Masukบรรยากาศในเช้าวันอาทิตย์ภายในคอนโดมิเนียมขนาดหนึ่งห้องนอนเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบจะจับต้องได้
ลลิตายืนจับขอบซิงค์ล้างจานแน่น สายตาจดจ่ออยู่กับสายน้ำที่ไหลผ่านมือลงสู่ท่อระบายน้ำ ทว่าจิตใจกลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สัมผัสร้อนผ่าวที่ริมฝีปากและการรุกล้ำอย่างเอาแต่ใจเมื่อวานยังคงตามหลอกหลอน ทุกครั้งที่เผลอคิดถึง ใบหน้าของเธอจะร้อนฉ่าขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
หญิงสาวปิดก๊อกน้ำ คว้าผ้าขนหนูผืนเล็กมาเช็ดมืออย่างลวกๆ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากโซนครัว
เป้าหมายของเธอคือการหลบหน้าผู้ชายอันตรายคนนั้นให้ได้มากที่สุด
แต่เพียงแค่ก้าวพ้นกรอบประตูห้องครัว ร่างบางก็ต้องชะงักฝีเท้า
ภวินท์นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาตัวยาวกลางห้องนั่งเล่น เขาสวมเสื้อยืดสีพื้นกับกางเกงวอร์มสบายๆ ท่าทางผ่อนคลาย ขัดกับรังสีความกดดันที่แผ่กระจายออกมารอบตัว นัยน์ตาคมกริบละจากหน้าจอไอแพดในมือ ตวัดขึ้นมามองสบตากับเธอทันทีราวกับรอคอยอยู่นานแล้ว
ลลิตารีบหลุบตาลงต่ำ เบือนหน้าหนีไปทางอื่นโดยสัญชาตญาณ เธอทำทีเป็นเดินเลี่ยงไปจัดของเล่นของพีรวิชญ์ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น พยายามทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องต่อบทสนทนา
"ลูกไปไหน" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยทำลายความเงียบ
"ดูการ์ตูนอยู่ในห้องนอนค่ะ" ลลิตาตอบสั้นๆ ไม่ยอมหันไปมองหน้าคนถาม มือยังคงง่วนอยู่กับการเก็บตัวต่อเลโก้ลงกล่อง
"แล้วคุณจะหลบหน้าผมไปถึงเมื่อไหร่"
ประโยคตรงไปตรงมานั้นทำให้มือบางที่กำลังหยิบตัวต่อชะงักกึก ลลิตาเม้มริมฝีปากแน่น ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นแรงขึ้นมาทันที เธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา
"ฉันไม่ได้หลบหน้า ฉันแค่มีงานบ้านต้องทำ" เธอเถียงข้างๆ คูๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อไม่ให้ตัวเองดูเสียเปรียบ
ภวินท์วางไอแพดลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและเดินตรงเข้ามาหา ลลิตาขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณระวังภัยทำงานเต็มที่เมื่อเห็นเขาก้าวเข้ามาใกล้
"คุณกำลังกลัว ลิตา" เขากล่าวเสียงเรียบ หยุดยืนห่างจากเธอเพียงช่วงแขนเดียว "กลัวว่าตัวเองจะเผลอใจ กลัวว่ากำแพงที่คุณสร้างมาสี่ปีมันจะพังลงมา"
"คุณอย่ามาทำตัวรู้ดีหน่อยเลย หมอวิน" ลลิตาเชิดหน้าขึ้น สู้สายตากับเขาแม้ภายในใจจะสั่นไหว "เรื่องเมื่อวานมันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบ คุณฉวยโอกาสตอนที่ฉันไม่ทันตั้งตัว มันไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น"
