登入เช้าวันเสาร์ที่ควรจะเงียบสงบและผ่อนคลาย กลับกลายเป็นเช้าที่ตึงเครียดที่สุดในรอบสี่ปีของลลิตา
หญิงสาวยืนทำอาหารเช้าอยู่ในโซนครัวด้วยความรู้สึกเหมือนมีเมฆดำลอยอยู่เหนือหัว คำขู่ของภวินท์เมื่อคืนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท เขาไม่ได้แค่ขู่ แต่เขาทำจริงๆ!
เมื่อคืนนี้ หลังจากยื่นคำขาดจบ ศัลยแพทย์หนุ่มก็ล้มตัวลงนอนบนโซฟาในห้องนั่งเล่นอย่างหน้าตาเฉย ปล่อยให้ลลิตายืนอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูก ครั้นจะไล่ก็ไล่ไม่ไป จะลากก็สู้แรงผู้ชายตัวโตไม่ได้ สุดท้ายเธอจึงต้องยอมปล่อยให้เขานอนขดตัวอยู่บนโซฟาแคบๆ นั้นไปทั้งคืน
และเช้านี้ เขาก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส ทักทายลูกชายที่เพิ่งตื่นนอน ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำของเธอเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายราวกับเป็นบ้านของตัวเอง
เสียงกริ่งหน้าประตูห้องดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดที่กำลังฟุ้งซ่าน
ลลิตาเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน เดินไปส่องตาแมว เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็รีบปลดล็อกและเปิดประตูรับทันที
"เซอร์ไพรส์! ฉันซื้อครัวซองต์ร้านโปรดมาฝากแกกับหลานรักด้วยนะ" พิมพ์ เพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยของลลิตา ชูถุงกระดาษแบรนด์ดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง แต่พอก้าวเท้าเข้ามาในห้อง สายตาของพิมพ์ก็กวาดมองไปรอบๆ ด้วยความแปลกใจ "เอ๊ะ ทำไมโซฟาแกมีผ้าห่มผู้ชาย รกเชียว"
ลลิตาเบิกตากว้าง เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เก็บกวาดร่องรอยการค้างคืนของ 'แขกไม่ได้รับเชิญ' เธอรีบกระโดดไปขวางหน้าโซฟา พยายามบดบังหลักฐานอย่างสุดความสามารถ
"อ๋อ... เมื่อคืนฉัน... ฉันมานอนดูซีรีส์ตรงนี้น่ะ แอร์ในห้องมันเย็นเกินไป" ลลิตาแก้ตัวตะกุกตะกัก เหงื่อเริ่มซึมตามไรผม
"ซีรีส์อะไรของแก กลิ่นน้ำหอมผู้ชายลอยคลุ้งซะขนาดนี้..." พิมพ์หรี่ตาลง จมูกสูดฟุดฟิดอย่างจับผิด "ลลิตา แกซ่อนใครไว้ในห้องฮะ!"
ยังไม่ทันที่ลลิตาจะหาข้ออ้างใหม่ เสียงกลอนประตูห้องน้ำก็ถูกปลดล็อก
กริ๊ก.
บานประตูเปิดออก พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของภวินท์ที่ก้าวเดินออกมา
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนั่งเล่นกะทันหัน
พิมพ์อ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง ถุงครัวซองต์ในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังแหมะ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
ศัลยแพทย์หนุ่มอยู่ในสภาพที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ท่อนบนเปลือยเปล่า อวดแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นตึงและซิกซ์แพ็กเรียงตัวสวยงาม หยดน้ำเกาะพราวตามผิวเนื้อสีครีม ลากไล้ลงไปสู่ขอบกางเกงสแล็กสีเข้มที่เขาสวมใส่อย่างหมิ่นเหม่ มือหนากำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมที่เปียกหมาดๆ อย่างลวกๆ
ลลิตาแทบจะยกมือขึ้นกุมขมับ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวและแดงก่ำไปถึงใบหู เธอถลึงตาใส่ภวินท์อย่างเอาเรื่อง แต่อีกฝ่ายกลับเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองผู้มาเยือนด้วยความนิ่งสงบ
"อ้าว มีแขกเหรอครับลิตา" ภวินท์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ไม่มีความสะทกสะท้านหรือเขินอายใดๆ ซ้ำยังจงใจเรียกชื่อเล่นของเธออย่างสนิทสนม
"ลิตา..." พิมพ์หันขวับมามองเพื่อนสนิท สายตาเต็มไปด้วยคำถามนับร้อยพัน "นี่มัน... เรื่องอะไรกัน คุณหมอศัลย์สุดหล่อที่โรงพยาบาล... มาเดินถอดเสื้ออยู่ในห้องแกได้ยังไง!"
