ANMELDENหนุ่มมาดเซอร์ที่อยู่ข้างบ้าน ท่าทางยโส หน้านิ่งเป็นประติมากรรมหินสลัก ไม่ค่อยพูด ไม่ทำการทำงานที่วันๆหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปไหน ไม่แม้แต่จะลงมารับอาหารจากไรเดอร์ แต่เปิดปากพูดทีไรกวน…ได้ทุกพยางค์ แต่ใครจะนึกว่าเขานี่แหละที่ช่วยเหลือหล่อนครั้งแล้วครั้งเล่า "คุณทำงานอะไรมาก่อนเหรอทำไมถึงรู้กฎหมายดีจั-" "บาร์โฮสตัวท็อป สองสามที่" เขาพูดตัดบทแทรกขึ้น ด้วยความรำคาญ ควรต้องแปลกใจไหม? เพราะชีวิตของนายคนนี้เต็มไปด้วยความลับ และเมื่อความลับโป๊ะออกมาแต่ละครั้ง ก็มีอะไรให้เซอร์ไพร์สให้ตาค้างเสมอ
Mehr anzeigen‘โดนแฟนกับเพื่อนสนิทสวมเขาให้ แล้วก็รวมหัวกันโกงจนธุรกิจเจ๊งยับ ต้องรับสภาพหนี้มหาศาลอยู่คนเดียว แถมเร็วๆนี้อาจต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายอีก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาแทบจะพร้อมกัน มีใครให้มากกว่านี้ไหม?’
อาภาถามตัวเองซ้ำๆ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา คำถามเรียบง่ายทว่าหนักอึ้งวนลูปอยู่ในหัว ก่อนที่เธอจะตัดสินใจยัดเสื้อผ้าลงกระเป๋า ทั้งที่ยังตอบตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะหนีหายไปให้พ้นจากโลกใบเดิมอย่างสิ้นเชิง หรือแค่ถอยกลับมาตั้งหลักเพื่อรวบรวมเศษเสี้ยวของตัวเองขึ้นมาใหม่กันแน่
ท้องฟ้าช่วงยามเย็นมืดครึ้ม ลมพัดพาละอองฝนตกพรำลงมาไม่ขาดสาย รถยนต์คันเก่งค่อยๆ เคลื่อนตัวอย่างช้าๆไปตามถนนสายเล็กๆ ในอำเภอหนึ่งของนครปฐม—เขตรอยต่อที่อีกเพียงไม่กี่กิโลเมตรก็จะเข้าสู่สุพรรณบุรี สองข้างทางคือทุ่งนาเขียวขจีที่กว้างไกลสุดสายตา กลิ่นดินเปียกชื้นลอยอบอวลปกคลุมกว้างไกล ดอกไม้สีสดร่วงพรูกระจัดกระจายเต็มพื้นถนนที่เจิ่งนองด้วยน้ำฝน
อาภาไม่ได้มาแถวนี้นานมากๆแล้ว ต้องขอบคุณที่วันนี้จีพีเอส ไม่ทรยศพาไปเจอทางตัน หรือคลองที่ไหน...นี่คงเป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นเรื่องเดียวละมั้งในหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา
หากชีวิตไม่ต้อนให้จนมุม อาภาคงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองยังมีบ้านอยู่อีกสองหลังที่นี่—บ้านมรดกตกทอดจากพ่อ ผู้ชายที่เคยทิ้งเธอกับแม่ไปตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่น โดยไม่เคยติดต่อหรือส่งเสียแม้แต่บาทเดียว ทีแรกเธอไม่คิดจะสนใจมันเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อพ่อจากไป ทนายความกลับติดต่อมาแจ้งว่าบ้านสองหลังในรั้วเดียวกันนี้ไม่ใช่ของพ่อ หากแต่เป็นของ ‘ย่า’ ที่ตั้งใจยกให้เธอมานานแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้อาภารับโอนกรรมสิทธิ์ไว้แบบไม่ยินดียินร้าย
ตลอดสามปีที่ถือครอง เธอปล่อยให้มันว่างเปล่า จนกระทั่งเมื่อสี่เดือนก่อนถึงเพิ่งมีคนมาขอเช่าบ้านหลังหนึ่ง เรื่องทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้ ‘พี่ต่าย’ ญาติฝั่งพ่อที่อายุแก่กว่าเธอสิบกว่าปี ซึ่งอาสาสรุปสัญญาและช่วยเป็นธุระดูแลให้