"อารมณ์ชั่ววูบ?" ภวินท์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "การที่คุณกอดคอผมแน่น ตอบรับสัมผัสผมทุกจังหวะ คุณเรียกมันว่าความไม่มีความหมายงั้นเหรอ"
"หยุดพูดเรื่องนี้เดี๋ยวนี้นะ!" ใบหน้าของลลิตาแดงก่ำด้วยความอับอาย เธอหันขวับเตรียมจะเดินหนีกลับเข้าไปในห้องครัว
แต่มือหนากลับคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทัน ภวินท์ไม่ได้ออกแรงบีบแรงนัก แต่ก็หนักแน่นพอที่จะตรึงร่างบางให้อยู่กับที่ เขาออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย ลลิตาก็เซถลาเข้ามาปะทะกับแผงอกกว้าง
"ผมไม่หยุด จนกว่าเราจะคุยกันให้รู้เรื่อง"
"เราไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว ปล่อยฉัน!" ลลิตาพยายามบิดข้อมือออก แต่ปลายนิ้วแข็งแรงกลับสอดประสานเข้ากับนิ้วมือของเธอ ล็อกไว้แน่นหนา
ภวินท์ก้มหน้าลงมาใกล้ นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังตื่นตระหนก "คุณบอกว่าคอนโดนี้คือพื้นที่ของคุณ คุณต้องการขอบเขต... ได้ ผมจะให้ขอบเขตกับคุณ"
ลลิตาขมวดคิ้ว หยุดการดิ้นรนชั่วขณะ มองหน้าเขาด้วยความไม่ไว้วางใจ "คุณหมายความว่ายังไง"
ชายหนุ่มยอมปล่อยมือเธอ เขาถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว สอดมือทั้งสองข้างเข้ากระเป๋ากางเกง กลับมายืนด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นแบบศัลยแพทย์อีกครั้ง
"คุณหันไปมองรอบๆ ห้องนี้สิ ลิตา" เขาพยักพเยิดหน้าไปทางพื้นที่ห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยข้าวของ "พีทอายุสี่ขวบแล้ว กำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ วัยที่ต้องการพื้นที่สำหรับวิ่งเล่น พัฒนากล้ามเนื้อ และต้องการความเป็นส่วนตัว แต่คอนโดของคุณมีพื้นที่แค่สามสิบห้าตารางเมตร... คุณคิดว่ามันเพียงพอสำหรับเด็กที่กำลังโตงั้นเหรอ"
คำถามนั้นจี้ตรงจุด ลลิตามองตามสายตาของเขาไปที่มุมห้อง ซึ่งมีโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กของลูกชายวางเบียดอยู่กับชั้นวางทีวี พื้นที่ทางเดินแคบลงจนแทบจะเดินสวนกันไม่ได้ เธอรู้เรื่องนี้ดีและกำลังพยายามเก็บเงินเพื่อหาที่อยู่ใหม่
"ฉันกำลังหาเช่าทาวน์โฮม..."
"ทาวน์โฮมที่ต้องจ่ายค่าเช่าทุกเดือน แลกกับพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นมาแค่นิดหน่อย ในขณะที่คุณต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเช่า แบบนั้นน่ะเหรอ" ภวินท์สวนกลับทันควัน ตัดบทข้ออ้างของเธออย่างไม่ไยดี "ทำไมต้องทำให้ชีวิตมันยาก ในเมื่อผมมีบ้านเดี่ยวพื้นที่กว้างขวาง มีสวนให้ลูกวิ่งเล่น มีห้องนอนส่วนตัวตกแต่งพร้อมอยู่ มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุด และที่สำคัญ... ผมเป็นพ่อของเขา"
"ฉันบอกคุณไปแล้วไงว่าฉันไม่อยากเอาชีวิตไปผูกติดกับคุณ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน" ลลิตายืนกรานเสียงแข็ง พยายามต่อต้านเหตุผลที่ดูสมบูรณ์แบบของเขา
