LOGINการแต่งงานของทั้งคู่ที่ปราศจากความรักของทั้งสองคน เสียงกระซิบของผู้คนภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหรา ดังไปทั่วบริเวณ แขกเหรื่อในชุดราตรีต่างจับจ้องไปยังคู่บ่าวสาวที่ยืนเคียงข้างกันบนเวทีอย่างไม่อาจละสายตา คามิน วัชรเกียรติ ชายหนุ่มทายาทคนเดียวของตระกูลวัชรเกียรติ ในชุดสูทสีดำเรียบโก้ ส่งสายตาเย็นชาผ่านแว่นตาไปยังผู้คนตรงหน้า ความไม่พอใจซ่อนอยู่ในดวงตาคมที่เต็มไปด้วยความแค้น ข้างกายเขาคือหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีขาวหรูหรา แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ปรางค์แก้ว ศิรินาท ยืนนิ่งสงบ เธอยิ้มเล็กน้อยเมื่อเสียงปรบมือดังขึ้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มแสนอ่อนโยนนั้น ซ่อนความรู้สึกกดดันและเหนื่อยล้าไว้มากแค่ไหน ความจำยอมผลักดันให้เธอมายืนตรงนี้เพียงเพราะครอบครัวที่เธอรักกำลังล่มสลาย การแต่งงานครั้งนี้คือความหวังเดียวที่จะช่วยชีวิตครอบครัวของเธอจากหนี้สิน “คุณพร้อมหรือยัง?” เสียงถามของคามินดังขึ้นเบาๆ แต่เยือกเย็น
View Moreแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องทะลุผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องอาหารหรูหรา
โต๊ะไม้สักกลางห้องถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยด้วยจานชามและชุดอาหารเช้าสไตล์ตะวันตก
กลิ่นขนมปังอบใหม่และกลิ่นกาแฟคละเคล้าอยู่ในอากาศ
ปรางค์แก้วนั่งนิ่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ หญิงสาวอยู่ในชุดเรียบง่ายแต่ดูสง่างาม
เธอพยายามนั่งตัวตรงในท่าทีสงบเรียบหรู หันหน้ามองอาหารตรงหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
ข้างกายเธอคือคามิน เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ดูสง่างามไม่ต่างจากบุคลิกของเขาเอง
พ่อของคามิน คุณอเนก วัชรเกียรติ และแม่ คุณนุชนารถ วัชรเกียรติ นั่งประจำอยู่ที่หัวโต๊ะ
คุณนุชนารถยิ้มแย้มขณะตักอาหารให้สามี และหันมายิ้มให้ทั้งคู่เป็นครั้งคราว
“หนูปรางค์นอนหลับสบายไหมลูก” คุณนุชนารถถามขึ้น พลางส่งยิ้มบางๆ ที่แฝงด้วยความคาดหวัง
ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ค่ะหลับสนิทดีค่ะ”
คามินไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ตักอาหารบนจานของตัวเองอย่างไร้เสียงรบกวน
คุณอเนกหันมามองลูกชายเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่มีความหนักแน่นที่มาพร้อมอำนาจในฐานะหัวหน้าครอบครัว
“คามิน อย่าทำให้หนูปรางค์ลำบากใจละ ”
คำพูดนั้นทำให้คามินหยุดมือชั่วขณะ แต่เขาก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นหรือเถียงอะไรออกมา
“ครับ ผมรู้ดี” น้ำเสียงที่ตอบนั้นเรียบเฉยจนดูเหมือนไม่มีความรู้สึกใด
ปรางค์แก้วนั่งนิ่ง พยายามกลบเกลื่อนความอึดอัดที่ก่อตัวในอากาศ เธอไม่อยากให้เรื่องนี้บานปลายไปมากกว่านี้
