Masukกลิ่นหอมของเนยและกระเทียมที่ลอยฟุ้งมาจากโซนห้องครัวทำลายสมาธิการทำงานของลลิตาจนหมดสิ้น
หญิงสาวละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยเลเยอร์งานกราฟิก หันไปมองภาพความวุ่นวายขนาดย่อมที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัวของเธอ
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตทำงานที่ถูกพับแขนขึ้นถึงข้อศอกกำลังยืนอยู่หน้าเตาไฟฟ้า มือข้างหนึ่งจับตะหลิวพลิกชิ้นปลาแซลมอนอย่างทะมัดทะแมง ส่วนอีกข้างกำลังรับส่งบทสนทนากับเด็กชายตัวน้อยที่ยืนเกาะเคาน์เตอร์อยู่ไม่ห่าง
"หมอวินครับ พีทอยากกินแครอทรูปดาวแบบที่หมอวินทำเมื่อวานอีก" เสียงเจื้อยแจ้วของพีรวิชญ์ร้องขอ
"ได้เลยครับคนเก่ง แต่พีทต้องสัญญากับหมอก่อนนะว่าจะกินบรอกโคลีด้วย ตกลงไหม" ภวินท์หันมาต่อรองด้วยรอยยิ้มละมุน นัยน์ตาคมที่เคยมองใครต่อใครด้วยความเยือกเย็นกลับทอประกายอ่อนโยนเมื่อทอดมองเด็กชายตรงหน้า
"ตกลงครับ! พีทจะกินผักให้หมดจานเลย จะได้แข็งแรงเหมือนหมอวิน" เด็กน้อยชูนิ้วก้อยขึ้นมาตรงหน้า
ภวินท์ย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วก้อยของตัวเองเกี่ยวกระหวัดกับนิ้วเล็กจิ๋วนั้นเพื่อทำสัญญา ก่อนจะหันไปจัดการหั่นแครอทเป็นรูปดาวตามคำขออย่างตั้งอกตั้งใจ
ลลิตาลอบถอนหายใจยาว แผ่นหลังบางเอนพิงพนักเก้าอี้ทำงานด้วยความรู้สึกสับสนที่ตีวนอยู่เต็มอก
นี่เข้าสู่วันที่สี่แล้วนับตั้งแต่พีรวิชญ์ออกจากโรงพยาบาล และมันก็เป็นวันที่สี่เช่นกันที่ศัลยแพทย์หนุ่มอนาคตไกลอย่างนายแพทย์ภวินท์ เปลี่ยนสถานะตัวเองจากหมอเจ้าของไข้มาเป็น 'พ่อครัวประจำบ้าน' และ 'เพื่อนเล่น' ของลูกชายเธออย่างหน้าตาเฉย
เขามาปรากฏตัวที่หน้าประตูคอนโดทุกเย็นพร้อมกับวัตถุดิบทำอาหาร ถุงของเล่น หรือบางวันก็เป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็กวัยสี่ขวบ เขาเดินเข้าออกห้องนี้อย่างคุ้นเคยราวกับเป็นเจ้าของ จัดการทำอาหารเย็น อาบน้ำให้พีรวิชญ์ และอ่านนิทานส่งเข้านอน โดยที่เธอแทบจะไม่มีโอกาสได้คัดค้าน
ทุกครั้งที่เธอพยายามอ้าปากไล่ เขาจะใช้สายตาเว้าวอนของลูกชายมาเป็นเกราะกำบัง และใช้สิทธิ์ความเป็น 'พ่อ' มาอุดปากเธอจนสนิท
"งานยุ่งเหรอลิตา คิ้วขมวดเชียว"
เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นใกล้ตัวทำให้ลลิตาสะดุ้ง หันขวับกลับมามองก็พบว่าภวินท์เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ในมือหนามีแก้วน้ำเปล่าเย็นเฉียบที่เขาวางลงบนโต๊ะให้อย่างถือวิสาสะ
"นิดหน่อยค่ะ ลูกค้ารีบใช้ดราฟต์แรกพรุ่งนี้เช้า" ลลิตาตอบเสียงเรียบ พยายามรักษาระยะห่างด้วยการขยับเก้าอี้ถอยหลังเล็กน้อย
ภวินท์จับสังเกตปฏิกิริยาต่อต้านนั้นได้ มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มรู้ทัน "พักกินข้าวก่อนเถอะ ผมทำปลาแซลมอนย่างซีอิ๊วไว้ให้ เผื่อคุณด้วย"
"ฉันยังไม่หิว คุณกินกับลูกไปเถอะ"
"ลิตา... อย่าดื้อ" น้ำเสียงของเขากดต่ำลงเล็กน้อย แววตาที่เคยมองลูกชายเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความดุดันและคาดคั้นเมื่อหันมามองเธอ "คุณทำงานหน้าคอมฯ มาสามชั่วโมงรวดแล้ว ร่างกายต้องการสารอาหาร ไปกินข้าว"
"ฉันบอกว่ายังไม่..."