ลลิตาหน้าถอดสี รีบคว้าแขนเพื่อนสนิทลากเข้าไปในโซนครัว ปล่อยให้ภวินท์ยืนยิ้มมุมปากอยู่อย่างผู้ชนะ
"แกฟังฉันก่อนนะพิมพ์ มันไม่ได้เป็นอย่างที่แกคิดเลย" ลลิตาพยายามกระซิบอธิบายอย่างร้อนรน
"ไม่เป็นอย่างที่คิดได้ไง หลักฐานทนโท่ขนาดนั้น! กล้ามแน่นเปรี๊ยะ ซิกซ์แพ็กเป็นลอน... แกแอบไปกินของแซ่บระดับวีไอพีตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกเพื่อนฮะ!" พิมพ์กระซิบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนคาดคั้น
"บ้าเหรอ! ฉันไม่ได้กินอะไรทั้งนั้นแหละ!" ลลิตาปฏิเสธเสียงแข็ง หน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม "เขา... เขามาเยี่ยมพีทเมื่อคืน แล้วก็... ดึกมากแล้ว ฉันก็เลยให้เขานอนโซฟา ไม่มีอะไรเกินเลยทั้งนั้น!"
"เหรออออ..." พิมพ์ลากเสียงยาว สายตามองผ่านไหล่ลลิตาไปยังร่างสูงที่กำลังเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อแต่งตัว "ผู้ชายระดับนั้นลงทุนมานอนขดบนโซฟาแคบๆ ห้องแกเนี่ยนะ ถ้าไม่ได้หวังอะไรมากกว่านั้น ฉันให้เตะเลย"
"เขาเป็นหมอเจ้าของไข้พีทไง แกก็รู้ว่าพีทเพิ่งผ่าตัด"
"หมอเจ้าของไข้ที่ไหนเขามาตามเฝ้าคนไข้ถึงห้องนอน แถมยังทำตัวเหมือนเป็นพ่อของลูกแกอีก" พิมพ์หรี่ตาจับผิด ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "เดี๋ยวนะ... อย่าบอกนะว่า..."
"พิมพ์! หยุดมโนเดี๋ยวนี้เลยนะ" ลลิตารีบตัดบทก่อนที่เพื่อนจะเดาความจริงถูก "เอาเป็นว่าแกกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันเคลียร์ปัญหาชีวิตเสร็จแล้วจะโทรหา"
ลลิตาแทบจะดันหลังเพื่อนสนิทให้ออกจากห้อง พิมพ์ยอมกลับไปอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ไม่วายทิ้งท้ายด้วยสายตากรุ้มกริ่มและคำขู่ว่าจะต้องซักไซ้เรื่องนี้ให้กระจ่างในภายหลัง
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง ลลิตาก็พรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เธอหมุนตัวกลับ หันไปเผชิญหน้ากับต้นเหตุของความวุ่นวายที่เดินแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยออกมาจากห้องนอน
ภวินท์สวมเสื้อเชิ้ตตัวเดิมแต่ยังไม่ได้ติดกระดุมสามเม็ดบน เผยให้เห็นแผงอกรำไร เขาเดินเข้าไปรินน้ำดื่มที่เคาน์เตอร์ครัวด้วยท่าทีผ่อนคลาย
"คุณตั้งใจทำแบบนี้ใช่ไหม หมอวิน" ลลิตาเดินเข้าไปหา เริ่มเปิดฉากต่อว่าทันที "คุณจงใจเดินถอดเสื้อออกมาให้เพื่อนฉันเห็น คุณอยากให้คนอื่นเข้าใจผิด!"
"ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จ จะให้ใส่สูทผูกไทเดินออกมาหรือไง" ภวินท์วางแก้วน้ำลง หันมาประจันหน้ากับเธอด้วยรอยยิ้มยียวน "แล้วเพื่อนคุณเข้าใจผิดตรงไหน ในเมื่อเราก็เคย... มากกว่าแค่ถอดเสื้อมาแล้ว"
"หยุดพูดจาทุเรศๆ แบบนี้นะ!" ลลิตาตวาดเสียงสั่น โกรธที่เขาเอาเรื่องอดีตมาล้อเล่น "คุณกำลังล้ำเส้นมากเกินไปแล้วนะ คุณไม่มีสิทธิ์มาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของพื้นที่ของฉันแบบนี้"
"ทำไมจะไม่มีสิทธิ์" ภวินท์ก้าวเข้ามาประชิด ลบระยะห่างระหว่างกันจนเหลือเพียงไม่ถึงคืบ "ผมบอกคุณแล้วไงลิตา ว่าผมต้องการพื้นที่ของผมคืน ทั้งพื้นที่ในชีวิตลูก และพื้นที่ในชีวิตคุณ"
"แต่ฉันไม่ต้องการ!"
ตื๊ด... ตื๊ด...
เสียงสมาร์ทโฟนของลลิตาที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวแผดเสียงร้องขัดจังหวะการโต้เถียง
ลลิตาชะงัก หันไปมองหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมา ปรากฏชื่อ 'พี่นนท์ (กราฟิก)' หราอยู่บนนั้น
นายนนท์คือรุ่นพี่ที่ทำงานสายกราฟิกด้วยกัน เขามักจะโทรมาปรึกษางานและหาเรื่องคุยกับเธอเป็นประจำในวันหยุด ซึ่งลลิตาก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายพยายามตามจีบ แต่เธอก็รักษาระยะห่างในฐานะเพื่อนร่วมงานมาตลอด
หญิงสาวเอื้อมมือจะไปหยิบโทรศัพท์ แต่ภวินท์ไวกว่า
มือหนาคว้าสมาร์ทโฟนเครื่องบางนั้นไปถือไว้ สายตาคมกริบจ้องมองชื่อบนหน้าจอด้วยความเย็นชา สันกรามแกร่งนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รังสีความคุกรุ่นแผ่ซ่านออกมารอบตัวกะทันหัน
"เอาคืนมานะ หมอวิน! นั่นสายเรื่องงาน" ลลิตาพยายามแย่งโทรศัพท์คืน แต่ภวินท์ชูมือขึ้นสูงจนเธอเอื้อมไม่ถึง
"งานอะไรต้องโทรมาแต่เช้าวันเสาร์" น้ำเสียงของเขากดต่ำลง พร่าพร่าและอันตราย "หรือว่างานบังหน้า แต่ตั้งใจจะจีบเมียชาวบ้าน"
"ฉันไม่ใช่เมียคุณ!" ลลิตาเถียงกลับอย่างเหลืออด "และพี่นนท์เขาก็เป็นแค่เพื่อนร่วมงาน คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับของส่วนตัวของฉัน เอาโทรศัพท์คืนมาเดี๋ยวนี้!"
คำปฏิเสธและท่าทีปกป้องผู้ชายคนอื่นทำให้เส้นความอดทนของภวินท์ขาดผึง
สัญชาตญาณความเป็นเจ้าของและความหึงหวงที่พยายามกดข่มไว้ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาตวัดแขนเหวี่ยงสมาร์ทโฟนเครื่องนั้นไปตกกระแทกกับเบาะโซฟาอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันกลับมาคว้าข้อมือทั้งสองข้างของลลิตาไว้แน่น
"อ๊ะ! ปล่อยนะ!"