"งั้นก็เป็นสิ" ภวินท์โพล่งขึ้นมา นัยน์ตาสีเข้มไม่มีแววล้อเล่น "จดทะเบียนสมรส ย้ายเข้าบ้านผม ทุกอย่างจบ"
"คุณบ้าไปแล้ว หมอวิน! การแต่งงานมันไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่นะ คุณจะบีบบังคับฉันด้วยวิธีนี้ไม่ได้"
"ผมไม่ได้บีบบังคับ ผมกำลังเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูก" เขาเน้นย้ำคำว่าลูก ซึ่งเป็นจุดอ่อนเดียวที่ทำให้ลลิตาต้องยอมจำนนเสมอ
ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้อีกครั้ง ลดระดับเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ "คุณรักพีทมาก ลิตา ผมรู้... แต่ความรักอย่างเดียวมันไม่พอ คุณต้องมองความเป็นจริงด้วย ผมมีกำลังซัพพอร์ตเขาทุกอย่าง ทำไมคุณต้องกีดกันลูกจากสิ่งที่ดีกว่า เพียงเพราะทิฐิและความกลัวของตัวเอง"
คำพูดของเขาเหมือนเข็มที่แทงทะลุกลางใจ ลลิตากำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ เธอรู้ดีว่าเขาพูดถูกทุกอย่าง พีรวิชญ์สมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด สมควรมีห้องนอนกว้างๆ มีสนามหญ้าให้วิ่งเล่น และมีพ่อที่คอยดูแล
แต่ความหวาดกลัวในใจเธอก็เป็นเรื่องจริง เธอไม่อยากก้าวเข้าไปในพื้นที่ของเขา ไม่อยากตกอยู่ใต้อำนาจการควบคุมของผู้ชายที่สามารถทำให้หัวใจเธอเต้นแรงได้เพียงแค่สบตา เธอรู้ว่าถ้าเธอย้ายเข้าไป ปราการด่านสุดท้ายของเธอจะต้องพังทลายลงไม่ช้าก็เร็ว
"ฉัน... ฉันทำไม่ได้" น้ำเสียงของเธออ่อนลง แววตาเต็มไปด้วยความสับสน "ถ้าฉันย้ายไปอยู่บ้านคุณ สถานะของเรามันจะกลายเป็นอะไร คนอื่นจะมองยังไง แม่ของคุณล่ะ... ท่านจะรับได้เหรอที่คุณพาผู้หญิงที่ไหนไม่รู้กับลูกไปอยู่ด้วย"
ภวินท์เงียบไปชั่วอึดใจ สันกรามแกร่งขบเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า 'แม่' แต่เขาก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว
"เรื่องคนอื่นหรือครอบครัวผม คุณไม่ต้องสนใจ ผมจัดการเองได้" เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ส่วนเรื่องสถานะของเรา... ถ้าคุณยังไม่พร้อมที่จะเป็นภรรยา ผมมีข้อเสนอใหม่"
ลลิตาเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที "ข้อเสนออะไร"
ภวินท์เดินไปหยิบไอแพดบนโต๊ะขึ้นมา ปลดล็อกหน้าจอและเปิดเอกสารบางอย่างขึ้นมาโชว์ให้เธอเห็น มันคือตารางเวรการทำงานของเขาที่แน่นขนัด และรูปถ่ายบริเวณบ้านพักของเขา
"ข้อตกลงทดลองอยู่ สามเดือน" เขาเอ่ยช้าๆ ชัดๆ "ย้ายไปอยู่ที่บ้านผมในฐานะ 'แม่ของลูก' เราจะแบ่งห้องนอนกันชัดเจน คุณอยู่ห้องปีกซ้าย ผมอยู่ห้องมาสเตอร์ คุณมีพื้นที่ส่วนตัวของคุณ ผมมีพื้นที่ของผม เราจะแชร์หน้าที่กันดูแลพีทในช่วงที่ผมว่างจากงานโรงพยาบาล"
ลลิตาขมวดคิ้ว อ่านข้อความในตารางงานของเขา "แค่สามเดือน?"