"หม่าม้าครับ! หมอวินทำกับข้าวเสร็จแล้ว หอมมากๆ เลย หม่าม้ามากินข้าวด้วยกันนะครับ" เสียงของพีรวิชญ์ตะโกนแทรกขึ้นมาตัดบทพอดี เด็กน้อยปีนขึ้นไปนั่งทอดหุ่ยอยู่บนเก้าอี้ทานข้าวเรียบร้อยแล้ว แววตาเป็นประกายรอคอย
ลลิตากลืนคำปฏิเสธลงคอทันที เธอไม่เคยทนเห็นสายตาผิดหวังของลูกได้เลย หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินปึงปังนำหน้าชายหนุ่มไปที่โต๊ะอาหาร
ภวินท์เดินตามมาทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม เลื่อนจานปลาแซลมอนที่จัดตกแต่งอย่างสวยงามไปตรงหน้าเธอ
มื้ออาหารดำเนินไปอย่างครึกครื้นด้วยเสียงพูดคุยของพีรวิชญ์ที่คอยเล่าเรื่องเพื่อนที่โรงเรียนอนุบาลให้หมอวินฟัง ภวินท์รับฟังและโต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ เขารู้วิธีตั้งคำถาม รู้วิธีชมเชย และรู้วิธีสอนแทรกข้อคิดให้เด็กอย่างแนบเนียน
ลลิตานั่งตักข้าวเข้าปากเงียบๆ ลอบสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองคนนั้น ความรู้สึกกำแพงในใจที่เคยตั้งตระหง่านเริ่มสั่นคลอนอย่างควบคุมไม่ได้ ภาพของภวินท์ที่กำลังเช็ดคราบซอสที่มุมปากให้พีรวิชญ์ มันคือภาพครอบครัวที่สมบูรณ์แบบในฝันที่เธอเคยอยากมี แต่กลับต้องพับเก็บไปเพราะความโชคร้ายในอดีต
เธอสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เตือนสติตัวเองว่าผู้ชายตรงหน้าคือคนที่พร้อมจะเข้ามาควบคุมและขโมยพื้นที่ส่วนตัวของเธอไป
เวลาล่วงเลยจนถึงสี่ทุ่มเศษ
พีรวิชญ์หลับสนิทไปแล้วหลังจากฟังนิทานจากหมอวินจบไปสองรอบ ลลิตาเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานอีกครั้งเพื่อปั่นงานให้เสร็จ
ความเงียบสงบโรยตัวลงมาครอบคลุมทั่วทั้งห้อง มีเพียงเสียงคลิกเมาส์และเสียงแป้นพิมพ์ที่ดังเป็นจังหวะ
ลลิตาตั้งใจทำงานจนลืมไปว่ายังมีใครอีกคนอยู่ในห้อง จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้ามาใกล้ และหยุดลงที่ด้านหลังเก้าอี้ของเธอ
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายแบรนด์หรูผสมกับกลิ่นสบู่จางๆ ลอยแตะจมูก
มือหนาทั้งสองข้างวางทาบลงบนพนักพิงเก้าอี้ของเธอ ล้อมกรอบร่างบางไว้กลายๆ ลลิตาตัวแข็งทื่อ รับรู้ได้ถึงไอความร้อนจากแผงอกกว้างที่แผ่ซ่านมาถึงแผ่นหลังแม้จะไม่ได้สัมผัสกันโดยตรง
"ดึกแล้วนะลิตา พรุ่งนี้คุณต้องตื่นเช้าไปส่งพีทที่โรงเรียนไม่ใช่เหรอ" เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบลงมาที่ข้างขมับ ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดเส้นผมจนเธอต้องย่นคอหนี
"งานยังไม่เสร็จค่ะ คุณกลับไปได้แล้ว ดึกป่านนี้แล้วคุณควรจะกลับไปพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องเข้าเวรไม่ใช่หรือไง" ลลิตาพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น มือบางกำเมาส์แน่นเพื่อระงับความประหม่า
"ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณก่อน"
ภวินท์ไม่ยอมขยับถอย เขาโน้มตัวลงมาใกล้กว่าเดิม สายตาคมกริบทอดมองผ่านลาดไหล่บางไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ "คอนโดคุณเล็กเกินไป ลิตา"
ลลิตาขมวดคิ้ว ปล่อยมือจากเมาส์และหมุนเก้าอี้หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา การตัดสินใจนั้นผิดพลาดมหันต์ เพราะการหันกลับมาทำให้ใบหน้าของเธออยู่ในระดับเดียวกับแผงอกของเขาพอดี และเมื่อเงยหน้าขึ้น ระยะห่างระหว่างปลายจมูกของเธอกับปลายจมูกของเขาก็เหลือเพียงคืบ
"คุณหมายความว่ายังไง ห้องนี้เราอยู่กันแม่ลูกมาตั้งหลายปี ไม่เห็นจะเล็กตรงไหน"
"สำหรับเด็กวัยกำลังโต พีทต้องการพื้นที่วิ่งเล่น" ภวินท์สบตากับเธอตรงๆ นัยน์ตาสีเข้มไม่มีแววล้อเล่น "ปีหน้าเขาจะขึ้นอนุบาลสองแล้ว เขาต้องการห้องนอนส่วนตัว ต้องการพื้นที่สำหรับเรียนรู้ ไม่ใช่อุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ แบบนี้"
"ฉันวางแผนไว้แล้วว่าปีหน้าจะขยับขยายหาเช่าทาวน์โฮม..."
"ไม่ต้องเช่า" ภวินท์สวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงเด็ดขาดและใช้อำนาจ "บ้านผมที่โซนราชพฤกษ์ พื้นที่ร้อยกว่าตารางวา มีสวนหน้าบ้าน มีห้องนอนเหลือเฟือ... ย้ายไปอยู่กับผม"
ลลิตาเบิกตากว้างกับคำเชิญชวนที่เหมือนคำสั่งนั้น "คุณบ้าไปแล้วเหรอหมอวิน จู่ๆ จะให้ฉันหอบลูกไปอยู่บ้านคุณในฐานะอะไร"
"ในฐานะแม่ของลูกผมไง" เขาตอบหน้าตาย เลื่อนมือข้างหนึ่งจากพนักพิงเก้าอี้มาวางแหมะลงบนพนักวางแขน กักขังเธอไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์แบบ "เรามีลูกด้วยกันแล้วลิตา การที่เราจะอยู่บ้านเดียวกันเพื่อดูแลเขา มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด"
"มันไม่สมเหตุสมผลสำหรับฉัน!" ลลิตาเถียงกลับเสียงแข็ง พยายามดันแผงอกของเขาให้ออกห่าง แต่ท่อนแขนแกร่งกลับแข็งขืนไม่ยอมขยับ "เราไม่ใช่สามีภรรยากัน เราเป็นแค่คนแปลกหน้าที่พลาดมานอนด้วยกันคืนเดียว คุณจะเอาความรับผิดชอบบ้าบออะไรมาผูกมัดชีวิตฉัน"
คำว่า 'คนแปลกหน้า' ทำให้สันกรามของภวินท์ขบเข้าหากันแน่น ความหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาในอก เขาเกลียดที่เธอพยายามผลักไสและขีดเส้นคั่นระหว่างเขากับลูกเสมอ
"ถ้าคุณกังวลเรื่องสถานะ พรุ่งนี้เราไปจดทะเบียนสมรสกันเลยก็ได้"
"ภวินท์!" ลลิตาเรียกชื่อจริงของเขาเสียงหลง ลืมตัวจนเผลอตะคอก "การแต่งงานมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ คุณจะบ้าไปแล้วจริงๆ เหรอ คุณมีหน้าที่การงาน มีหน้าตาในสังคม คุณจะให้แม่คุณคิดยังไงที่จู่ๆ ลูกชายก็หอบผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้ากับเด็กที่ไหนไม่รู้เข้าบ้าน!"