ในความทรงจำวัยเด็ก อาภาเคยสนิทกับพี่ต่ายมากแม้อายุจะห่างกันเป็นสิบกว่าปี ยามปิดเทอมเธอเคยมานอนเล่นที่บ้านย่าเป็นเดือนๆ แต่หลังจากพ่อแม่หย่าร้าง เส้นทางของเธอกับที่นี่ก็ถูกตัดขาด อาภาไม่เคยมาหาย่าอีก แถมไม่รู้ด้วยว่าย่ามีบ้านอีกสองหลัง เพราะมันอยู่อย่างสันโดษ คนละตำบลกับบ้านที่ย่าอยู่และบ้านหลังเก่าของพ่อ มีเพียงพี่ต่ายเท่านั้นที่ย้ายมาสร้างบ้านอยู่อ้างว้างเพียงลำพัง พร้อมๆ กับเสียงเล่าลือจากคนแถวนั้นว่า ‘อีต่ายมันแปลกๆ ไป ตั้งแต่ไปเรียนกรุงเทพ แล้วเรียนไม่จบ’
ทว่าจากการติดต่อคุยเรื่องบ้านเช่าไม่กี่ครั้ง อาภารู้สึกว่าพี่ต่ายยังคงพูดจารู้เรื่อง นุ่มนวล และไม่ได้ดู ‘เพี้ยน’ อย่างที่ใครเขาเม้าท์กัน
‘ช่างเถอะ’ อีกไม่กี่นาทีก็จะได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้ว’
ทว่าฟ้าฝนกลับไม่เป็นใจ สายฝนที่เคยตกพรำๆ พลันพรั่งพรูลงมาห่าใหญ่จนมองไม่เห็นทางข้างหน้า อาภาจำต้องแตะเบรก ชะลอรถจอดชิดไหล่ทางหน้าบ้านของพี่ต่าย ตรงนั้นมีซุ้มร้านกาแฟเล็กๆ ตั้งอยู่ แต่กลับปิดเงียบเช่นเดียวกับตัวบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง
‘พี่ต่ายก็ดันไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ... โอ๊ย…จะบ้าตาย!’
อาภาพึมพำกับตัวเองอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เธอถอนหายใจยาว ก่อนกดเบอร์โทรศัพท์บ้านที่เคยบันทึกไว้ รอสายอยู่นานก็ไร้คนรับ สายฝนด้านนอกยิ่งพัดกระหน่ำจนกระจกหน้ารถขึ้นฝ้าขาว
แต่เธอต้องเอากุญแจบ้าน...ไม่อย่างนั้นก็เข้าบ้านไม่ได้เลย!
‘พี่ต่ายอาจจะรอเราอยู่ข้างในนั้นก็ได้’
คิดได้ดังนั้น อาภาก็คว้าเสื้อแจ็กเก็ตที่พาดอยู่หลังเบาะมาสะบัดคลุมหัว สูดหายใจเข้าลึกเรียกความกล้า ก่อนจะผลักประตูรถออกไป เดินฝ่าสายฝนชุ่มฉ่ำที่กำลังตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย
หน้าบ้านไร้เค้าความเคลื่อนไหวแต่ร่องรอยการเตรียมพร้อมยังชัดแจ้ง รั้วไม่ได้ปิดแถมหญ้าเตียนเรียบเนียนผิดหูผิดตา พี่ต่าย คงตั้งหน้าตั้งตารอการมาถึงของเธอแน่ๆ ทว่า….ไม่มีใครรออยู่เลย! ประตูบ้านปิดล็อคสนิท อาภาถอนหายใจยาวกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไม่ย่อท้อ ก่อนจะตัดสินใจก้าวขึ้นระเบียงบ้าน ลองเสาะหากุญแจดูเผื่อพี่ต่ายจะวางซ่อนไว้แถวๆ นี้ แต่หาเท่าไหร่ก็ไร้วี่แวว
'ฉันเริ่มจะเชื่อข่าวลือว่าพี่ต่ายเพี้ยนจริงๆ แล้วสิ หึ่ย'
อาภาบ่นงึมงำด้วยความโมโหที่ต้องมายืนเปียกฝนอยู่อย่างนี้
“อ่ะแฮ่ม’ เสียงกระแอมหนักๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาอาภาสะดุ้งตัวโยน ขนลุกซู่ด้วยความตกใจ หันหลังไปมองช้าๆ ผู้ชาย! ผิวสีแทน สูงราวหนึ่งร้อยแปดสิบเซ็น. ผมยาวรากไทรเกือบปะบ่า รอยสักลายละเอียดบนท่อนแขนเรียกรอยสนใจได้มากกว่าใบหน้าเรียบเฉยที่จ้องมองมายังเธอ
“พี่ต่ายให้เอามาให้” เขาเอ่ยพร้อมยื่นลูกกุญแจให้อาภา
“ขอบคุณค่ะ คุณ….” อาภารับกุญแจมาพลางพูดยังไม่จบประโยค เค้าทำเพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วหันกลับทันที ไม่มีคำพูด ไม่มีรอยยิ้ม ก้าวเดินตากฝนกลับไปยังบ้านอีกหลัง แบบชิลล์ๆ ราวกับว่าไม่ได้มีฝนตกลงมา
‘บ้านเช่า’ หลังนั้น
'อ๊ะ ตาคนนี้อยู่บ้านนั้นเหรอ? ไหนสัญญาเช่าระบุว่า ชื่อผู้เช่าว่านาง 'มาลี' อายุ 65 ปี ไง?