“คุณพ่อค่ะ คุณคามินไม่ได้ทำอะไรให้แก้วลำบากใจเลยค่ะ”
เธอพูดพร้อมส่งยิ้มจางๆ ไปยังผู้ใหญ่ทั้งสอง
คุณนุชนารถมองเธอด้วยความพอใจ
“แม่เชื่อว่าปรางค์จะช่วยทำให้คามินอ่อนลงได้นะลูก พยายามเข้าใจเขาให้มากหน่อย เขาอาจจะไม่ใช่คนที่แสดงออกง่ายเหมือนใครๆ”
ปรางค์แก้วได้แต่พยักหน้า และมองจานอาหารตรงหน้าตัวเองอีกครั้ง แม้ภายในใจจะรู้สึกถึงน้ำหนักที่ถาโถมเข้ามามากขึ้น
คามินหันไปสบตาแม่เพียงชั่วครู่ ก่อนกลับไปสนใจกาแฟในถ้วยของตัวเองโดยไม่พูดอะไรต่อ
เขาเพียงอยากให้มื้อเช้าครั้งนี้จบลงโดยเร็วที่สุด
ทั้งโต๊ะเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดแฝงอยู่ในความเงียบงัน
มีเพียงเสียงช้อนกระทบจานเบาๆ ที่ก้องกังวานในความรู้สึกของทั้งคู่ที่นั่งเผชิญหน้ากับชีวิตคู่ที่พวกเขาไม่ได้เลือกเอง
หลังจากทานอาหารเช้าท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอึดอัด
คามินวางผ้าเช็ดปากลงบนโต๊ะก่อนจะลุกขึ้น เขาส่งสายตาเรียบเฉยไปยังพ่อและแม่
“ผมขอตัวนะครับ จะออกไปเจอเพื่อนๆ”
คุณนุชนารถเลิกคิ้วเล็กน้อย “รีบกลับมานะลูก อย่าปล่อยให้หนูปรางค์อยู่คนเดียวในบ้านทั้งวัน”
น้ำเสียงของเธออ่อนโยน แต่แฝงด้วยความหมายเชิงตำหนิที่พยายามกลบเกลื่อน
คามินไม่ได้ตอบอะไร เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนเดินออกจากห้องอาหารไป
ท่าทางของเขาแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของแม่
ปรางค์แก้วได้แต่นั่งเงียบมองจานอาหารของตัวเอง โดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม เธอไม่อยากเป็นต้นเหตุให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม
ร้านกาแฟริมถนนใหญ่ในเมือง
คามินมาถึงร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่เพื่อนๆ ของเขานัดเจอกัน บรรยากาศในร้านคึกคักด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ
คามินกวาดตามองจนเจอเพื่อนๆ ของเขาที่นั่งอยู่โต๊ะริมกระจก
“มาแล้ว!เว้ย เจ้าบ่าวป้ายแดง” เสียงของ รวิชญ์ หนึ่งในเพื่อนสนิทของเขาดังขึ้น รวิชญ์เป็นชายหนุ่มร่างสูง
ใบหน้าอารมณ์ดีตลอดเวลา เขายกแก้วกาแฟในมือขึ้นเป็นการทักทาย
“คามิน! นึกว่าแกจะไม่มาซะแล้ว นึกว่าจะโดนเมียขังไว้ที่บ้านซะแล้ว”
อีกคนหนึ่ง ตฤณ เอ่ยพลางหัวเราะ ท่ามกลางเสียงแซวจากเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกัน
คามินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ว่าง “ยัยนั้นนะเหรอ จะกล้าขังฉันเอาไว้”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความไม่พอใจ
รวิชญ์ยักไหล่ “เอาน่า คามิน แกแต่งแล้วก็แต่งไปเหอะน่ะ ทำใจสบายๆ หน่อยสิ”
“สบายๆแก่ก็พูดได้สิวะ ” คามินเลิกคิ้ว
“พวกแกไม่รู้หรอกว่ามันยากแค่ไหนที่ต้องทนอยู่กับคนที่ฉันไม่รัก ฉันไม่อยากเห็นหน้าหรือพูดคุยกับยัยนั้นด้วยซ้ำ”
ตฤณเอนตัวพิงเก้าอี้ ขณะยกกาแฟขึ้นจิบ