"พีทไม่ใช่เด็กที่ไหนไม่รู้ เขาเป็นลูกผม และคุณก็เป็นผู้หญิงของผม" ภวินท์โน้มหน้าลงมาจนหน้าผากแทบจะชนกัน นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังสั่นไหว "ผมไม่แคร์สังคม ไม่แคร์ใครทั้งนั้น ผมแคร์แค่ว่าสี่ปีที่ผ่านมาผมพลาดอะไรไปบ้าง และผมจะไม่ยอมพลาดอีกต่อไป"
"แต่ฉันไม่ไป" ลลิตายืนกรานเสียงแข็ง แม้หัวใจจะเต้นรัวกับความหนักแน่นในดวงตาของเขา "ฉันดูแลตัวเองกับลูกได้ ฉันไม่ต้องการพึ่งพาใคร ไม่ต้องการให้ลูกไปเป็นภาระของคุณ และที่สำคัญ... ฉันไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปผูกไว้กับความไม่แน่นอน"
ใช่... ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่เธอหวาดกลัวที่สุด ผู้ชายตรงหน้าเพียบพร้อมเกินไป สมบูรณ์แบบเกินไป วันนี้เขาอาจจะเห่อลูก อาจจะอยากรับผิดชอบ แต่วันหน้าล่ะ? ถ้าเขาเบื่อ ถ้าเขาเจอคนที่เหมาะสมกว่า คนที่ต้องเจ็บปวดและแบกรับซากปรักหักพังของครอบครัวก็คือเธอกับลูก
เหมือนที่เธอเคยเจอมาแล้วในอดีต
ภวินท์มองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เขาเห็นความแข็งกร้าวที่ฉาบเคลือบความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เขาเป็นหมอ เขารู้วิธีผ่าตัดรักษาบาดแผลทางกาย แต่กับบาดแผลในใจของผู้หญิงคนนี้ เขาต้องใช้เวลาและความอดทนมากกว่านั้น
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ยอมผละตัวออกห่างเล็กน้อยเพื่อลดความกดดัน แต่ยังคงยืนท้าวแขนอยู่กับโต๊ะทำงานของเธอ
"คุณกลัวอะไรลิตา... กลัวผม หรือกลัวใจตัวเอง" เขาตั้งคำถามจี้จุด
"ฉันไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น ฉันแค่ใช้เหตุผล" เธอบ่ายเบี่ยง หันหน้าหนีไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์
ภวินท์เงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ของเด็กที่วางปะปนกับของใช้ผู้หญิง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แฝงความดื้อรั้นปรากฏขึ้นที่มุมปาก
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ก ล้วงเอาคีย์การ์ดรถและสมาร์ทโฟนออกมากระแทกวางลงบนโต๊ะทำงานของเธอเสียงดัง ปึก!
ลลิตาสะดุ้ง หันขวับกลับมามอง "คุณทำอะไร"
"ในเมื่อคุณใช้เหตุผล ผมก็จะใช้เหตุผลเหมือนกัน" ภวินท์ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง กอดอกมองเธอด้วยสายตาของผู้ชนะที่ถือไพ่เหนือกว่า "ลูกผมอยู่ที่นี่ ผมในฐานะพ่อก็ควรจะได้อยู่ที่นี่เพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง"
"คุณก็มาหาเขาทุกวันอยู่แล้วนี่!"
