Masukเช้าวันเสาร์ที่ควรจะเงียบสงบและผ่อนคลาย กลับกลายเป็นเช้าที่ตึงเครียดที่สุดในรอบสี่ปีของลลิตา
หญิงสาวยืนทำอาหารเช้าอยู่ในโซนครัวด้วยความรู้สึกเหมือนมีเมฆดำลอยอยู่เหนือหัว คำขู่ของภวินท์เมื่อคืนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท เขาไม่ได้แค่ขู่ แต่เขาทำจริงๆ!
เมื่อคืนนี้ หลังจากยื่นคำขาดจบ ศัลยแพทย์หนุ่มก็ล้มตัวลงนอนบนโซฟาในห้องนั่งเล่นอย่างหน้าตาเฉย ปล่อยให้ลลิตายืนอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูก ครั้นจะไล่ก็ไล่ไม่ไป จะลากก็สู้แรงผู้ชายตัวโตไม่ได้ สุดท้ายเธอจึงต้องยอมปล่อยให้เขานอนขดตัวอยู่บนโซฟาแคบๆ นั้นไปทั้งคืน
และเช้านี้ เขาก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส ทักทายลูกชายที่เพิ่งตื่นนอน ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำของเธอเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายราวกับเป็นบ้านของตัวเอง
เสียงกริ่งหน้าประตูห้องดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดที่กำลังฟุ้งซ่าน
ลลิตาเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน เดินไปส่องตาแมว เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็รีบปลดล็อกและเปิดประตูรับทันที
"เซอร์ไพรส์! ฉันซื้อครัวซองต์ร้านโปรดมาฝากแกกับหลานรักด้วยนะ" พิมพ์ เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยของลลิตา ชูถุงกระดาษแบรนด์ดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง แต่พอก้าวเท้าเข้ามาในห้อง สายตาของพิมพ์ก็กวาดมองไปรอบๆ ด้วยความแปลกใจ "เอ๊ะ ทำไมโซฟาแกมีผ้าห่มผู้ชาย รกเชียว"
ลลิตาเบิกตากว้าง เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เก็บกวาดร่องรอยการค้างคืนของ 'แขกไม่ได้รับเชิญ' เธอรีบกระโดดไปขวางหน้าโซฟา พยายามบดบังหลักฐานอย่างสุดความสามารถ
"อ๋อ... เมื่อคืนฉัน... ฉันมานอนดูซีรีส์ตรงนี้น่ะ แอร์ในห้องมันเย็นเกินไป" ลลิตาแก้ตัวตะกุกตะกัก เหงื่อเริ่มซึมตามไรผม
"ซีรีส์อะไรของแก กลิ่นน้ำหอมผู้ชายลอยคลุ้งซะขนาดนี้..." พิมพ์หรี่ตาลง จมูกสูดฟุดฟิดอย่างจับผิด "ลลิตา แกซ่อนใครไว้ในห้องฮะ!"
ยังไม่ทันที่ลลิตาจะหาข้ออ้างใหม่ เสียงกลอนประตูห้องน้ำก็ถูกปลดล็อก
กริ๊ก.
บานประตูเปิดออก พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของภวินท์ที่ก้าวเดินออกมา
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนั่งเล่นกะทันหัน
พิมพ์อ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง ถุงครัวซองต์ในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังแหมะ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
ศัลยแพทย์หนุ่มอยู่ในสภาพที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ท่อนบนเปลือยเปล่า อวดแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นตึงและซิกซ์แพ็กเรียงตัวสวยงาม หยดน้ำเกาะพราวตามผิวเนื้อสีครีม ลากไล้ลงไปสู่ขอบกางเกงสแล็กสีเข้มที่เขาสวมใส่อย่างหมิ่นเหม่ มือหนากำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมที่เปียกหมาดๆ อย่างลวกๆ
ลลิตาแทบจะยกมือขึ้นกุมขมับ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวและแดงก่ำไปถึงใบหู เธอถลึงตาใส่ภวินท์อย่างเอาเรื่อง แต่อีกฝ่ายกลับเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองผู้มาเยือนด้วยความนิ่งสงบ
"อ้าว มีแขกเหรอครับลิตา" ภวินท์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ไม่มีความสะทกสะท้านหรือเขินอายใดๆ ซ้ำยังจงใจเรียกชื่อเล่นของเธออย่างสนิทสนม
"ลิตา..." พิมพ์หันขวับมามองเพื่อนสนิท สายตาเต็มไปด้วยคำถามนับร้อยพัน "นี่มัน... เรื่องอะไรกัน คุณหมอศัลย์สุดหล่อที่โรงพยาบาล... มาเดินถอดเสื้ออยู่ในห้องแกได้ยังไง!"
