำให้เขตต์นทีขมวดคิ้วยุ่ง ใบหน้าฉายแววสับสนและงุนงงอย่างเห็นได้ชัด เขาเค้นเสียงถามกลับมาทันควัน “แต่งงาน?... ผมไปแต่งงานตอนไหนกัน? ในชีวิตผมไม่เคยมีความรักจริงๆ จังๆ กับใครเลยสักคน... จนกระทั่ง...” ประโยคขาดช่วงไปดื้อๆ ชายหนุ่มเงียบเสียงลง ดวงตาฉ่ำปรือจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของอาภา ก่อนจะค่อยๆ ชูนิ้วชี้ขึ้นมาตรงหน้า...




![เพลินพิศวาส [20++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