"มันไม่พอ" น้ำเสียงของเขาเด็ดขาด ไร้เยื่อใยต่อการประนีประนอมใดๆ "ผมต้องการตื่นมาเห็นหน้าเขาเป็นคนแรก และส่งเขาเข้านอนเป็นคนสุดท้าย"
ภวินท์ก้าวเข้ามาประชิดอีกครั้ง โน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมฝีปากที่กำลังเม้มแน่นของเธอ นัยน์ตาคมกริบฉายแววท้าทายอย่างปิดไม่มิด
"ถ้าคุณไม่ยอมย้ายไปบ้านผม... งั้นผมคงต้องเก็บกระเป๋ามานอนเบียดที่นี่แทน"
บทที่ 41 ตอนพิเศษ 9 โลกทั้งใบของหมอครามวันครบรอบแต่งงานปีที่สามเวียนมาบรรจบ ครอบครัวนายแพทย์หนุ่มจัดการฉลองด้วยการพาสมาชิกทุกคนไปถ่ายรูปครอบครัวที่สตูดิโอชื่อดัง บรรยากาศการถ่ายทำเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเสียงหัวเราะต้นว่านในชุดสูทตัวเก่งคอยวิ่งไล่จับน้องข้าวหอมที่สวมชุดเดรสกระโปรงฟูฟ่องสีชมพู เด็กน้อยทั้งสองคนสร้างสีสันให้การถ่ายทำเต็มไปด้วยความสดใส ช่างภาพต้องคอยกดชัตเตอร์รัวๆ เพื่อเก็บภาพความเป็นธรรมชาติของเด็กๆ ครามและน้ำขิงยืนมองลูกทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้าหลังจากถ่ายรูปครอบครัวเซ็ตใหญ่เสร็จสิ้น ครามก็จัดแจงจองดินเนอร์สุดหรูที่ร้านอาหารบนดาดฟ้าตึกระฟ้าใจกลางเมืองเพื่อฉลองกันแบบส่วนตัวสองต่อสอง โดยฝากเด็กๆ ไว้กับคุณป้าที่บ้านค่ำคืนนั้น สายลมเย็นพัดผ่านระเบียงร้านอาหาร แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าระยิบระยับเป็นฉากหลัง ครามในชุดสูทสบายๆ นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับน้ำขิงที่สวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีน้ำเงินเข้มขับผิวขาวผ่อง บนโต๊ะอาหารมีเทียนหอมและช่อกุหลาบสีแดงสดวางประดับอยู่"สุขสันต์วันครบรอบแต่งงานนะครับคนดี" ครามยกแก้วไวน์แดงขึ้นมาชนกับแก้วของภรรยา แววตาคมกริบทอประกายความรักอย่างลึกซึ้ง"ส
บทที่ 40 ตอนพิเศษ 8 ฮันนีมูนรอบที่ร้อยเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับโกหก น้องข้าวหอมเติบโตขึ้นเป็นเด็กหญิงวัยสองขวบที่หน้าตาน่ารักน่าชัง ช่างฉอเลาะและเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน ส่วนพี่ต้นว่านในวัยหกขวบก็รับบทบาทอัศวินคอยดูแลน้องสาวอย่างแข็งขันตามที่เคยให้สัญญากับผู้เป็นพ่อไว้บ่ายวันศุกร์ รถตู้คันใหญ่ของคุณย่าแล่นเข้ามารับหลานๆ ทั้งสองคนเพื่อพาไปเที่ยวบ้านพักตากอากาศริมทะเลในช่วงสุดสัปดาห์ คุณป้าผู้ใจดีต้องการเปิดโอกาสให้ลูกชายและลูกสะใภ้ได้มีเวลาพักผ่อนและสวีตหวานกันตามลำพังบ้าง หลังจากที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเลี้ยงเด็กสองคนมาตลอดสัปดาห์"เด็กๆ ไปเที่ยวกับคุณย่าอย่าดื้อนะคะ เป็นเด็กดีนะรู้ไหม" น้ำขิงหอมแก้มลูกทั้งสองคนส่งท้ายก่อนจะปิดประตูรถตู้"รับทราบฮะหม่าม้า น้องจะดูแลน้องข้าวหอมเองฮะ" ต้นว่านรับคำเสียงแข็งขันทันทีที่รถตู้เคลื่อนตัวออกจากรั้วบ้าน บรรยากาศภายในบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ครามปิดประตูรั้วและหมุนตัวกลับมาหาภรรยาที่กำลังยืนยืดเส้นยืดสายอยู่หน้าบ้าน ชายหนุ่มระบายยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปาก ก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาประชิดตัวและรวบเอวบางเข้ามากอดไว