“แต่เธอก็สวยนะเว้ย ฉันสังเกตเมื่อวานตอนงานแต่ง เธอสวยไม่เบาเลยล่ะ”
คำพูดนั้นทำให้คามินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “สวยเหรอ ฉันไม่สนใจ”
รวิชญ์มองเพื่อนแล้วถอนหายใจ
“ยังไงก็ตาม แกควรเลยตามเลย อย่าทำให้เรื่องมันแย่ไปกว่านี้ นั่นก็เพื่อชื่อเสียงของตระกูลแกด้วยนะเว้ย คามิน”
คามินไม่ตอบ เขาแค่นั่งนิ่งโดยปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นลอยผ่านหูออกไป
เขารู้ดีว่าทุกอย่างที่เพื่อนพูดมามีเหตุผล แต่ก็ยังไม่อาจทำใจให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
เสียงโทรศัพท์ของคามินดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก่อนกดรับสายโดยไม่ได้ขยับจากเก้าอี้
“สวัสดีครับคุณแม่” คามินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สายตาที่สบกับหน้าจอแสดงให้เห็นว่าเขาค่อนข้างไม่พอใจ
ปลายสายเป็นเสียงของ คุณนุชนารถ ผู้เป็นแม่ “คามิน ตอนนี้ลูกอยู่ไหน? กลับบ้านได้แล้วนะ พ่อมีเรื่องต้องคุย”
“ผมยังไม่เสร็จธุระครับ” เขาตอบสั้นๆ พยายามตัดบทให้จบ
“แม่ไม่ได้บอกว่าให้กลับเดี๋ยวนี้ แต่กำลังบอกให้รีบกลับมาคุยเรื่องสำคัญ คุณพ่อมีบางอย่างจะบอก” เสียงของคุณนุชนารถเข้มขึ้นเล็กน้อย
คามินนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาพยักหน้าให้เพื่อนๆ อย่างไม่เต็มใจนัก “โอเค เดี๋ยวผมกลับไป”
วางสายแล้ว เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง “ฉันต้องกลับก่อน ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องที่บ้าน”
รวิชญ์ยักไหล่ “อย่าทำให้พวกผู้ใหญ่โกรธล่ะ พ่อแม่ของแกดูจะรักเมียแกมากซะด้วย”
“กวนประสาท” คามินโต้กลับสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากร้าน ทิ้งเพื่อนๆ ให้นั่งพูดคุยกันต่อ
กลับถึงบ้านตระกูลวัชรเกียรติ
คามินเดินเข้าบ้านด้วยสีหน้าราบเรียบ ขณะผ่านห้องโถงใหญ่
เขาเห็นปรางค์แก้วกำลังนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องรับแขก ในมือของเธอถือหนังสือเล่มหนา
แต่อากัปกิริยากลับดูไม่ค่อยสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อเธอเห็นเขา เธอลุกขึ้นอย่างสุภาพและถอยตัวออกไปเหมือนพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะใดๆ
“จะไปไหน?” เสียงของคามินดังขึ้นทันทีที่ปรางค์แก้วกำลังจะเดินผ่านหน้าเขา
เธอหยุด หันกลับมาพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่ซ่อนความตึงเครียด “ฉันจะขึ้นห้องค่ะ”
“อยู่ก่อน พ่อกับแม่บอกว่ามีเรื่องจะคุย คิดว่าเธอควรอยู่ฟังด้วย”
คำพูดนั้นทำให้ปรางค์แก้วเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเดินตามเขาไปยังห้องทำงานของคุณอเนก
ภายในห้องทำงาน
“มาแล้วเหรอ คามิน ปรางค์” คุณอเนกพูดขึ้น ขณะพยักหน้าเรียกทั้งคู่ให้นั่งลง
“พวกเรามีบางอย่างต้องบอก” คุณนุชนารถพูดขึ้น น้ำเสียงของเธอดูจริงจังผิดปกติ
คามินขมวดคิ้ว “เรื่องอะไรครับ?”