ลลิตาหน้าถอดสี รีบคว้าแขนเพื่อนสนิทลากเข้าไปในโซนครัว ปล่อยให้ภวินท์ยืนยิ้มมุมปากอยู่อย่างผู้ชนะ
"แกฟังฉันก่อนนะพิมพ์ มันไม่ได้เป็นอย่างที่แกคิดเลย" ลลิตาพยายามกระซิบอธิบายอย่างร้อนรน
"ไม่เป็นอย่างที่คิดได้ไง หลักฐานทนโท่ขนาดนั้น! กล้ามแน่นเปรี๊ยะ ซิกซ์แพ็กเป็นลอน... แกแอบไปกินของแซ่บระดับวีไอพีตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกเพื่อนฮะ!" พิมพ์กระซิบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนคาดคั้น
"บ้าเหรอ! ฉันไม่ได้กินอะไรทั้งนั้นแหละ!" ลลิตาปฏิเสธเสียงแข็ง หน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม "เขา... เขามาเยี่ยมพีทเมื่อคืน แล้วก็... ดึกมากแล้ว ฉันก็เลยให้เขานอนโซฟา ไม่มีอะไรเกินเลยทั้งนั้น!"
"เหรออออ..." พิมพ์ลากเสียงยาว สายตามองผ่านไหล่ลลิตาไปยังร่างสูงที่กำลังเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อแต่งตัว "ผู้ชายระดับนั้นลงทุนมานอนขดบนโซฟาแคบๆ ห้องแกเนี่ยนะ ถ้าไม่ได้หวังอะไรมากกว่านั้น ฉันให้เตะเลย"
"เขาเป็นหมอเจ้าของไข้พีทไง แกก็รู้ว่าพีทเพิ่งผ่าตัด"
"หมอเจ้าของไข้ที่ไหนเขามาตามเฝ้าคนไข้ถึงห้องนอน แถมยังทำตัวเหมือนเป็นพ่อของลูกแกอีก" พิมพ์หรี่ตาจับผิด ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "เดี๋ยวนะ... อย่าบอกนะว่า..."
"พิมพ์! หยุดมโนเดี๋ยวนี้เลยนะ" ลลิตารีบตัดบทก่อนที่เพื่อนจะเดาความจริงถูก "เอาเป็นว่าแกกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันเคลียร์ปัญหาชีวิตเสร็จแล้วจะโทรหา"
ลลิตาแทบจะดันหลังเพื่อนสนิทให้ออกจากห้อง พิมพ์ยอมกลับไปอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ไม่วายทิ้งท้ายด้วยสายตากรุ้มกริ่มและคำขู่ว่าจะต้องซักไซ้เรื่องนี้ให้กระจ่างในภายหลัง
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง ลลิตาก็พรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เธอหมุนตัวกลับ หันไปเผชิญหน้ากับต้นเหตุของความวุ่นวายที่เดินแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยออกมาจากห้องนอน
ภวินท์สวมเสื้อเชิ้ตตัวเดิมแต่ยังไม่ได้ติดกระดุมสามเม็ดบน เผยให้เห็นแผงอกรำไร เขาเดินเข้าไปรินน้ำดื่มที่เคาน์เตอร์ครัวด้วยท่าทีผ่อนคลาย
"คุณตั้งใจทำแบบนี้ใช่ไหม หมอวิน" ลลิตาเดินเข้าไปหา เริ่มเปิดฉากต่อว่าทันที "คุณจงใจเดินถอดเสื้อออกมาให้เพื่อนฉันเห็น คุณอยากให้คนอื่นเข้าใจผิด!"
"ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จ จะให้ใส่สูทผูกไทเดินออกมาหรือไง" ภวินท์วางแก้วน้ำลง หันมาประจันหน้ากับเธอด้วยรอยยิ้มยียวน "แล้วเพื่อนคุณเข้าใจผิดตรงไหน ในเมื่อเราก็เคย... มากกว่าแค่ถอดเสื้อมาแล้ว"
"หยุดพูดจาทุเรศๆ แบบนี้นะ!" ลลิตาตวาดเสียงสั่น โกรธที่เขาเอาเรื่องอดีตมาล้อเล่น "คุณกำลังล้ำเส้นมากเกินไปแล้วนะ คุณไม่มีสิทธิ์มาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของพื้นที่ของฉันแบบนี้"
"ทำไมจะไม่มีสิทธิ์" ภวินท์ก้าวเข้ามาประชิด ลบระยะห่างระหว่างกันจนเหลือเพียงไม่ถึงคืบ "ผมบอกคุณแล้วไงลิตา ว่าผมต้องการพื้นที่ของผมคืน ทั้งพื้นที่ในชีวิตลูก และพื้นที่ในชีวิตคุณ"
"แต่ฉันไม่ต้องการ!"
ตื๊ด... ตื๊ด...
เสียงสมาร์ทโฟนของลลิตาที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวแผดเสียงร้องขัดจังหวะการโต้เถียง
ลลิตาชะงัก หันไปมองหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมา ปรากฏชื่อ 'พี่นนท์ (กราฟิก)' หราอยู่บนนั้น
นายนนท์คือรุ่นพี่ที่ทำงานสายกราฟิกด้วยกัน เขามักจะโทรมาปรึกษางานและหาเรื่องคุยกับเธอเป็นประจำในวันหยุด ซึ่งลลิตาก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายพยายามตามจีบ แต่เธอก็รักษาระยะห่างในฐานะเพื่อนร่วมงานมาตลอด
หญิงสาวเอื้อมมือจะไปหยิบโทรศัพท์ แต่ภวินท์ไวกว่า
มือหนาคว้าสมาร์ทโฟนเครื่องบางนั้นไปถือไว้ สายตาคมกริบจ้องมองชื่อบนหน้าจอด้วยความเย็นชา สันกรามแกร่งนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รังสีความคุกรุ่นแผ่ซ่านออกมารอบตัวกะทันหัน
"เอาคืนมานะ หมอวิน! นั่นสายเรื่องงาน" ลลิตาพยายามแย่งโทรศัพท์คืน แต่ภวินท์ชูมือขึ้นสูงจนเธอเอื้อมไม่ถึง
"งานอะไรต้องโทรมาแต่เช้าวันเสาร์" น้ำเสียงของเขากดต่ำลง พร่าพร่าและอันตราย "หรือว่างานบังหน้า แต่ตั้งใจจะจีบเมียชาวบ้าน"
"ฉันไม่ใช่เมียคุณ!" ลลิตาเถียงกลับอย่างเหลืออด "และพี่นนท์เขาก็เป็นแค่เพื่อนร่วมงาน คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับของส่วนตัวของฉัน เอาโทรศัพท์คืนมาเดี๋ยวนี้!"
คำปฏิเสธและท่าทีปกป้องผู้ชายคนอื่นทำให้เส้นความอดทนของภวินท์ขาดผึง
สัญชาตญาณความเป็นเจ้าของและความหึงหวงที่พยายามกดข่มไว้ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาตวัดแขนเหวี่ยงสมาร์ทโฟนเครื่องนั้นไปตกกระแทกกับเบาะโซฟาอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันกลับมาคว้าข้อมือทั้งสองข้างของลลิตาไว้แน่น
"อ๊ะ! ปล่อยนะ!"