บทที่ 39 ตอนพิเศษ 7 วินาทีที่รอคอยกลางดึกคืนหนึ่งที่ควรจะเงียบสงบ น้ำขิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดเกร็งบริเวณหน้าท้องอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วเป็นจังหวะสม่ำเสมอพร้อมกับสัมผัสเปียกชื้นที่ซึมผ่านผ้าปูที่นอน หญิงสาวรู้สัญชาตญาณทันทีว่าเวลาที่รอคอยมาถึงแล้ว"พี่คราม... พี่ครามคะ ตื่นเร็ว ขิงปวดท้อง น้ำเดินแล้วค่ะ" เธอเขย่าแขนสามีที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างกาย น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความเจ็บปวดครามผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว อาการงัวเงียหายเป็นปลิดทิ้ง ชายหนุ่มเบิกตากว้างเมื่อเห็นรอยน้ำเปียกชุ่มบนเตียงและใบหน้าเหยเกของภรรยา ศัลยแพทย์หนุ่มผู้มักจะเยือกเย็นและมีสติในการผ่าตัดรักษาชีวิตคนมานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับสติแตกและลนลานทำอะไรไม่ถูกเมื่อเป็นเรื่องของครอบครัวตัวเอง"ขิง! ปวดมากไหม หายใจลึกๆ นะครับ เดี๋ยวพี่ไปเอากระเป๋าเตรียมคลอดก่อน ไม่สิ พี่ต้องโทรบอกโรงพยาบาลก่อน หรืออุ้มขิงลงไปเลยดี" เขาลุกลี้ลุกลน เดินวนไปมาข้างเตียง คว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วก็วางลง คว้ากุญแจรถแล้วก็ทำตกพื้นน้ำขิงสูดหายใจเข้าลึก พยายามกลั้นความเจ็บปวดและส่งยิ้มบางๆ ให้สามีจอมสติหลุด "พี่ครามคะ ใจเย็นๆ ค่ะ ขิ
บทที่ 38 ตอนพิเศษ 6 ตำแหน่งพี่ชายคนโตเวลาล่วงเลยไปจนอายุครรภ์ของน้ำขิงเข้าสู่เดือนที่แปด หน้าท้องกลมโตขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน การเดินเหินเริ่มเป็นไปอย่างอุ้ยอ้ายและยากลำบากมากขึ้น อาการปวดหลังและปวดหน่วงที่หน้าขาทำให้เธอต้องนั่งพักบ่อยกว่าปกติบ่ายวันเสาร์ บรรยากาศภายในบ้านเดี่ยวหลังใหญ่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเล็กๆ ครามกำลังยืนคุมช่างทาสีที่เข้ามาจัดการปรับปรุงห้องพักแขกชั้นล่างให้กลายเป็นห้องนอนสีชมพูอ่อนหวานสำหรับต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว เฟอร์นิเจอร์เด็กอ่อนทั้งเตียงนอน ตุ๊กตา และตู้เสื้อผ้าถูกสั่งเข้ามาจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างครบครัน"พี่ครามคะ ช่างบอกว่าวอลเปเปอร์ลายนางฟ้าที่สั่งไว้จะมาส่งพรุ่งนี้นะคะ" น้ำขิงในชุดคลุมท้องสีฟ้าอ่อนเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาในห้อง มือข้างหนึ่งกุมหน้าท้อง อีกข้างประคองหลังตัวเองไว้ครามรีบหันขวับกลับมาหาภรรยา ก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปประคองร่างอวบอิ่มให้มานั่งพักบนโซฟาตัวเล็กมุมห้องทันที"ขิงเดินมาทำไมครับ ทำไมไม่นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก ปวดหลังหรือเปล่า พี่บอกแล้วไงว่าเรื่องห้องลูกสาวพี่จัดการเองได้" เขาดุด้วยความห่วงใย เอื้อมมือไปบีบนวดเบาๆ ที่บริเวณเอวขอ
