เข้าสู่ระบบความผิดพลาดเพียงคืนเดียวในอดีต ทำให้เธอต้องกลายเป็นซิงเกิลมัมสุดแกร่งที่หนีหายไปพร้อมกับความลับ แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เหวี่ยงเขากลับมาในฐานะ 'คุณหมอเจ้าของไข้' ของลูกชายตัวน้อย! คนหนึ่งพยายามสร้างกำแพงเพื่อปกป้องหัวใจตัวเองและลูก ส่วนอีกคน... เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นพ่อ ก็พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อทวงคืนพื้นที่ในชีวิตของพวกเธอ "ผลดีเอ็นเอเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์บนโต๊ะนั่นไง... คือสิทธิ์ของผม สิทธิ์ที่กฎหมายและสายเลือดให้ผมมา" "..." "ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผมคือพ่อของพีท ไม่ใช่แค่ในกระดาษผลตรวจ แต่ในชีวิตจริง... เตรียมคำตอบไว้ให้ดีลิตา พรุ่งนี้ตอนลูกตื่น คุณจะบอกเขาเอง หรือจะให้ผมบอกว่าผมเป็นใคร"
ดูเพิ่มเติมแสงสว่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ส่องสว่างในห้องนั่งเล่นแคบๆ ลลิตากดบันทึกไฟล์งานกราฟิกชิ้นสุดท้ายของวัน ยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบจากความเหนื่อยล้า นาฬิกาดิจิทัลบนโต๊ะทำงานบอกเวลาตีสองกว่า เธอตั้งใจจะพับหน้าจอลงและกลับไปล้มตัวลงนอนข้างลูกชายตัวน้อยที่หลับไปตั้งแต่หัวค่ำ
แต่ความเงียบสงบกลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงร้องไห้จ้าดังมาจากในห้องนอน
ลลิตาสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกจากเก้าอี้จนมันเลื่อนครูดกับพื้นห้อง เธอวิ่งถลันเข้าไปในห้องนอน ภาพที่เห็นทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกวูบ
เด็กชายพีรวิชญ์วัยสี่ขวบนอนขดตัวคู้เป็นกุ้ง สองมือกุมหน้าท้องแน่น ใบหน้าจิ้มลิ้มบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มแดงจัด
"น้องพีท! เป็นอะไรลูก" ลลิตาถลาเข้าไปประคองร่างเล็กขึ้นมาแนบอก ทันทีที่ผิวหนังสัมผัสกัน ความร้อนจัดจากตัวลูกก็แผ่ซ่านมาถึงมือเธอ "ตัวร้อนจี๋เลย พีทเจ็บตรงไหนบอกแม่สิครับ"
"หม่าม้า... พีทเจ็บ เจ็บตรงนี้" เด็กน้อยสะอื้นฮัก ชี้มือสะเปะสะปะไปทางหน้าท้องด้านขวาล่าง
ลลิตาลองแตะมือลงไปเบาๆ ตรงตำแหน่งนั้น พีรวิชญ์ก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและดิ้นหนี
สัญชาตญาณความเป็นแม่ร้องเตือนว่านี่ไม่ใช่อาการปวดท้องธรรมดา หญิงสาวกวาดสายตามองหาเสื้อคลุม คว้ากระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือยัดใส่กระเป๋าสะพาย ก่อนจะตวัดผ้าห่มผืนบางห่อตัวลูกชายและช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้มแนบอก
เธอวิ่งกระหืดกระหอบลงจากคอนโดมิเนียม โชคดีที่มียามรักษาความปลอดภัยช่วยโบกแท็กซี่ที่วิ่งผ่านมาพอดี ลลิตายัดตัวเองเข้าไปในรถเบาะหลัง สั่งคนขับด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าให้ไปโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้ที่สุด