แล้วนายมือปืนคนนี้เป็นใคร?' ความสงสัยเริ่มผุดขึ้นในใจอาภา
“ถึงแล้ว... ลงไปซื้อของตามนี้ จะมีร้านอยู่ด้านในเดินตรงไปอย่างเดียว ไปไม่ถูกก็ถามคนในตลาดเอา” เขตต์นทีเอ่ยขึ้นเสียงเรียบพร้อมยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่จดรายการวัตถุดิบยาวเหยียดให้หญิงสาว ทันทีที่รถยนต์จอดสนิท บริเวณลานจอดรถของตลาดเช้าที่ยังคงคึกคัก อาภารับกระดาษมาเปิดดู “แล้ว…เอ่อ…เราไม่ไปด้วยกันเหรอคะ” “ไม่อ่ะ ผมจะไปหาอะไรกิน” เขาตอบสั้นๆ ตามสไตล์ ชนิดที่ไม่คิดจะขยายความต่อเลยว่า ‘หาอะไรกิน’ ที่ว่านั้นคือที่ไหน ทว่าก่อนที่อาภาจะทันได้ก้าวขาลงจากรถ สายตาของหล่อนก็พลันสะดุดกับท่าทีแปลกๆ ของคนข้างๆ เขตต์นทีหยิบหน้ากากอนามัยสีเข้มขึ้นมาสวมปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็ยกหมวกฮู้ดของเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นมาครอบศีรษะ รูดซิปขึ้นสูงจนเกือบปิดถึงคางอย่างมิดชิด วันนี้อากาศยามเช้าก็ไม่ได้หนาวเหน็บถึงขั้นต้องแต่งตัวมิดชิดราวกับอยู่ในฤดูหนาวแถบยุโรปเหนือขนาดนั้น! อาภาพกความสงสัยไว้เต็มอก นัยน์ตาคู่สวยหรี่มองพฤติกรรมแปลกๆนั้นอย่างจับผิด... ‘ใส่แมสก์ ดึงฮู้ดครอบหัว สวมแจ็กเก็ตมิดชิดขนาดนี้... นี่มันทรงคนกำลังพรางตัวชัดๆ!’ สัญชาตญาณความระแวดระวังของหล่อ
อาภาสะดุ้งตื่นขึ้นราวกับมีใครมาฉุดกระชากหัวให้ลุกจากที่นอนด้วยความตกใจ หล่อนรีบควานหามือถือมาเปิดดูเวลาด้วยหัวใจที่เต้นตึกตัก ‘05:14’ ตัวเลขบนหน้าจอทำเอาอาภาสบถออกมาอย่างลืมตัว ‘ตายห่า... นี่ฉันหลับลึกไม่ได้ยินเสียงปลุก จนเลยเวลานัดไปตั้งสิบสี่นาทีเลยเหรอเนี่ย โธ่เอ๊ย จบกัน!’ หล่อนอยากจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทุบหัวตัวเองนัก ตั้งเวลาไว้ตั้งแต่ตีสี่- ไล่มา ตีสี่’สิบห้า- ตีสี่’ยี่สิบ แต่ไม่ตื่นเลยสักปลุก! สติที่เหลืออยู่เตือนว่านี่คือโอกาสสุดท้าย หากอยากจะเปิดร้านกาแฟให้ได้ต่อให้ต้องก้มหัวไหว้วอน ‘นายสันติ’ หรือยอมทนโดนเขาพูดจาถากถางขนาดไหนก็ต้องยอม ดีกว่าต้องระเห็จเข้ากรุงเทพฯ ไปเสียเงินเรียนคอร์สชงกาแฟแพงลิบลิ่วที่ไม่รู้จะได้ผลไหม ร่างบางรีบกระโจนเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันอย่างรวดเร็ว—เรื่องอาบน้ำตัดทิ้งไปได้เลย! หล่อนรวบผมขึ้นเป็นมวยอย่างส่งเดช คว้าเสื้อฮู้ดดี้มาสวมทับง่ายๆ แล้วรีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงไปยังซุ้มกาแฟทันที 05:22 น. ซุ้มกาแฟยังคงปิดเงียบสงบในแสงอรุณรุ่งยามเช้า ไร้ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ ‘ก็แน่ล่ะสิ...