ลลิตาร้องเสียงหลงเมื่อถูกกระชากตัวเข้าหาแผงอกกว้าง ภวินท์ดันร่างบางให้ถอยหลังไปจนแผ่นหลังปะทะกับผนังกำแพงโซนครัวอย่างจัง แรงกระแทกไม่ได้รุนแรงจนเจ็บปวด แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอจุกจนพูดไม่ออก
ชายหนุ่มรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างเลื่อนลงมาบีบเค้นที่เอวคอด รั้งให้สะโพกกลมกลึงแนบชิดกับหน้าขาแกร่งของเขา บดเบียดจนไม่มีช่องว่างให้อากาศลอดผ่าน
"คุณบอกว่าผมไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ ลิตา"
ภวินท์ก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกชนกัน ลมหายใจร้อนระอุที่เต็มไปด้วยแรงโทสะเป่ารดพวงแก้มเนียน นัยน์ตาคมกริบของเขาตอนนี้มืดมิดและเต็มไปด้วยความปรารถนาที่อันตราย มันเป็นสายตาของนักล่าที่พร้อมจะฉีกทึ้งเหยื่อ
"ใช่! ปล่อยฉันนะ คุณมันคนป่าเถื่อน!" ลลิตาพยายามดิ้นรน ขยับตัวหนีจากการเสียดสีที่กำลังจุดประกายไฟบางอย่างในร่างกายเธอ
"เดี๋ยวผมจะทบทวนให้คุณดู ว่าสิทธิ์ของผมมันมีมากแค่ไหน!"
ขาดคำ ริมฝีปากหยักก็ฉกวูบลงมาบดขยี้ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างดุดันและเอาแต่ใจ
ลลิตาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอเม้มปากแน่นเพื่อปฏิเสธการรุกล้ำ แต่ภวินท์ไม่ยอมแพ้ เขาใช้มือที่บีบเอวเธออยู่ เลื่อนขึ้นมาบีบปลายคางบังคับให้เธอเผยอริมฝีปากออกรับการลงทัณฑ์
ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากหวานอย่างหิวกระหาย กวาดต้อนและพัวพันกับเรียวลิ้นของเธออย่างชำนาญ รสจูบของเขาไม่ได้นุ่มนวลหรืออ่อนหวาน แต่มันเต็มไปด้วยความหึงหวง การประกาศกร้าว และความเรียกร้องที่รุนแรงจนทำให้สมองของลลิตาขาวโพลน
เสียงดูดดึงริมฝีปากดังก้องในความเงียบของห้องครัว ภวินท์เอียงใบหน้าเพื่อปรับองศาให้รุกรานได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลมหายใจของทั้งคู่หอบสะท้านประสานกัน ไอความร้อนจากร่างกายของเขาทะลุผ่านเสื้อผ้าเข้ามาแผดเผาผิวเนื้อของเธอจนร้อนรุ่มไปทุกสัดส่วน
ลลิตาพยายามขัดขืนในตอนแรก เธอพยายามเบือนหน้าหนี แต่การรัดรึงที่เอวและการตรึงข้อมือทำให้เธอหมดทางสู้ สัมผัสที่คุ้นเคยในความทรงจำส่วนลึกถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ร่างกายของเธอเริ่มทรยศต่อคำสั่งของสมอง
ริมฝีปากของเขา... กลิ่นอายของเขา... จังหวะการตวัดลิ้นของเขา... ทุกอย่างทำให้หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
ความต่อต้านเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นการโอนอ่อนผ่อนตาม ลลิตาเผลอหลับตาลง ครางอือในลำคอเมื่อเขาขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอเบาๆ มือบางที่เคยกำแน่นเพื่อขัดขืน ค่อยๆ คลายออก
เมื่อภวินท์รับรู้ได้ถึงการตอบสนองที่ไร้เดียงสาแต่วาบหวามนั้น ความดุดันในจูบของเขาก็เริ่มเจือปนด้วยความลุ่มหลง เขาคลายการจับกุมที่ข้อมือของเธอออก เลื่อนมือทั้งสองข้างมากอบกุมพวงแก้มเนียน ปรับจังหวะการจูบให้ช้าลง เนิบนาบขึ้น แต่ลึกล้ำและเปียกชื้นกว่าเดิม