ตลอดทางพีรวิชญ์เอาแต่ร้องไห้สลับกับซุกหน้าลงกับซอกคอของเธอ ลลิตากอดลูกแน่นจนข้อขาว ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเพื่อสกัดกั้นความอ่อนแอ เธอพร่ำกระซิบปลอบลูกชายตัวน้อยซ้ำไปซ้ำมา แม้ในใจจะหวาดกลัวจนแทบเสียสติ
รถแท็กซี่จอดเทียบหน้าแผนกฉุกเฉิน บุรุษพยาบาลเข็นเตียงมารับตัวผู้ป่วยตัวน้อยอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในห้องฉุกเฉินยามวิกาลเต็มไปด้วยความวุ่นวายแข่งกับเวลา กลิ่นแอลกอฮอล์และยาฆ่าเชื้อลอยแตะจมูก
ลลิตายืนตัวสั่นอยู่ข้างเตียงขณะแพทย์เวรและพยาบาลรุมล้อมตรวจอาการพีรวิชญ์ เธอตอบคำถามซักประวัติด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น สายตาไม่ยอมละไปจากใบหน้าซีดเซียวของลูกชายเลยแม้แต่วินาทีเดียว
"กดเจ็บที่ท้องน้อยด้านขวา มีไข้สูง คลื่นไส้" แพทย์เวรหันมาทางเธอ สีหน้าเคร่งเครียด "สงสัยว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันครับคุณแม่ เดี๋ยวเราต้องเจาะเลือดและส่งอัลตราซาวนด์ด่วน ถ้าใช่... ต้องผ่าตัดคืนนี้เลย"
คำว่าผ่าตัดทำให้เรี่ยวแรงของลลิตาเหือดหาย เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง พยักหน้ารับคำแพทย์เวรอย่างคนไร้สติ พยาบาลนำเอกสารยินยอมการรักษามาให้เซ็น เธอจับปากกาด้วยมือที่สั่นเทา จรดลายเซ็นลงไปทั้งที่สายตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตา
เวลาผ่านไปเนิ่นนานในความรู้สึกของคนเป็นแม่ ผลตรวจยืนยันชัดเจนว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ พยาบาลจัดการเปลี่ยนชุดให้พีรวิชญ์และเตรียมเข็นเตียงมุ่งหน้าไปยังห้องผ่าตัด ลลิตาเดินตามไปติดๆ จับมือเล็กของลูกชายไว้ไม่ยอมปล่อย
"หม่าม้า... พีทกลัว" เสียงเล็กๆ สั่นเครือ
"ไม่ต้องกลัวนะครับคนเก่ง หมอจะช่วยให้พีทหายเจ็บ หม่าม้าจะรออยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนเลย" ลลิตาก้มลงจูบหน้าผากชื้นเหงื่อของลูกชาย
เตียงผู้ป่วยถูกเข็นมาหยุดรอที่หน้าประตูกระจกบานใหญ่ของโซนห้องผ่าตัด ลลิตายืนรอด้วยหัวใจที่บีบรัด
เสียงประตูอัตโนมัติเลื่อนเปิดออก
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดสครับสีเขียวเข้มก้าวเดินออกมาพร้อมกับพยาบาลผู้ช่วย สองมือของเขาสวมถุงมือยางสีขาวสะอาดตา หมวกคลุมผมและหน้ากากอนามัยปกปิดใบหน้าไปกว่าครึ่ง เหลือเพียงดวงตาคมกริบที่สะท้อนแสงไฟนีออน
ศัลยแพทย์หนุ่มเดินตรงมาที่เตียงผู้ป่วย เขาหยุดยืนฝั่งตรงข้ามกับลลิตา ก้มลงมองเด็กชายที่กำลังนอนสะอื้น ก่อนจะยกมือขึ้นดึงหน้ากากอนามัยร่นลงมาใต้คางเพื่อพูดคุยกับญาติผู้ป่วยให้ชัดเจน
"คุณแม่ของคนไข้ใช่ไหมครับ ผมนายแพทย์..."
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูหยุดชะงักไปกลางคัน
ลลิตาเงยหน้าขึ้นมองศัลยแพทย์เจ้าของไข้ วินาทีที่สายตาสองคู่ประสานกัน ลมหายใจของหญิงสาวสะดุดกึก เลือดในกายเย็นเฉียบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง ใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วยิ่งเผือดสีลงไปอีก
นัยน์ตาคมกริบคู่นั้น... สันกรามแกร่งที่รับกับจมูกโด่งเป็นสัน...
ภวินท์.
