LOGINหยาดฝนเม็ดใหญ่ทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหม่น กระทบหลังคากระเบื้องดินเผาของศาลาวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจนเกิดเสียงดังกึกก้องแข่งกับเสียงสวดพระอภิธรรมศพที่ฟังสลดหดหู่ กลิ่นชื้นแฉะของไอดินผสมปนเปไปกับกลิ่นธูปควันเทียนและดอกซ่อนกลิ่น สร้างบรรยากาศที่บีบคั้นจนทำให้ผู้คนที่มาร่วมงานหายใจแทบไม่ออก
กวินทร์ อัครกุล ชายหนุ่มในวัยสามสิบเอ็ดปี ยืนกอดอกนิ่งสงบอยู่ในมุมมืดที่สุดของศาลา ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสูทสีดำสนิทสั่งตัดพิเศษดูกลมกลืนไปกับเงามืด ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบตึงและเย็นชาอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าและดวงตาที่แดงก่ำจากการอดนอนมาหลายคืน
นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองตรงไปยังกรอบรูปคู่หน้าโลงศพ...รูปของ ‘พล’ เพื่อนสนิทที่สุดเพียงคนเดียวในชีวิตของเขา และภรรยาของพลที่เพิ่งจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
กวินทร์กับพลสร้างบริษัท ‘อัครกุล เรียลเอสเตท’ ขึ้นมาด้วยกันจากศูนย์ จนตอนนี้มันกลายเป็นอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พลคือรอยยิ้มและมันสมองฝั่งเจรจา ส่วนกวินทร์คือความเด็ดขาดและนักล่าฝั่งบริหาร พวกเขาเป็นเหมือนพี่น้องที่คลานตามกันมา
แต่ตอนนี้ครึ่งหนึ่งของอัครกุลได้ตายจากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงสมบัติมูลค่าหลายร้อยล้าน และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อีกหนึ่งชีวิตที่นั่งพับเพียบอยู่หน้าโลงศพ
เด็กหญิงจิณณพัต หรือ ‘น้องเจ้าขา’ ในวัยสิบขวบ
เด็กหญิงตัวผอมบางในชุดกระโปรงสีดำสนิท นั่งตัวตรงแหน่วอยู่หน้ากระถางธูป ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยมียิ้มสดใสเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา แต่สิ่งที่ทำให้กวินทร์ต้องขมวดคิ้วมอง คือท่าทีของเด็กน้อยที่ไม่ได้ฟูมฟายหรือสะอื้นไห้จนตัวโยนเหมือนเด็กทั่วไปที่เพิ่งเสียพ่อแม่ไป
เธอนั่งกำหมัดแน่นอยู่ที่ตัก นัยน์ตากลมโตที่บวมช้ำจ้องมองตรงไปข้างหน้า แววตานั้นไม่ได้ว่างเปล่าหรือหวาดกลัว แต่มันเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและหยิ่งทะนงอย่างประหลาด ราวกับกำลังสร้างเกราะกำบังตัวเองจากฝูงแร้งกาที่กำลังรุมล้อมอยู่ด้านหลัง
“โธ่...หลานป้า น่าสงสารจริง ๆ พ่อแม่มาด่วนจากไปแบบนี้ แล้วชีวิตหนูจะทำยังไงล่ะลูกเอ๊ย”
เสียงแหลมปรี๊ดที่ดัดให้ดูโศกเศร้าของป้าศรี ญาติห่าง ๆ ฝั่งแม่ของเจ้าขาดังขึ้น พร้อมกับมืออวบอูมที่เอื้อมมาหวังจะลูบศีรษะเด็กหญิง
“เรื่องงานศพพวกเราก็จะจัดการให้เต็มที่นั่นแหละ แต่เรื่องมรดกที่ตาพลทิ้งไว้ ได้ข่าวว่าเยอะน่าดู ป้าในฐานะญาติผู้ใหญ่ฝั่งแม่ ก็คงต้องรับหน้าที่เป็นผู้ปกครองดูแลทรัพย์สินให้เจ้าขาไปก่อน ไม่งั้นเด็กตัวแค่นี้โดนคนนอกหลอกเอาไปหมดแน่”
“เดี๋ยวสิพี่ศรี” ญาติอีกคนแทรกขึ้นมาทันที แววตาเต็มไปด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด “ทางฝั่งพ่อเขาก็มีญาติเหมือนกันนะ ฉันเป็นอาแท้ ๆ ของตาพล ฉันควรจะเป็นคนดูแลเจ้าขากับมรดกพวกนั้นมากกว่าสิ”
เสียงกระซิบกระซาบถกเถียงเรื่องเงินทองและสิทธิ์ในการดูแลบ่อทองคำที่ชื่อว่าเจ้าขาดังระงมขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้เกรงใจวิญญาณคนตายที่นอนอยู่ในโลงเลยแม้แต่น้อย
กวินทร์ยืนฟังบทสนทนาอันน่าสะอิดสะเอียนนั้นด้วยความขยะแขยง เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน เตรียมจะก้าวเท้าออกไปจัดการสั่งสอนพวกเหลือบไรพวกนั้นให้รู้สำนึก แต่ทว่าเสียงเล็ก ๆ ที่ดังขึ้นท่ามกลางวงล้อมกลับทำให้เขาต้องชะงักเท้า
“อย่ามาแตะตัวหนูนะ!”