"ใช่ สามเดือน" ภวินท์พยักหน้า "เพื่อเตรียมตัวให้พีทคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่ก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาลในเทอมหน้า พอครบสามเดือน ถ้าคุณรู้สึกว่ามันอึดอัด หรือทนอยู่ร่วมบ้านกับผมไม่ได้จริงๆ คุณจะพาลูกย้ายออกไปหาเช่าบ้านเอง... ผมก็จะไม่ห้าม"
เงื่อนไขนั้นดูแฟร์และเป็นธรรมจนน่าประหลาดใจ ลลิตาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของเขาเพื่อค้นหาความเจ้าเล่ห์ที่อาจซ่อนอยู่ แต่เธอพบเพียงความจริงจังและเด็ดขาด
"คุณมีแผนอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า หมอวิน" เธอถามอย่างไม่ไว้ใจ
"แผน?" ภวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ "คุณคิดว่าหมอศัลย์ที่ต้องผ่าตัดวันละสองสามเคสอย่างผม มีเวลามานั่งวางแผนจับผู้หญิงงั้นเหรอ ผมแค่อยากอยู่ใกล้ลูก อยากชดเชยเวลาสี่ปีที่ผมไม่ได้ทำหน้าที่พ่อ มันก็แค่นั้น"
ลลิตากัดริมฝีปากล่างอย่างใช้ความคิด ข้อเสนอนี้มันดีเกินกว่าจะปฏิเสธ สามเดือน แลกกับการให้ลูกได้ปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่ดี มีห้องแยกเป็นสัดส่วน และที่สำคัญ... เธอยังมีอิสระที่จะตัดสินใจเดินออกมาได้หากทุกอย่างไม่เป็นไปตามคาด
"ห้องนอนแยกกันชัดเจนใช่ไหม" เธอถามเพื่อความแน่ใจ
"คนละปีกของบ้าน ผมจะไม่ก้าวล่วงเข้าไปในห้องของคุณถ้าไม่ได้รับอนุญาต" เขารับปากอย่างหนักแน่น
"และเราจะอยู่ในสถานะแค่พ่อกับแม่ของพีท ไม่มีอะไรเกินเลย" เธอเพิ่มเงื่อนไข สบตาเขาอย่างเอาจริงเอาจัง
นัยน์ตาคมกริบของภวินท์วูบไหวไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาราบเรียบตามเดิม เขาพยักหน้ารับช้าๆ "ตกลง... แค่พ่อกับแม่"
"งั้น..." ลลิตาสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต "ฉันตกลง เราจะลองดูสามเดือน"
มุมปากของภวินท์ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ลลิตารู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาแปลกๆ แต่เธอก็ปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป
"ดี" เขาเก็บไอแพดลง "งั้นก็เริ่มเก็บของได้เลย ผมเรียกบริษัทขนย้ายมาสแตนด์บายรออยู่หน้าคอนโดแล้ว"
"อะไรนะ!" ลลิตาเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง "คุณเรียกคนมาเก็บของตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันเพิ่งตกลงเมื่อกี้นี้เองนะ!"