บทที่ 37 ตอนพิเศษ 5 อาการหวงเมียขั้นสุดของคุณพ่อลูกสองแสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในห้องแต่งตัวกว้างขวาง ครามในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มและกางเกงสแล็กกำลังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าฝั่งของภรรยา มือหนาจับไม้แขวนเสื้อที่แขวนชุดเดรสคลุมท้องสีโอรสผ้าชีฟองบางเบาขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะส่ายหน้าไปมาและแขวนมันกลับเข้าไปไว้ด้านในสุดของตู้"ชุดนี้ก็บางเกินไป ลมพัดทีเห็นไปถึงไหนต่อไหนแน่"ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง เลื่อนมือไปหยิบชุดเดรสกระโปรงยาวสีขาวพิมพ์ลายดอกไม้เล็กๆ ขึ้นมาดูแทน ทว่าสายตาคมกริบกลับไปสะดุดเข้ากับรอยคว้านบริเวณคอเสื้อที่ลึกลงมาจนเห็นเนินอก"ชุดนี้คอก็กว้างไป ก้มทีคนอื่นเห็นหมดพอดี"น้ำขิงที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำหยุดยืนมองภาพสามีที่กำลังรื้อค้นตู้เสื้อผ้าของเธอด้วยความขบขัน หญิงสาวเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลัง แนบแก้มลงกับแผ่นหลังกว้าง"พี่ครามทำอะไรอยู่คะ รื้อตู้เสื้อผ้าขิงทำไมแต่เช้า"ครามหมุนตัวกลับมาหาภรรยา สอดท่อนแขนแกร่งเข้าโอบรัดรอบเอวที่เริ่มหนาขึ้นตามอายุครรภ์ห้าเดือน เขากดจูบลงบนหน้าผากมนอย่างทะนุถนอม"พี่กำลังหาชุดให้ขิงใส่สำห
บทที่ 36 ครอบครัวที่สมบูรณ์สองปีผ่านไปนับตั้งแต่วันที่ศิลาและเพียงขวัญจูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์ชีวิตคู่ของศัลยแพทย์ทรวงอกมือหนึ่งและวิสัญญีแพทย์สาวคนเก่งเต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่อบอุ่น พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่ถูกตกแต่งใหม่ให้กลายเป็นบ้านอย่างแท้จริง การทำงานในโรงพยาบาลยังคงดำเนินไปอย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการมีใครสักคนคอยรอคอยและเป็นที่พักพิงให้กันและกันในทุกๆ วันเช้าตรู่วันครบรอบแต่งงานปีที่สอง แสงแดดอ่อนละมุนทาบทับลงบนเตียงกว้าง ศิลาขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชิน ท่อนแขนแข็งแรงยังคงตระกองกอดร่างบอบบางของภรรยาเอาไว้แนบแผงอก ชายหนุ่มก้มลงประทับจูบแผ่วเบาที่ขมับของเพียงขวัญ สูดกลิ่นหอมสบู่อ่อนๆ ประจำตัวเธอเข้าปอด“ตื่นได้แล้วครับคนดี วันนี้เรามีนัดดินเนอร์ฉลองวันครบรอบกันนะ” เขากระซิบปลุกเสียงนุ่มเพียงขวัญขยับตัวยุกยิก ซุกหน้าลงกับอกอุ่นของสามีอย่างออดอ้อน “ขออีกห้านาทีนะคะพี่ศิ ขวัญรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย สงสัยเมื่อคืนจะนอนน้อยไป”ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล เขาทาบหลังมือลงบนหน้าผากเนียนเพื่อวัดอุณหภูมิ “ต