"เดี๋ยวนะคะ... ไม่ค่อยพูดกัน? แล้วแกงส้ม ไข่เจียว กับไส้กรอกที่แมวเจื๋อกินเมื่อวันนั้น นี่มันคืออะไรคะพี่ต่าย! เอ๊ะหรืออยู่ในช่วงทะเลาะกันแล้วนั่นคือการง้อของพี่เหรอคะ" "เปล่าจ้ะ ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันเลย" พี่ต่ายส่ายหน้ายิ้มๆ "เราแค่ 'คุย' กันแต่น้อยครั้งมาก... บางวันเดินสวนกัน หรือเจอกันที่ร้านขายของ เราไม่คุย ไม่ทักกันเลยนะแค่ยิ้มให้กันเฉยๆ มันแปลกเหมือนกัน... เราไม่เคยหมางใจอะไรกันหรอก แต่พี่รู้สึกว่าพี่กับเขาเหมือนมีพลังงานบางอย่าง มองตาก็สื่อสารกันเข้าใจได้ โดยไม่ต้องใช้คำพูดน่ะ" "เอ่อ..." อาภาถึงกับอึ้ง ยืนเกาหัวแกรกๆ ให้กับมิติความสัมพันธ์ประหลาดระดับกระแสจิตของคนคู่นี้ ในที่สุดอาภาก็มายืนอยู่หน้าบ้านเช่าหลังงามนั้น ดูดีๆ มันสวยกว่าหลังที่ล่อนอยู่เสียอีก อาภาสูดหายใจเข้าลึกๆ ยืนทำใจอยู่หน้าประตูบ้านเช่าข้างๆ อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะยื่นมือไปเคาะประตูสองสามที ก๊อก ก๊อก ก๊อก ไม่นานนัก ประตูก็ถูกเปิดออก ชายหนุ่มบุคลิกเรียบเฉยในเสื้อยืดสีเข้มกางเกงสบายๆ ปรากฏตัวขึ้น เขามองหน้าเธอนิ่งๆ สายตาปราศจากความรู้สึกยินดียินร้าย "มีอะไ
ยามดึกสงัด อาภายังคงข่มตาหลับไม่ลง หล่อนยันกายลุกขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด ก่อนจะยื่นมือไปแหวกผ้าม่านข้างเตียงออกเบาๆ เพื่อเปิดช่องให้แสงสว่างจากภายนอกลอดเข้ามา... แสงสลัวพาให้มองเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขตต์นที ‘นายติ’ กำลังนั่งอยู่บนขอบระเบียง ชายหนุ่มอัดบุหรี่เข้าปอดแล้วปล่อยควันสีเทาฟุ้งกระจาย สายตาของเขาเหม่อมองขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่มืดมิดไร้แสงดาว ‘นอนไม่หลับเหมือนกันเหรอนาย...’ อาภาได้แต่เอ่ยถามเขาอยู่ในใจ ตลอดเกือบหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา อาภาหมดเวลาไปกับการจัดแจงข้าวของและเฟอร์นิเจอร์ ปลุกบ้านที่เคยปิดตายให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน สายตาของหล่อนก็มักจะคอยเฝ้ามอง ‘นายสันติ’ ผู้เช่าข้างบ้านอยู่กลายๆ หล่อนพบว่าในแต่ละวัน ชายหนุ่มแทบจะไม่ก้าวเท้าพ้นระเบียงบ้านเลยสักนิด แม้เขาจะมีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่คันหนึ่ง แต่มันก็ถูกจอดสงบนิ่งอยู่ใต้เงาไม้ข้างบ้านตลอดเวลา ทุกๆวัน ก่อนเที่ยงจะมีไรเดอร์ส่งอาหารมาส่งอาหาร ทว่าเขาก็ไม่ได้เดินลงมารับเอง หากใช้วิธีชักรอกสลิงแฮนด์เมดติดตะกร้าที่ผูกไม้กับต้นไม้ใหญ่ทางเข้า ดึงข้าวของขึ้นไปสู



![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

