Mag-log inสายลมแห่งฤดูหนาวที่พัดผ่านแคว้นต้าจงในปีนี้ไม่ได้นำพามาเพียงแค่ความหนาวเหน็บที่เสียดแทงทะลุเสื้อผ
บรรยากาศภายในท้องพระโรงมังกรทองยามเช้าตรู่ช่างเงียบสงัดและเย็นยะเยือกเสียจนหยาดน้ำค้างบนหลังคากระเบื้องเคลือบยังต้องจับตัวเป็นน้ำแข็ง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนจางที่สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างฉลุลายไม้เข้ามา ไม่ได้ช่วยขับไล่ความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่กลางอากาศได้เลยแม้แต่น้อย กลุ่มขุนนางเฒ่าผมขาวที่นำโดยใต้เท้าหวังยังคงหมอบกราบคุกเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อนที่ขัดจนเงาวับ ใบหน้าเหี่ยวย่นของพวกเขาก้มต่ำ ทว่าซ่อนเร้นไปด้วยรอยยิ้มเยาะหยันแห่งผู้ชนะ พวกเขามั่นใจเหลือเกินว่าการหยิบยกเรื่องศีลธรรม จรรยาบรรณ และความเมตตาธรรมของมารดาแผ่นดินมาเป็นอาวุธ จะสามารถบีบบังคับให้ฮองเฮาผู้แสนเย่อหยิ่งต้องถูกลงทัณฑ์ หรืออย่างน้อยก็ต้องถูกริบอำนาจการบริหารกลับคืนมาสู่มือของสภาขุนนางผู้ทรงเกียรติอย่างพวกเขาทว่าบนแท่นประทับเบื้องหน้า สิ่งที่ตอบรับข้อกล่าวหาอันเผ็ดร้อนและน้ำตาจระเข้หยดแล้วหยดเล่าของพวกเขา กลับไม่ใช่ความหวาดหวั่น ไม่ใช่การคุกเข่าร้องขอความเมตตา และไม่ใช่การแก้ตัวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาผู้มีวิญญาณแม่ค้าหน้าเลือดฝังรากลึกอยู่ในกระดูกดำ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของพระ
บรรยากาศการประชุมเช้า ณ ท้องพระโรงมังกรทองในวันต่อมา ช่างแตกต่างจากภาพงานฉลองชัยชนะเมื่อวานชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับขับเน้นให้เห็นใบหน้าอันเคร่งขรึมประดุจเพิ่งไปกินรังแตนมาของกลุ่มขุนนางเฒ่าผมขาวที่ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ฝั่งซ้ายของโถงกว้าง พวกเขาคือเหล่าข้าราชการระดับสูงที่เป็นเครือข่ายใยแมงมุมของตระกูลซุนที่หยั่งรากลึกมานานกว่าสองรัชสมัย และในวันนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะนัดกันมาเพื่อทำลายบรรยากาศโดยเฉพาะไป๋ลี่ถิง ประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้หงส์เคียงข้างบัลลังก์มังกรของฉินจื่อเสวียน พระนางสวมชุดคลุมยาวสีเขียวหยกปักลายเมฆมงคลที่ดูเรียบง่ายทว่าราคาแพงระยับประดุจนำอัญมณีมาทอเป็นเส้นด้าย พระนางกำลังใช้พัดจีบที่สลักลายดอกบุปผาสวรรค์โอสถพัดเบาๆ อย่างสุนทรี พลางปรายตามองกลุ่มขุนนางเหล่านั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชปนขบขัน แววตาหลังกรอบแว่นตาสีทองฉายแววว่า "มาเถอะพวกตาเฒ่า ข้าเตรียมใบแจ้งหนี้รอพวกท่านอยู่แล้ว"ในขณะที่ฉิ
บรรยากาศยามบ่ายที่ขอบฟ้าเหนือเมืองหลวงแคว้นต้าจงนั้นช่างดูสดใสและระยิบระยับประดุจมีใครเอาเศษทองคำเปลวมาโปรยเล่นบนปุยเมฆ กลิ่นอายของสงครามที่เคยคละคลุ้งจนหายใจไม่ออกได้มลายหายไปสิ้น ทิ้งไว้เพียงเสียงกลองศึกที่รัวจังหวะสนุกสนานเร้าใจยิ่งกว่างานวัดประจำปี ขบวนทัพอันเกรียงไกรของฮ่องเต้ฉินจื่อเสวียนและฮองเฮาไป๋ลี่ถิงกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่ ทว่าหากมองดูดีๆ จะพบว่าความยิ่งใหญ่นี้มันดูแปลกตาไปเสียหน่อยม้าศึกที่เคยผอมโซบัดนี้เดินส่ายก้นอย่างอารมณ์ดีเพราะได้กินหญ้าอ่อนผสมวิตามินสูตรพิเศษ ทหารหาญที่เคยหน้าดำคร่ำเครียดบัดนี้ต่างพากันผิวปากและโบกมือให้สาวๆ ชาวเมืองประดุจดาราดังที่เพิ่งกลับจากการเดินพรมแดงกลางกองเพลิง ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นรถม้าประทับของไป๋ลี่ถิงที่ถูกตกแต่งใหม่ด้วยผ้าไหมสีมุกสลับทองคำ ส่องประกายวิบวับเสียจนชาวบ้านที่ยืนรอมองต้องยกมือขึ้นป้องตาพลางอุทานว่า "นั่นคนหรือแท่งทองคำเคลื่อนที่กันแน่"ไป๋ลี่ถิงประทับนั่งอยู่บนตั่งนุ่มภายในรถม้าที่เปิดม่านกว้าง พระนางขยับท่าทางให้อยู่ในองศาที่ดูสง่างามที่สุด พลางใช้พัดขนนกยูงโบกเบาๆ อย่างมีจริต
ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างหน้าหุบเขาผีเสื้อดับที่เคยคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของความตายและความตึงเครียดระดับหม้อต้มความดันระเบิด บัดนี้บรรยากาศกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างปาฏิหาริย์ประดุจมีใครกดปุ่มเปลี่ยนช่องโทรทัศน์จากหนังสงครามเลือดสาดมาเป็นสารคดีท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม ฝุ่นควันสีเหลืองหม่นที่เคยตลบอบอวลจากการควบตะบึงของกองทัพม้าเหล็กซีหยางนับแสนนายค่อยๆ จางลงตามทิศทางลม ทิ้งไว้เพียงรอยกีบม้านับล้านรอยที่บดขยี้ผืนดินจนแน่นปึ้กประดุจพื้นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นดีเสียงกีบม้าที่เคยดังสนั่นหวั่นไหวประดุจฟ้าร้องต่อเนื่อง บัดนี้ค่อยๆ แผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงเสียงสายลมหวีดหวิวที่พัดผ่านซอกหิน สงครามใหญ่ที่ควรจะเป็นจุดจบของแคว้นต้าจงและจุดจบของชีวิตฮ่องเต้หนุ่ม กลับถูกยุติลงอย่างสิ้นซากโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อเพิ่มแม้แต่หยดเดียว (ยกเว้นเหงื่อของแม่ทัพทั่วป๋าที่ไหลจนท่วมเกราะเพราะกลัวล้มละลาย) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะสตรีเพียงนางเดียวที่นั่งไขว่ห้างจิบชาเกรดพรีเมียมอยู่กลางสมรภูมิฉินจื่อเสวียน ฮ่องเต้ผู้สะบักสะบอมที่ชุดเกราะทองคำมีรอยบุบเบี้ยวประดุจกระป๋องน้ำอัดลมโดนเหยียบ และ ไ
ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมหุบเขาผีเสื้อดับราวกับมีใครกดปุ่มปิดเสียงธรรมชาติ แสงสีทองจากสัญญาสัมบูรณ์ยังคงกรุ่นอยู่ในอากาศเป็นละอองระยิบระยับประดุจกากเพชรในงานปาร์ตี้ไฮโซที่หรูหราที่สุดในใต้หล้า แม่ทัพทั่วป๋า ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความดุดันและป่าเถื่อน บัดนี้กลับมีท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับถูกถอดปลั๊กจากโหมดฆาตกรต่อเนื่องแล้วเสียบปลั๊กเข้าโหมดนักลงทุนระดับวีไอพีแทน เขาเหลือบมองมือที่เพิ่งเชคแฮนด์กับไป๋ลี่ถิงด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างประหลาด ความอบอุ่นจากผลกำไรที่นางหยิบยื่นให้นั้นมันช่างซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกดำเสียยิ่งกว่าการดื่มสุราหมักร้อยปีทั่วป๋าสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จนเกราะอกขยายตัวดัง เอี๊ยด เขาเหลือบมองไป๋ลี่ถิงที่ยังคงนั่งไขว่ห้างจิบชาด้วยท่าทางกวนประสาทขั้นเทพ พระนางขยิบตาให้เขาหนึ่งทีพร้อมกับทำท่าโอเคด้วยนิ้วเรียวสวย ส่งผลให้ทั่วป๋ารู้สึกมั่นใจในพอร์ตการลงทุนใหม่ของเขาอย่างเต็มเปี่ยมเขาหันหลังกลับอย่างเฉียบพลัน ผ้าคลุมสีแดงเพลิงสะบัดพลิ้วตามแรงเหวี่ยงประดุจนางเอกหนังกำลังภายในก้าวออกจากฉาก ทั่วป๋าเดินดุ่มๆ กลับไปที่ม้าศึกอัสนีมื