"ผมเป็นคนคำนวณความน่าจะเป็นเก่ง ลิตา ผมรู้ว่าสุดท้ายคุณต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ" ภวินท์เดินเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้นตบไหล่บางเบาๆ สองที "ไปเก็บเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวซะ ของชิ้นใหญ่ไม่ต้องเอาไป ที่บ้านผมมีครบหมดแล้ว"
พูดจบเขาก็หันหลังเดินไปทางประตูห้องนอนของพีรวิชญ์ ทิ้งให้ลลิตายืนอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งเดินตกลงไปในหลุมพรางที่เขาขุดล่อไว้อย่างแนบเนียนเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
สามชั่วโมงต่อมา การเก็บของทุกอย่างก็เสร็จสิ้น พีรวิชญ์กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่จะได้ไปอยู่ 'บ้านหลังใหญ่ของหมอวิน' เด็กน้อยสะพายกระเป๋าเป้ใบโปรด เดินจูงมือภวินท์นำหน้าไปที่ลิฟต์
ลลิตาเดินตามหลังมาเงียบๆ มองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่กำลังพูดคุยหัวเราะกับลูกชายของเธอ ความรู้สึกหวิวๆ ก่อตัวขึ้นในช่องท้อง เธอไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะพาชีวิตเธอเดินไปในทิศทางไหน
รถเอสยูวียุโรปคันหรูแล่นออกจากคอนโดมิเนียม มุ่งหน้าสู่โซนที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ย่านราชพฤกษ์ ตลอดทางลลิตาเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ยอมปริปากพูดอะไร ภวินท์เองก็ไม่ได้ชวนคุย เขาปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน มีเพียงเสียงเพลงคลาสสิกที่เปิดคลอเบาๆ
รถเลี้ยวผ่านป้อมรปภ. เข้าสู่หมู่บ้านจัดสรรสุดหรู ขับลึกเข้าไปจนถึงซอยด้านในสุด ก่อนจะจอดเทียบหน้าประตูรั้วอัลลอยด์บานใหญ่ ประตูเลื่อนเปิดออกอัตโนมัติ เผยให้เห็นตัวบ้านเดี่ยวสองชั้นสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอลที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนต้นไม้ร่มรื่น
สนามหญ้าหน้าบ้านกว้างขวางพอที่จะทำสนามฟุตบอลขนาดย่อมให้เด็กวิ่งเล่นได้สบายๆ
ลลิตามองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่ง เธอรู้ว่าเขาเป็นหมอที่มีฐานะ แต่ไม่คิดว่าบ้านของเขาจะใหญ่โตและสวยงามขนาดนี้
ภวินท์ดับเครื่องยนต์ หันไปยิ้มให้เด็กชายที่กำลังเบิกตากว้างอยู่เบาะหลัง "ถึงแล้วครับคนเก่ง บ้านใหม่ของพีท"
"โห... บ้านหมอวินใหญ่จังเลยครับ มีที่ให้เตะบอลด้วย!" พีรวิชญ์ร้องเสียงหลง รีบปลดเข็มขัดนิรภัยเตรียมจะลงจากรถ
ลลิตาเปิดประตูลงมา ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างรถขณะที่ภวินท์จัดการขนกระเป๋าสัมภาระลงจากท้ายรถ ร่างสูงใหญ่เดินนำเธอไปที่ประตูไม้สักบานคู่หน้าบ้าน เขากดรหัสผ่านและผลักประตูเปิดออก
โถงทางเข้าบ้านตกแต่งอย่างหรูหราแต่ดูอบอุ่นด้วยโทนสีไม้และสีครีม เพดานสูงโปร่งทำให้รู้สึกไม่อึดอัด ห้องรับแขกฝั่งซ้ายมือเชื่อมต่อกับโซนรับประทานอาหารและห้องครัวสไตล์ยุโรปขนาดใหญ่
ภวินท์วางกระเป๋าเดินทางลงบนพื้น หันกลับมามองหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่ยอมก้าวเท้าเข้ามาด้านใน