เจ้าขาปัดมือของป้าศรีออกอย่างแรงจนอีกฝ่ายสะดุ้ง เด็กหญิงวัยสิบขวบลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ตัวจะเล็กกว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นมาก แต่รังสีความแข็งกร้าวที่แผ่ออกมากลับทำให้พวกญาติ ๆ หน้าตื่น
“หนูไม่ไปอยู่กับป้าศรี แล้วก็ไม่ไปอยู่กับใครทั้งนั้น!” เด็กหญิงตวาดเสียงสั่นเครือแต่มั่นคง นัยน์ตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด “ป้าศรีเกลียดคุณแม่! ตอนคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ป้าก็เอาแต่ด่าคุณแม่ลับหลัง พอตอนนี้คุณแม่ไม่อยู่ ป้าก็แค่จะฮุบเงินของคุณพ่อ!”
“นังเด็กนี่! พูดจาฉอด ๆ ไม่มีมารยาท ใครสั่งใครสอนฮะ!” ป้าศรีหน้าม้าน โกรธจนหน้าแดงก่ำ ง้างมือขึ้นเตรียมจะฟาดลงบนแก้มใสของเด็กหญิงที่กล้าฉีกหน้าเธอต่อหน้าคนอื่น “ฉันเป็นป้าแกนะ! แกไม่มีพ่อแม่คอยคุ้มกะลาหัวแล้วนะยะ!”
เจ้าขาไม่หลบ เธอเชิดหน้าขึ้น กัดริมฝีปากแน่น เตรียมรับแรงปะทะอย่างคนที่มีศักดิ์ศรีและไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม
แต่ก่อนที่ฝ่ามืออวบอูมนั้นจะทันได้สัมผัสผิวแก้มของเด็กน้อย...
หมับ!
มือหนาและแข็งแกร่งดุจคีมเหล็กของใครบางคนก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของป้าศรีเอาไว้กลางอากาศ แรงบีบมหาศาลทำเอาหญิงวัยกลางคนถึงกับร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
“ โอ๊ย! ปล่อยนะ! แกเป็นใครวะ!”
“คนที่คุณไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องคนของเขา...แม้แต่ปลายเล็บ”
เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบจนสลักลึกถึงกระดูกดังขึ้นเบื้องหลังเด็กหญิง กวินทร์ก้าวเข้ามาขวางระหว่างเจ้าขากับบรรดาญาติหน้าเงิน ร่างสูงใหญ่ของเขาทาบทับเป็นเงาทะมึน บดบังเด็กน้อยเอาไว้เบื้องหลังอย่างมิดชิด สายตาที่เขามองป้าศรีราวกับมองขยะเปียกชิ้นหนึ่ง
เขาสะบัดข้อมือนั้นทิ้งอย่างรังเกียจ จนป้าศรีเซถลาไปชนกับญาติคนอื่น ๆ
“คุณ...คุณกวินทร์” ญาติฝั่งพ่อที่จำเขาได้หน้าถอดสีทันที
“คุยอะไรกันอยู่ครับสาว ๆ หน้าเครียดเชียว” เสียงทุ้มละมุนดังขึ้น เจ้าขาเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ “พี่ท็อป! บังเอิญจังเลยค่ะ วันนี้มีเรียนตึกนี้เหรอคะ” ‘ท็อป’ หรือ ชยธร รุ่นพี่ปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ดีกรีอดีตเดือนคณะและนักบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสไตล์โอปป้าเกาหลี ผิวขาวสะอาดตา รอยยิ้มอบอุ่น และที่สำคัญ...เขาเป็นผู้ชายประเภทธงเขียวที่เพอร์เฟกต์ในสายตาของสาว ๆ ทั้งมหาวิทยาลัย “พี่แวะเอาขนมมาให้เราน่ะสิ เห็นบ่นในไอจีสตอรี่ว่าเมื่อคืนปาร์ตี้หนัก เช้านี้เลยอยากกินอะไรหวาน ๆ” ท็อปพูดพลางวางถุงกระดาษจากร้านเบเกอรี่ชื่อดังลงบนโต๊ะตรงหน้าเจ้าขา “มูสเค้กสตรอว์เบอร์รี ร้านที่เจ้าขาชอบ พี่ไปต่อคิวซื้อมาให้ตั้งแต่ร้านเปิดเลยนะ” “โห...พี่ท็อป น่ารักที่สุดเลยค่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ” เจ้าขารับถุงขนมมาด้วยความเกรงใจปนดีใจ รอยยิ้มของเธอสว่างไสวจนคนมองแทบจะตาพร่า “แหม ๆ ๆ มีการตามดูไอจีสตอรี่แล้วไปต่อคิวซื้อขนมมาเสิร์ฟถึงที่” เจไดส่งเสียงแซวอย่างหมั่นไส้ “แบบนี้เรียกพี่ชายที่แสนดีหรือว่าผู้ชายท