ผู้ชายที่เป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดในคืนนั้น ผู้ชายที่เธอหนีจากมาเมื่อห้าปีก่อน และเป็นผู้ชายที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอกันอีกตลอดชีวิต
ภวินท์ชะงักงัน ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งขึงอยู่กับที่ ดวงตาคมที่เคยนิ่งสงบและเยือกเย็นในฐานะศัลยแพทย์เกิดความวูบไหวอย่างรุนแรง เขามองหญิงสาวตรงหน้า สลับกับก้มลงมองเด็กชายตัวน้อยบนเตียงผู้ป่วย
ลมหายใจของหมอหนุ่มสะดุด แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงเมื่อพิจารณาโครงหน้าของเด็กชายพีรวิชญ์อย่างถี่ถ้วน
คิ้วเข้มได้รูป จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากบางเฉียบ... ทุกตารางนิ้วบนใบหน้าของเด็กคนนี้ถอดแบบมาจากตัวเขาเองตอนเด็กไม่ผิดเพี้ยน
ความเงียบโรยตัวลงมาครอบคลุมพื้นที่หน้าห้องผ่าตัด มีเพียงเสียงสะอื้นของเด็กน้อยและเสียงเครื่องวัดชีพจรที่ดังรบกวนบรรยากาศ พยาบาลผู้ช่วยมองหน้าหมอวินสลับกับญาติคนไข้ด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมศัลยแพทย์มือหนึ่งของแผนกถึงได้ยืนนิ่งงันผิดวิสัย
ลลิตาเป็นฝ่ายดึงสติกลับมาได้ก่อน เธอรีบก้มหน้าหลบสายตาคมกริบที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าว มือบางปล่อยมือลูกชายและถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณของการหนี
แต่ภวินท์ไม่ยอมให้เธอหนีแม้มองด้วยสายตา
กรามแกร่งขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นนูน สันญาณบางอย่างในตัวเขาถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ความสงสัย ความโกรธขึ้ง และความจริงบางอย่างที่กำลังตีแสกหน้าทำให้เขาแทบอยากจะกระชากแขนหญิงสาวตรงหน้ามาคาดคั้นหาคำตอบเดี๋ยวนี้
"คุณหมอคะ... คนไข้พร้อมแล้วค่ะ" พยาบาลทักท้วงทำลายความตึงเครียด
ภวินท์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดข่มอารมณ์ส่วนตัวลงไปใต้ก้นบึ้ง เขาคือหมอ และชีวิตตรงหน้าคือความรับผิดชอบสูงสุดของเขาในเวลานี้ ชายหนุ่มดึงหน้ากากอนามัยกลับขึ้นมาปิดบังใบหน้า แววตาคมกริบตวัดกลับมาจ้องมองลลิตาอีกครั้ง
มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามนับร้อยพัน และการประกาศกร้าวว่าเขาจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ผ่านไป
บุรุษพยาบาลเริ่มขยับเตียงเข็นเข้าไปด้านในห้องผ่าตัด ลลิตายืนตัวสั่น มองตามร่างของลูกชายที่ค่อยๆ หายลับเข้าไปหลังบานประตู
ภวินท์เดินตามเตียงผู้ป่วยไปจนถึงหน้าประตู เขาหยุดฝีเท้า หันหลังกลับมามองหญิงสาวที่ยืนกอดอกตัวสั่นอยู่ลำพัง นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำและเด็ดขาดถูกเปล่งออกมากระทบโสตประสาทของลลิตาอย่างชัดเจน
"เตรียมตัวให้พร้อม ลลิตา ลูกปลอดภัยเมื่อไหร่... เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว"
บทพิเศษ 3: 1,460 วันที่ไม่มีเธออากาศยามค่ำคืนของกรุงลอนดอนเย็นเฉียบจนทะลุผ่านเสื้อโค้ตตัวหนา ศิลาผลักบานประตูห้องพักอพาร์ตเมนต์ขนาดกะทัดรัดใจกลางเมืองเข้ามาด้วยความเหนื่อยล้า ชายหนุ่มถอดเสื้อโค้ตแขวนไว้ที่ตะขอหลังประตู โยนกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกองตำราแพทย์และงานวิจัยที่ต้องอ่านนี่คือชีวิตที่เขาเลือก ชีวิตที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางวิชาการและโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นศัลยแพทย์ทรวงอกระดับแนวหน้าของโลก เขาเพิ่งผ่านการผ่าตัดเคสยากร่วมกับอาจารย์แพทย์ชื่อดังของมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ ได้รับคำชมเชยและการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานต่างชาติมากมายทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปตามเป้าหมายที่เขาวางไว้ในอดีตอย่างสมบูรณ์แบบศิลาเดินไปที่ตู้เย็น รินน้ำเปล่าเย็นจัดใส่แก้วและยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ความเงียบสงัดภายในห้องพักโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้ง ไม่มีเสียงโทรทัศน์ ไม่มีเสียงเพลง และไม่มีเสียงบ่นเจื้อยแจ้วของใครบางคนที่คอยบอกให้เขาหาเวลาพักผ่อนบ้างชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาผ้าสีหม่น ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง นิ้วเรียวยาวเลื่อนปลดล็อกหน้าจออย่างเชื่องช้า สัญชาตญาณความเคยชินสั่งให้เขา