นัยน์ตาคมกริบทอดมองใบหน้าหวานที่กำลังเต็มไปด้วยความกังวลและตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าเธอกำลังกลัวการเปลี่ยนแปลง เขารู้ว่าเธอสร้างกำแพงไว้สูงแค่ไหน
แต่เขาไม่ได้บอกเธอหรอกว่า ข้อตกลงสามเดือนที่เธอเพิ่งเซ็นสัญญาด้วยวาจาไปนั้น... มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นของแผนการยึดครองทั้งหมด
ชายหนุ่มก้าวเดินกลับมาหาเธอ หยุดยืนอยู่ตรงหน้าด้วยระยะประชิด เขาล้วงมือสอดเข้ากระเป๋ากางเกง รอยยิ้มที่มุมปากไม่ได้เย้ยหยันหรือกดดัน แต่มันเต็มไปด้วยความหมายแฝงที่ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของลลิตาพุ่งสูงขึ้น
"ยืนเหม่ออะไรอยู่ เข้ามาสิ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยชวนอย่างนุ่มนวล แต่สายตาที่จ้องมองเธอกลับฉายแววของการประกาศความเป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์แบบ
ภวินท์เอื้อมมือมาแตะแผ่นหลังบางเบาๆ ดันให้เธอก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในอาณาเขตของเขาอย่างเป็นทางการ
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะลิตา... บ้านของเรา"
บทพิเศษ 5: คำสัญญาที่ไม่มีวันหมดอายุเสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งดังแว่วมาตามสายลมยามค่ำคืนของเกาะภูเก็ต ท้องฟ้าเบื้องบนมืดสนิทประดับประดาด้วยหมู่ดาวนับล้านดวง บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของพูลวิลลาริมหน้าผาแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ศิลาและเพียงขวัญคุ้นเคยเป็นอย่างดีวันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของพวกเขา ศิลาตัดสินใจฝากน้องศริน ลูกสาววัยสามขวบครึ่งไว้ให้อยู่ในการดูแลของคุณปู่คุณย่าที่กรุงเทพฯ แล้วแอบพาภรรยาคนสวยบินลัดฟ้ามาฮันนีมูนรอบสอง เพื่อรำลึกความหลังและเติมความหวานให้กับชีวิตคู่บริเวณระเบียงริมสระน้ำส่วนตัว แสงเทียนสีนวลตาจากเชิงเทียนประดับส่องสว่างกระทบผืนน้ำใส เพียงขวัญสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวพริ้วไหว ยืนเหม่อมองออกไปยังท้องทะเลกว้างใหญ่ สองมือเรียววางทาบทับอยู่บนราวระเบียงกระจกใส ปล่อยให้สายลมเย็นสบายพัดผ่านเรือนผมสลวยศิลาเดินถือแก้วแชมเปญสองแก้วก้าวเข้ามาจากด้านในห้องพัก ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีเข้มปลดกระดุมคอสบายๆ เขาสอดท่อนแขนแข็งแรงเข้าสวมกอดเอวคอดบางของภรรยาจากด้านหลัง รั้งร่างของเธอเข้ามาแนบชิดกับแผงอกกว้าง พร้อมกับเกยคางลงบนลาดไหล่เนียน"กำลังคิดอะไรอยู่ครับคน
บทพิเศษ 4: คุณหมอพ่อลูกอ่อนเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสดใสของเด็กหญิงวัยสามขวบดังก้องไปทั่วโถงทางเดินของแผนกศัลยกรรมทรวงอก ทำลายความเงียบสงัดและเคร่งเครียดที่มักจะปกคลุมตึกนี้เป็นประจำ พยาบาลหลายคนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดแวะทักทายและส่งรอยยิ้มเอ็นดูให้กับ 'น้องศริน' ลูกสาวตัวน้อยของอาจารย์หมอศิลาและวิสัญญีแพทย์เพียงขวัญวันนี้เป็นวันเสาร์ที่ควรจะเป็นวันหยุดพักผ่อนของครอบครัว ทว่าเพียงขวัญกลับถูกเรียกตัวด่วนให้เข้ามาสมทบในเคสผ่าตัดอุบัติเหตุฉุกเฉินที่ซับซ้อน