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวเข้ามาภายในห้องรับประทานอาหารของเพนต์เฮาส์หรู บรรยากาศควรจะปลอดโปร่งและสดใส ทว่าความเงียบสงัดที่โรยตัวอยู่เหนือโต๊ะอาหารหินอ่อนตัวยาว กลับทำให้พนักงานทำความสะอาดและแม่บ้านเก่าแก่อย่างป้าแจ่มถึงกับต้องเดินเลี่ยงออกไปอยู่หลังครัวด้วยความอึดอัด กวินทร์ นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดสูททำงานสีเทาเข้มคัตติ้งเนี้ยบกริบแบบไร้ที่ติ มือหนาข้างหนึ่งถือแท็บเล็ตเพื่ออ่านข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนประจำวัน ส่วนอีกข้างยกแก้วกาแฟดำเอสเปรสโซ่ขึ้นจิบช้า ๆ กลิ่นขมปร่าของกาแฟคั่วเข้มฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แต่กระนั้นมันก็ไม่อาจกลบกลิ่นหอมหวานของวานิลลาที่เพิ่งโชยเข้ามาจากโถงทางเดินได้ เจ้าขาเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยท่วงท่าสง่างามและมั่นใจ หญิงสาวอยู่ในชุดนักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบทุกระเบียดนิ้ว กระโปรงทรงสอบสีดำยาวคลุมเข่า ผ่าหลังเล็กน้อยเพื่อให้เดินสะดวก เสื้อนักศึกษาพอดีตัวไม่ได้รัดติ้วจนดูน่าเกลียด แต่ความพอดีนั้นกลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าของวัยสาวให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นหางม้าสูง เผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าสวยหวานที่
คำสั่งเด็ดขาดแบบเผด็จการนั้น หากเป็นเจ้าขาในวัยสิบขวบ คงจะก้มหน้ารับคำและรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปแล้ว แต่สำหรับจิณณพัตในวัยยี่สิบเอ็ดปี ผู้ซึ่งตระหนักรู้ถึงสถานะและเสน่ห์ความเป็นหญิงของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม เธอไม่ได้เปราะบางและยอมอ่อนข้อให้อำนาจของเขาอีกต่อไป หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตากลมโตที่เคยมองเขาด้วยความเทิดทูน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความหยิ่งทะนงและท้าทาย แทนที่เธอจะถอยห่าง เธอกลับก้าวเท้าเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว จนปลายเท้าของทั้งสองแทบจะชนกัน “อาวินไม่ชอบกลิ่นเหล้า...” เจ้าขาช้อนตามองสบตาคนตัวโต น้ำเสียงหวานใสถูกปรับให้แหบพร่าและยั่วยวนขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ “หรือไม่ชอบ...ให้หนูใส่ชุดนี้ไปให้คนอื่นมองคะ” กวินทร์ลมหายใจสะดุดกึก ราวกับถูกหมัดฮุกเข้าที่กลางอก นัยน์ตาสีรัตติกาลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงกับความกล้าหาญของคนตรงหน้า กลิ่นวานิลลาหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ปลายจมูก ผสมกับกลิ่นลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอ มันมอมเมาสติสัมปชัญญะของชายวัยสี่สิบสองจนแทบจะขาดสะบั้น เขาอยากจะรวบเอวคอดกิ่วนั้นเข้ามากระแทกจูบลงบนริมฝีปากอวดดีนั่นให้รู้แล้วร
เข็มสั้นของนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ บนข้อมือแกร่งชี้บอกเวลาตีหนึ่งสิบห้านาที ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์สุดหรูบนชั้นสูงสุดของอาคาร The Cloud Residence ใจกลางย่านสุขุมวิท บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหยาดฝนที่สาดกระทบกระจกบานหน้าต่างสูงจรดเพดาน กวินทร์ อัครกุล ในวัยสี่สิบสองปี นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังอิตาลีสีดำขลับ ในมือหนามีแก้วคริสตัลบรรจุวิสกี้สีอำพันที่น้ำแข็งละลายไปจนเกือบหมดแล้ว ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ถูกปลดกระดุมบนออกสองเม็ดและพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก บ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่เจ้าตัวกำลังพยายามข่มกลั้นเอาไว้ เขายังไม่ได้นอน และไม่สามารถข่มตาหลับได้ ตราบใดที่ ‘เด็กในปกครอง’ ยังไม่กลับมาถึงห้อง ‘กติกาคือต้องกลับถึงห้องก่อนเที่ยงคืน นี่มันเลยมาเป็นชั่วโมงแล้ว’ ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวภายใต้กรอบแว่นสายตาสีเงินเพ่งมองไปยังบานประตูดิจิทัลราวกับจะเจาะให้ทะลุ ยิ่งเวลาล่วงเลยไป ความเป็นห่วงก็ยิ่งทวีคูณตีคู่มากับความกรุ่นโกรธ ภาพของเจ้าขาในวัยยี่สิบเอ็ดปีที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่
ใครบ้างในแวดวงธุรกิจจะไม่รู้จัก กวินทร์ อัครกุล มาเฟียอสังหาฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและโหดเหี้ยมที่สุด “นี่มันเรื่องภายในครอบครัวนะคะคุณกวินทร์ คุณเป็นแค่เพื่อนของตาพล ไม่เกี่ยวอะไรกับมรดก หรือการดูแลยัยเจ้าขา” ป้าศรีพยายามเถียง แม้เสียงจะสั่นกึก ๆ กวินทร์แค่นยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่เลยแม้แต่น้อย เขาสอดมือล้วงกระเป๋ากางเกงทอดมองพวกญาติ ๆ ด้วยสายตาสมเพช “บังเอิญว่า เพื่อน’ อย่างผม เป็นคนที่ไอ้พลไว้ใจมากกว่า ‘สายเลือด’ ที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้ออย่างพวกคุณ” กวินทร์หันไปพยักหน้าให้ลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่หน้าศาลา ทนายความประจำบริษัทเดินถือแฟ้มเอกสารตรงเข้ามาทันที “นี่คือพินัยกรรมฉบับสมบูรณ์ของนายพลและภรรยา ที่ทำไว้กับบริษัททนายความของผมเมื่อปีที่แล้ว” กวินทร์ประกาศเสียงดังฟังชัด “ระบุไว้ชัดเจนว่า หากพวกเขาเป็นอะไรไป สิทธิ์ขาดในการดูแลเด็กหญิงจิณณพัต และผู้จัดการมรดกทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวตกเป็นของผม กวินทร์ อัครกุล” คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางศาลาวัด ญาติพี่น้องทุกคนหน้าซีดเผือด อ้าปากค้าง หมดหน
หยาดฝนเม็ดใหญ่ทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหม่น กระทบหลังคากระเบื้องดินเผาของศาลาวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจนเกิดเสียงดังกึกก้องแข่งกับเสียงสวดพระอภิธรรมศพที่ฟังสลดหดหู่ กลิ่นชื้นแฉะของไอดินผสมปนเปไปกับกลิ่นธูปควันเทียนและดอกซ่อนกลิ่น สร้างบรรยากาศที่บีบคั้นจนทำให้ผู้คนที่มาร่วมงานหายใจแทบไม่ออก กวินทร์ อัครกุล ชายหนุ่มในวัยสามสิบเอ็ดปี ยืนกอดอกนิ่งสงบอยู่ในมุมมืดที่สุดของศาลา ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสูทสีดำสนิทสั่งตัดพิเศษดูกลมกลืนไปกับเงามืด ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบตึงและเย็นชาอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าและดวงตาที่แดงก่ำจากการอดนอนมาหลายคืน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองตรงไปยังกรอบรูปคู่หน้าโลงศพ...รูปของ ‘พล’ เพื่อนสนิทที่สุดเพียงคนเดียวในชีวิตของเขา และภรรยาของพลที่เพิ่งจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ กวินทร์กับพลสร้างบริษัท ‘อัครกุล เรียลเอสเตท’ ขึ้นมาด้วยกันจากศูนย์ จนตอนนี้มันกลายเป็นอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พลคือรอยยิ้มและมันสมองฝั่งเจรจา ส่วนกวินทร์คือความเด็ดขาดและนักล่าฝั่งบริหาร