คุณอเนกสูดลมหายใจ ก่อนพูดช้าๆ
“เกี่ยวกับหน้าที่ในครอบครัว เพราะจากนี้ไป บริษัทจะให้พวกลูกสองคนช่วยดูแล”
“พวกเราสองคน?” คามินทวนคำพลางหันไปมองปรางค์แก้วที่ดูตกใจกับคำพูดนั้นไม่แพ้กัน
คุณอเนกพยักหน้า
“ใช่ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่รวมถึงภาพลักษณ์ของตระกูล แกต้องทำให้การแต่งงานครั้งนี้ดูสมบูรณ์แบบที่สุด”
คำพูดของผู้เป็นพ่อทำให้บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
หน้าของคามินเคร่งเครียด ส่วนปรางค์แก้วก้มหน้ามองมือตัวเอง ไม่กล้าสบสายตากับใครทั้งนั้น
"ฉันไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ซะหน่อย!"เขามองเธอที่นั่งทำหน้าหงอยๆ แล้วก็ได้แต่ยิ้มขำ เดินเข้ามายืนห่างๆ ก่อนจะพูดด้วยเสียงอ่อนโยน "โอเค งั้นเดี๋ยวผมไปอยู่ห้องข้างๆ ก่อนละกัน จะได้ไม่รบกวนคุณ"พอได้ยินแบบนั้น ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก"แต่ถ้าคุณต้องการอะไร แค่เรียกผมนะ" คามินยิ้มให้ ก่อนจะเดินออกไปจริงๆปรางค์แก้วมองตามหลังเขาไป รู้สึกทั้งโล่งใจและว้าเหว่นิดๆ อย่างประหลาดเขาจะย้ายไปนอนห้องอื่นจริงๆ เหรอเธอถอนหายใจ พลิกตัวลงนอน ดึงผ้าห่มคลุมตัวเองไว้ แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว!ขณะที่พ่อแม่ของปรางค์แก้วและพ่อแม่ของคามินกำลังคุยกันด้วยความตื่นเต้น คามินก็เดินออกมาจากห้องของภรรยาอย่างหมดสภาพเขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าดูเหนื่อยล้าแต่ก็เต็มไปด้วยความรักและห่วงใย"เป็นไงบ้างล่ะลูก" คุณนุชนารถหันไปถามลูกชายด้วยรอยยิ้ม "หนูปรางค์แพ้ท้องมากเลยเหรอ"คามินพยักหน้าช้าๆ "มากเลยครับแม่ เห็นผมแล้วอ้วกเลย"คุณอเนกหัวเราะขำ "อ้าว แล้วไปทำอะไรให้เขาเหม็นล่ะ""เปล่าเลยครับพ่อ แค่เดินเข้าไปเฉยๆ ยังโดนไล่ออกจากห้องเลย" คามินทำ
คามินที่เพิ่งตื่นขึ้นมาเห็นปรางค์แก้ววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างเร่งรีบก็ตกใจ เขารีบลุกจากเตียงเดินตามไป"ปรางค์!" เขาเคาะประตู "เป็นอะไรหรือเปล่า"ภายในห้องน้ำ ปรางค์แก้วยืนพิงอ่างล้างหน้าด้วยอาการมึนหัว มือบางแตะหน้าท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบเปิดน้ำล้างหน้าให้สดชื่น"ฉันไม่เป็นไร" เธอตอบเสียงเบาๆ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆแต่คามินไม่เชื่อ เขาผลักประตูเข้าไปทันทีที่เห็นว่าเธอไม่ได้ล็อก และพบว่าภรรยาของเขาดูซีดกว่าปกติ"ทำไมหน้าซีดแบบนี้" เขาขมวดคิ้วเข้ม "เมื่อคืนยังดีๆ อยู่เลย"ปรางค์แก้วเม้มริมฝีปาก พลางเบือนหน้าหนีสายตาจับผิดของเขา "ฉันแค่เวียนหัวนิดหน่อย ไม่มีอะไรหรอก""เวียนหัวแต่เช้าแบบนี้" คามินนิ่งไป ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง"หรือว่า"ปรางค์แก้วชะงัก หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นแววตาลุ้นระทึกของเขา"หรือว่าคุณกำลังท้อง" คามินถามออกมาเสียงเบาราวกระซิบ แต่เต็มไปด้วยความหวังปรางค์แก้วเงียบไป เธอเองก็เริ่มคิดถึงความเป็นไปได้นั้นเช่นกันคามินมองปรางค์แก้วที่นอนซมอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเป็นกังวล เธอดูอ่อนเพลียจนแทบไม่มีแรง ขนาดน้ำเปล่าแค่ไม่กี่อึก เธอยังอาเจ