ลลิตาหอบหายใจแรงเมื่อได้รับอิสระที่มือ สองแขนเรียวยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งโดยสัญชาตญาณของการหาที่ยึดเหนี่ยว ปลายนิ้วสอดสางเข้าไปในกลุ่มผมสีเข้มของเขา ดึงรั้งเบาๆ เมื่อเขากดน้ำหนักจูบลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายของเธอเบียดชิดเข้าหาเขาอย่างลืมตัว หน้าอกอวบอิ่มภายใต้เสื้อยืดตัวบางบดเบียดกับแผงอกกว้างที่เปลือยเปล่า สร้างกระแสไฟฟ้าสถิตที่แล่นพล่านไปถึงปลายเท้า
การตอบสนองอย่างเต็มใจของเธอทำให้ความอดทนของศัลยแพทย์หนุ่มแทบจะขาดผึง เขาอยากจะอุ้มเธอไปโยนลงบนเตียงและทำมากกว่าแค่จูบ เขาอยากจะตอกย้ำให้เธอรู้ว่าร่างกายนี้เป็นของใคร
แต่เสียงของสติที่ดังเตือนอยู่ลึกๆ ทำให้เขาต้องห้ามใจตัวเอง
เขาไม่อยากให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการใช้อารมณ์บังคับ เขาต้องการให้เธอยอมรับเขาทั้งตัวและหัวใจ
ภวินท์ค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง กดจูบย้ำที่มุมปากของเธออีกครั้งก่อนจะผละใบหน้าออกห่าง
ลลิตายืนหอบหายใจฮัก แผ่นหลังแนบชิดกับกำแพง ใบหน้าแดงซ่านไปถึงใบหู ดวงตากลมโตฉ่ำเยิ้มด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกปลุกปั่น ริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อจากการถูกบดขยี้
เมื่อสติเริ่มกลับคืนมา ลลิตาก็ตระหนักได้ว่าตัวเองเพิ่งทำอะไรลงไป เธอเพิ่งจะตอบรับจูบของผู้ชายที่เธอพยายามผลักไสมาตลอดสี่วัน!
ความโกรธตัวเองแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่คอ ลลิตายกมือขึ้นผลักแผงอกของเขาอย่างแรงจนร่างสูงเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"ออกไปห่างๆ ฉันเลยนะ!" เธอตวาดเสียงสั่น ยกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเองอย่างลวกๆ พยายามซ่อนความสั่นไหวในแววตา
ภวินท์ไม่โกรธที่ถูกผลัก เขายกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำลายที่มุมปากตัวเองด้วยนิ้วโป้ง นัยน์ตาคมกริบจ้องมองปฏิกิริยาของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด
เมื่อกี้ร่างกายเธอตอบสนองเขาอย่างชัดเจน เธอไม่มีทางปฏิเสธสัมผัสของเขาได้เลย และนั่นคือข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
"ปากคุณบอกให้ผมออกห่าง แต่เมื่อกี้... แขนคุณกอดคอผมแน่นเลยนะ ลิตา" เขาเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ฉัน... ฉันแค่ขาดอากาศหายใจ!" ลลิตาเถียงข้างๆ คูๆ เบือนหน้าหนีไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ
"หึ..." ภวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ เขาล้วงมือสอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ยืนมองหญิงสาวที่กำลังสับสนและอับอายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เขาตัดสินใจแล้วว่าเกมแมวจับหนูนี้ต้องมีจุดจบ และเขาจะเป็นคนคุมเกมทั้งหมดตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป
ชายหนุ่มก้าวถอยหลังออกไปอีกหนึ่งก้าว เพื่อเปิดพื้นที่ให้เธอได้หายใจ แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไม่วางตา
"วันนี้ผมจะปล่อยไปก่อน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเด็ดขาดถูกเปล่งออกมากระทบโสตประสาทของลลิตา ทุกถ้อยคำชัดเจนและแฝงไปด้วยคำประกาศิตที่ทำให้คนฟังต้องขนลุกซู่
ภวินท์หรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มของนักล่าที่มั่นใจในชัยชนะ
"แต่จำไว้เลยนะลิตา... คุณหนีผมไม่พ้นหรอก"
บทที่ 41 ตอนพิเศษ 9 โลกทั้งใบของหมอครามวันครบรอบแต่งงานปีที่สามเวียนมาบรรจบ ครอบครัวนายแพทย์หนุ่มจัดการฉลองด้วยการพาสมาชิกทุกคนไปถ่ายรูปครอบครัวที่สตูดิโอชื่อดัง บรรยากาศการถ่ายทำเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเสียงหัวเราะต้นว่านในชุดสูทตัวเก่งคอยวิ่งไล่จับน้องข้าวหอมที่สวมชุดเดรสกระโปรงฟูฟ่องสีชมพู เด็กน้อยทั้งสองคนสร้างสีสันให้การถ่ายทำเต็มไปด้วยความสดใส ช่างภาพต้องคอยกดชัตเตอร์รัวๆ เพื่อเก็บภาพความเป็นธรรมชาติของเด็กๆ ครามและน้ำขิงยืนมองลูกทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้าหลังจากถ่ายรูปครอบครัวเซ็ตใหญ่เสร็จสิ้น ครามก็จัดแจงจองดินเนอร์สุดหรูที่ร้านอาหารบนดาดฟ้าตึกระฟ้าใจกลางเมืองเพื่อฉลองกันแบบส่วนตัวสองต่อสอง โดยฝากเด็กๆ ไว้กับคุณป้าที่บ้านค่ำคืนนั้น สายลมเย็นพัดผ่านระเบียงร้านอาหาร แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าระยิบระยับเป็นฉากหลัง ครามในชุดสูทสบายๆ นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับน้ำขิงที่สวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีน้ำเงินเข้มขับผิวขาวผ่อง บนโต๊ะอาหารมีเทียนหอมและช่อกุหลาบสีแดงสดวางประดับอยู่"สุขสันต์วันครบรอบแต่งงานนะครับคนดี" ครามยกแก้วไวน์แดงขึ้นมาชนกับแก้วของภรรยา แววตาคมกริบทอประกายความรักอย่างลึกซึ้ง"ส
บทที่ 40 ตอนพิเศษ 8 ฮันนีมูนรอบที่ร้อยเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับโกหก น้องข้าวหอมเติบโตขึ้นเป็นเด็กหญิงวัยสองขวบที่หน้าตาน่ารักน่าชัง ช่างฉอเลาะและเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน ส่วนพี่ต้นว่านในวัยหกขวบก็รับบทบาทอัศวินคอยดูแลน้องสาวอย่างแข็งขันตามที่เคยให้สัญญากับผู้เป็นพ่อไว้บ่ายวันศุกร์ รถตู้คันใหญ่ของคุณย่าแล่นเข้ามารับหลานๆ ทั้งสองคนเพื่อพาไปเที่ยวบ้านพักตากอากาศริมทะเลในช่วงสุดสัปดาห์ คุณป้าผู้ใจดีต้องการเปิดโอกาสให้ลูกชายและลูกสะใภ้ได้มีเวลาพักผ่อนและสวีตหวานกันตามลำพังบ้าง หลังจากที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเลี้ยงเด็กสองคนมาตลอดสัปดาห์"เด็กๆ ไปเที่ยวกับคุณย่าอย่าดื้อนะคะ เป็นเด็กดีนะรู้ไหม" น้ำขิงหอมแก้มลูกทั้งสองคนส่งท้ายก่อนจะปิดประตูรถตู้"รับทราบฮะหม่าม้า น้องจะดูแลน้องข้าวหอมเองฮะ" ต้นว่านรับคำเสียงแข็งขันทันทีที่รถตู้เคลื่อนตัวออกจากรั้วบ้าน บรรยากาศภายในบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ครามปิดประตูรั้วและหมุนตัวกลับมาหาภรรยาที่กำลังยืนยืดเส้นยืดสายอยู่หน้าบ้าน ชายหนุ่มระบายยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปาก ก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาประชิดตัวและรวบเอวบางเข้ามากอดไว