บรรยากาศเหนือหุบเขาผีเสื้อดับในยามนี้ช่างเป็นสภาวะที่กวนประสาทสายตาชาวโลกยิ่งนัก ท้องฟ้าที่เคยปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งสงครามพลันเปิดโล่งราวกับจะเปิดทางให้แสงสีเงินจากตัวของไป๋ลี่ถิง ได้ส่องประกายอวดความรวยระดับจักรวาลได้อย่างเต็มที่ บนยอดหน้าผาและตามแนวร่องเขา ทหารม้าเหล็กซีหยางนับแสนนายต่างยืนแข็งทื่อประดุจรูปปั้นหินที่ลืมทาจาระบี ทุกคนกลั้นหายใจจนหน้าดำหน้าแดงเพื่อเฝ้าดูจังหวะชี้ชะตาที่โต๊ะน้ำชาไม้หอมแกะสลักกลางลานกว้างแม่ทัพทั่วป๋า ผู้มีร่างกายกำยำประดุจหมีควายในเกราะเหล็ก ทรุดกายนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงเพลิง ใบหน้าของเขาที่เคยถมึงทึงดุดัน บัดนี้กลับดูว่างเปล่าและหม่นหมองประดุจคนเพิ่งรู้ตัวว่าโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินจนหมดบัญชี นิมิตแห่งความล่มสลายทางเศรษฐกิจที่ไป๋ลี่ถิงเพิ่ง "ฉาย" ให้ดูเมื่อครู่ยังคงหลอกหลอนอยู่ในโสตประสาทของเขาอย่างรุนแรงประดุจเสียงไซเรนรถหวอทั่วป๋าก้มมองกริชสั้นที่ร่วงหล่นอยู่แทบเท้า และมองดาบคู่กายที่เลื่องชื่อว่าเด็ดหัวแม่ทัพมานั
ฝุ่นควันจากการวิ่งหนีหางจุกตูดของบรรดาอนุภรรยายังไม่ทันจะจางหายไปจากลานหน้าเรือนหลัก บรรยากาศที่เพิ่งจะกลับมาเงียบสงบได้เพียงแค่ชั่วอึดใจก็มีอันต้องถูกทำลายลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ทว่าลากยาวอย่างเกียจคร้านดังสะท้อนมาตามระเบียงทางเดินไม้ที่ผุพัง ไป๋ลี่ถิงซึ่งกำลังยืนกอดประคองร่างอันสั่นเทาของมาร
แสงแดดอุ่นยามสายเริ่มสาดส่องลงมากระทบหลังคาเรือนหลักที่เต็มไปด้วยรอยแตกและตะไคร่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบอันแสนจะหดหู่ของเรือนฮูหยินเอกถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดที่ดังกังวานมาตั้งแต่หน้าประตูจวน เสียงนั้นแหลมสูงจนคล้ายกับนกแก้วที่กำลังถูกบีบคอ มันบาดแก้วหูเสียจนฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่
แสงแดดรำไรยามสายสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกบิ่น ร่างบางของไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาหม่นหมองที่ซักจนเนื้อผ้าบางเฉียบก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องนอนของตนเองอย่างระมัดระวัง นางใช้มือดันบานประตูไม้ที่ผุพังเบาๆ ทว่าเสียงดังกึกกักราวกับกระดูกคนแก่ลั่นก็ดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่บานประตูข้
แสงแดดเจิดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าของจูน หญิงสาวผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจในชุดสูทสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตเข้ารูป รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ส้นรองเท้าแหลมปรี๊ดของเธอกระทบกับพื้นทางเดินหินอ่อนหน้าอาคารสำนักงานใหญ่เกิดเป็นเสียงดังก้องกังวา