บทพิเศษ 5: คำสัญญาที่ไม่มีวันหมดอายุเสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งดังแว่วมาตามสายลมยามค่ำคืนของเกาะภูเก็ต ท้องฟ้าเบื้องบนมืดสนิทประดับประดาด้วยหมู่ดาวนับล้านดวง บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของพูลวิลลาริมหน้าผาแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ศิลาและเพียงขวัญคุ้นเคยเป็นอย่างดีวันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของพวกเขา ศิลาตัดสินใจฝากน้องศริน ลูกสาววัยสามขวบครึ่งไว้ให้อยู่ในการดูแลของคุณปู่คุณย่าที่กรุงเทพฯ แล้วแอบพาภรรยาคนสวยบินลัดฟ้ามาฮันนีมูนรอบสอง เพื่อรำลึกความหลังและเติมความหวานให้กับชีวิตคู่บริเวณระเบียงริมสระน้ำส่วนตัว แสงเทียนสีนวลตาจากเชิงเทียนประดับส่องสว่างกระทบผืนน้ำใส เพียงขวัญสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวพริ้วไหว ยืนเหม่อมองออกไปยังท้องทะเลกว้างใหญ่ สองมือเรียววางทาบทับอยู่บนราวระเบียงกระจกใส ปล่อยให้สายลมเย็นสบายพัดผ่านเรือนผมสลวยศิลาเดินถือแก้วแชมเปญสองแก้วก้าวเข้ามาจากด้านในห้องพัก ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีเข้มปลดกระดุมคอสบายๆ เขาสอดท่อนแขนแข็งแรงเข้าสวมกอดเอวคอดบางของภรรยาจากด้านหลัง รั้งร่างของเธอเข้ามาแนบชิดกับแผงอกกว้าง พร้อมกับเกยคางลงบนลาดไหล่เนียน"กำลังคิดอะไรอยู่ครับคน
บทพิเศษ 4: คุณหมอพ่อลูกอ่อนเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสดใสของเด็กหญิงวัยสามขวบดังก้องไปทั่วโถงทางเดินของแผนกศัลยกรรมทรวงอก ทำลายความเงียบสงัดและเคร่งเครียดที่มักจะปกคลุมตึกนี้เป็นประจำ พยาบาลหลายคนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดแวะทักทายและส่งรอยยิ้มเอ็นดูให้กับ 'น้องศริน' ลูกสาวตัวน้อยของอาจารย์หมอศิลาและวิสัญญีแพทย์เพียงขวัญวันนี้เป็นวันเสาร์ที่ควรจะเป็นวันหยุดพักผ่อนของครอบครัว ทว่าเพียงขวัญกลับถูกเรียกตัวด่วนให้เข้ามาสมทบในเคสผ่าตัดอุบัติเหตุฉุกเฉินที่ซับซ้อน ศิลาซึ่งเพิ่งออกเวรเช้าจึงต้องรับบทเป็นคุณพ่อลูกอ่อน กระเตงลูกสาวตัวกลมมาไว้ที่ห้องพักแพทย์ส่วนตัวเป็นการชั่วคราวภายในห้องพักแพทย์ที่เคยวางของเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดนี้เต็มไปด้วยของเล่นพลาสติก สมุดระบายสี และตุ๊กตาหมีกระจัดกระจายอยู่บนโซฟาและพื้นพรมศิลาในสภาพที่ยังสวมเสื้อกาวน์สีขาวทับเสื้อเชิ้ตลำลอง กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมตรงหน้าลูกสาว นัยน์ตาคมกริบที่เคยใช้เพ่งมองรอยต่อของเส้นเลือดในห้องผ่าตัด บัดนี้กำลังจดจ่ออยู่กับการจับรวบเส้นผมเส้นเล็กๆ ของน้องศรินให้รวมกันเป็นกระจุกเดียว"คุณพ่อขรา มัดจุกสองข้างเหมือนชินจังเลยนะคะ หน
บทพิเศษ 3: 1,460 วันที่ไม่มีเธออากาศยามค่ำคืนของกรุงลอนดอนเย็นเฉียบจนทะลุผ่านเสื้อโค้ตตัวหนา ศิลาผลักบานประตูห้องพักอพาร์ตเมนต์ขนาดกะทัดรัดใจกลางเมืองเข้ามาด้วยความเหนื่อยล้า ชายหนุ่มถอดเสื้อโค้ตแขวนไว้ที่ตะขอหลังประตู โยนกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกองตำราแพทย์และงานวิจัยที่ต้องอ่านนี่คือชีวิตที่เขาเลือก ชีวิตที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางวิชาการและโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นศัลยแพทย์ทรวงอกระดับแนวหน้าของโลก เขาเพิ่งผ่านการผ่าตัดเคสยากร่วมกับอาจารย์แพทย์ชื่อดังของมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ ได้รับคำชมเชยและการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานต่างชาติมากมายทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปตามเป้าหมายที่เขาวางไว้ในอดีตอย่างสมบูรณ์แบบศิลาเดินไปที่ตู้เย็น รินน้ำเปล่าเย็นจัดใส่แก้วและยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ความเงียบสงัดภายในห้องพักโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้ง ไม่มีเสียงโทรทัศน์ ไม่มีเสียงเพลง และไม่มีเสียงบ่นเจื้อยแจ้วของใครบางคนที่คอยบอกให้เขาหาเวลาพักผ่อนบ้างชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาผ้าสีหม่น ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง นิ้วเรียวยาวเลื่อนปลดล็อกหน้าจออย่างเชื่องช้า สัญชาตญาณความเคยชินสั่งให้เขาก