บทที่ 39 ตอนพิเศษ 7 วินาทีที่รอคอยกลางดึกคืนหนึ่งที่ควรจะเงียบสงบ น้ำขิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดเกร็งบริเวณหน้าท้องอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วเป็นจังหวะสม่ำเสมอพร้อมกับสัมผัสเปียกชื้นที่ซึมผ่านผ้าปูที่นอน หญิงสาวรู้สัญชาตญาณทันทีว่าเวลาที่รอคอยมาถึงแล้ว"พี่คราม... พี่ครามคะ ตื่นเร็ว ขิงปวดท้อง น้ำเดินแล้วค่ะ" เธอเขย่าแขนสามีที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างกาย น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความเจ็บปวดครามผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว อาการงัวเงียหายเป็นปลิดทิ้ง ชายหนุ่มเบิกตากว้างเมื่อเห็นรอยน้ำเปียกชุ่มบนเตียงและใบหน้าเหยเกของภรรยา ศัลยแพทย์หนุ่มผู้มักจะเยือกเย็นและมีสติในการผ่าตัดรักษาชีวิตคนมานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับสติแตกและลนลานทำอะไรไม่ถูกเมื่อเป็นเรื่องของครอบครัวตัวเอง"ขิง! ปวดมากไหม หายใจลึกๆ นะครับ เดี๋ยวพี่ไปเอากระเป๋าเตรียมคลอดก่อน ไม่สิ พี่ต้องโทรบอกโรงพยาบาลก่อน หรืออุ้มขิงลงไปเลยดี" เขาลุกลี้ลุกลน เดินวนไปมาข้างเตียง คว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วก็วางลง คว้ากุญแจรถแล้วก็ทำตกพื้นน้ำขิงสูดหายใจเข้าลึก พยายามกลั้นความเจ็บปวดและส่งยิ้มบางๆ ให้สามีจอมสติหลุด "พี่ครามคะ ใจเย็นๆ ค่ะ ขิ
บทที่ 38 ตอนพิเศษ 6 ตำแหน่งพี่ชายคนโตเวลาล่วงเลยไปจนอายุครรภ์ของน้ำขิงเข้าสู่เดือนที่แปด หน้าท้องกลมโตขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน การเดินเหินเริ่มเป็นไปอย่างอุ้ยอ้ายและยากลำบากมากขึ้น อาการปวดหลังและปวดหน่วงที่หน้าขาทำให้เธอต้องนั่งพักบ่อยกว่าปกติบ่ายวันเสาร์ บรรยากาศภายในบ้านเดี่ยวหลังใหญ่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเล็กๆ ครามกำลังยืนคุมช่างทาสีที่เข้ามาจัดการปรับปรุงห้องพักแขกชั้นล่างให้กลายเป็นห้องนอนสีชมพูอ่อนหวานสำหรับต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว เฟอร์นิเจอร์เด็กอ่อนทั้งเตียงนอน ตุ๊กตา และตู้เสื้อผ้าถูกสั่งเข้ามาจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างครบครัน"พี่ครามคะ ช่างบอกว่าวอลเปเปอร์ลายนางฟ้าที่สั่งไว้จะมาส่งพรุ่งนี้นะคะ" น้ำขิงในชุดคลุมท้องสีฟ้าอ่อนเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาในห้อง มือข้างหนึ่งกุมหน้าท้อง อีกข้างประคองหลังตัวเองไว้ครามรีบหันขวับกลับมาหาภรรยา ก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปประคองร่างอวบอิ่มให้มานั่งพักบนโซฟาตัวเล็กมุมห้องทันที"ขิงเดินมาทำไมครับ ทำไมไม่นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก ปวดหลังหรือเปล่า พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องห้องลูกสาวพี่จัดการเองได้" เขาดุด้วยความห่วงใย เอื้อมมือไปบีบนวดเบาๆ ที่บริเวณเอวขอ