ลลิตาร้องเสียงหลงเมื่อถูกกระชากตัวเข้าหาแผงอกกว้าง ภวินท์ดันร่างบางให้ถอยหลังไปจนแผ่นหลังปะทะกับผนังกำแพงโซนครัวอย่างจัง แรงกระแทกไม่ได้รุนแรงจนเจ็บปวด แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอจุกจนพูดไม่ออก
ชายหนุ่มรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างเลื่อนลงมาบีบเค้นที่เอวคอด รั้งให้สะโพกกลมกลึงแนบชิดกับหน้าขาแกร่งของเขา บดเบียดจนไม่มีช่องว่างให้อากาศลอดผ่าน
"คุณบอกว่าผมไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ ลิตา"
ภวินท์ก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกชนกัน ลมหายใจร้อนระอุที่เต็มไปด้วยแรงโทสะเป่ารดพวงแก้มเนียน นัยน์ตาคมกริบของเขาตอนนี้มืดมิดและเต็มไปด้วยความปรารถนาที่อันตราย มันเป็นสายตาของนักล่าที่พร้อมจะฉีกทึ้งเหยื่อ
"ใช่! ปล่อยฉันนะ คุณมันคนป่าเถื่อน!" ลลิตาพยายามดิ้นรน ขยับตัวหนีจากการเสียดสีที่กำลังจุดประกายไฟบางอย่างในร่างกายเธอ
"เดี๋ยวผมจะทบทวนให้คุณดู ว่าสิทธิ์ของผมมันมีมากแค่ไหน!"
ขาดคำ ริมฝีปากหยักก็ฉกวูบลงมาบดขยี้ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างดุดันและเอาแต่ใจ
ลลิตาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอเม้มปากแน่นเพื่อปฏิเสธการรุกล้ำ แต่ภวินท์ไม่ยอมแพ้ เขาใช้มือที่บีบเอวเธออยู่ เลื่อนขึ้นมาบีบปลายคางบังคับให้เธอเผยอริมฝีปากออกรับการลงทัณฑ์
ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากหวานอย่างหิวกระหาย กวาดต้อนและพัวพันกับเรียวลิ้นของเธออย่างชำนาญ รสจูบของเขาไม่ได้นุ่มนวลหรืออ่อนหวาน แต่มันเต็มไปด้วยความหึงหวง การประกาศกร้าว และความเรียกร้องที่รุนแรงจนทำให้สมองของลลิตาขาวโพลน
เสียงดูดดึงริมฝีปากดังก้องในความเงียบของห้องครัว ภวินท์เอียงใบหน้าเพื่อปรับองศาให้รุกรานได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลมหายใจของทั้งคู่หอบสะท้านประสานกัน ไอความร้อนจากร่างกายของเขาทะลุผ่านเสื้อผ้าเข้ามาแผดเผาผิวเนื้อของเธอจนร้อนรุ่มไปทุกสัดส่วน
ลลิตาพยายามขัดขืนในตอนแรก เธอพยายามเบือนหน้าหนี แต่การรัดรึงที่เอวและการตรึงข้อมือทำให้เธอหมดทางสู้ สัมผัสที่คุ้นเคยในความทรงจำส่วนลึกถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ร่างกายของเธอเริ่มทรยศต่อคำสั่งของสมอง
ริมฝีปากของเขา... กลิ่นอายของเขา... จังหวะการตวัดลิ้นของเขา... ทุกอย่างทำให้หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
ความต่อต้านเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นการโอนอ่อนผ่อนตาม ลลิตาเผลอหลับตาลง ครางอือในลำคอเมื่อเขาขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอเบาๆ มือบางที่เคยกำแน่นเพื่อขัดขืน ค่อยๆ คลายออก
เมื่อภวินท์รับรู้ได้ถึงการตอบสนองที่ไร้เดียงสาแต่วาบหวามนั้น ความดุดันในจูบของเขาก็เริ่มเจือปนด้วยความลุ่มหลง เขาคลายการจับกุมที่ข้อมือของเธอออก เลื่อนมือทั้งสองข้างมากอบกุมพวงแก้มเนียน ปรับจังหวะการจูบให้ช้าลง เนิบนาบขึ้น แต่ลึกล้ำและเปียกชื้นกว่าเดิม