แม่ของคามินมองภาพตรงหน้าแล้วอดหัวเราะไม่ได้“ตายจริง! นี่ลูกชายฉันหรือเด็กสามขวบกันแน่” เธอพูดกลั้วหัวเราะ ขณะที่คามินยังคงกอดปรางค์แก้วแน่นไม่ยอมปล่อยพ่อของปรางค์แก้วกระแอมเบาๆ มองชายหนุ่มตรงหน้าที่เคยวางมาดขรึมตลอด ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนเด็กขี้อ้อนเสียอย่างนั้น“ นี่มันบ้านพ่อแม่นะ จะมากอดกันกลางบ้านแบบนี้ไม่อายหรือไง”พ่อของปรางค์แก้วพูดเสียงเข้ม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูคามินไม่สะทกสะท้าน ยังคงซบไหล่ปรางค์แก้วและพูดเสียงอ้อน“ไม่อายครับพ่อ ผมแค่อยากให้ปรางค์กลับบ้านด้วย”แม่ของปรางค์แก้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับสามี “เห็นไหมคะ พ่อ ดูสิ ลูกเขยเราเป็นเอามาก”“ใช่เป็นเอามากจริงๆ” พ่อของปรางค์แก้วตอบเสียงเรียบ “อยากจะง้อเมียก็ต้องพยายามหน่อย”แม่ของคามินหัวเราะคิก “นั่นสิ พ่อแม่ช่วยอะไรไม่ได้หรอก ต้องแล้วแต่ยายปรางค์แล้วล่ะ ว่าจะใจอ่อนหรือเปล่า”ปรางค์แก้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะผลักอกคามินเบาๆ “ปล่อยก่อนค่ะ นี่พ่อกับแม่ฉันมองอยู่นะ”“ไม่ปล่อย” คามินพูดเสียงอู้อี้ “ผมจะรอจนกว่าคุณจะบอกว่าจ
คามินเปิดประตูเข้ามาในบ้านด้วยสภาพเหนื่อยล้า แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปเมื่อคืนเริ่มจางหาย ทิ้งไว้เพียงความหนักอึ้งในใจบ้านเงียบสนิทจนผิดปกติเขาขมวดคิ้ว เดินเข้าไปด้านในแล้วมองไปรอบๆ ทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิม แต่กลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก“ปรางค์” เขาเรียกชื่อเธอเสียงเบา ก่อนจะเดินไปยังห้องนอนพอเปิดประตูเข้าไป เขากลับพบว่าตู้เสื้อผ้าถูกเปิดทิ้งไว้โล่งๆ บางส่วน เสื้อผ้าของเธอหายไป!คามินยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปเปิดลิ้นชัก เธอเอาของใช้ส่วนตัวไปเกือบหมดหัวใจเขาหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม“บ้าชะมัด” เขาพึมพำกับตัวเอง พลันรู้สึกถึงความผิดพลาดที่ก่อขึ้นเมื่อคืนเขาพูดอะไรออกไปบ้างนะเขาพูดว่าหย่าใช่ไหม มือหนากำแน่น ดวงตาคมสะท้อนความรู้สึกสับสนและเสียใจเขาหันหลังกลับ เดินออกจากห้องด้วยจิตใจร้อนรน ไม่สนใจความมึนงงจากฤทธิ์เหล้าอีกแล้วเขาต้องไปหาเธอ!หัวใจของคามินอ่อนวูบราวกับถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็นเขามองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง หวังว่าบางทีนี่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา หรือเธออาจจะแค่
ในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดดังคลอไปกับการพูดคุยของพนักงาน อริสานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเองอย่างเงียบๆสายตาของเธอเหลือบมองไปยังมุมห้องทำงานที่คามินยืนอยู่ คามินกำลังยิ้มให้กับปรางค์แก้วขณะพวกเขาคุยกันเรื่องงานดูเหมือนทุกอย่างจะลงตัวไปหมด ทั้งพูดคุยกันอย่างมีคว
ค่ำคืนนี้เป็นอีกคืนที่สำคัญสำหรับคามิน งานเลี้ยงนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อฉลองการควบรวมกิจการครั้งใหญ่ของบริษัทในเครือซึ่งแน่นอนว่าบรรดานักธุรกิจระดับสูง นักลงทุน รวมถึงบุคคลที่มีอิทธิพลในวงการต่างตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่งปรางค์แก้วเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเธอจะต้องมายืนอยู่ในส
"สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง สายเองค่ะ" เสียงของป้าสายเต็มไปด้วยความยินดีเมื่อเธอโทรหาคุณนุชนารถ แม่ของคามิน"สายเหรอ มีอะไรหรือเปล่า" คุณนุชนารถพูดปลายสาย เสียงนุ่มนวลปนความสนใจ"สายแค่จะรายงานเรื่องของคุณคามินกับคุณปรางค์แก้วค่ะ ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเริ่มดีขึ้นมากแล้วนะคะ สายเห
ขณะเดียวกัน ที่บ้านของคามินคามินกำลังนั่งมองโทรศัพท์อย่างไม่สบอารมณ์มากนัก การที่ได้รู้ว่าเธอไปกินข้าวกับธาวินทำให้เขารู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างเต้นแรงอยู่ในอก มือที่กำโทรศัพท์แน่นเผยให้เห็นถึงความไม่พอใจที่เขาไม่อยากยอมรับกับตัวเอง“ทำไมถึงต้องไปกับหมอนั่น ด้วยนะ ผัวรอ