ศิลาซึ่งเพิ่งออกเวรเช้าจึงต้องรับบทเป็นคุณพ่อลูกอ่อน กระเตงลูกสาวตัวกลมมาไว้ที่ห้องพักแพทย์ส่วนตัวเป็นการชั่วคราวภายในห้องพักแพทย์ที่เคยวางของเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดนี้เต็มไปด้วยของเล่นพลาสติก สมุดระบายสี และตุ๊กตาหมีกระจัดกระจายอยู่บนโซฟาและพื้นพรมศิลาในสภาพที่ยังสวมเสื้อกาวน์สีขาวทับเสื้อเชิ้ตลำลอง กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมตรงหน้าลูกสาว นัยน์ตาคมกริบที่เคยใช้เพ่งมองรอยต่อของเส้นเลือดในห้องผ่าตัด บัดนี้กำลังจดจ่ออยู่กับการจับรวบเส้นผมเส้นเล็กๆ ของน้องศรินให้รวมกันเป็นกระจุกเดียว"คุณพ่อขรา มัดจุกสองข้างเหมือนชินจังเลยนะคะ หน
บทพิเศษ 3: 1,460 วันที่ไม่มีเธออากาศยามค่ำคืนของกรุงลอนดอนเย็นเฉียบจนทะลุผ่านเสื้อโค้ตตัวหนา ศิลาผลักบานประตูห้องพักอพาร์ตเมนต์ขนาดกะทัดรัดใจกลางเมืองเข้ามาด้วยความเหนื่อยล้า ชายหนุ่มถอดเสื้อโค้ตแขวนไว้ที่ตะขอหลังประตู โยนกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกองตำราแพทย์และงานวิจัยที่ต้องอ่านนี่คือชีวิตที่เขาเลือก ชีวิตที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางวิชาการและโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นศัลยแพทย์ทรวงอกระดับแนวหน้าของโลก เขาเพิ่งผ่านการผ่าตัดเคสยากร่วมกับอาจารย์แพทย์ชื่อดังของมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ ได้รับคำชมเชยและการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานต่างชาติมากมายทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปตามเป้าหมายที่เขาวางไว้ในอดีตอย่างสมบูรณ์แบบศิลาเดินไปที่ตู้เย็น รินน้ำเปล่าเย็นจัดใส่แก้วและยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ความเงียบสงัดภายในห้องพักโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้ง ไม่มีเสียงโทรทัศน์ ไม่มีเสียงเพลง และไม่มีเสียงบ่นเจื้อยแจ้วของใครบางคนที่คอยบอกให้เขาหาเวลาพักผ่อนบ้างชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาผ้าสีหม่น ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง นิ้วเรียวยาวเลื่อนปลดล็อกหน้าจออย่างเชื่องช้า สัญชาตญาณความเคยชินสั่งให้เขาก
บทพิเศษ 2: วินาทีที่สูญเสียความเยือกเย็นแสงไฟแอลอีดีทรงกลมขนาดใหญ่เหนือเตียงผ่าตัดสาดส่องลงมายังช่องอกของผู้ป่วยชายวัยห้าสิบปี ศิลายืนประจำตำแหน่งศัลยแพทย์มือหนึ่ง มือที่สวมถุงมือยางปลอดเชื้อจับคีมคีบเข็มขนาดเล็ก จัดการเย็บซ่อมแซมลิ้นหัวใจที่รั่วด้วยความแม่นยำ ทุกจังหวะการขยับข้อมือเป็นไปอย่างไหลลื่นและเด็ดขาด ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียวอายุการทำงานและประสบการณ์นับหมื่นชั่วโมงหล่อหลอมให้เขากลายเป็นเครื่องจักรที่เยือกเย็นที่สุดในห้องผ่าตัด ไม่เคยมีสถานการณ์ใดทำให้เขาเสียสมาธิได้จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ภายในห้องผ่าตัดดังขึ้นพยาบาลผู้ช่วยเดินไปรับสาย ฟังข้อความจากปลายทางเพียงไม่กี่วินาที เธอก็หันขวับมามองศัลยแพทย์ทรวงอกที่กำลังจดจ่ออยู่กับบาดแผลตรงหน้าด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“อาจารย์ศิลาคะ ทางวอร์ดสูติกรรมโทรมาแจ้งด่วนค่ะ หมอขวัญน้ำเดินแล้ว ตอนนี้กำลังเตรียมย้ายเข้าห้องคลอดค่ะ!”ปลายเข็มที่กำลังจะแทงทะลุเนื้อเยื่อหยุดนิ่งทันทีศิลาเงยหน้าขึ้นจากช่องอกของผู้ป่วย ดวงตาคมกริบภายใต้แว่นขยายผ่าตัดเบิกกว้างขึ้น ลมหายใจเข้าออกสะดุดกึกไปหนึ่งจังหวะ เขากวาดสายตามองนาฬิกาดิจิทัลบนผนังห้อง ตอ