ลลิตาหอบหายใจแรงเมื่อได้รับอิสระที่มือ สองแขนเรียวยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งโดยสัญชาตญาณของการหาที่ยึดเหนี่ยว ปลายนิ้วสอดสางเข้าไปในกลุ่มผมสีเข้มของเขา ดึงรั้งเบาๆ เมื่อเขากดน้ำหนักจูบลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายของเธอเบียดชิดเข้าหาเขาอย่างลืมตัว หน้าอกอวบอิ่มภายใต้เสื้อยืดตัวบางบดเบียดกับแผงอกกว้างที่เปลือยเปล่า สร้างกระแสไฟฟ้าสถิตที่แล่นพล่านไปถึงปลายเท้า
การตอบสนองอย่างเต็มใจของเธอทำให้ความอดทนของศัลยแพทย์หนุ่มแทบจะขาดผึง เขาอยากจะอุ้มเธอไปโยนลงบนเตียงและทำมากกว่าแค่จูบ เขาอยากจะตอกย้ำให้เธอรู้ว่าร่างกายนี้เป็นของใคร
แต่เสียงของสติที่ดังเตือนอยู่ลึกๆ ทำให้เขาต้องห้ามใจตัวเอง
เขาไม่อยากให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการใช้อารมณ์บังคับ เขาต้องการให้เธอยอมรับเขาทั้งตัวและหัวใจ
ภวินท์ค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง กดจูบย้ำที่มุมปากของเธออีกครั้งก่อนจะผละใบหน้าออกห่าง
ลลิตายืนหอบหายใจฮัก แผ่นหลังแนบชิดกับกำแพง ใบหน้าแดงซ่านไปถึงใบหู ดวงตากลมโตฉ่ำเยิ้มด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกปลุกปั่น ริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อจากการถูกบดขยี้
เมื่อสติเริ่มกลับคืนมา ลลิตาก็ตระหนักได้ว่าตัวเองเพิ่งทำอะไรลงไป เธอเพิ่งจะตอบรับจูบของผู้ชายที่เธอพยายามผลักไสมาตลอดสี่วัน!
ความโกรธตัวเองแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่คอ ลลิตายกมือขึ้นผลักแผงอกของเขาอย่างแรงจนร่างสูงเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"ออกไปห่างๆ ฉันเลยนะ!" เธอตวาดเสียงสั่น ยกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเองอย่างลวกๆ พยายามซ่อนความสั่นไหวในแววตา
ภวินท์ไม่โกรธที่ถูกผลัก เขายกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำลายที่มุมปากตัวเองด้วยนิ้วโป้ง นัยน์ตาคมกริบจ้องมองปฏิกิริยาของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด
เมื่อกี้ร่างกายเธอตอบสนองเขาอย่างชัดเจน เธอไม่มีทางปฏิเสธสัมผัสของเขาได้เลย และนั่นคือข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
"ปากคุณบอกให้ผมออกห่าง แต่เมื่อกี้... แขนคุณกอดคอผมแน่นเลยนะ ลิตา" เขาเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ฉัน... ฉันแค่ขาดอากาศหายใจ!" ลลิตาเถียงข้างๆ คูๆ เบือนหน้าหนีไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ
"หึ..." ภวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ เขาล้วงมือสอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ยืนมองหญิงสาวที่กำลังสับสนและอับอายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เขาตัดสินใจแล้วว่าเกมแมวจับหนูนี้ต้องมีจุดจบ และเขาจะเป็นคนคุมเกมทั้งหมดตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป
ชายหนุ่มก้าวถอยหลังออกไปอีกหนึ่งก้าว เพื่อเปิดพื้นที่ให้เธอได้หายใจ แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไม่วางตา
"วันนี้ผมจะปล่อยไปก่อน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเด็ดขาดถูกเปล่งออกมากระทบโสตประสาทของลลิตา ทุกถ้อยคำชัดเจนและแฝงไปด้วยคำประกาศิตที่ทำให้คนฟังต้องขนลุกซู่
ภวินท์หรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มของนักล่าที่มั่นใจในชัยชนะ
"แต่จำไว้เลยนะลิตา... คุณหนีผมไม่พ้นหรอก"
บทพิเศษ 5: คำสัญญาที่ไม่มีวันหมดอายุเสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งดังแว่วมาตามสายลมยามค่ำคืนของเกาะภูเก็ต ท้องฟ้าเบื้องบนมืดสนิทประดับประดาด้วยหมู่ดาวนับล้านดวง บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของพูลวิลลาริมหน้าผาแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ศิลาและเพียงขวัญคุ้นเคยเป็นอย่างดีวันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของพวกเขา ศิลาตัดสินใจฝากน้องศริน ลูกสาววัยสามขวบครึ่งไว้ให้อยู่ในการดูแลของคุณปู่คุณย่าที่กรุงเทพฯ แล้วแอบพาภรรยาคนสวยบินลัดฟ้ามาฮันนีมูนรอบสอง เพื่อรำลึกความหลังและเติมความหวานให้กับชีวิตคู่บริเวณระเบียงริมสระน้ำส่วนตัว แสงเทียนสีนวลตาจากเชิงเทียนประดับส่องสว่างกระทบผืนน้ำใส เพียงขวัญสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวพริ้วไหว ยืนเหม่อมองออกไปยังท้องทะเลกว้างใหญ่ สองมือเรียววางทาบทับอยู่บนราวระเบียงกระจกใส ปล่อยให้สายลมเย็นสบายพัดผ่านเรือนผมสลวยศิลาเดินถือแก้วแชมเปญสองแก้วก้าวเข้ามาจากด้านในห้องพัก ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีเข้มปลดกระดุมคอสบายๆ เขาสอดท่อนแขนแข็งแรงเข้าสวมกอดเอวคอดบางของภรรยาจากด้านหลัง รั้งร่างของเธอเข้ามาแนบชิดกับแผงอกกว้าง พร้อมกับเกยคางลงบนลาดไหล่เนียน"กำลังคิดอะไรอยู่ครับคน
บทพิเศษ 4: คุณหมอพ่อลูกอ่อนเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสดใสของเด็กหญิงวัยสามขวบดังก้องไปทั่วโถงทางเดินของแผนกศัลยกรรมทรวงอก ทำลายความเงียบสงัดและเคร่งเครียดที่มักจะปกคลุมตึกนี้เป็นประจำ พยาบาลหลายคนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดแวะทักทายและส่งรอยยิ้มเอ็นดูให้กับ 'น้องศริน' ลูกสาวตัวน้อยของอาจารย์หมอศิลาและวิสัญญีแพทย์เพียงขวัญวันนี้เป็นวันเสาร์ที่ควรจะเป็นวันหยุดพักผ่อนของครอบครัว ทว่าเพียงขวัญกลับถูกเรียกตัวด่วนให้เข้ามาสมทบในเคสผ่าตัดอุบัติเหตุฉุกเฉินที่ซับซ้อน ศิลาซึ่งเพิ่งออกเวรเช้าจึงต้องรับบทเป็นคุณพ่อลูกอ่อน กระเตงลูกสาวตัวกลมมาไว้ที่ห้องพักแพทย์ส่วนตัวเป็นการชั่วคราวภายในห้องพักแพทย์ที่เคยวางของเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดนี้เต็มไปด้วยของเล่นพลาสติก สมุดระบายสี และตุ๊กตาหมีกระจัดกระจายอยู่บนโซฟาและพื้นพรมศิลาในสภาพที่ยังสวมเสื้อกาวน์สีขาวทับเสื้อเชิ้ตลำลอง กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมตรงหน้าลูกสาว นัยน์ตาคมกริบที่เคยใช้เพ่งมองรอยต่อของเส้นเลือดในห้องผ่าตัด บัดนี้กำลังจดจ่ออยู่กับการจับรวบเส้นผมเส้นเล็กๆ ของน้องศรินให้รวมกันเป็นกระจุกเดียว"คุณพ่อขรา มัดจุกสองข้างเหมือนชินจังเลยนะคะ หน