บทที่ 37 ตอนพิเศษ 5 อาการหวงเมียขั้นสุดของคุณพ่อลูกสองแสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในห้องแต่งตัวกว้างขวาง ครามในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มและกางเกงสแล็กกำลังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าฝั่งของภรรยา มือหนาจับไม้แขวนเสื้อที่แขวนชุดเดรสคลุมท้องสีโอรสผ้าชีฟองบางเบาขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะส่ายหน้าไปมาและแขวนมันกลับเข้าไปไว้ด้านในสุดของตู้"ชุดนี้ก็บางเกินไป ลมพัดทีเห็นไปถึงไหนต่อไหนแน่"ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง เลื่อนมือไปหยิบชุดเดรสกระโปรงยาวสีขาวพิมพ์ลายดอกไม้เล็กๆ ขึ้นมาดูแทน ทว่าสายตาคมกริบกลับไปสะดุดเข้ากับรอยคว้านบริเวณคอเสื้อที่ลึกลงมาจนเห็นเนินอก"ชุดนี้คอก็กว้างไป ก้มทีคนอื่นเห็นหมดพอดี"น้ำขิงที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำหยุดยืนมองภาพสามีที่กำลังรื้อค้นตู้เสื้อผ้าของเธอด้วยความขบขัน หญิงสาวเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลัง แนบแก้มลงกับแผ่นหลังกว้าง"พี่ครามทำอะไรอยู่คะ รื้อตู้เสื้อผ้าขิงทำไมแต่เช้า"ครามหมุนตัวกลับมาหาภรรยา สอดท่อนแขนแกร่งเข้าโอบรัดรอบเอวที่เริ่มหนาขึ้นตามอายุครรภ์ห้าเดือน เขากดจูบลงบนหน้าผากมนอย่างทะนุถนอม"พี่กำลังหาชุดให้ขิงใส่สำห
บทที่ 36 ครอบครัวที่สมบูรณ์สองปีผ่านไปนับตั้งแต่วันที่ศิลาและเพียงขวัญจูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์ชีวิตคู่ของศัลยแพทย์ทรวงอกมือหนึ่งและวิสัญญีแพทย์สาวคนเก่งเต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่อบอุ่น พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่ถูกตกแต่งใหม่ให้กลายเป็นบ้านอย่างแท้จริง การทำงานในโรงพยาบาลยังคงดำเนินไปอย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการมีใครสักคนคอยรอคอยและเป็นที่พักพิงให้กันและกันในทุกๆ วันเช้าตรู่วันครบรอบแต่งงานปีที่สอง แสงแดดอ่อนละมุนทาบทับลงบนเตียงกว้าง ศิลาขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชิน ท่อนแขนแข็งแรงยังคงตระกองกอดร่างบอบบางของภรรยาเอาไว้แนบแผงอก ชายหนุ่มก้มลงประทับจูบแผ่วเบาที่ขมับของเพียงขวัญ สูดกลิ่นหอมสบู่อ่อนๆ ประจำตัวเธอเข้าปอด“ตื่นได้แล้วครับคนดี วันนี้เรามีนัดดินเนอร์ฉลองวันครบรอบกันนะ” เขากระซิบปลุกเสียงนุ่มเพียงขวัญขยับตัวยุกยิก ซุกหน้าลงกับอกอุ่นของสามีอย่างออดอ้อน “ขออีกห้านาทีนะคะพี่ศิ ขวัญรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย สงสัยเมื่อคืนจะนอนน้อยไป”ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล เขาทาบหลังมือลงบนหน้าผากเนียนเพื่อวัดอุณหภูมิ “ต