บทพิเศษ 1: ว่าที่คุณพ่อจอมหวงแฟ้มตารางเวรปฏิบัติงานของแผนกวิสัญญีวิทยาถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะทำงานกระจกใส ศิลาพรูลมหายใจออกทางปาก สันกรามคมขบเข้าหากันจนนูนเด่น นัยน์ตาสีเข้มจดจ้องไปที่รายชื่อของภรรยาซึ่งถูกระบุให้รับผิดชอบเคสผ่าตัดมะเร็งลำไส้ที่กินเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่าหกชั่วโมงอายุครรภ์ของเพียงขวัญก้าวเข้าสู่เดือนที่สี่แล้ว ท้องของเธอเริ่มนูนป่องออกมาให้เห็นเด่นชัดขึ้น อาการแพ้ท้องในช่วงสามเดือนแรกที่เคยรุนแรงเริ่มทุเลาลง ทว่าสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความพารานอยด์ขั้นสุดของศัลยแพทย์ทรวงอกมือหนึ่งอย่างเขาชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมงตรง เพียงขวัญอยู่ในห้องผ่าตัดมาตั้งแต่เก้าโมงเช้า ขาทั้งสองข้างของเธอต้องรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งครรภ์เป็นเวลานานเกินไป ศิลาไม่รอช้า เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อกาวน์ให้เข้าที่ และสาวเท้าเดินตรงไปยังโซนห้องผ่าตัดทันทีเมื่อมาถึงบริเวณหน้าห้องผ่าตัดหมายเลขสอง ศิลาไม่ได้เปิดประตูเข้าไปรบกวนการทำงานด้านใน เขาเพียงแค่ยืนกอดอก มองผ่านช่องกระจกใสบนบานประตู สายตาของเขาจดจ่ออยู่ที่ร่างบอบบางในชุดสครับสีเขียวอ่อน เพียงขวัญกำลังย
บทที่ 36 ครอบครัวที่สมบูรณ์สองปีผ่านไปนับตั้งแต่วันที่ศิลาและเพียงขวัญจูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์ชีวิตคู่ของศัลยแพทย์ทรวงอกมือหนึ่งและวิสัญญีแพทย์สาวคนเก่งเต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่อบอุ่น พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่ถูกตกแต่งใหม่ให้กลายเป็นบ้านอย่างแท้จริง การทำงานในโรงพยาบาลยังคงดำเนินไปอย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการมีใครสักคนคอยรอคอยและเป็นที่พักพิงให้กันและกันในทุกๆ วันเช้าตรู่วันครบรอบแต่งงานปีที่สอง แสงแดดอ่อนละมุนทาบทับลงบนเตียงกว้าง ศิลาขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชิน ท่อนแขนแข็งแรงยังคงตระกองกอดร่างบอบบางของภรรยาเอาไว้แนบแผงอก ชายหนุ่มก้มลงประทับจูบแผ่วเบาที่ขมับของเพียงขวัญ สูดกลิ่นหอมสบู่อ่อนๆ ประจำตัวเธอเข้าปอด“ตื่นได้แล้วครับคนดี วันนี้เรามีนัดดินเนอร์ฉลองวันครบรอบกันนะ” เขากระซิบปลุกเสียงนุ่มเพียงขวัญขยับตัวยุกยิก ซุกหน้าลงกับอกอุ่นของสามีอย่างออดอ้อน “ขออีกห้านาทีนะคะพี่ศิ ขวัญรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย สงสัยเมื่อคืนจะนอนน้อยไป”ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล เขาทาบหลังมือลงบนหน้าผากเนียนเพื่อวัดอุณหภูมิ “ต