บทพิเศษ 3: 1,460 วันที่ไม่มีเธออากาศยามค่ำคืนของกรุงลอนดอนเย็นเฉียบจนทะลุผ่านเสื้อโค้ตตัวหนา ศิลาผลักบานประตูห้องพักอพาร์ตเมนต์ขนาดกะทัดรัดใจกลางเมืองเข้ามาด้วยความเหนื่อยล้า ชายหนุ่มถอดเสื้อโค้ตแขวนไว้ที่ตะขอหลังประตู โยนกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกองตำราแพทย์และงานวิจัยที่ต้องอ่านนี่คือชีวิตที่เขาเลือก ชีวิตที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางวิชาการและโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นศัลยแพทย์ทรวงอกระดับแนวหน้าของโลก เขาเพิ่งผ่านการผ่าตัดเคสยากร่วมกับอาจารย์แพทย์ชื่อดังของมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ ได้รับคำชมเชยและการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานต่างชาติมากมายทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปตามเป้าหมายที่เขาวางไว้ในอดีตอย่างสมบูรณ์แบบศิลาเดินไปที่ตู้เย็น รินน้ำเปล่าเย็นจัดใส่แก้วและยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ความเงียบสงัดภายในห้องพักโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้ง ไม่มีเสียงโทรทัศน์ ไม่มีเสียงเพลง และไม่มีเสียงบ่นเจื้อยแจ้วของใครบางคนที่คอยบอกให้เขาหาเวลาพักผ่อนบ้างชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาผ้าสีหม่น ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง นิ้วเรียวยาวเลื่อนปลดล็อกหน้าจออย่างเชื่องช้า สัญชาตญาณความเคยชินสั่งให้เขาก
บทพิเศษ 2: วินาทีที่สูญเสียความเยือกเย็นแสงไฟแอลอีดีทรงกลมขนาดใหญ่เหนือเตียงผ่าตัดสาดส่องลงมายังช่องอกของผู้ป่วยชายวัยห้าสิบปี ศิลายืนประจำตำแหน่งศัลยแพทย์มือหนึ่ง มือที่สวมถุงมือยางปลอดเชื้อจับคีมคีบเข็มขนาดเล็ก จัดการเย็บซ่อมแซมลิ้นหัวใจที่รั่วด้วยความแม่นยำ ทุกจังหวะการขยับข้อมือเป็นไปอย่างไหลลื่นและเด็ดขาด ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียวอายุการทำงานและประสบการณ์นับหมื่นชั่วโมงหล่อหลอมให้เขากลายเป็นเครื่องจักรที่เยือกเย็นที่สุดในห้องผ่าตัด ไม่เคยมีสถานการณ์ใดทำให้เขาเสียสมาธิได้จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ภายในห้องผ่าตัดดังขึ้นพยาบาลผู้ช่วยเดินไปรับสาย ฟังข้อความจากปลายทางเพียงไม่กี่วินาที เธอก็หันขวับมามองศัลยแพทย์ทรวงอกที่กำลังจดจ่ออยู่กับบาดแผลตรงหน้าด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“อาจารย์ศิลาคะ ทางวอร์ดสูติกรรมโทรมาแจ้งด่วนค่ะ หมอขวัญน้ำเดินแล้ว ตอนนี้กำลังเตรียมย้ายเข้าห้องคลอดค่ะ!”ปลายเข็มที่กำลังจะแทงทะลุเนื้อเยื่อหยุดนิ่งทันทีศิลาเงยหน้าขึ้นจากช่องอกของผู้ป่วย ดวงตาคมกริบภายใต้แว่นขยายผ่าตัดเบิกกว้างขึ้น ลมหายใจเข้าออกสะดุดกึกไปหนึ่งจังหวะ เขากวาดสายตามองนาฬิกาดิจิทัลบนผนังห้อง ตอ
บทพิเศษ 1: ว่าที่คุณพ่อจอมหวงแฟ้มตารางเวรปฏิบัติงานของแผนกวิสัญญีวิทยาถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะทำงานกระจกใส ศิลาพรูลมหายใจออกทางปาก สันกรามคมขบเข้าหากันจนนูนเด่น นัยน์ตาสีเข้มจดจ้องไปที่รายชื่อของภรรยาซึ่งถูกระบุให้รับผิดชอบเคสผ่าตัดมะเร็งลำไส้ที่กินเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่าหกชั่วโมงอายุครรภ์ของเพียงขวัญก้าวเข้าสู่เดือนที่สี่แล้ว ท้องของเธอเริ่มนูนป่องออกมาให้เห็นเด่นชัดขึ้น อาการแพ้ท้องในช่วงสามเดือนแรกที่เคยรุนแรงเริ่มทุเลาลง ทว่าสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความพารานอยด์ขั้นสุดของศัลยแพทย์ทรวงอกมือหนึ่งอย่างเขาชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมงตรง เพียงขวัญอยู่ในห้องผ่าตัดมาตั้งแต่เก้าโมงเช้า ขาทั้งสองข้างของเธอต้องรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งครรภ์เป็นเวลานานเกินไป ศิลาไม่รอช้า เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อกาวน์ให้เข้าที่ และสาวเท้าเดินตรงไปยังโซนห้องผ่าตัดทันทีเมื่อมาถึงบริเวณหน้าห้องผ่าตัดหมายเลขสอง ศิลาไม่ได้เปิดประตูเข้าไปรบกวนการทำงานด้านใน เขาเพียงแค่ยืนกอดอก มองผ่านช่องกระจกใสบนบานประตู สายตาของเขาจดจ่ออยู่ที่ร่างบอบบางในชุดสครับสีเขียวอ่อน เพียงขวัญกำลังย
บทที่ 36 ครอบครัวที่สมบูรณ์สองปีผ่านไปนับตั้งแต่วันที่ศิลาและเพียงขวัญจูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์ชีวิตคู่ของศัลยแพทย์ทรวงอกมือหนึ่งและวิสัญญีแพทย์สาวคนเก่งเต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่อบอุ่น พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่ถูกตกแต่งใหม่ให้กลายเป็นบ้านอย่างแท้จริง การทำงานในโรงพยาบาลยังคงดำเนินไปอย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการมีใครสักคนคอยรอคอยและเป็นที่พักพิงให้กันและกันในทุกๆ วันเช้าตรู่วันครบรอบแต่งงานปีที่สอง แสงแดดอ่อนละมุนทาบทับลงบนเตียงกว้าง ศิลาขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชิน ท่อนแขนแข็งแรงยังคงตระกองกอดร่างบอบบางของภรรยาเอาไว้แนบแผงอก ชายหนุ่มก้มลงประทับจูบแผ่วเบาที่ขมับของเพียงขวัญ สูดกลิ่นหอมสบู่อ่อนๆ ประจำตัวเธอเข้าปอด“ตื่นได้แล้วครับคนดี วันนี้เรามีนัดดินเนอร์ฉลองวันครบรอบกันนะ” เขากระซิบปลุกเสียงนุ่มเพียงขวัญขยับตัวยุกยิก ซุกหน้าลงกับอกอุ่นของสามีอย่างออดอ้อน “ขออีกห้านาทีนะคะพี่ศิ ขวัญรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย สงสัยเมื่อคืนจะนอนน้อยไป”ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล เขาทาบหลังมือลงบนหน้าผากเนียนเพื่อวัดอุณหภูมิ “ต







